|
|
ค้นหาข้อมูลท่องเที่ยวและการบินในเอชไฟล์ท เชิญด้านล่างนี้
อียิปต์ ทัวร์มหากาพย์ขจัดคราบฝังใจ
#1
Posted 08 February 2011 - 11:42 PM
ชื่อประเทศอียิปต์ (Egypt) มาจากชื่อภาษาละตินว่า Aegyptus และชื่อภาษากรีกว่า Aiguptos (ออกเสียงว่า “ไอกึปตอส” ซึ่งนิยมใช้ในภาษาไทยว่า ไอยคุปต์นั่นเอง สำหรับผม ผมเรียกแบบขำๆว่า อี-หยิบ (e-yibb) แปลว่า การหยิบ(ขโมย)ทางอิเล็กทรอนิกส์ครับ เหมือน e-mail ยังเรียกว่าจดหมายอิเล็กทรอนิกส์เลย เวลาเราเรียกเพื่อนโดยใช้คำนำหน้าว่า”อี” ผมว่ามันน่าจะทันสมัยนะครับอิอิ อ่านะ เออออกับผมหน่อยนะครับ น่านะ
ผมเอากล้องดิจิตอลแบนๆติดตัวไปด้วยครับ ด้วยว่าจะได้แอบถ่ายโน่นนี่เวลาแขกเผลอ สลับกับกล้อง SLR ที่ค่อนข้างใช้ยากที่นี่เพราะมันโดดเด่นจนเสียวว่าจะถูกตบเอาไป ภาพจึงออกมากลางๆผสมกับมึนๆพอดูได้น้าคร้าบ ว่าแล้วเราลุยกันเลยครับ
.
#2
Posted 08 February 2011 - 11:45 PM
เริ่มต้นด้วยการเดินทางโดยอียิปต์แอร์ MS961 นะครับ
สลึมสลือถือบอร์ดดิ้งต่อคิว ก็เห็นหัว 777
ถ่ายดีๆก็รู้จักไม่ถ่าย ดันไปถ่ายหลังคากระจกซะงั้น
ผมตัดตอนระหว่างบินออกไปนะครับ เพราะฝันร้ายเหลือเกินกับไฟล์ทนี้ ตอนนั้นแอบงอนจนตัดสินใจไม่ทำรีวิวเที่ยวบินนี้ เลยข้ามมาที่รูปนี้เลยครับ จอทีวีที่ตอนนั้นมองทีไรก็ขมขื่นทุกที เพราะเครื่องไปค้างแหง่กอยู่ที่ Sharm el Sheikh อยู่ตั้งสองชั่วโมง ไม่บอกไม่กล่าว
#3
Posted 08 February 2011 - 11:49 PM
เอ้านักเรียน คั่นรายการนิดนึง เดี๋ยวจะไม่รู้ว่าครูไปไหนบ้าง เอาเป็นว่ารวบรัดบินไปเลยละกาน อย่าคุยกันนะนักเรียน เอ้าต่อ...เครื่องกำลังลดระดับจะลงไคโรอยู่แล้ว เฮียแกก็เชิดหัวขึ้นซะงั้นทุกคนก็มองหน้ากันงงๆไม่มีประกาศใดๆ อีกซักราวๆครึ่งชั่วโมง พนักงานก็ประกาศเป็นเสียงภาษาไทยว่าเครื่องจะลงที่ Sharm el Sheikh แทนเพราะที่ไคโรมีหมอกหนา แล้วก็ประกาศค้างไว้แค่นั้น ภาษาอังกฤษก็ประกาศแค่นั้นเหมือนกัน น้ำก็ไม่ให้กิน ไม่รู้จะต้องลงที่นี่หรือกลับไปไคโรก็ไม่อาจรู้ได้ แต่ในที่สุดโดยไม่มีการประกาศใดๆ เครื่องก็ขึ้นอีกครั้งไปลงที่ไคโรได้ ซึ่งเราก็เสียเวลาไปครึ่งวันแบบงงๆ เอ้านั่นป้าเอ๊ะคุยอะไรกับนิว ทั้งคู่คาบไม้บรรทัดเดี๋ยวนี้
อย่างที่เห็นตามเส้นทางที่ผมไปในอียิปต์นะครับว่า หลังจากที่ไปติดแหง่กอยู่ที่ Sharm el Sheikh แล้ว เราก็ไปไคโร จากไคโรลงใต้ไป Abu Simbel แล้วกลับมานอนที่ Aswan แล้วจึงค่อยๆไล่ขึ้นไปชมวิหารต่างๆจนถึงเมือง Luxor และนั่งเครื่องกลับไคโรโดยรวมๆก็ใช้เวลารวม 9 วันครับ สิ่งต่างๆที่ได้เห็นมา ผมก็ถือว่าคุ้มค่าและเพียงพอแล้วครับ จะเหลือก็แต่ไม่ได้ไปเมืองอเล็กซานเดรียนี่แหละ อ้าวนั่น นักเรียนคาบไม้บรรทัดอยู่ยังคุยกันอยู่อีก ฮึ่ม..เดี๋ยวเถอะ
