Print Topic - Archive

HFlight.net จองโรงแรม รีวิวสายการบิน ท่องเที่ยว การเดินทาง  /  Nepal Travel Guide  /  Nepal -- Trekking Poon Hill 2008
Posted by: nongtitee, April 23, 2008, 12:00pm
สวัสดีชาว Hflght ทุก ๆ คนค่ะ nongtitee ไปเที่ยวเนปาลเมื่อสงกรานต์ที่ผ่านมานี่เองค่ะ ไปทั้งหมด 9 วัน ตั้งแต่วันที่ 12 - 20 เมษายน 2551 นี้ค่ะ

เดินทาง Bangkok - Kathmandu - Pokhara - Trekking (Nayapul - Ghorepani - Poon Hill - Ghandruk - Nayapul) - Pokhara - Kathmandu - Bangkok เลยถ่ายรูปและเขียนรายละเอียดต่าง ๆ เท่าที่จำได้มาฝากทุกคน เผื่อจะเป็นประโยชน์บ้างสำหรับคนที่จะเดินทางไปเนปาลนะคะ

เนื่องจาก nongtitee ไปกันเอง 2 คนกับเพื่อน (ผู้หญิงทั้งคู่) ดังนั้น เพื่อความสะดวกและปลอดภัยที่สุด เลยเตรียมตัวล่วงหน้าซะตั้ง 6 เดือน

ก่อนอื่นก็จัดการจองตั๋วเครื่องบินก่อน nongtitee เลือกบิน TG ซึ่งถึงแม้จะแพงกว่า Royal Nepal ก็มั่นใจกว่าว่าจะได้กลับบ้านตามกำหนด จากนั้นก็ทยอยหาข้อมูลไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งกลางเดือนมีนาคม ก็ไปขอวีซ่า และออกตั๋วให้เรียบร้อย (จ่ายค่าตั๋วไป 19,700 บาท/คน)

สถานฑูตเนปาลอยู่ที่ซอยสุขุมวิท 71 นั่ง BTS ไปก็สะดวกดี ลงที่สถานีพระโขนง เดินเข้าไปในซอยประมาณ 10 นาทีก็ถึง สถานฑูตอยู่ตรงข้ามห้างจัสโก้

เอกสารที่ต้องเตรียม : 1). Visa Application Form (ถ้าไม่อยากเสียเวลาก็ Download จากเว็บสถานฑูตแล้วก็กรอกไปก่อนเลยค่ะ) 2). รูปถ่าย 2 นิ้ว 1 ใบ 3). Passport 4). เงินค่าธรรมเนียม จะจ่ายเป็นเงินบาท 1,400 บาท หรือ US Dollar $30 ก็ได้   nongtitee เลือกจ่ายเป็น US Dollar เพราะคำนวณแล้วถูกกว่า

นั่งคอยอยู่ 10 นาที เจ้าหน้าที่ก็เรียกให้ไปรับ Passport คืน พร้อมแปะวีซ่ามาให้เรียบร้อยแล้ว ดีจัง

Posted by: nongtitee, April 23, 2008, 12:05pm; Reply: 1
พอถึงวันเดินทาง (12 เม.ย.) เครื่องออกเวลา 10.35 น. (TG319) 8 โมงเช้าไป Check in คนไม่เยอะเท่าไหร่ ร่ำลาแม่เรียบร้อยก็เข้าไปหาอะไรทานข้างใน เดินเล่น เกือบ ๆ สิบโมงก็ไปรอขึ้นเครื่อง
ขึ้นไปบนเครื่องก็ได้ที่นั่ง 32 J,K ตามที่เลือกไว้แต่แรก เพราะเห็นเค้าว่าขาไปให้นั่งด้านขวา จะได้เห็นหิมาลัย ขากลับให้นั่งด้านซ้าย ส่วนอาหารก็ขอเป็น Seafood ไว้ อร่อยดี
Posted by: nongtitee, April 23, 2008, 12:13pm; Reply: 2
บนเครื่อง เจอคนเนปาลแต่ไปโตที่อเมริกา มานั่งข้าง ๆ ใจดีคุยสนุก ก็เลยคุยกันไป จนถึง Kathmandu
เค้าให้เบอร์ติดต่อไว้ด้วย พอดีเค้ามางานแต่งงานพี่ชาย เลยเชิญให้เราไปร่วมงานด้วย แต่วันงานเราก็คง
Trekking อยู่พอดี ก็เลยได้แต่ขอบคุณในความมีน้ำใจของเค้าไป

วันนี้โชคไม่ดีมองไม่เห็นหิมาลัย เพราะมีแต่เมฆบังเต็มไปหมด แต่ไม่เป็นไร ขากลับค่อยว่ากันอีกที
Posted by: nongtitee, April 23, 2008, 3:37pm; Reply: 3
มาถึงสนามบินตรีภูวันเกือบบ่ายโมง (เวลาเนปาลช้ากว่าไทย 1 ชั่วโมง 15 นาที)

ลงจากเครื่องก็มาต่อคิวผ่าน ตม. ใช้เวลาพักนึงก็เรียบร้อย (ใครที่ไม่ได้ขอวีซ่ามาก่อน ก็มาทำ Visa on Arrival ที่นี่ได้เลยค่ะ)

ผ่านตม.ออกมา มองไปข้างนอก เริ่มเห็นแววน่าเวียนหัวอยู่รำไร ก็จะอะไรถ้าไม่ใช่บรรดาพลพรรคคนขับ Taxi ที่มาคอยรับนักท่องเที่ยวเต็มไปหมด เห็นท่าแบบนั้นแล้ว ก็เลยตั้งสติทำหน้าตามั่นใจ ไม่ล่อกแล่ก เดินตรงดิ่งออกไปข้างนอกโดยไม่สนใจว่าพี่คนขับทั้งหลายจะมาตอแยยังไง ถามอะไรก็ไม่ตอบทำหน้าเฉย ๆ ไม่ต่อปากต่อคำ

เดินออกไปกวาดตามองหาคนของ agency ที่บอกว่าจะมารับ เพราะก่อนมาเนปาลห่วงว่าจะมีเหตุการณ์ที่ไม่ค่อยดีเกิดขึ้น ทั้ง ๆ ที่แต่แรกคิดว่าจะทำอะไรเองทั้งหมด ยกเว้นจ้างลูกหาบสำหรับ Trekking ผ่าน agency เท่านั้น แต่ก็มาเปลี่ยนใจเอาวันสุดท้ายก่อนจะมาเนปาลว่า ลองติดต่อ agency ดูก่อนดีกว่า เพราะเพิ่งผ่านวันเลือกตั้ง (10 เม.ย.) มาหมาด ๆ และอ่านข้อมูลจากเว็บ เห็นบอกว่าสถานที่ราชการจะปิดตั้งแต่ก่อนเลือกตั้งไปจนถึงหลังปีใหม่เนปาล (ปีใหม่เนปาล 13 เม.ย. เหมือนของไทย) กลัวว่าจะไม่มีรถจากสนามบินไป Thamel แล้วก็จะทำ Entry Permit สำหรับไป Trekking ไม่ทัน

ส่ง mail ไปหา agency ช่วงบ่ายวันศุกร์ (11 เม.ย.) ถามรายละเอียด  agency ก็ตอบแบบรวดเร็วทันใจว่า เวลามีน้อย ไว้มาถึงก่อนแล้วค่อยมาคุย แต่จะส่งคนมารับที่สนามบินให้

ออกมานอกสนามบินมองไปมองมาอยู่แป๊บนึงก็เห็นคนยืนถือกระดาษมีชื่อตัวเองหราอยู่ เลยเดินเข้าไปหาสอบถามข้อมูลเล็กน้อยว่ามาจากไหน แล้วก็ให้เค้าพาไปที่ Office ใน Thamel เลย

ส่วนใครที่ไม่มีคนมารับ แล้วไม่อยากปวดหัวต่อรองราคากับ Taxi ก่อนออกจากสนามบินให้ไปติดต่อที่ Counter Prepaid Taxi ได้ค่ะ เค้ามีราคา Fix อยู่แล้ว เท่าที่ได้ข้อมูลเก่ามาเห็นบอกว่าจากสนามบินไป Thamel 300 Rs. ถ้าไม่ถูกต้องยังไงช่วยแก้ด้วยนะคะ

(ช่วงนี้ยังไม่มีรูปลงนะคะ เพราะมัวแต่เพลินดูโน่นดูนี่อยู่เลยไม่ได้ถ่ายรูปค่ะ)
Posted by: nongtitee, April 23, 2008, 4:11pm; Reply: 4
นั่งรถไม่นาน ก็ถึง Thamel คนขับช่วยหิ้วเป้ขึ้นไปส่งที่ชั้น 2 ซึ่งเป็น Office ของ agency ที่ติดต่อไว้ เจอเจ้าของบริษัทฯ เป็นแขกเนปาลหน้าตาใจดี ดูอายุยังไม่มากเท่าไหร่ พอไปถึงก็รีบเจรจาเรื่องรายละเอียดต่าง ๆ เลย

