วิกฤตน้ำมันกระทบระยะสั้น‘หลักสูตรการบิน’ ยังคึกคัก

       จากสถานการณ์น้ำมันที่สูงขึ้น ส่งผลให้ธุรกิจการบินงัด กลยุทธ์ต่างๆ ออกมาใช้เพื่อลดต้นทุน ทั้งการลดจำนวนเที่ยวบิน ลดกำลังคน เนื่องจากไม่สามารถแบกรับภาวะต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องได้
 “ผู้จัดการรายสัปดาห์” ได้สำรวจไปยังมหาวิทยาลัยและสถาบันที่สอนด้านการบินและผลิตบุคลากรป้อน อุตสาหกรรมการบิน พบว่าหลายแห่งเชื่อว่าไม่มีผลกระทบต่อการหางานทำของนักศึกษา เพราะแต่ละแหล่งนอกจากมุ่งผลิตป้อนอุตสาหกรรมการบินในไทยแล้ว ยังสร้างความเข้มข้นในหลักสูตรเพื่อให้นักศึกษาได้โอกาสการทำในต่างประเทศ เช่น จีนที่มีการขยายตัวของอุตสาหกรรมการบิน
       
       ‘มฟล.’น้องใหม่ด้านการบิน
       มุ่งผลิตบุคลากรป้อนการบินโลก

       
       รศ.ดร.เทอด เทศประทีป รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (มฟล.) กล่าวว่า สำหรับปัญหาของการปรับลดกำลังคนตามจำนวนเที่ยวบินที่ลดลงนั้นเป็นปัญหาใน ระยะสั้นเท่านั้น ซึ่งในภาพรวมยังไม่กระทบต่อธุรกิจการบิน เนื่องจากธุรกิจการบินมีการเติบโตในทางกลับกัน เพราะคนนิยมโดยสารเครื่องบินมากขึ้น ขณะนี้ที่สนามบินมีเกิดขึ้นหลายแห่ง
       
        มฟล. โดยสำนักวิชาการจัดการ หลักสูตรธุรกิจการบิน ไม่ได้ผลิตบุคลากรเพื่อตอบสนองแต่ประเทศไทยเท่านั้น แต่ตอบสนองตลาดต่างประเทศด้วย อย่าง จีน ตะวันออกกลาง ฯลฯ จะเห็นว่าตลาดการบินของจีนมีการขยายตัวมากขึ้น ทั้งซื้อเครื่องบินใหม่ และจะผลิตเครื่องบินขึ้นเองเพื่อรองรับธุรกิจการบิน
       
       นอกจากนี้หลักสูตรของ มฟล.ไม่ได้มุ่งผลิตแต่บุคลากรเพื่อไปทำงานในสายการบินเพียงอย่างเดียว แต่สามารถทำงานในสายการบริหารโกดัง การขนส่งทางอากาศ การบรรทุกสินค้า การบริหารจัดการ ฯลฯ ได้ด้วยปัญหาดังกล่าวจึงไม่น่ามีผลกระทบ
       
       โดยหลักสูตรยังได้สอดแทรกความเข้มข้นทางด้านภาษาอังกฤษ ด้วยการสอนหลักสูตร English for aviation Business ที่สำคัญมีการสอนเรื่องของวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน และบุคลิกภาพให้กับนักศึกษาด้วย
       
       ในปีนี้ยังมีการเซ็น MOU กับมหาวิทยาลัย Massey ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงในด้านการบินของประเทศนิวซีแลนด์ เพื่อแลกเปลี่ยนนักศึกษาร่วมกัน โดยจะมีการส่งนักศึกษามฟล.ไปเรียนที่นั้น 1 หรือ 2 เทอม เพื่อให้เขาได้เห็นภาพของธุรกิจการบินของต่างประเทศ ได้ฝึกภาษาและการใช้ชีวิตที่ต่างประเทศ
       
       สำหรับความนิยมในการเข้ามาศึกษา แม้มีเหตุการณ์ดังกล่าว แต่ความนิยมไม่ได้ลงลง ส่วนเทรนด์ของการเปิดหลักสูตรการบินนั้น ขณะนี้ที่เปิดอยู่ในไทยมี 3-4 แห่ง ทิศทางต่อไปจะมีการเปิดเพิ่มขึ้น
       
       ด้าน ศรุตนันท์ โสภนิก สำนักวิชาการจัดการ กล่าวเสริมว่า ปัจจัยที่ทำให้นักศึกษาสนใจเข้ามาศึกษาต่อหลักสูตรธุรกิจการบิน เพิ่มขึ้น 2-3 เท่าตัว เพราะนักศึกษามีมุมมองในการเรียนที่กว้างขึ้นว่าการเรียนไม่ใช่จบออกมาแค่ เป็นแอร์โอสเตสแต่สามารถทำงานด้านการบริหาร มาร์เก็ตติ้ง ไฟแนนซ์ ฯลฯ ที่เกี่ยวกับธุรกิจการบินได้ ซึ่งคนที่จบทางด้านนี้เขาจะมีความชำนาญมากกว่านักศึกษาที่เรียนเอ็มบีเอและ ไปทำงานด้านการบิน
       