บรรยากาศตอนไม่รู้ชะตากรรมตอนเครื่องจอดนิ่งๆที่ Sharm el Sheikh ครับ ไม่มีพนักงานมาดูแลเราเลย หลบหายไปหมด
ตัดภาพไปก็มาถึงไคโรจนได้ ผมเห็นทวีปอัพริกาครั้งแรกก็ด้วยภาพนี้ตอนเดินออกมาจากประตูเครื่องครับ
อีกรูปด้วยความงง เอ้านักเรียนหยุดคาบไม้บรรทัดได้แล้ว
ขอบอกว่าผมและพวกก็ไม่ได้ผ่านตม.มาได้ง่ายกันทุกคนครับ ผมผ่านมาได้เลย ไม่โดนอะไร ส่วนเพื่อนบางคนและอาจารย์ที่มาด้วยโดนยึดพาสปอร์ตไว้ และบอกให้ยืนคอยเฉยๆตรงนั้น นานร่วมชั่วโมง พาสปอร์ตก็ไม่ได้ถูกเคลื่อนย้ายไปไหน เจ้าหน้าที่ก็อยู่ตรงนั้น ไม่วิทยุ ไม่โทรศัพท์ เราก็เลยงงกันใหญ่ รอนานมาก ผมแอบดูอยู่ข้างนอก ก็เป็นอย่างนั้นสักชั่วโมง คุณท่านก็คืนเล่มพาสปอร์ตให้ และก็ไม่บอกอะไร ปล่อยให้พวกเราที่เหลือไปรับกระเป๋าได้ ไม่ใช่พวกเรากลุ่มเดียวนะครับ ผู้โดยสารจากไฟล์ทอื่นๆ ชาติอื่นๆก็โดนสุ่มแบบนี้ ผมนั่งคอยเพื่อนไม่รู้ทำอะไร เลยถ่ายรูปนี้มาครับตรงเบลท์กระเป๋า มึนตืบเรย
ภาพตัวอย่างของนักท่องเที่ยวที่หลังจากเที่ยวจนทั่วแล้ว อาจเพี้ยนไปแล้วแต่งตัวแบบนี้กลับบ้านครับ เอิ้กๆๆๆ
#4
Posted 08 February 2011 - 11:52 PM
เดินออกมาไปยังรถที่มาคอยรับ พอประตูเปิดออกสู่ภายนอก ฝูงชนก็ไม่รู้มาจากไหน กรูกันเข้ามาพูดอะไรใส่พวกเราจนฟังไม่รู้เรื่อง พวกเราก็เดินก้มหน้าขึ้นรถที่มาคอยรับอย่างเดียว พร้อมแล้วรถก็ออกไม่ได้ ติดเอกสารโน่นนี่ เราเลยเดาว่าคงติดเวลาเข้าเมือง พวกรปภ.สนามบินประมาณจะเอาตังค์เพิ่ม ไกด์ที่มารับเราก็นิ่งอย่างเดียว ผมนั่งนับล้อรถบัสที่มารับ ได้สิบล้อพอดีครับ ผมเลยร้องเพลง “รักสิบล้อต้องรอสิบโมง” แฮ่ะ ได้ผล ทน(หน้าด้าน)แป๊บเดียว พวกรปภ.ก็ให้เราออกรถได้ ผมเลยเอากล้องออกมาถ่ายรูปอาคารผู้โดยสารหลังใหม่ไว้เป็นที่ระลึก ถ่ายเยอะไม่ได้ครับ เดี๋ยวมีคนมาเก็บตังค์
รถแล่นเข้าเมืองท่ามกลางอากาศร้อนมาก พวกเราเผลอหลับไปด้วยความเหนื่อย คงเป็นเพราะรถติดระดับ 5 ด้วยมังครับ หลับไปเรื่อยๆ ตื่นขึ้นมาก็ห่างจากที่เดิมไปหน่อย และเห็นกราฟฟิตี้สวยเขียนต้อนรับ ผมแปลให้เลยว่า “ยินดีต้อนรับสมาชิกเอชไฟล์ทสู่อียิปต์” แฮ่ะ บอร์ดเราอินเตอร์มากคร้าบ
ป้ายทะเบียนรถสวยเชียว อยากเก็บไว้เป็นที่ระลึกอ่า
เนื่องจากเรามาถึงไคโรช้าไปครึ่งวัน แผนที่เตรียมไว้ก็ต้องเปลี่ยน พอเอากระเป๋าเขวี้ยงไว้ในห้องพักได้ ก็เห็นทีไปเที่ยวปิรามิดกันเลยดีกว่า จ่าค่าเข้าไป 60 ปอนด์อียิปต์ (1 ปอนด์อียิปต์เท่ากับ 5.5 บาทครับ) นี่เป็นราคาที่ผมดันไปเอาบัตรนักศึกษาเก่าสมัยเรียนโทที่พกมาด้วยมาทำเป็นนักเรียนโข่ง ได้ลดราคาแบบมั่วๆไปตั้ง 20 ปอนด์แน่ะครับ อิอิ
ยามเฝ้าปิรามิดขี่อูฐ ส่วนพวกไกด์ผีก็ขี่หลังนักท่องเที่ยวครับ แหะๆ
#5
Posted 08 February 2011 - 11:54 PM
ปิรามิดคีเฟรน ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของมหาปิรามิดแห่งกีซ่า ช่วงบนของปิรามิดนี้มีลักษณะเด่นเพราะเป็นหินปูนขาวที่ยังคงหลักฐานหลงเหลืออยู่ ผมก็ยืนอ้าปากค้างถ่ายรูปมานี่แหละ