จากที่ตั้งใจไว้ว่า จะจ่ายให้ agency เฉพาะค่ารถที่มารับที่สนามบินกับค่าจ้างลูกหาบ เผลอแพล๊บเดียวโดนแขกกล่อมซะเคลิ้ม เบ็ดเสร็จจ่ายเงินไป 559 USD (ค่าใช้จ่ายสำหรับ 2 คน) เป็นไงล่ะ ขนาดเตรียมตัวมาดี คิดว่าตัวเองเจ๋งแล้ว โดนซะ

ส่วนรายละเอียดค่าใช้จ่ายแต่ละอัน เพื่อให้เห็นภาพเนี่ย จะเล่าแต่ละ Dialogue ให้ฟังเลย อย่าเพิ่งเบื่อกันซะก่อนนะคะ

ไกด์/ลูกหาบ

เรา:   ไอจะไป Trekking Poon Hill ตั้งแต่ 15 - 18 เม.ย. ไอไม่ต้องการไกด์ ต้องการแต่ลูกหาบ เพราะเตรียมข้อมูล
         พร้อมเส้นทางการเดินมาหมดแล้ว  พร้อมโชว์ Itinerary ที่ทำมาเองให้แขกดู
แขก:  ยูทำเองเหรอเนี่ย  แหม...very professional (นี่เป็นแผนชมให้เราเคลิ้ม มารู้ตัวก็สายเสียแล้ว)
          ไอจะจัดไกด์ที่แบกของได้ด้วยให้ยูนะ ไอคิดวันละ 15 USD
เรา:    ตกลงโดยยังไม่ด่อซักคำ เพราะกะว่าเดี๋ยวค่อยต่อทีเดียวตอนสุดท้ายเลย
          เสร็จแล้วแขกก็เริ่มเขียนรายละเอียดค่าใช้จ่ายลงไปในกระดาษ 15 USD x 5 = 75 USD
เรา:    ดูแล้วก็ไม่ได้ว่าอะไร
เพื่อนเรา: เดิน Trekking แค่ 4 วัน ทำไมแขกมันคูณ 5 ล่ะ
เรา:    เออ...จริง ๆ ด้วย
          ไอเดิน Trekking แค่ 4 วัน ทำไมยูคิด 5 วันล่ะ
แขก:   อ๋อ...ก็ไออยากให้ยูไปพบปะพูดคุยกับไกด์ก่อนไปโพคาราก่อนวันนึงไง ถ้ายูคุยแล้วไม่ถูกใจ ไอจะได้
           เปลี่ยนไกด์คนใหม่ให้
เรา:     ไม่ต้องหรอก ไอไม่เลือก ไอจะจ้างแค่ 4 วัน
แขก:    ได้ งั้นก็ตกลงจ้าง 4 วัน
           (เกือบไปแล้วมั้ยล่ะ ไม่งั้นเสียอีก 15 เหรียญ ฟรี ๆ)
Posted by: nongtitee, April 23, 2008, 5:13pm; Reply: 5
ที่พัก

แขก: ยูมีที่พักที่ Thamel แล้วรึยัง
เรา:   ไอกะจะไปพักที่ Hotel the Great Wall
แขก:  ไอไม่เคยได้ยินชื่อโรงแรมนี้เลย เอาอย่างงี้มั้ย ยูอยากพักโรงแรมแบบไหน มีงบประมาณเท่าไหร่
          ถ้าโรงแรมราคา 10 - 15 เหรียญต่อคืน ยูโอเคมั้ย
เรา:    อืม...ราคานี้ก็ได้นะ
แขก:  งั้นไอขอเสนอโรงแรม ราคา 14 เหรียญ/คืน  รวมหมดทุกอย่างแล้ว (ค่าบริการ & Tax 13%) แล้วจะ Upgrade ห้อง
         เป็น Deluxe ให้ด้วย เดินจากแหล่ง Shopping  ไม่ไกล ยูจะลองไปพักดูซักคืนมั้ยละ ถ้ายูชอบก็พักต่ออีกคืน ถ้าไม่
          ชอบยูก็เปลี่ยนได้
เรา:    งั้นลองไปดูก็ได้
แขก:  แล้วที่พักที่โพคาราล่ะ ยูมีรึยัง (แน่ะดูสิ...ยังไม่ยอมปิดการขายง่าย ๆ เพราะหมูมานอนรอบนเขียงแล้ว)
เรา:    ไอคิดว่าจะไปพักที่ Hotel Dharma Inn หรือ ไม่ก็ Hotel Bed Rock น่ะ
แขก:   ไอแปลกใจจริง ๆ เลยว่าทำไมคนไทยถึงชอบไปพักโรงแรมนี้
เรา:     อ้าว...ทำไมล่ะ มันไม่ดีเหรอ
แขก:    ก็ไม่ใช่อย่างงั้นหรอก แต่ไอน่ะมีโรงแรมที่ดี สะอาดและใหม่ด้วย เพิ่งเปิดได้ปีเดียวเอง
           ไอคิดยู 12 USD/คืน รวมทุกอย่างแล้ว
เรา:     แล้วจากโรงแรม มองเห็นภูเขารึเปล่า
แขก:    เห็นแน่นอนเลย แล้วไอจะให้โรงแรมส่งรถมารับยูที่สนามบินโพคารา ไม่ต้องเสียตังค์
เรา:      (เห็นของฟรีก็ตาลุกวาว) งั้นเอาก็ได้ นอนแค่คืนเดียวเอง
Posted by: nongtitee, April 23, 2008, 5:33pm; Reply: 6
ตั๋วเครื่องบิน

แขก: ยูจะบินจาก Kathmandu ไป Pokhara ใช่มั้ย
เรา:   ใช่ ถ้าไอซื้อตั๋วจากยู ไป-กลับ ยูคิดเท่าไหร่
แขก: เที่ยวละ 93 USD/คน
เรา:   ทำไมมันแพงนักล่ะ ลดหน่อยได้มั้ย ไออ่านเจอว่าคนอื่นเค้าซื้อกันประมาณ 80 เหรียญน่ะ
แขก:  80 เหรียญก็ได้ แต่ได้บินสายการบินเกรดต่ำลงมาน่ะ แต่ถ้า 93 เหรียญเนี่ย ไอให้ยูบิน Budha Air
          หรือไม่ก็ Yeti เลยนะ
เรา:   (คิดหนัก) จะบินสายการบินถูก ๆ ตามที่แขกว่าก็กลัวเจอ Delay แล้วก็ขี้เกียจออกไปเดินหาข้างนอกแล้ว
          ตกลงเอา Budha หรือ Yeti นี่แหล่ะ แต่ยูช่วยลดราคาให้ไอหน่อยสิ
แขก:  ไอเปิด Office ก็มีค่าใช้จ่ายนะ ไอจัดการทุกอย่างให้ยู ไอก็ได้แต่เงินจากค่าตั๋วเครื่องบินของยูเท่านั้นแหล่ะ
เรา:    (ดูพูดจาตรงไปตรงมา น่าส่งสาร) เอาก็เอา ไปกลับเที่ยวละ 93 เหรียญ 2 คนก็ 372 เหรียญ
          แต่ยูต้องเอาตั๋วมาให้ไอก่อนนะ ไอถึงจะจ่ายเงินให้
          แขกเลยรีบยกหูโทรศัพท์เห็นคุยอยู่แป๊บนึง วางหูแล้วบอกเราว่า ตกลงขาไปวันที่ 14 ยูบินตอนเที่ยงนะ
เรา:    ไอไม่เอาเที่ยวเที่ยงนะ อยากไปเช้า ๆ  จะได้มีเวลาเที่ยวที่โพคารา ขากลับก็ขอเช้า ๆ เหมือนกัน
           แขกยกหูคุยโทรศัพท์คุยอีกพักนึง ซักพักเดียวก็มีเด็กเอาตั๋วเครื่องบินมาส่ง 2 ใบ เรารับตั๋วมา
           ขาไป บินเที่ยว 9.30 น. ขากลับวันที่ 19 บินเที่ยว 9.15 น.
           อ้าว...แต่ทำไมเป็นตั๋ว Sita Air ล่ะ ไหนบอก Budha
แขก:   อ้อ...นี่ก็สายการบินระดับเดียวกันแหล่ะ
เรา:     มองหน้ากันกับเพื่อน เริ่มเหนื่อยแล้ว...เอาก็เอา (แต่เนี่ยน่ะโง่แล้ว คราวนี้ ไว้จะเล่าให้ฟังต่อไปค่ะ)
Posted by: nongtitee, April 23, 2008, 5:56pm; Reply: 7
Entry Permit / TIMs Card