       นอกจากนี้ สนามบินเชียงรายกำลังมีการลงทุนเพิ่ม ซึ่งเชื่อว่าจากนี้ไปสนามบินต้องใช้บุคลากรมากขึ้นเพื่อรองรับสินค้า และคนที่จะเข้ามามากขึ้น และการมาเรียนผู้เรียนจะได้ภาษาที่ 3 เพราะมฟล.กำหนดว่านักศึกษาต้องเรียนภาษาจีนอีกหนึ่งภาษา
       
       ‘มรส.’ เชื่อวิกฤตไม่มีผลต่องาน
       แต่กระทบการฝึกบินรุ่น 2 ได้

       
       พล.อ.อ.คธาทิพย์ กุญชร ณ อยุธยา คณบดีสถาบันการบิน มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวว่า สำหรับวิกฤตน้ำมันในขณะนี้เชื่อว่าไม่มีผลกระทบต่อตัวนักศึกษาในเรื่องของ การหางานทำ เนื่องจากรุ่นแรกจะจบการศึกษาปีหน้าประมาณ 10 คนมีบริษัทการบินไทย และสายการบินโลว์คอสต์รองรับอยู่แล้ว อย่างไรก็ดีความต้องการนักบินถือว่ายังขาดแคลน
       
       แต่ปัญหาเรื่องของน้ำมันจะไปกระทบต่อเรื่องของการฝึกบินของนักศึกษา รุ่นที่สองมากกว่า เนื่องจากรุ่นแรกทำสัญญากับโรงเรียนการบินแล้วแม้ราคาน้ำมันขึ้นแต่ค่าเล่า เรียนจะอยู่ที่ 2.3 ล้าน บาทต่อการเรียน 4 ปี แต่รุ่นสองอาจจะขึ้นราคา 2.4 ล้านบาท ขณะที่โรงเรียนการบินทั่วไปมีค่าเล่าเรียนเฉลี่ยที่ 2.6 ล้านบาท
       
        อย่างไรก็ดี ไม่มีสถาบันใดที่จะรองรับได้ว่านักศึกษาจบมาแล้วมีงานทำแน่นอน เนื่องจากนักศึกษาจะเข้าทำงานได้ต้องสอบผ่านใบขับขี่กับกรมขนส่งทางอากาศ ก่อน แต่เชื่อว่า 90% ได้งานทำ ส่วนปริมาณนักศึกษาเชื่อว่าไม่น่าจะลดลง เนื่องจากนักศึกษาสนใจเรียนกันมากขึ้น และการมาเรียนกับม.รังสิต เขาจะได้ทั้งการฝึกบิน และยังได้วุฒิปริญญาตรีด้วย ในขณะที่สถาบันอื่นจะต้องจบปริญญาตรี 4 ปีแล้วมาหัดบินอีกปีครึ่ง
       
        ด้านหลักสูตรของมรส.จะสอนนักศึกษาให้เป็นนักบินเพียงอย่างเดียว ดังนั้น ถ้านักศึกษาคนใดตรวจร่างกายแล้วไม่ผ่าน หรือผลการเรียนไม่ดีเมื่อขึ้นปี 2 จะต้องย้ายไปเรียนคณะอื่น ซึ่งก็มีหลักสูตรที่เกี่ยวข้องกับการบินรองรับไว้ อย่าง อุตสาหกรรมท่องเที่ยวและบริการจะมีวิชาเกี่ยวกับธุรกิจการบิน
       
       ด้วยจุดนี้ทำให้ มรส.แตกต่างจากสถาบันอื่น เพราะเขาสามารถค้นหาตัวเอง ในขณะที่สถาบันอื่นหากตัดสินใจเรียนแล้วไม่สามารถเปลี่ยนได้ นอกจากนี้ หลักสูตรของมรส.เป็นมาตรฐานเดียวกับที่ใช้ฝึกนักบินของบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) และ บริษัท แอร์เอเชีย จำกัด สำหรับเทรนด์ของการเปิดหลักสูตรทางด้านการบิน ปัจจุบันยังมีมหาวิทยาลัยหลายแห่งสนใจที่จะเปิดสอน แต่เขายังไม่มีความพร้อมเนื่องจากจะเปิดได้ต้องร่วมมือกับโรงเรียนการบิน ด้วย
       