ภาพของปิรามิดที่ได้เห็นใกล้ๆ มันยิ่งใหญ่อย่างนี้ครับ ลองเปรียบเทียบกับคนที่นั่งรอต้มนักท่องเที่ยวดูก็ได้ครับ นี่คือปิรามิดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในบรรดากลุ่มมหาปิรามิดแห่งกีซ่า นั่นคือคือปิรามิดของพระเจ้าฟาโรห์คีออพส์ เรียกว่าปิรามิดคูฟูหรือ มหาปิรามิด ซึ่งฐานของปิรามิดแห่งนี้มีความกว้างถึง 5770,000 ตารางฟุต บริเวณฐานปิรามิด 4 ด้านนั้น มีความกว้างยาวเท่ากัน คือ230 เมตร ตัวมหาปิรามิดนี้สูงประมาณ 130 เมตร มีหินขนาดใหญ่วางเรียงกัน กว่า 2 ล้านก้อน แต่ละก้อนหนักถึงกว่า 20 ตัน ปิรามิดคูฟู หรือ มหาพีระมิดแห่งกิซ่า เป็นหนึ่งเดียวในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลก ที่ยังคงเหลืออยู่ในปัจจุบัน มีขนาดใหญ่ที่สุดและเก่าแก่ที่สุดในหมู่ปิรามิดแห่งกิซ่า
เพ่ๆ ป้ายนั่นเค้าเขียนว่าห้ามปีนป่าย เพ่ปีนนั่งกันสลอนเรย
ปิรามิดคูฟู สร้างเสร็จเมื่อประมาณ 2580 ปีกอนคริสตกาล ผู้คนที่ท่านเห็นนั่งเรียงรายกันตรงฐานปิรามิดนั้น ปะปนด้วยเหล่านักท่องเที่ยวดีๆและมิจฉาชีพที่ล้วนเกิดในยุคคริสตกาลราวๆ 1960 - 1990 ปีครับ ผมจะเขียนทำไมเนี่ย หา....
เดินอ้อมมาหลังปิรามิดคูฟู ก็มาเจอที่เก็บเรือ Solar Boat หรือ Khufu Ship ที่ขุดพบเมื่อปี 1954 บริเวณใกล้ๆปิรามิดคูฟู สันนิษฐานว่าสร้างตั้งแต่ 2500 ปีก่อนคริสตกาล จากการประกอบกันของไม้กว่า 1,200 ชิ้น ที่เป็นหลักฐานโบราณชิ้นใหญ่ที่สำคัญ ซึ่งไม่ทราบแน่ชัดว่าฟาโรห์คูฟูทรงสร้างขึ้นเพื่อการใด แต่ก็อาจจะเป็นเครื่องบูชาพระศพในสุสานที่มีความเชื่อว่าเรือโซล่าร์โบ้ทนี้จะเป็นพาหนะนำพระศพไปส่งยังเทพเจ้าราหรือเทพแห่งแสงอาทิตย์บนสวรรค์ ผมยืนอ้าปากค้างด้วยความยิ่งใหญ่จนแมลงวันเกือบบินเข้าปากไปแล้วหลายตัว
#6
Posted 08 February 2011 - 11:57 PM
เรือ Solar Boat มีความยาวกว่า 44 เมตร และสูงถึง 6 เมตรครับ ถือเป็นการค้นพบอันยิ่งใหญ่ของงานโบราณคดีในอียิปต์เลย สังเกตนะครับว่า ผมอธิบายจริงจังมาหลายรูปแล้ว มาอียิปต์นี่ ต้องจริงจังครับ หน้าต้องเครียด หากกรี๊ดกร๊าดเฮฮาแบบไปเกาหลี โดนไถหมดตัวแน่ครับ
แท็กซี่ตุ๋นคนขี้เมื่อย สบายเชียวนะเพ่
มหาปิรามิดคูฟูเหมือนจะดูเล็กๆนะครับ แต่ยืนห่างออกมาไกลมากนะนั่น เหมือนเรายืนอยู่ไกลๆจากแฟน เลยไม่ทันได้รู้ว่า พอเข้าใกล้แล้ว แฟนเราดุหน้าดูเลย เกี่ยวกันครับ เกี่ยวกัน
เงยหน้ามองยอดปิรามิดคีเฟรน เห็นปูนเดิมที่ยังฉาบแผ่นหินอยู่ อ้าปากค้างอีกแล้วเรา
ออกมาไกลอีกหน่อยที่จุดชมวิว เห็นภาพของปิรามิดคูฟูทางซ้ายและคีเฟรนทางขวาอย่างเต็มตา ด้วยราคาค่ารถแท็กซี่เต็มยาย
#7
Posted 09 February 2011 - 12:00 AM