เรา:   ไอจะทำ Entry Permit กับ TIMs Card ที่ Pokhara วันที่ 14 ได้รึเปล่า Office เค้าเปิดมั้ย
แขก:  Office น่ะเปิด แต่ยูไม่ต้องไปทำเองหรอก เสียเวลาต่อคิว เดี๋ยวไอให้คนไปทำให้ ไม่คิดค่าใช้จ่ายเพิ่ม
          ยูมีรูปมารึเปล่า เอามาให้ไอคนละ 4 ใบ เดี๋ยวไอจัดการให้
          พอส่งรูปให้ไป เห็นแขกกรอกเอกสาร / ติดรูป แล้วก็พับเอกสารพร้อมกับเอาเงินรูปีใส่ซอง ปิดผนึกแล้วก็
          บอกให้เราเอาไปให้ผู้จัดการโรงแรมที่โพคารา เค้าจะไปทำให้ (ค่าธรรมเนียม Entry Permit 2,000 Rs
          ต่อคน)
          ส่วน TIMs Card แขกออกให้เองได้เลย (เพราะบริษัทฯ เค้าเป็น Government Registered Trekking  
          Company)
เรา:    TIMs Card นี่ฟรี ไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมใช่มั้ย
แขก:   ต้องจ่ายคนละ 100 Rs
เรา:     อ้าว...ก็ไอ อ่านมาจากเว็บเค้าบอกว่าฟรีนี่
แขก:   ไม่ฟรีนะ คนละ 100 รูปี (จ่ายก็จ่าย ขี้เกียจเถียง)
           TIMs Card เป็นเอกสารที่ Trekker ต้องมีนะคะ (ตามกฎที่เค้าว่าไว้) เวลาผ่าน Check Point แต่ละที่ เรา
            ต้องนำ TIMs Card กับ Entry Permit ไปยื่นพร้อมกัน รายละเอียดเพิ่มเติม เข้าไปดูได้ที่
            http://www.timsnepal.com ค่ะ
Posted by: nongtitee, April 23, 2008, 6:03pm; Reply: 8
รถ

แขก:   ไอขอคิดค่ารถที่ไปรับยูจากสนามบินมา Thamel 5 เหรียญ นะ
เรา:     โอเค ไม่มีปัญหา แล้วถ้าไออยากจะจ้างรถยู ให้พาไอไปเที่ยวที่ Patan, Bhaktapur, Bouddhanath
           Temple, Pashupatinath Temple แล้วก็ Swayambhunath Temple ล่ะ ยูจะคิดเท่าไหร่
แขก:    ไอคิดยู 32 USD ยูใช้รถได้ทั้งวันไม่ต้องรีบร้อน
เรา:      ลดหน่อยไม่ได้เหรอ แพงไปหน่อยนะ
แขก:    ลดไม่ได้แล้ว ราคานี้ถูกแล้ว ถ้ายูจะจ้าง Taxi ไปเองวันเดียวให้ครบทุกที่นี่ ไม่มีทางเป็นไปได้เลย
เรา:      หันไปปรึกษากับเพื่อนแล้ว คิดว่าแพงเกินไป ก็เลยไม่เอา
แขก:     แล้วจากโพคาราไป Nayapul ล่ะ
เรา:       ยูจะคิดไอเท่าไหร่
แขก:     เที่ยวละ 1,200 Rs รับส่งถึงโรงแรม
เรา:       ลดหน่อยไม่ได้เหรอ
แขก:     ลดไม่ได้แล้ว ปกติก็คิดราคานี้แหล่ะ
เรา:       เอาก็เอา
             หลังจากออกจาก Office มาแล้ว ถึงมานึกได้ทีหลังว่า สงสัยเป็นเพราะไอ้ Professional Itinerary ของเรา
             เองนั้นแหล่ะ ทำเป็นภาษาอังกฤษ แล้วดันไปเขียนราคาค่ารถกำกับไว้เสร็จสรรพ แขกคงเห็นเลยบอกเรา
             ราคานี้เลย

Posted by: nongtitee, April 23, 2008, 6:10pm; Reply: 9
แลกเงิน

ตอนจะออกจากสนามบินเหลือบดู Rate เงินแล้ว 1 USD = 61 Rs หาข้อมูลมาแล้วว่ายังไงที่ Thamel ก็ถูกกว่า
แล้วมีรถมารับยังไม่ต้องจ่ายค่ารถ ก็เลยไม่ได้แลก พอตกลงกับแขกที่ agency เรียบร้อยแล้ว ก็เลยลองถาม rate
เงินดูเล่น ๆ ว่าที่ Thamel เท่าไหร่ เพราะยังไม่ได้ไปสำรวจ
เรา:   ถ้าแลกเงินที่ Thamel นี่ได้ rate เท่าไหร่
แขก:  ที่สนามบิน rate 61 Rs ต่อ 1 USD แต่ไอให้ยู 63 Rs เลย
เรา:   คิดในใจ แขกมันต้องกดราคาแน่ ๆ เลย ไม่เอาดีกว่า เดี๋ยวไปเดินดูข้างนอกก็ได้
         ที่ไหนได้ พอไปเดินที่ Thamel แลกได้ 62.71 ต่อ 1 USD เท่านั้น
         โธ่เวรกรรม ไม่น่าเล๊ย แถมที่ใคร ๆ บอกว่าเวลาแลกเงินน่ะ ต่อรองได้ด้วย ถึงเวลาจริง ๆ ก็ไม่กล้าไปต่อเค้า
          ทำหน้าบาง เซ็งตัวเองจริง ๆ
Posted by: nongtitee, April 23, 2008, 6:20pm; Reply: 10
ก่อนออกมา จริง ๆ ก็ถ่ายรูปแขกที่เป็นเจ้าของ กับ ชื่อ Office ไว้เรียบร้อย กะจะเอามา post เผื่อคนอื่นจะได้ไปใช้
บริการ แต่หลังจากนั้นก็เริ่มเปลี่ยนใจ ไม่แนะนำดีกว่า
จริง ๆ agency นี้ก็ไม่ได้เลวร้ายอะไรหรอก ก็พอใช้ได้ แต่ก็ยังรู้สึกว่าไม่อยากจะแนะนำ

พอเสร็จธุระจาก agency แขกให้คนขับรถมาส่งที่โรงแรม ชื่อ International Guest House
โรงแรมก็ดูใช้ได้ มี Internet ให้เล่นฟรี (แต่ไม่เคยเล่นเลย) ในห้องขี้ฝุ่นเยอะไปหน่อย มีน้ำอุ่น แต่น้ำก็สีเหลือง ๆ มีกลิ่นเหม็นคาว ๆ สระผมก็เหม็นติดหัวไปตลอด
แต่เพราะเตรียมใจมาก่อนแล้ว ก็เลยรับได้สบายมาก
เราได้ห้องตรงบันไดชั้น 2 ไม่ติดกับห้องใครเลย ก็สบายดี โรงแรมนี้อยู่ห่างออกมาจากใจกลาง Thamel ถ้าเดินผ่านจาก Kathmandu Guest House ออกมาทางด้านนอก ประมาณ 5 นาทีก็ถึง ไม่ค่อยมีคนพลุกพล่านหรือเสียงดัง มียามเฝ้าตลอด
Posted by: nongtitee, April 23, 2008, 6:24pm; Reply: 11
ช่วงที่ไป ไฟจะดับเป็นระยะ ๆ ทางโรงแรมเค้าก็มีเทียนไว้ให้ แต่เราก็พกไฟฉายไปด้วย เผื่อฉุกเฉิน
Posted by: nongtitee, April 23, 2008, 6:38pm; Reply: 12
หลังจาก Check in เก็บข้าวของเรียบร้อย เราก็เดินไป Kathmandu Durbar Square จากโรงแรมก็เดินอยู่พักนึง
กว่าจะถึง เดินไปก็เครียดเล็กน้อย เพราะถนนแคบไหนจะรถจักรยาน รถมอเตอร์ไซค์ สามล้อ Taxi บีบแตรกันให้
สนั่นหวั่นไหว  ระหว่างทางก็คอยมองหาร้านแลกเงินด้วย ลองมองดูราคาก็เห็นเท่ากันหมดเลยขี้เกียจไปต่อเค้า
แลกไป 100 USD ก่อน ไว้ค่อยแลกใหม่

พอไปถึง Durbar Square ไม่ทันสังเกตว่ามีตู้เก็บค่าตั๋วอยู่ แต่หน้าตาออกจะนักท่องเที่ยวขนาดนั้น เจ้าหน้าที่
ก็รีบวิ่งออกมาดักให้ไปจ่ายเงินก่อน

เสียเงินไปคนละ 200 Rs. แต่ตอนนี้ก็สี่โมงครึ่งแล้ว แถมดูบรรยากาศเหมือนฝนจะตก เลยเปลี่ยนใจไม่เที่ยววันนี้เลยถามเจ้าหน้าที่ว่า จะไปทำ Tourist Pass ที่ไหน ยังไง