        ส่วนการปรับปรุงหลักสูตรในปี 2552 จะปรับหลักสูตรจากเทคโนโลยีบัณฑิตให้เป็นวิทยาศาสตร์บัณฑิต เพื่อสร้างให้นักศึกษามีความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์มากขึ้น เนื่องจากแนวโน้มต่อไปการบินไทยจะเลือกนักบินที่จบจากทางสายวิทยาศาสตร์และ วิศวกรรมศาสตร์เท่านั้นทำให้นักศึกษาหางานได้ง่ายขึ้น แต่เขาจะต้องเรียนยากขึ้นซึ่งต่อไปมรส.จะต้องคัดนักศึกษาที่มาเรียนเป็นคน ที่เก่งกว่าเดิม จากเดิมที่จบมัธยมศึกษาตอนปลายได้เกรดเฉลี่ยที่ 2.6 ก็จะเปลี่ยนมารับเกรด 2.8-3.0 แทน
       
       ‘มรภ.วไลยอลงกรณ์’
       นศ.รุ่นแรกกระบี่แอร์ฯ รับหมด

       
       ฐิตินันท์ วารีวนิช ประธานหลักสูตรศิลปศาสตร์บัณฑิต สาขาวิชาการจัดการการบิน คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ กล่าวว่า สำหรับการปิดตัวของสายการบินเป็นการปิดตัวในเชิงธุรกิจ เนื่องจากต้นทุนการบินที่สูงขึ้นซึ่งไม่ใช่เรื่องถาวร เนื่องจากธุรกิจการบินโตมามากกว่า 40 ปีแล้ว และมีแนวโน้มที่จะเติบโตไปเรื่อยๆ สำหรับปัญหาเรื่องของการหางานทำเชื่อว่าไม่มีผลเนื่องจากนักศึกษา ของมหาวิทยาลัยที่จะจบรุ่นแรก 23 คน กระบี่แอร์ไลน์รับเข้าทำงานทั้งหมด
       
        สำหรับหลักสูตรของมหาวิทยาลัยที่ผ่านมาการเรียนการสอนจะเป็นภาษาอังกฤษแบบ 100% นอกจากนี้ ได้ปรับหลักสูตรให้มีความเข้มข้นมากขึ้น จากเดิมที่เป็นมุมมองของการท่องเที่ยวโรงแรม เนื่องจากอาจารย์ที่สอนไม่เพียงพอ ปัจจุบันก็ปรับมาให้เหมาะกับเรื่องของการจัดการการบินในเชิงลึก
       
       ทั้งการเป็นแอร์กราว การบริหารจัดการองค์กร การจองตั๋ว การบริหารจัดการภายในบริษัทแอร์ไลน์ การคำนวณความคุ้มทุนของการบิน การขนส่งสินค้าทางอากาศ ฯลฯ ส่วนความสนใจที่จะเข้ามาเปิดหลักสูตรของมหาวิทยาลัยอื่นมีหลายแห่งสนใจ แต่ทำได้ยาก ด้านความนิยมในการเรียนของเด็กจะมากขึ้นทุกปี
       
       ‘สบพ.’ มองน้ำมันแพง
       อาจกระทบ นศ.เล็กน้อย

       
       ด้าน นาวาอากาศตรี วัฒนา มานนท์ รองผู้ว่าการฝ่ายบริหาร สถาบันการบินพลเรือน (สบพ.) กล่าวว่า สำหรับปัจจัยที่ส่งผลกระทบให้ธุรกิจการบินมีปัญหา คือ 1.ราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นส่งผลกระทบโดยตรงต่อธุรกิจการบิน ทั้งในเรื่องของสายการบินพาณิชย์ และขนส่ง ฯลฯ ที่จะต้องจัดเก็บค่าโดยสารหรือใช้จ่ายที่เพิ่ม และ 2.ปัญหาการเมืองที่ไม่มั่นคงทำให้ผู้โดยสารชะลอตัว
       
        ทั้งนี้ ปัญหาดังกล่าวส่งผลกระทบต่อการหางานของนักศึกษาไม่มาก เนื่องจากบัณฑิตของสบพ.แบ่งได้เป็น 2 กลุ่ม คือ 1.ทุนบริษัทส่งมา และ 2.ทุนตัวเอง ซึ่งในส่วนทุนบริษัทไม่ใช่ปัญหาจบไปแล้วมีงานทำแน่นอน ในขณะที่ทุนส่วนตัวแต่ละปีจบ 200 กว่าคนสามารถกระจายตัวไปอยู่ในบริษัทต่างๆได้ เห็นได้จากการสำรวจในปี 2549 พบว่าได้งานทำ 80% และตรงกับสายงานที่จบมาด้วย ส่วนที่เหลือตัดสินใจเรียนต่อ
       