ถ่ายภาพกลุ่มมหาปิรามิดกีซ่าจากจุดชมวิว มีลมปนทรายพัดมาตลอดเวลา ดูในรูปจะเห็นว่า เลนส์ผมเริ่มมีขี้ผงเข้าแล้ว เรื่องขี้ผงเนี่ย ไม่ใช่เรื่อง”ขี้ผง”นะครับ กลับมาจ่ายค่าล้างเลนส์ไปเกลี้ยงกระเป๋าเลย แลกกับภาพที่เห็น ผมอยากมาเห็นตั้งแต่เด็กๆแล้ว เลยพาเด็กมาเห็นสิ่งที่อยากเห็นมาตั้งแต่เด็กๆครับ เข้าใจผมหน่อยนะครับเพ่ อิอิ
เหยื่อแขก ขี่อูฐท่องทะเลทราย เพื่อนผมขี่ ตอนแรกเฮียแกบอก 200 ปอนด์ เราก็ต่อเหลือ 100 ปอนด์ พระคุณท่านก็โอเคจนเราแปลกใจ พอขี่ไปนานๆ หนอกอูฐมันก็ถูไถจนเมื่อย ถึงตอนจะลง เฮียท่านไม่ให้ลงครับ ต้องจ่ายอีก 100 นึง เพราะ 100 แรกนั้นเป็นค่าขึ้นอูฐที่ไม่รวมค่าลงไว้ ถ้าจะลงก็ต้องจ่ายอีก100 นึง ครับ เพื่อนผมแทบจะกระโดดต่อย แต่เราก็จ่ายไป ไม่มีปัญหา แต่ก็เที่ยวเดินบอกพวกฝรั่งที่กำลังจะขึ้นต่อไปว่าให้ระวัง แล้วมันก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ ดูไปดูมา เราก็หัวเราะเฮฮากันเองฉลองความเซ่อซ่าที่โดนหลอกก้อไม่รู้ดิครับ มันตลกร้ายชอบกลแฮะ
บรรยากาศของลานจอดรถชมปิรามิดกีซ่า ว่าแล้วอยากกินเกี๊ยวซ่าครับ เกี่ยวกันอีกแล้ว
แอบมาดูสฟิงซ์ ครับ นี่คือการแกะสลักหินก้อนใหญ่เป็นรูปสิงโตหมอบอยู่แต่หน้าเป็นมนุษย์ ใบหน้านี้เป็นพระพักตร์ของฟาโรห์คีเฟรน (Chephren) ในราชวงศ์ที่ 4 ผู้สร้างพีระมิดคีเฟรนเมื่อประมาณ 2600 ปี ก่อนคริสตกาล ซึ่งมีคนนับถือเป็นพระเจ้าแห่งพระอาทิตย์ ใบหน้าของสฟิงซ์ ถูกทำลายจนแทบสังเกตรายละเอียดไม่ออก ร่ำลือกันว่า เกิดจากทหารของ นโปเลียน ที่มาอียิปต์ช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 18 ใช้ใบหน้าของสฟิงซ์ เป็นเป้าซ้อมยิงปืน ทำให้รูปงูแผ่แม่เบี้ยที่หน้าผากชำรุดเสียหาย จมูกแหว่ง และเคราหลุด แต่จากหลักฐานภาพวาดเมื่อ 400 ปีก่อน พบว่าจมูกของสฟิงซ์ชำรุด ตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว
มันใหญ่โตจริงๆ หมากร่วงจากปากเลยเพ่ ตอนที่มองสฟิงซ์นี้ รูปสฟิงซ์สูงถึง 66 ฟุต ยาว 240 ฟุต หมอบเฝ้าปากทางที่พามุ่งตรงไปยังปิรามิดแห่งคีเฟรนครับ
#8
Posted 09 February 2011 - 12:04 AM
ตกค่ำ ก็ตกใจที่ถูกพามาร้านขายกระดาษปาปิรุส มาเจอกับทัวร์จากประเทศไทยกลุ่มใหญ่ คุณพี่เค้ากำลังสาธิตการทำกระดาษให้ชม ในใจคุณพี่เค้าก็พร่ำนึกว่า “เสร็จกรูแน่ๆ”
นี่ไง ต้นกกอียิปต์หรือปาปิรุส (Papirus ) แต่ตอนพูดอังกฤษ ผมออกเสียงว่า ผะไพ้หรัส ครับ ถูกป่ะครับครูลิลลี่
เช้าวันต่อมา กำลังฝันถึงเป็ดย่างเอ็มเค ผมก็ต้องตื่นตั้งแต่ตีสี่ มาดูพระอาทิตย์ขึ้นที่สนามบินไคโรอีกครั้ง วันนี้เราจะบินลงใต้ครับ เราจะไปดูกันว่า คนภาคใต้ของอียิปต์จะน่าต่อยเหมือนคนภาคเหนือหรือเปล่า อิอิ
มองออกไปข้างนอกก็เหงาใจ กระจกอาคารก็ด๊ำดำ ถ่ายรูปก็มั๊วมัว ตัวผมก็หิ๊วหิว รอขึ้นเครื่องก็น๊านนาน พอแล้วครับ ต่อไม่ไหวแล้ว...