เจ้าหน้าที่ก็บอกให้เรียบร้อย

หมายเหตุ   ถ้ามาที่ Kathmandu Durbar Square นี่ซื้อบัตรแค่หนเดียวพอนะคะ แล้วก็เอาบัตรไปที่
Office ด้านหลังอยู่ติดกับวังกุมารี (ปิด 17.00 น.) เอารูปถ่ายไปด้วย 1 ใบ (รูปถ่ายที่ใช้ทำเอกสารที่นี่ส่วนใหญ่ ใช้ 1 นิ้วนะคะ เพราะช่องที่ให้ติดรูปมันจะเล็กนิดเดียว แต่ถ้ามีรูป 2 นิ้วไป ก็ไม่เป็นไรค่ะ เจ้าหน้าที่เค้าก็จัดการตัดรูปให้เรียบร้อยค่ะ)
พอไปถึง Office ก็เดินเข้าไปบอกเจ้าหน้าที่เค้าว่าจะมาทำบัตร Tourist Pass เค้าจะถามว่าเราจะใช้ถึงวันไหน ก็ให้
บอกวันที่ ๆ เราจะอยูที่ Kathmandu เป็นวันสุดท้ายเลยค่ะ เค้าก็จะออกบัตรให้ เช่น ของเราก็ใช้ได้จนถึง 20 เม.ย.
เลยค่ะ บัตรก็ขนาดเท่านามบัตรทั่วไปแหล่ะค่ะ มีเขียนชื่อ ติดรูป แล้วก็บอกวันหมดอายุ (ไม่ได้ถ่ายรูปบัตรมาให้ดู
นะคะ)

ทีนี้จะเดินเข้าเดินออกแถวนั้นอีกกี่รอบ แค่โชว์บัตรนี้ก็ไม่ต้องเสียเงินอีกค่ะ
Posted by: nongtitee, April 23, 2008, 6:40pm; Reply: 13
Office ที่ไปทำบัตร Tourist Pass ค่ะ
Posted by: nongtitee, April 23, 2008, 6:45pm; Reply: 14
จาก Durbar Square ก็เดินกลับมาที่ Thamel เพราะเริ่มหิวแล้ว เดินมาได้ครู่นึงยังไม่ได้ตัดสินใจว่า
จะกินร้านไหน อยู่ดี ๆ ก็มีพายุฝุ่นพัดมาแบบแทบจะลืมตาไม่ได้ ซักพักฝนก็ตกลงมา เลยตัดสินใจกระโดด
เข้าไปในร้านอาหารอิตาเลียนร้านนึง ลองสั่งสปาเก็ตตี้มาทาน แต่ไม่อร่อยเลย ก็ฝืนกิน ๆ เข้าไปเพราะเสียดาย
เงิน ค่าอาหารมื้อนี้ 401 Rs.
Posted by: nongtitee, April 23, 2008, 6:54pm; Reply: 15
ทานเสร็จแล้ว ก็แวะซื้อน้ำดื่มที่ Supermarket แถวนั้น (น้ำ 1 ลิตร ราคา 13 Rs.) เสร็จแล้วก็เดินกลับไปโรงแรม
ที่โรมไฟดับมืดตึ๊ดตื๋อ เลยจุดเทียนรอจนไฟมา รีบอาบน้ำนอนเอาแรง

วันที่ 2

วันนี้ตื่นมาตั้งแต่ตีห้ากว่า ๆ ก่อนนาฬิกาปลุกอีก เพราะฟ้าสว่างจ้าแล้ว นอนเล่นอยู่พักนึง ล้างหน้าแปรงฟัน (ไม่ยอมอาบน้ำเด็ดขาด เพราะหนาว) แล้วก็เดินไปที่ Thamel ตอนนั้นประมาณ 7 โมงเช้า ยังไม่ค่อยมีร้านไหนเปิดเลย
เดินไปเรื่อย ๆ เห็นร้านนึงเปิดขายอาหารเช้าแล้ว เลยเดินขึ้นไปสั่งอาหารทานที่ชั้นสอง เสียค่าอาหารเช้าไป 317 Rs.
Posted by: nongtitee, April 23, 2008, 7:03pm; Reply: 16
ทานอาหารเช้าเสร็จ แวะไป Super อีกทีเพื่อซื้อขนมติด ๆ กระเป๋าไว้ เสร็จแล้วก็เดินถามทางไปท่ารถ Micro Bus เพื่อนั่งไปลงที่ Ratna Park (เป็น City Bus Park ค่ะ) เพราะวันนี้ตั้งใจว่าจะนั่งรถเมล์ไป Patan เพื่อความประหยัดและสนุกไปในตัว ตอนทานอาหารเช้าถามพนักงานที่ร้านเค้าแล้วว่า เดินไปยังไงค่ารถเท่าไหร่ จะได้ไม่ถูกหลอก
จากร้านอาหาร (ชั้นล่างเป็นร้านขนมปังชื่อ Hot Bread ที่จะลดราคา 50 % ตอนหลัง 2 หรือ 3 ทุ่มนี่แหล่ะค่ะ จำไม่ได้) เดินตามทางไปเรื่อย ๆ ดูโน่นดูนี่ ไม่นานก็ถึงถนนใหญ่ แต่มองไม่เห็นป้ายรถเมล์ ถามคนแถวนั้น เค้าก็ชี้ให้ไปรอรถที่ฝั่งตรงข้าม
Posted by: nongtitee, April 23, 2008, 7:20pm; Reply: 17
เดินออกมาจากถนนเล็ก (ตรงเสาไฟหัวมุมร้านขายกล้วย) ก็ออกมาเจอถนนใหญ่ เสร็จแล้วก็ข้ามมารอรถ Micro Bus ซึ่งก็คือ รถตู้บ้านเรานี่แหล่ะค่ะ
ยืนอยู่พักนึงก็มีรถตู้มาจอด มีเรากับเพื่อนยืนกันอยู่ 2 คน พอกระเป๋าเปิดประตูลงมา เราก็รีบถามว่า ไป Ratna Park มั้ยพอเค้าบอกว่าไปก็ขึ้นเลย ค่าโดยสารคนละ 10 Rs.

นั่งไปไม่นานรถก็ไปจอดที่ Ratna Park พอดีว่าตอนที่อยู่บนรถตู้มีคนเนปาลที่นั่งอยู่ข้างหลังเค้ามาชวนคุย ถามว่าจะไปไหน ดูเค้าท่าทางใจดี  แถมให้เราแลกแบงก์ย่อยด้วย (ไว้ใจคนง่ายอีกแล้ว) เราบอกเค้าว่าจะไป Patan
พอลงรถที่ Ratna Park ด้วยกัน เค้าก็บอกว่าให้เดินตามเค้ามา

เค้าก็เดินไปถาม ๆ รถแถวนั้นให้ ไปเจอรถตู้คันนึงบอกว่าจะผ่าน แถว ๆ Patan แล้วเราต้องเดินต่อไปเอง เอ้า...ไปก็ไป (จริง ๆ แล้ว เราว่าน่าจะไปขึ้นรถเมล์มากกว่ารถตู้นะ แต่ก็ช่างเถอะกลัวคนเนปาลเค้าเสียน้ำใจ) นั่งรถตู้คันนี้ก็เสียเงิน อีกคนละ 10 Rs. นั่งไปอีกไม่นาน กระเป๋าก็เปิดประตูให้ลง

ลงไปถึงก็ยืนงง ๆ เพราะไม่รู้ว่ามันคือที่ไหน เห็นมีแต่ทหารเพียบเลย มองไปฝั่งตรงข้ามคือ UN ไม่รู้จะทำไง เลยถือ
แผนที่เดินเข้าไปถามทหารว่า จะไป Patan Durbar Square ไปทางไหน ทหารก็บอกให้เดินไปทางซ้าย
พอเดินไปได้หน่อยนึง เจอทหารอีกคนเดินมาบอกว่าทางนี้ห้ามผ่าน อ้าว...เวรแล้วมั้ยละ ก็ทหารอีกคนบอกให้ไป
ทางนี้ แล้วถ้าไปไม่ได้แล้วอิชั้นจะไปทางไหนละคะ แค่นี้ก็งงจะแย่แล้ว

ยืนเอ๋อกับเพื่อนอยู่แป๊บนึง ก็เลยเอาแผนที่ไปยื่นให้ทหารคนนั้นแหล่ะดูว่า จะไป Patan Durbar Square น่ะจะไปยังไง ทหารคนนี้ก็ทำหน้าเหมือนไม่รู้จักทาง แต่ก็กวักมือเรียกทหารคนอื่นมาช่วยดู รุมดูแผนที่กันอยู่พักนึง ทหารก็เลยชี้ทางให้ แล้วก็ปล่อยเราให้เดินผ่านไปได้