        อย่างไรก็ดี จากวิกฤตน้ำมันครั้งนี้นักศึกษาของสบพ.อาจได้รับผลกระทบเล็กน้อย โดยเฉพาะนักศึกษาที่จะจบปีการศึกษา 2551 เพราะถ้าราคายังสูงจนกระทบต่อค่าโดยสารผู้โดยสารก็อาจจะชะลอการเดินทางหรือ ใช้การเดินทางอื่น แต่เชื่อว่าเหตุการณ์นี้ไม่น่าจะยาว เพราะการเดินทางทางอากาศเป็นสิ่งสำคัญ คนยังต้องเดินทางอยู่ และการขยายตัวของธุรกิจการบินยังมีต่อเนื่อง รวมทั้งการขยายฝูงบินด้วย
       
       “เห็นได้จากการวิเคราะห์ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการบินบอกไว้ว่า การเดินทางอากาศยังจำเป็นปลอดภัย และรวดเร็ว ซึ่งการบินในเขตเอเชียแปซิฟิคจะมีการขยายตัวค่อนข้างมากเทียบกับภูมิภาค อื่นๆ และประเทศไทยถือว่ามีข้อได้เปรียบในเรื่องภูมิศาสตร์ สภาพแวดล้อมอื่นเพราะอยู่ในทำเลที่เหมาะกับกับการเดินทางและยังมีการพยากรณ์ ถึงความต้องการของเครื่องบินการขยายตัวของฝูงบินในอีก 10 ปีข้างหน้าจะมากขึ้น 17,650 ลำ เมื่อจำนวนเครื่องบินมากขึ้นความต้องการนักบิน และบุคลากรที่เกี่ยวข้องก็จะเพิ่มตามไปด้วย”
       
       สำหรับความแตกต่างของหลักสูตรของสบพ.กับสถาบันอื่น ถือว่าสบพ.เป็นการสอนหลักสูตรด้านการบินที่เป็นวิชาชีพเฉพาะ ในขณะที่ที่อื่นจะเน้นสอนเรื่องบิวซิเนส ธุรกิจการบิน การบริหารผู้โดยสาร ฯลฯ นอกจากนี้ นักศึกษาที่จบจากหลักสูตรนักบินของสบพ.ได้รับไลเซนต์ทันทีไม่ต้องไปสอบใบ อนุญาต เพราะสบพ.ได้รับการตรวจสอบรับรองจากกรมขนส่งทางอากาศ ส่วนความนิยมของการเรียนถือว่ามีปริมาณที่มากขึ้น เห็นได้จากสบพ.เปิดรับปีละ 250 คน แต่มีคนมาสมัคร 2,000-3,000 คน
       
        สำหรับเทรนด์ของการเปิดหลักสูตรบริหารการบินขณะนี้ในระดับปริญญาตรีมีการ เปิดอยู่หลายแห่ง แต่จำนวนการรับไม่มาก ประมาณแห่งละ 30-40 คน และจะเน้นการเปิดสอนทางด้านแอร์ไลน์บิวซิเนสหรือการบริหารธุรกิจการบิน มากกว่าที่จะมาเปิดแบบการจัดการธุรกิจการบินเฉพาะเหมือนกับสบพ.
       
       ***************
       
       ด้านตลาดของหลักสูตรที่เกี่ยวข้องกับการบินในไทยที่ผ่านมาเป็นการ เปิดหลักสูตรในระดับปริญญาโทซึ่งผู้เรียนเป็นคนที่มีงานทำอยู่แล้วแต่ต้อง การมาเรียนเพื่อปรับวุฒิ แต่ปัจจุบันเริ่มมีการเปิดเป็นหลักสูตรปริญญาตรีมากขึ้น
       
       โดยหลักสูตรแบ่งได้เป็น 4 ประเภท คือ 1.กลุ่มภาคอากาศ คือ การเรียนเป็นนักบิน ทั้งเครื่องบิน และเฮลิคอปเตอร์, นักบินส่วนบุคคล, นักบินหลายเครื่องยนต์ 2.กลุ่มวิชาภาคพื้น เป็นการเรียนเรื่องพื้นฐานการบิน ซ่อมเครื่องบิน เครื่องวัดประกอบการบิน ซ่อมบำรุงอุปกรณ์ ฯลฯ 3.กลุ่มช่าง เช่น ด้านอีเลคทรอนิกส์การบิน และ 4.กลุ่มแอร์ไลน์บิวซิเนส หรือการบริหารธุรกิจการบิน

โดย ผู้จัดการรายสัปดาห์ 28 กันยายน 2551 03:38 น.
http://www.manager.co.th/mgrWeekly/ViewNews.aspx?NewsID=9510000114728&Keyword=%a1%d2%c3%ba%d4%b9