MS130 ปลายทางของเราคือสนามบินอาบู ซิมเบลครับ
#9
Posted 09 February 2011 - 12:06 AM
เครื่องนี้แหละครับ แหมกระจกด๊ำดำยังถ่ายมาอีกแน่ะ ท่าจะแค้นจัดนะเรา
เหลือบหาของกินไม่เจอครับ เจอแต่ปีกเครื่องบิน
ขึ้นเครื่องได้ผมก็หลับยาว จำได้ว่าเครื่องแวะจอดที่สนามบินอัสวาน รับคนญี่ปุ่นกรุ๊บนึงแล้วก็บินต่อไปอาบูซิมเบล แอบงงนิดนึงว่า ไฟล์ทนี้พอถึงอาบู ซิมเบล จะจอดให้เราลงไปเที่ยววิหารอาบูซิมเบลโดยมีรถมารับ เครื่องก็จะจอดคอยราวๆ 3 ชั่วโมง เราก็กลับมาขึ้นเครื่องเดิมที่จอดคอยอยู่โดยไม่ต้องเช็คอินอีกและบินกลับมานอนที่อัสวาน ผู้โดยสารกลุ่มเดิมไม่มีเพิ่มเลยคล้ายๆชาเตอร์ไฟล์ท ดีเหมือนกันแฮะ อ้าว พูดอยู่ได้ นี่ไงครับ มาถึงอาบู ซิมเบลแล้ว ที่นี่ น้ำแข็ง หายากพอๆกับต้นไม้เลย
มองจากหน้าต่างเครื่องบินเห็นทะเลทรายกว้างไกลสุดตา ตัวเอง มีใครเคยเปรียบว่าตัวเองเหมือนทะเลทรายป่ะครับ? (ผมนี่ชักวอนแล้วไง)
ออกกจากสนามบินอาบู ซิมเบลมาได้ไม่นาน ก็มาถึงเนินเขาที่เป็นภูเขาเทียมเพื่อที่จะมาชมวิหารวิหารอาบู ซิมเบล ที่นี่สุดยอดครับ เราต้องเดินออมเขานี้ไปตรงชายฝั่งทะเลสาบนาสเซอร์ ความตระการตาจึงปรากฎขึ้น อุณหภูมิตอนนั้นน่าจะราวๆ 40 เซลเซียสนะครับ เพราะซีลีโคนที่ทำจากยันฮีบนหน้าผมละลายเล็กน้อย
#10
Posted 09 February 2011 - 12:10 AM
ความตระการตาที่ว่านี้คือด้านหน้าของวิหารอาบูซิมเบล ( Abu Simbel Temple ) เป็นผลงานของฟาโรห์รามเสสที่ 2 ( Ramesess II ) ในราชวงศ์ที่ 19 มีอายุนับถึงปัจจุบันกว่า 3,299 ปี (1290-1224 B.C. ) วิหารนี้ตั้งอยู่ริมฝั่งทะเลสาบนาสเซอร์ทางตอนใต้สุดของประเทศ ติดชายแดนประเทศซูดาน วิหารแห่งนี้ได้ถูกโยกย้ายมาประกอบขึ้นใหม่ และโดยเฉพาะภูเขาทั้งสองลูกที่สร้างครอบวิหารทั้งสองหลังนี้คือภูเขาเทียมที่สร้างขึ้นมาให้อยู่ในลักษณะเดิมทุกองศาจากความช่วยเหลือขององค์การยูเนสโกและประเทศต่างๆเพื่อกู้เทวสถานและโบราณวัตถุบริเวณใกล้ทะเลสาบนาสเซอร์ที่มีถึง 14 แห่ง หนีน้ำจากการสร้างเขื่อนอัสวานแห่งใหม่ ซึ่งหากไม่รีบย้ายหนีน้ำท่วมวิหารนี้ก็คงจมอยู่ใต้น้ำ ดังนั้นจึงมีการดำเนินการกู้วิหารอาบูซิมเบลโดยทีมงานจากนักโบราณคดีประเทศต่าง ๆ ด้วยการตัดออกเป็นชิ้นๆ เหมือนกำแพงหนา ๆ มากกว่า 2,000 ชิ้น และได้ขนย้ายชิ้นส่วนดังกล่าวมาก่อสร้างขึ้นใหม่บริเวณที่อยู่ในปัจจุบันซึ่งสูงกว่าเดิม 65 เมตร เอ้าๆ นักเรียนอย่าเพิ่งเครียดนะครับ ยังมีอีกเยอะ ไปพักดื่มน้ำปัสสาวะก่อนก็ได้เอ้า
ด้านหน้าวิหารอาบู ซิมเบล เป็นวิหารแห่งฟาโรห์รามเสสที่ 2 มีรูปสลักประทับนั่งของฟาโรห์รามเสสที่ 2 จำนวน4 รูปเพื่อเฝ้าด้านหน้าวิหาร รูปสลักฟาโรห์ทั้ง 4 จะปรากฏรูปสลักเล็ก ๆ เป็นผู้หญิงยืนระหว่างขาที่เห็น นั่นคือ รูปสลักของพระมารดา มเหสี โอรสและธิดาของฟาโรห์ อันมีความหมายว่า พระองค์คือผู้ปกป้องนั่นเอง มาถึงตอนนี้ร้อนรุ่มมากครับ ตื่นตากับกระหายน้ำพร้อมๆกันรวมทั้งอยากกินคูลิโกะรสสตรเบอรี่ จุ๊บุๆ ซักสองกล่องฮะ
โอย ใหญ่เหลือเกิน รับไม่ไหว ยูโกะ ยามาชิตะ ผู้เชี่ยวชาญเรื่องเส้นผมก็ช่วยอะไรไม่ได้เลย