Posted by: HDY, April 23, 2008, 11:34pm; Reply: 18
ขอบคุณมากครับ  :)
Posted by: nongtitee, April 24, 2008, 4:33pm; Reply: 19
จากหน้า UN เดินไปถามทางไปเรื่อย ๆ ก็มาถึงจนได้ Patan Durbar Square
Posted by: nongtitee, April 24, 2008, 4:37pm; Reply: 20
ไปถึงแล้ว จากที่เตรียม print แผนผังเอาไปประกอบว่าอะไรคืออะไร เพื่อจะได้ไม่ต้องจ้างไกด์ ก็ล่มไม่เป็นท่า
เพราะแดดร้อนเหลือเกิน เลยแค่เดินถ่ายรูปดูโน่นดูนี่ไปเรื่อย ๆ เลยไม่มีข้อมูลมาอธิบายให้ฟังนะคะ
Posted by: nongtitee, April 24, 2008, 4:59pm; Reply: 21
...
Posted by: nongtitee, April 24, 2008, 5:07pm; Reply: 22
เดินดูอยู่พักใหญ่ ๆ จนพอใจแล้ว ก็จะไปเที่ยวที่ Bhatapur ต่อ พอจะเดินออกก็เพิ่งจะมาเห็นที่เก็บเงินค่าเข้า
คงเป็นเพราะว่าเราเดินเข้ามาอีกด้านนึง เลยไม่ได้ผ่านที่เก็บเงิน
คิดอยู่ว่าจะจ่ายเงินดีรึเปล่าหว่า ดูของเค้ามาจนหมดแล้ว ค่อยไปจ่ายเงินก็ยังไงอยู่ เลยตัดสินใจว่าไปต่อเลย
ดีกว่า (ขี้โกงเล็กน้อย)
(หมายเหตุ ปกติจะไม่พยายามเลี่ยงที่จะจ่ายเงินค่าเข้าชมสถานที่ต่าง ๆ ของเค้านะคะ ถ้าเห็นปุ๊บก็จะเดินไปจ่ายด้วยความเต็มใจ (เป็นคนดีซะจริง ๆ) เข้าไปอ่านข้อมูลบางที่ จะมีคนแนะนำว่า ให้เดินเข้าทางอื่นที่ไม่ต้องผ่านที่เก็บเงิน แต่เราว่าอย่าไปทำอย่างนั้นเลยนะคะ สงสารเค้า เงินก็ไม่ได้มากมายอะไร ให้เค้าไปเถอะ
แหะ...แหะ แต่ยกเว้นคราวนี้นะคะ เลยตามเลยก็แล้วกัน)
Posted by: nongtitee, April 24, 2008, 5:51pm; Reply: 23
จาก Patan จะไป Bhaktapur ลองดูในแผนที่แล้ว ระยะทางไกลออกไปพอสมควร เริ่มติดใจกับการนั่งรถเมล์
เพราะไม่ยากอย่างที่คิด แถมประหยัดด้วย เลยเดินมั่ว ๆ ออกไปลองถามหาป้ายรถเมล์ไป Bhaktapur ยืนมองไปมองมาจะหาเหยื่อมาให้ถามก็ไม่มี

พอดีมีรถ (หน้าตาเหมือนรถตุ๊ก ๆ บ้านเราแบบที่นั่ง 2 แถวหันหน้าเข้าหากัน) มาจอดตรงหน้า ลองไปถามคนขับดู แกก็ทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้อย่างเดียว แต่โชคดีที่ผู้โดยสารที่นั่งอยู่ข้างคนขับ (จริง ๆ ตอนแรกไม่กล้าถามแก เพราะหน้าตาดูโหด ๆ น่ากลัว) ช่วยพูดกับคนขับให้ เพราะดูแล้วคนขับแกก็รู้นะว่าป้ายรถเมล็อยู่ที่ไหน แต่มันคงอธิบายยาก แกเลยไม่ยอมบอกซะงั้น คุยกันอยู่นานคุณพี่ผู้โดยสารคงสงสารบวกกับรำคาญ เลยเรียกให้เดินตามแกไป (ว่าง่ายอีกแล้วเรา) แกก็พาเดิน ๆ ๆ ไกลพอสมควร จนไปทะลุอีกถนนนึง

เสร็จแล้วแกก็ไปหยุดถามเด็กวัยรุ่น 2 คน คุยกันอยู่แป๊บนึง เด็ก 2 คนนั้นก็มาบอกเราว่า ถ้าจะไป Bhaktapur วันนี้ ควรจะขึ้นรถ Taxi ไปจะดีกว่า เพราะวันนี้เป็นวันปีใหม่ แล้วเค้ามีงานที่ Bhaktapur คนเนปาลจะไปกันเยอะ รถเมล์จะแน่นมาก ๆ  เราก็เลยถามว่าถ้านั่ง Taxi ไปประมาณเท่าไหร่ เด็กบอกแพงนะ ประมาณ 400 Rs. เราเลยบอกว่าจะลองขึ้นรถเมล์ดูก่อน ให้เค้าช่วยบอกทางไปที่ขึ้นรถให้ แล้วก็หันไปขอบคุณ คุณผู้โดยสารใจดีที่พาเรามาส่งซะตั้งไกล แล้วก็แถมปากกาลูกลื่นให้แกไป 1 แท่ง
(หมายเหตุ ก่อนไปเนปาลอ่านข้อมูลเจอว่า คนเนปาลชอบปากกา ถ้าให้เค้าจะดีใจ เราก็เลยซื้อไปซะ 2 แพ็ค ขึ้น Taxi หรือ เจอใครมีน้ำใจกับเรา ก็แจกให้เค้าไป)

ขอเล่าเรื่องขึ้นรถเมล์ไป Bhaktapur ต่อ

ร่ำลาผู้มีน้ำใจเรียบร้อย เราก็เดินไปตามทางที่เด็กเค้าบอกทางให้ ไม่มีป้ายรถเมล์เหมือนเดิม มีแต่คนยืนอยู่เป็นฝูงเลย  เราก็ไปยืนรวมกับเค้าด้วย ยืนอยู่ก็มีแต่คนหันมามองไอ้เด็กหน้าตาประหลาด 2 คน ชักเริ่มไม่แน่ใจ เลยหันไปถามคนข้าง ๆ ว่าคอยรถไป Bhaktapur ตรงนี้ใช่มั้ย เค้าพยักหน้าว่าใช่ แล้วก็ทำหน้ายิ้ม ๆ ขำ ๆ ยังไงชอบกล

ยืนคอยอีกพักนึง ก็มีรถเมล์เก่า ๆ คันนึงเคลื่อนมาจอดใกล้ ๆ เห็นคนเนปาลวิ่งกรูเข้าไป อัดกันอยู่ที่ประตูรถ เราก็เอายังไงดีง่ะ จะทำมารยาทดี รอให้คนลงมาก่อนคงไม่ได้ไป งั้นก็ลุย ไปเบียดกับเค้ามั่ง
ยืนอยู่ตั้งนานก็ยังไม่ได้ขึ้น ก็คนบนรถก็ยังลงมาไม่ได้ แล้วไอ้คนข้างล่างจะขึ้นไปได้ไงฟระ (ลองนึกภาพตามดูนะคะ เพราะนาทีนั้น เพื่อเอาชีวิตให้รอดขึ้นไปอยู่บนรถเมล์ให้ได้ จึงไม่สามารถจะถ่ายภาพใด ๆ มาให้ดูได้ค่ะ)
ซักพัก เพื่อนเรียกเราบอกว่า มันมีประตูขึ้นอีกด้านนึงด้วย เรารีบวิ่งอ้อมไปอีกด้าน ก็ยังขึ้นไม่ได้เหมือนเดิม รถก็กำลังจะออก เลยตัดใจถอยออกมาดีกว่า

พอรถเคลื่อนผ่านหน้าเราไปได้หน่อยนึงเลยเห็นว่า อ้าว มันขึ้นด้านหลังได้ด้วยว้อย งั้นต้องพยายามใหม่ ไปรอเบียดขึ้นประตูหลัง ซักพักก็สำเร็จมุด ๆ เข้าไป มือนึงถือเป้ไว้ มือนึงจูงเพื่อนไว้ด้วย แพล๊บเดียวก็กลายร่างเป็นปลากระป๋องอยู่บนรถเมล์ แต่...หันมาอีกที เห็นเพื่อนยืนหน้าจ๋อยเบียดกับคนเนปาลอยู่ข้างล่าง เรียกให้เพื่อนรีบเบียดขึ้นมา เพื่อนก็ขึ้นมาไม่ได้ ซักพัก ก็ถอดใจ เพราะเริ่มนึกถึงข่าวคนงานพม่าที่ตายอยู่ในรถตู้เย็น เลยรีบลงมาดีกว่า

พอลงมายืนคอยตาละห้อยเป็นหมาแหงนอยู่ข้างล่าง คุณกระเป๋ารถเมล์ผู้อารีก็เดินมาเรียกเรา แล้วชี้บอกว่าให้ขึ้นไปนั่งบนหลังคา เราเลยรีบเดินหนี เพราะยังไม่อยากตายตอนนี้ ขนาดเดินหนีไปตั้งไกล แกยังเดินตามมาเรียกอีก

จากนั้นก็เลยเปลี่ยนใจไปหา Taxi นั่งดีกว่า เดินถามไปหลาย ๆ คัน ส่วนใหญ่บอกราคา 400 Rs. ต่อได้ถูกสุดก็ 350 Rs. หลังจากถามหลาย ๆ คัน เพื่อให้มั่นใจว่าไม่โดนฟันแน่นอน ก็โดดขึ้น Taxi ไปที่ Bhaktapur ด้วยความเหนื่อยและสนุก

มาถึง Bhaktapur ก็ไปซื้อบัตรเข้าชมก่อน ค่าเข้าสามารถจ่ายได้ทั้งรูปี และ Dollar เพื่อนบอกคำนวณแล้วจ่าย Dollar ถูกกว่าก็เลยจ่ายไป คนละ 10 USD จำไม่ได้ว่าถ้าจ่ายเป็นรูปี คนละเท่าไหร่ ไม่ได้ถ่ายรูปทางเข้าไว้ เพราะมัวแต่คุยกับคนขายตั๋ว จะถามทางไปวัด Bouddhanath ต่อ แล้วแถมยังมีคนคอยมาตื้อให้จ้างเป็นไกด์อยู่นั่นแหล่ะ เหนื่อยจริง ๆ


Posted by: nongtitee, April 24, 2008, 5:55pm; Reply: 24
...
Posted by: nongtitee, April 24, 2008, 5:59pm; Reply: 25
เดินไปเรื่อย ๆ รู้สึกหิวน้ำ เห็นมี Cafe เล็ก ๆ ที่ขึ้นไปดูวิวได้ด้วย ก็เลยขึ้นไปนั่งบนนั้น นั่งไปก็เสียว ๆ อยู่เหมือนกันเพราะมันสูง สั่งน้ำมาทาน ถ่ายรูปคนที่อยู่ข้างล่างก็เพลินดี
Posted by: nongtitee, April 24, 2008, 6:06pm; Reply: 26
เสร็จแล้วก็ลงไปเดินเล่นต่อ เห็นมีทางบอกว่าไป Potter Square แต่พอเดินไปก็เห็นมีแค่ลานเล็ก ๆ ถามคนแถวนั้นเค้าก็บอกว่านี่แหล่ะ Potter Square งง ๆ ก็เลยเดินดูอย่างอื่นต่อไป
Posted by: nongtitee, April 24, 2008, 6:15pm; Reply: 27
เดินไปซักพักเริ่มหิว ก็เลยไปนั่งทานร้านอาหารที่อยู่ตรง Durbar Square ชื่อ Layaku Restuarant ร้านดูดี ไฮโซเล็กน้อย (ก็คุณพี่แกเล่นเอามรดกโลกมาทำร้านอาหารเลยนี่) นั่งมองดูความเป็นไปที่ลานด้านหน้าได้

สั่งข้าวผัดผัก 1 จาน (ทานได้ 2 คน) ราคา 170 Rs.

Green Salad 1 จาน ราคา 90 Rs. อันนี้ตลกมากเพราะมีแต่ผักดิบ ๆ ไม่มีน้ำสลัดให้ กินไปก็เริ่มคิดถึงกับข้าวที่บ้าน
แล้วก็รู้สึกว่าตัวเองกินผักหยั่งกับเป็นม้ายังไงก็ไม่รู้

Mineral Water 50 Rs.

ค่าอาหาร แถมบวก Service Charge อีก 10% รวมมื้อนี้ 340 Rs.

(พวกค่าใช้จ่าย วันแรก ๆ ยังเก็บใบเสร็จแล้วก็จดไว้ตลอด แต่พอสองวันผ่านไป ก็จดมั่งไม่จดมั่งแล้วนะคะ)
Posted by: nongtitee, April 24, 2008, 6:19pm; Reply: 28
อิ่มแล้วจะทานไอติม เป็นของหวานตบท้ายด้วยก็ได้นะคะ (ถ้ากล้าลอง)

(ลืมเล่าไปว่า ตอนไปโพคาราเจอพี่คนไทย เค้าบอกว่าอยู่ที่เนปาล พยายามหลีกเลี่ยงการทานผักดิบ เพราะอาจจะไม่สะอาด ทำให้ท้องเสียได้ค่ะ ตอนหลังเวลาไปทานก็จะดูที่เมนูค่ะ บางร้านเค้าจะเขียนไปว่าเป็นผัก Organic แล้วก็ล้างด้วย Iodine ก็ทานได้ค่ะ)
Posted by: nongtitee, April 24, 2008, 6:30pm; Reply: 29
จาก Bhaktapur เราจะไปวัด Bouddhanath ต่อ คราวนี้ตั้งใจจะนั่งรถเมล์ให้ได้ เลยเดินออกไปเรื่อย ๆ ถามหาที่ขึ้นรถไปวัด  เดินไปพักนึงเห็นมีรถเมล์จอดอยู่ เลยเดินไปถามที่ร้านขายของว่าจะไปวัด Bouddhanath ต้องขึ้นรถเมล์คันไหน
เจ้าของร้านบอกว่า ไม่มีรถจากนี่ไปวัดหรอก
เอาละสิ ทำไงดี สงสัยต้องใช้บริการ Taxi อีกแล้ว งวดนี้คงแพงอีกตามเคย ขณะกำลังคิดกันอยู่ว่าจะทำไงดี
ก็มีเสียงสวรรค์แว่วมาว่า ทำไมยูไม่นั่งรถไปลงที่ Kathmandu ก่อนละ แล้วค่อยต่อรถไปวัดอีกที
โอ๊ย...อยากจะโดดหอมเจ้าของเสียงซัก 10 ที แหม...เราก็โง่ซะตั้งนาน แล้วเค้าก็ชี้รถเมล์คันที่ต้องขึ้นให้
ขอบคุณคุณพี่ผู้ชี้ทางสว่างให้เรียบร้อย ก็รีบเดินไปขึ้นรถที่จอดอยู่
ตอนนี้รถไม่แน่นแล้ว เพราะเรานั่งรถสวนทางกับชาวบ้าน คนอื่นเค้าทยอยกันมางานที่จะมีตอนบ่ายแก่ ๆ เกือบเย็น
ส่วนเราก็กลับพอดี เพราะถ้าขืนอยู่นานกว่านี้อาจจะต้องไปเบียดกับชาวบ้านเค้าอีก

ขึ้นไปบนรถ ยังไม่มีผู้โดยสารคนอื่น เลยเลือกที่นั่งได้ตามสบาย รอซักแป๊บพอคนเต็ม ก็ออกเดินทาง ค่ารถเมล์คราวนี้ คนละ 15 Rs. (ประหยัดอีกแล้วเรา)
Posted by: nongtitee, April 25, 2008, 9:30am; Reply: 30
นั่งรถเมล์ไปพักนึง รถก็มาจอด (คลับคล้ายคลับคลาว่าจะเป็น Ratna Park แต่ไม่ค่อยแน่ใจ) กระเป๋ารถเมล์บอกว่าถึงแล้ว
ลงจากรถเมล์ ก็ถามคนแถวนั้นว่า รถไป Bouddhanath คันไหน มีคนใจดีบอกให้รอรถตู้เบอร์ 2A แป๊บนึงรถมา
เห็นที่นั่งข้างคนขับว่าง เลยรีบขึ้นไปทันที

แล้วก็มานึกดีใจทีหลังว่า ตัดสินใจถูกแล้วที่เลือกนั่งข้างคนขับ เพราะพอรถวิ่งไปได้อีกแป๊บเดียว ผู้โดยสาร
ก็ขึ้นมานั่งเบียดกันเต็มรถเลย แล้วที่เด็ดสุด คือ ถึงไม่มีที่นั่งคุณพี่แกก็เปิดประตูแล้วก็โหนตัวออกมานอกรถได้อีก สุดยอด!!!
นั่งรถวนไปเวียนมาประมาณชั่วโมงนึง ก็ถึงวัด จ่ายค่ารถไปคนละ 14 Rs. นั่งซะคุ้มเลย ที่จริงแล้วระยะทางไปวัดน่ะไม่ได้ไกลเลย แต่รถจะพาวิ่งอ้อมรับผู้โดยสารไปเรื่อย ๆ ใครเรียกก็จอด ใครจะลงตรงไหนก็จอด แต่เรามีเวลา
ไม่ได้รีบร้อนอะไร ก็เลยได้นั่งเพลิน ๆ ดูโน่นดูนี่ไปสนุกดี

แล้วรถก็มาจอดให้ตรงทางเข้าวัดเลย ก่อนเข้าวัดก็เสียเงินค่าเข้าไปคนละ 100 Rs. ได้เห็นเจดีย์วัดนี้แล้วก็
ประทับใจ สวยเหมือนเวลาที่ดูจากในรูปเลย

เราขึ้นบันไดไปที่ฐานเจดีย์ แล้วก็เดินวน 1 รอบ พอลงมาด้านล่างก็เดินวน (ตามเข็มนาฬิกา) ไปอีก 1 รอบ ตอนแรกก็ขี้เกียจเดิน แต่เพราะลองสังเกตดูว่า ไม่เห็นมีใครเค้าเดินย้อนกันซักคน ก็เลยต้องเดินวนให้ครบรอบ ดูของที่มีขายอยู่เยอะแยะไปด้วย ทำให้ไม่เบื่อ
Posted by: nongtitee, April 25, 2008, 9:31am; Reply: 31
...
Posted by: nongtitee, April 25, 2008, 9:42am; Reply: 32
จากวัด Bouddhanath คราวนี้จะไปที่วัด Swayambhunath หรือ Moneky Temple ต่อ