เมื่อก้าวเข้าไปในวิหารนี้ เค้าก็ห้ามถ่ายรูปแล้วครับ คงจะกลัวคนแอบใช้แฟลชและทำให้สีของภาพเขียนต่างๆหมองลงไป มองเข้าไปเห็นห้องโถงแรกภายในวิหารที่เห็นรูปสลักของรามเสสที่ 2 ทรงเครื่องแบบเทพโอซิริส ช่วยยืนค้ำภายในวิหาร เป็นสไตล์คล้ายศิลปะกรีก ที่นิยมนำรูปปั้นคนมาตกแต่งหัวเสา ผนังภายในวิหารถูกแกะสลักร่องลึกลงสีรูปเรื่องราวต่าง ๆ อธิบายเหตุการณ์มากมายเกี่ยวกับภารกิจด้านสงครามของรามเสสที่ 2 ในช่วง 1300 ปีก่อนคริสตกาล อยากให้ซ่าร่าห์มาเห็นจัง รับรองจอร์ชหูแตกแน่ๆ เพราะมันเยี่ยมมากเลยฮะ จอร์ช
ตอนอยู่ข้างในวิหาร น้ำหมากหกเกลื่อนด้วยความตื่นตะลึงจนอ้าปากค้าง ผมโหวดให้ที่นี่เป็นวิหารในดวงใจผมไปแล้ว กลับออกมาก็ขอยืนมองด้านหน้าอีกครั้ง สวยจริงๆ ถ้าไม่เห็นด้วยกับผมมีสวยนะครับ
#11
Posted 09 February 2011 - 12:12 AM
อีกด้านหนึ่งเป็นวิหารแห่งพระนางเนฟเฟอร์ตารีที่สร้างถวายแด่เทวีฮาเธอร์ ด้านหน้าวิหารมีรูปสลักของฟาโรห์รามเสสที่ 2 ขนาบสลับกันกับรูปพระนางเนฟเฟอร์ตารีซึ่งสวมมงกุฎราชินีทั้ง 2 รูป ผมยืนดูนิ่งๆด้วยความทึ่ง ได้ยินเสียงมาดามที่กำลังถ่ายรูปบ่นกับสามีข้างๆว่า "I'm peeing excited!" (ตื่นเต้นจนฉี่ราดแล้ว) เอิ้กๆๆๆๆ
เดินมาอีกด้านหนึ่งของภูเขา มองกลับไปเห็นความยิ่งใหญ่ในความอุตสาหะของมนุษยชาติ ตอนนี้เหงื่อแตกพลั่ก เพราะร้อนและกลัวโดนไถครับ
แหมเดินกันไม่รู้จักร้อนเลยหรือไงค้าบ ที่นี่มันอียิปต์นะ ไม่ใช่เกาะนามิ ยังไงก้อซารังเฮโยน้าค้าบ
ถ่ายให้ดูว่านี่คือภูเขาเทียมอันยิ่งใหญ่ที่สร้างเขยิบหนีน้ำขึ้นมาถึง 65 เมตร น่าน...ทำโงง โงง.....
ทะเลสาบนาสเซอร์เกิดจากการสร้างเขื่อนอัสวาน ตรงนี้ใกล้กับชายแดนของประเทศซูดาน แหมพูดแล้วอยากไปจัง อยากไปดูกบกระดาน ไปดูฝ้าเพดาน ไปดูกังสดาล แน่ะๆๆๆ มั่วแระๆๆๆ
#12
Posted 09 February 2011 - 12:15 AM
โค้กไอยคุปต์ ดูวิหารออกมาก็อยากกินซักระป๋อง อ้าวหมดแล้ว ไม่แน่ใจว่าจะยกตู้ไปไหน เพ่ๆจะแฮ้ปหรือเปล่านั่น
กลับมาขึ้นเครื่องต่อครับ ไม่ต้องเช็คอินแล้ว ผมเหมามาเอง รวย
เครื่องนี้ของ Gemini ครับ 1/1 รุ่นนี้ไม่มีขาตั้งมาให้ครับ แฮ่ะ โดนอำแล้ว อิอิ (อันนี้มุกพวกเล่นโมเดลครับ แหะๆ)
ก่อนเข้าเครื่อง ไกลๆนั่น ปิรามิดหรือ ปิราโผล่ก้อม่ายรู้ครับ
ผมพูดกับเครื่องบินว่า "ขอบคุณนะ ที่พาเที่ยว แม่แขกขาว"
#13
Posted 09 February 2011 - 12:17 AM
กาลิบ นักบินที่ 1 : นายว่ามั๊ย เราสองคนนี่โชคดีมากเลย ดูดิ เมื่อวานนี้เรายังขับสามล้ออยู่เลย นี่ดีนะที่นักบินไม่พอ ไม่งั้นเราคงไม่มีวันนี้เน๊อะ
โมฮัมเหม็ด นักบินที่ 2 : ช่ายแล้วเพื่อน เท่าที่มองๆดูมันก็ไม่ยากอะไรนี่น่า ปุ่มโน่น ปุ่มนี่ก็กดมันไปเหอะ ในบอร์ด hflight เค้าก็บอกว่าเดี๋ยวนี้เครื่องบินมันบินเองได้แล้ว นายไม่ต้องกลัวเพื่อน เดี๋ยวนายบิดคันเร่ง เราจะเข้าเกียร์ให้ ขาดเหลืออะไรเดี๋ยวเราไปถึงที่โน่นก็ค่อยเอาคู่มือมาดู ชิว ชิว
รูปนี้พวกเราเรียกว่ามุมบังคับป่ะครับ? ผมว่าลายมันสวยดีนะ โลโก้ของอียิปต์แอร์คือเทพฮอรัส(Horus) ครับ เป็นเทพที่เกิดจากการรวมกันของเทพนกเหยี่ยวและเทพแห่งแสงสว่าง มีพระเนตรขวาเป็นดวงอาทิตย์และพระเนตรซ้ายเป็นดวงจันทร์ สัญลักษณ์ของเทพฮอรัสคือเป็นมนุษย์ที่มีศีรษะเป็นนกเหยี่ยว ทรงสวมมงกุฎสองชั้นสลักเป็นรูปวงสุริยะ ฮั่นแน่ .... ไม่เชื่อละเซ่ จริงครับ จริง ไม่โกหก....