ไอ้ที่ตั้งใจว่าจะนั่งรถเมล์ไป ก็เห็นท่าจะไม่ไหวแล้ว เพราะเริ่มเหนื่อย แล้วก็เย็นแล้วด้วย
เลยเดินออกมาหา Taxi ที่หน้าวัด ลองถาม ๆ ราคาดู เห็นมีแต่บอกราคาแพง ๆ เราต่อได้ 350 Rs.
แล้วเห็นว่ารถใหม่ดี ก็เลยตกลง (พอถึงที่วัดแล้วรู้สึกว่าจะจ่ายค่ารถเที่ยวนี้แพงเกินไป เพราะระยะทางก็
ไม่ไกลเลย)

Taxi ขับผ่าน Thamel แล้วก็วิ่งไปส่งให้ถึงด้านหน้าวัด แล้วก็ต้องเดินขึ้นบันไดไปเองอีก 300 กว่าขั้น
เราต่อรองกับ Taxi ว่าช่วยขับไปส่งที่ด้านบนเลยได้มั้ย ขี้เกียจเดินขึ้นบันได Taxi ขอคิดเพิ่มอีก 100 Rs.
ด้วยความงกก็เลยไม่เอา ไหน ๆ จะต้องไปเดินขึ้น Poon Hill อยู่แล้ว ถือเป็นการซ้อมเดินไปในตัวด้วยก็แล้วกัน

แต่ไอ้ตอนที่แหงนมองขึ้นไปที่เจดีย์ ก็เริ่มมีใจแป้วเล็กน้อย มันสูงแล้วก็ชันด้วย ยิ่งกลัว ๆ ความสูงอยู่ด้วยเนี่ย
Posted by: nongtitee, April 25, 2008, 9:58am; Reply: 33
ระหว่างทางเดินขึ้นไปก็เจอลิง ออกมาเดินหาของกินอยู่ประปราย ก็เลยระวัง ๆ ไว้หน่อย กลัวเจ้าจ๋อมาฉกเอาของเราไป แต่เท่าที่ดูเค้าก็ไม่ได้มาวุ่นวายอะไร

ค่อย ๆ เดินขึ้นไป ระหว่างทางก็มีของขาย ของกิน ของที่ระลึก แล้วก็มีเด็ก ๆ มาขอสตางค์ แต่เราก็ไม่ได้ให้ เพราะในเอกสารของเนปาล เค้าบอกว่าไม่ให้สนับสนุนให้เงินพวกขอทาน เราก็ทำตามอย่างเคร่งครัด (จริง ๆ น่ะงก)

เดินขึ้นไปสลับกับหยุดเป็นระยะ ๆ จับราวบันไดไว้ตลอดเพราะกลัวตก เดินขึ้นไปจนเกือบจะถึงก็ต้องต๊กกะใจ
เพราะเจ้าหน้ารีบออกมาเรียกให้จ่ายเงินค่าเข้าก่อน โอ้โห...คุณพี่ คนกำลังก้มหน้าก้มตาไต่ขึ้นไป พุ่งเข้ามาซะขนาดนั้น ดีนะ...ที่ไม่กลิ้งตกลงไป

เดินตามคุณเจ้าหน้าที่ไปจ่ายค่าเข้าคนละ 100 Rs. เลยถือโอกาสถ่ายรูปพักเหนื่อยแล้วก็ ไต่ต่อไปอีกหน่อยนึงก็ถึง
Posted by: nongtitee, April 25, 2008, 10:01am; Reply: 34
...
Posted by: nongtitee, April 25, 2008, 10:02am; Reply: 35
...
Posted by: nongtitee, April 25, 2008, 10:33am; Reply: 36
เดินดูจนพอใจแล้วก็เดินกลับลงมา

ตอนแรกกะว่าจะนั่งรถเมล์กลับไป Thamel แต่ยืนอยู่พักนึงไม่มีรถมา ก็เลยเปลี่ยนใจไปเรียก Taxi
ต่อราคาได้ 100 Rs. ก็รีบโดดขึ้นอย่างรวดเร็ว

กลับมาที่ Thamel เพื่อหาข้าวเย็นทาน ความรู้สึกตอนนี้คือ คิดถึงบ้านสุด ๆ ไม่เคยไปเที่ยวไหนแค่สองวัน
แล้วคิดถึงบ้านขนาดนี้ อยากกลับไปกินข้าวที่บ้าน เดินคร่ำครวญกันอยู่แป๊บนึง ตาก็เหลือบไปเห็นป้าย
ร้านอาหารไทย ชื่อ Yin Yang สองคนไม่รอช้า รีบเข้าไปด้านในยืนดูเมนูแบบน้ำลายจะยืด คิดว่าจะสั่งอะไรดี

พอดีมีพนักงานเสิร์ฟคนเนปาลมาถามเราว่า ใช่คนไทยรึเปล่า เราพยักหน้าหงึกหงัก เค้าบอกเราว่าที่นี่มี
Chef คนไทยด้วย ยูอยากคุยมั้ย เราตอบ yes แบบไม่ต้องผ่านสมองเลย

ซักพักก็มีพี่ผู้หญิงหน้าตาใจเดินออกมา เราดีใจหยั่งกะได้เจอแม่ตัวเอง เค้ารีบออกมาต้อนรับ เรียกให้เราเข้าไปนั่งด้านใน เอาเมนูมาให้ดู ไอ้เราก็กำลังหิวเต็มที่ ปากก็จะสั่งโน่นสั่งนี่ไปหมด พี่เค้าเลยรีบบอกว่าใจเย็น ๆ สั่งแค่ 2 อย่างก่อนพอ เพราะเดี๋ยวทานไม่หมด เสียดายเงิน

เราเลยสั่งข้าวผัดกุ้ง กับ ต้มยำเห็ด (จะสั่งต้มยำกุ้งอีก แต่กุ้งมันแพงเหลือเกิน เก็บไว้ไปกินบ้านเราก็แล้วกัน)
พี่เค้ารีบเข้าครัวไปทำให้ ซักพักก็ยกมาเสิร์ฟ แล้วก็แถมสาคูข้าวโพดให้ถ้วยนึง กับชาเขียวหอมอร่อยอีก 1 กา
เรายกมือไหว้แล้วไหว้อีก

ตอนจะกินข้าว หันไปขอน้ำปลาพริกมาใส่ข้าวผัด โอ๊ย...ร้านนี้ดันมีให้อีก ดีใจหยั่งกะถูกเลขท้าย 2 ตัว

ทานข้าวไป พี่เค้ามายืนคุยด้วย สอบถามได้ว่าพี่เค้าชื่อ "พี่แดง" มาทำงานเป็น Chef ได้ประมาณ 9 ปีแล้ว แต่ไม่ได้อยู่ที่นี่ตลอด บินไป ๆ กลับ ๆ เอา แล้วที่ Thamel ก็มีร้านอาหารไทยอยู่หลายร้าน แต่มีที่นี่ร้านเดียวที่มี Chef
คนไทย (ดีใจจริง ๆ ที่เลือกไม่ผิดร้าน)

ทานข้าวเสร็จ พี่เค้ายังใจดีถามว่า เอาพริกป่นมาด้วยรึเปล่า เดี๋ยวพี่จะแบ่งใส่ถุงให้เอาไปกิน ไอ้เราก็เกรงใจเลย
ปฏิเสธพี่เค้าไป (ดีใจจริง ๆ เวลาไปต่างบ้านต่างเมือง ได้เจอคนไทยด้วยกัน แถมยังใจดีกับเราอีก
ขอบอกว่า...รักเมืองไทยที่สุด)

วันนี้ค่าอาหารเย็นเบ็ดเสร็จ 1,100 Rs.
ข้าวผัดกุ้ง                     540 Rs.
ต้มยำเห็ด                     300 Rs.
น้ำอัดลม 2 ขวด            130 Rs.
Tax 13%                     130 Rs.
Posted by: nongtitee, April 25, 2008, 10:36am; Reply: 37
...
Posted by: nongtitee, April 25, 2008, 11:22am; Reply: 38
ทานข้าวเสร็จก็ไปซื้อน้ำดื่มที่ Super วันนี้ซื้ออีกยี่ห้อนึงได้ถูกกว่าเดิม 1 ลิตร 10 Rs.