ข้ามมาอัสวานเลยครับ บินแค่ 30 นาที เพราะกับตันท่านเก่งและเคยซิ่งสามล้อมาก่อน ถนนหนทางที่อัสวานก็เรียบร้อยดีครับ ไม่แน่ใจว่าคนขับรถบัสเคยเป็นกับตันเครื่องบินมาก่อนหรือเปล่า เพราะขับรถนิ่มและไม่บีบแตรเลย
สภาพเหนือเขื่อนอัสวานช่วงน้ำลด ลองดูสิครับว่า มดกินปลาหรือเปล่า
รถยนต์ คนขับ รถม้า ฬ่อขับ หรือเค้าเรียก”รถฬ่อ”หรือเปล่าก็ไม่รู้ดิครับ
#14
Posted 09 February 2011 - 12:20 AM
เรามาลงเรือต่อไปเกาะฟิเล (Philae Island) ไม่ได้ไปทานสเต๊กนะครับ แต่ไปดูวิหารโบราณ อิอิ เห็นเด็กหัวเรือกำลังนั่งเศร้า เพราะคิดถึงเฮม่า มาลินี
ถึงแล้วครับ วิหารแห่งไอซีสบนเกาะฟิเล ชาวอียิปต์ทั่วไปจะเรียกวิหารนี้ว่า วิหารแห่งฟิเล (Philae) สร้างขึ้นเพื่อเป็นการบูชาเทพเจ้าไอซิส ซึ่งเป็นพระมารดาของเทพเจ้าฮอรัส เป็นวิหารที่อยู่บนเกาะทางตอนใต้ของเขื่อนอัสวาน เป็นที่แห่งสุดท้ายที่มีการบันทึกเรื่องราวทั้งหลายของอียิปต์ ในภาษาฮีโรกริฟฟิค เป็นวิหารที่มีพิธีกรรมบูชาเทพเจ้าแหล่งสุดท้ายก่อนที่อียิปต์จะถูกปกครองโดยชาวโรมัน วิหารนี้เป็น 1 ใน 14 แห่งที่ยูเนสโกได้ยื่นมือเข้ามายกขึ้นให้หนีพ้นน้ำท่วมจากการสร้างเขื่อนอัสวานแห่งที่ 2
ซูซานกำลังใช้ไอโฟน6 ปรับแอ้บพลิเคชั่นเป็นกระบอกยาวกรอกตาตัวเองแก้อาการคันเบ้าตา ทันสมัยจริงๆ
รูปนี้จะให้ดูก้นพวกฝรั่งฮะ ยังไม่ได้ให้ดูวิหาร ใจเย็นๆ
มองหันกลับไป อย่างกะอยู่ที่เอเธนส์แน่ะ ในสมัยนึงตอนผมเกิดใหม่ๆ เอเธนส์เคยเป็นโรงหนังแถวๆพญาไทครับ เอิ้กๆๆๆๆ
#15
Posted 09 February 2011 - 12:23 AM
นั่นก็คันลูกตาอีกคนแล้ว ไม่รู้ใช้ไอโฟน6ด้วยหรือเปล่า
ตามผนังของวิหาร เราจะพบภาพของเทพีไอซิสที่มีสัญลักษณ์ต่างๆ บนเศียร เช่น สัญลักษณ์ที่เป็นแผ่นวงกลมที่เรียกกันว่าแผ่นสุริยะ ติดอยู่ระหว่างเขาวัว บางครั้งเศียรของพระนางก็เป็นหัววัวเสียเองกล่าวว่าช่วงนั้นพระนางได้รับคำแนะนำจากเทพเจ้าทอตให้แปลงร่างเพื่ออำพรางตัวจากเทพเซต แต่บางครั้งเราอาจเห็นเทพีไอซิสมีเศียรประดับด้วยจันทร์เสี้ยวก็ได้ อืม....ผมจริงจังอีกแล้วนะครับ
คนเฝ้าวิหารสองคน ไม่ได้มีอะไรกันนะครับ :-)
ในวิหารนี้ ไม่มีภาพเขียนสี เลยถ่ายรูปได้ ค่อยยังชั่วหน่อย ค่อยยังดีมาก งงป่ะครับ?
งานจำหลักแบบนูนต่ำที่อลังการมากๆ ผิดกับศีรษะผมที่เวลากลับบ้านดึกจะบวมมีลักษณะเป็นรอยนูนสูงครับ อึ๋ยยยยย.......
#16
Posted 09 February 2011 - 12:25 AM
ภาพของเทพีไอซีสในมุมต่างๆ รวมทั้งอักษรฮีโรกรีฟฟิค เล่าเรื่องราวในอดีต อยากนั่ง time machine กลับไปเห็นอดีตได้จัง เรื่องอนาคตจะเป็นอย่างไร ผมไม่อยากรู้หรอกครับ เพราะวันนี้ผมก็มีความสุขมากแล้ว นี่ๆๆๆ คารม แต่มันเกี่ยวกันมั๊ยล่ะนี่
ซูซานคันเบ้าตาอีกแล้ว
อลังการจนฉี่จะราดแล้วครับนี่
ภาพนี้ผมเสียปากกาไปอีกด้าม ตั้งใจว่าจะแอบถ่าย ด๊ายนนนนหันมาสบตากันพอดี บังเดินเข้ามาเลย แบมือเอาตังค์ พูดอย่างเดียวว่า มันนี่ๆๆๆๆๆๆๆๆ (Moneyๆๆๆๆๆ) ผมก้อ โนๆๆๆๆๆๆๆ ไป บังก็บอกว่า penๆๆๆๆๆ คืองี้ครับ คนอียิปต์นี่ชอบของฟรีมากๆ เหมือนจะชอบปากกาเอามากๆด้วย เพราะผมไปที่ไหนก็จะมีแต่คนขอปากกา ปากกาลูกลื่นธรรมดานี่แหละครับ ถ้าไม่ได้เงินนะครับ เป็นเพราะผมชอบวาดรูป เขียนไดอารี่ เลยเอาปากกาไปเยอะ ขโมยจากโรงแรมด้วยอีกส่วนนึง ทริปนี้ โดนไถเกลี้ยงเลยครับ
งามเหลือเกิน ทั้งคุณทั้งวิหารแหละ :-)
#18
Posted 09 February 2011 - 12:30 AM
คืนนี้เราพักที่ โมเว่นพิ๊ก (Mövenpick Hotel) ครับ อยู่บนเกาะ มีชีวิตกลางแดดและคลื่นลม
ห้องน้ำเค้าดีนะคุณ
เอ...ทำไมห้องน้ำมันใหญ่จัง ถ้าเอาเตียงออกไปจะดีกว่านี้นะ
ห้องนอนเล็กไปนิดนึง ตัวเองนอนหน้ากระจกนะ เค้านอนข้างล่างเอง
มองออกไปจากระเบียงห้อง เห็นวิหารโบราณอยู่ไกลๆ
#19
Posted 09 February 2011 - 12:32 AM
สงสัยยังไม่ได้บูรณะ น่าสนใจจัง นึกถึงอินเดียนน่า โจนส์
เช้าแล้ว ภาพแรกที่เห็นเมืองอัสวานในวันใหม่ แสงสีส้มเตือนใจให้เก็บปากกาไว้ให้ดี อย่าให้หายได้
แสงสีส้ม นึกถึงปากกาแลนเซอร์คลิ๊กเค้าก็มีสีส้ม นึกถึงน้ำส้มคั้นหวานแสบไส้ที่กรุงเทพฯด้วยนะตัวเอง
ลงมาทานอาหารเช้า ไม่ได้สนใจอาหารเลย แต่ดันไปสนใจภาพที่เค้านท์เตอร์อาหาร อยากขโมยไปแปะที่บ้านจัง
ผมไม่เคยทานอาหารเช้าในโรงแรมอร่อยเลยซักครั้ง เพราะมันจะง่วงนอนครับ เวลาที่นี่ช้ากว่าเรา 4 ชั่วโมงครับ
#20
Posted 09 February 2011 - 12:35 AM
ชมวิวที่ระเบียงโรงแรมอีกครั้ง คราวนี้ไม่นึกถึง ดร.โจนส์แล้ว แต่อยากเป็นลิงลองปีนต้นปาล์มดูครับ
หน้าโรงแรมมีเรือเฟลุกก้าจอดเต็มไปหมด เรือเฟลุกก้า (Felucca) เป็นเรือใบขนาดใหญ่สำหรับท่องเที่ยว ไม่มีเครื่องยนต์ คนขับเรือต้องบังคับเรือไปตามทิศทางลม โดยสมัยก่อนใช้ขนส่งสินค้า ซึ่งปัจจุบันเอาไว้หลอกให้นักท่องเที่ยวนั่งชมวิวก่อนเทกระเป๋าจ่ายค่าเรือครับ
ถ้าคนที่นี่น่ารักกว่านี้ ผมอาจจะอยู่ที่นี่ซักปีนึงก็ได้ครับ มีอะไรให้ดูเยอะแยะ หรือผมอาจจะยังไม่เคยอยู่จริงๆก็ได้นะครับ ใครจะรู้
เอาหละครับ เที่ยวต่อ เราแวะมาดูเสาโอเบลิสค์สักหน่อย เสาโอเบลิสค์ (Obelisk) ในอียิปต์นั้นล้วนมาจากเหมืองหินแกรนิตเหมืองเดียวกันที่อัสวาน ตรงนี้คือซากเสาโอเบลิสค์ ที่ไม่เสร็จทิ้งค้างไว้ เป็นหลักฐานอย่างดี ให้วิเคราะห์ได้ว่า ชาวอียิปต์ทำเสานั้นขึ้นมาได้อย่างไร เสาที่ทิ้งค้างไว้นี้ต้นหนึ่งหนักประมาณ 1,000 ตัน ถ้ายกขึ้นตั้งได้สำเร็จ มันก็จะเป็นเสาโอเบลิสค์ต้นใหญ่ที่สุด แต่ปรากฏว่ามันร้าวขณะยกขึ้นจากเหมือง จึงถูกปล่อยให้นอนอยู่อย่างที่เห็นนี่แหละครับ เห็นรอยร้าวตรงกลางป่ะครับ รอยเดียวกับหัวใจผมเลย
ป้ามาร์กาเร็ตอยากจะยกไปตั้งที่บ้าน เลยถ่ายรูปไว้ให้บริษัท FedEx ดูและคิดราคาค่าส่งให้
0 user(s) are reading this topic
0 members, 0 guests, 0 anonymous users
จองโรงแรม / จองตั๋วเครื่องบินแนะนำเพื่อนบ้าน : เครื่องสำอาง
|




This topic is locked