จากนั้นก็ไปซื้อ Post Card กับ แสตมป์ไว้ส่งให้เพื่อน แล้วก็รีบกลับไปโรงแรม เตรียมตัวไป
โพคาราวันรุ่งขึ้น

วันที่ 3

วันนี้ตั้งนาฬิกาปลุกไว้ 6 โมงเช้า แต่ก็ตื่นมาตั้งแต่ตี 5 เหมือนเคย เลยลุกมาอาบน้ำเก็บของให้เรียบร้อย
เพราะเราต้องบินไปโพราคาเที่ยว 9.30 น. กะว่าคงหาอะไรทานตอนเช้าไม่ทัน เดี๋ยวไปถึงโพคาราค่อยว่ากันใหม่
agency บอกว่าจะส่งรถมารับตอน 8.30 น. (ไม่ฟรีนะคะ บวกค่ารถเราไปแล้ว 5 USD)

กำลังจะเก็บของจะเสร็จแล้ว อยู่ดี ๆ ตอนนั้นยังไม่ 7 โมงเช้าเลย โทรศัพท์ในห้องก็ดังขึ้นมา ได้ยินเสียงเป็นแขกเจ้าของ agency ของเรานั่นแหล่ะ ไอ้เราก็งง ๆ นึกว่าทำไมดีขนาดนี้โทรมาถามสารทุกข์สุกดิบ แต่เปล่าหรอกถามไถ่ความเป็นไปกันได้แว๊บนึง คุณพี่แกก็เริ่มปฏิบัติการ

แขก:   ถ้าไอจะส่งรถมารับยูไปสนามบินตอนนี้เลยจะได้มั้ย
เรา:     ได้...แต่ทำไมเหรอ
แขก:   จะมีเครื่องบินไปโพคาราตอน 8 โมง ยูจะไปได้มั้ย
เรา:     ยังงง ๆ อยู่ แต่ก็ตอบไปว่า ยูให้เวลาไออีก 15 นาทีได้มั้ยล่ะ
แขก:   โอเค เดี๋ยวไอส่งรถมารับ

           เราเลยรีบเร่งให้เพื่อนเก็บของให้เสร็จ วิ่งลงไปข้างล่าง เพื่อ Check out พร้อมฝากเป้ไว้กับโรงแรม 1 ใบ
เหลืออีก 3 ใบ เอาไปโพคาราด้วย เสร็จแล้วก็ขอจองห้องพักสำหรับคืนวันที่ 19 อีก 1 คืน พร้อมกับลองสอบถามดูว่าจะลดราคาค่าห้องให้อีกหน่อยได้มั้ย เค้าบอกว่าไม่ได้แล้วราคานี้เป็น Fix Price เราก็โอเค
           ก่อนออกจากโรงแรม เราก็เลยย้ำกับเจ้าหน้าที่ว่า เราจะได้ rate ค่าที่พักเท่าเดิมด้วยใช่มั้ย (เราจ่ายค่าห้องรวมทุกอย่างแล้วประมาณเกือบ ๆ 14 เหรียญ/1 คืน) เจ้าหน้าที่บอกว่าได้ราคาเดิมแน่นอน

           เสร็จแล้วก็รีบวิ่งไปขึ้นรถที่มารอรับที่หน้าโรงแรม พอขึ้นรถได้ คนขับ (คนเดิมกับที่ไปรับเราที่สนามบิน)
ก็รีบโทรศัพท์ เราฟังไม่รู้เรื่องหรอก แต่เดาเอาว่าคงโทรไปบอกใครซักคนว่าเรากำลังไป
            พอรถไปจอดที่หน้าทางเข้าสนามบินภายในประเทศ มีคนมารุมเราดูวุ่นวายโกลาหลไปหมด มีผู้ชายคนนึง
มาพูดอะไรก็ไม่รู้กับคนขับรถ แล้วก็มาบอกเราว่าขอดูตั๋วเครื่องบินด้วย ไอ้เราก็เริ่มกลัวสิ ใครก็ไม่รู้อยู่ดี ๆ จะมาเอาตั๋วชั้นง่าย ๆ ได้ยังไง ไม่ให้หรอก เค้าก็พูด ๆ อะไรกับคนขับรถแป๊บนึง (คนขับรถเค้าพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ค่ะ พูดได้เป็นบางคำ เท่านั้น แล้วก็ดูเหมือนฟังไม่ค่อยจะเข้าใจด้วย) แล้วผู้ชายคนนั้นก็หันมาหาเรา ขอตั๋วเครื่องบินอีก
พอดีว่าเราเหลือบไปเห็นเค้าห้อยบัตรประจำตัว คิดว่าคงเป็นเจ้าหน้าที่อะไรซักอย่าง เลยยอมควักตั๋วให้เค้าไป

            พอคุณพี่แกรับตั๋วไปได้ ก็ไม่พูดไม่จาวิ่งหน้าเริ่ดเข้าไปในสนามบิน ไอ้เราก็ตกใจ รอก่อน...จะเอาตั๋วชั้น
ไปไหน โอ๊ย...ชั้นหัวใจจะวาย แต่ก็ไม่ลืมหันไปสั่งคนขับรถว่าให้บอกแขกที่ agency ให้ส่งรถมารับที่สนามบิน วันที่ 19 ด้วยนะ เข้าใจมั้ย สั่งย้ำอยู่หลายที เห็นแกพยักหน้า เริ่มหวั่นใจว่าแกฟังรู้เรื่องรึเปล่า
            เราสองคนวิ่งตามผู้ชายที่เอาตั๋วเราไป เค้าบอกให้เอากระเป๋าผ่านตรงเครื่อง x-ray ก่อน พอได้มาก็รีบวิ่งตามเค้าไปอีก เสร็จแล้วเค้าก็หันมาบอกว่าขอค่าภาษีสนามบิน คนละ 170 Rs. ด้วย ไม่มีเวลาหาเศษตังค์ เลยส่งให้เค้าไป 500 Rs. (นึกในใจจะได้เงินทอนมั้ยเนี่ย)

            เสร็จแล้วก็วิ่งต่อไป Check in ก็ยังไม่ได้ทำ Boarding Pass ก็ยังไม่ได้ แต่เค้าบอกให้วิ่งก็วิ่ง ผู้ชายคนนั้นให้เราวิ่งไปผ่านที่ห้องตรวจ (ค้น) ร่างกาย (ว่าพกของผิดกฎหมายไปรึเปล่า) เค้าแยกเป็นห้องหญิง/ชาย พอเจ้าหน้าที่ผู้หญิงกำลังจะค้นเรา ผู้ชายคนนั้นก็รีบวิ่งมาพูดเหมือนว่าไม่ต้องค้นแล้วกำลังรีบ เจ้าหน้าที่ก็เลยปล่อยเราสองคนไป
            วิ่งโผล่ออกไป รู้ตัวอีกที ก็ไปยืนอยู่นอกตัวอาคารสนามบินแล้ว มองไปเห็นเครื่องบินจอดอยู่ใบพัดหมุน ทำท่ากำลังจะวิ่งไป Take Off อยู่มะรอมมะร่อ

            ถ้าเป็นปกติ ต้องรอให้รถบัสมารับไปขึ้นเครื่อง แต่นาทีนั้น เจ้าหน้าที่ (ผู้ชายคนที่มาเอาตั๋วเราไปแหล่ะ) บอกให้วิ่งไปขึ้นเครื่องเลย  อ้าว..เป้ชั้นล่ะ หันไปอีกที เห็นเจ้าหน้าที่อีกคนแบกเป้เรา 3 ใบ ทำหน้าเหมือนจะเป็นลม วิ่งตามมา
            วิ่งไปซักพัก ก็มีรถบัสรับผู้โดยสารของ Buddha Air วิ่งมาจอดรับเรากับคนแบกกระเป๋าและเจ้าหน้าที่ ไปส่งที่เครื่อง (ทั้งรถมีแต่ผู้โดยสารฝรั่ง เห็นพวกเค้ามองหน้าเราแบบยิ้ม ๆ เดาว่าเค้าคงนึกว่าไอ้เด็กบ้านี่มันมาช้าเกือบตกเครื่องล่ะสิ) พอลงจากรถบัส เจ้าหน้าที่เอา Boarding Pass, ตั๋ว, เงินทอน มายัดใส่มือให้ แล้วก็รีบไล่ให้วิ่งไปขึ้นเครื่อง
            พอเราขึ้นไปปุ๊บ เจ้าหน้าที่ก็ปิดประตูเลย  แล้วพอหันไปมอง บนเครื่องมีนักบินอยู่สองคน ด้านหลังมีแอร์ 1 คน พอเรานั่งลงรัดเข็มขัดได้ เครื่องก็ Take Off เลย
            โอ๊ย...นี่มันวันอะไรกันเนี่ย แต่นั่งไปซักพัก เริ่มสนุกสิ ทั้งลำมีเราเป็นผู้โดยสารกันอยู่สองคน กระดี๊กระด๊ากันใหญ่ คุณแอร์แกก็แค่เอาท๊อฟฟี่ใส่ถาดมาเสิร์ฟให้ เสร็จแล้วแกก็ไปนั่งหลับอยู่แถวหลังไม่มายุ่งกับเราอีกเลย
Posted by: nongtitee, April 25, 2008, 11:32am; Reply: 39
นั่งเครื่องไปก็ดูวิวไปแบบสบายใจ ตอนแรกก็กลัวหน่อย ๆ เพราะไม่เคยนั่งเครื่องบินเล็ก แต่ซักพักพอเห็นหิมาลัยโผล่มาจ๊ะเอ๊ ความกลัวก็หายไปหมด มัวแต่ห่วงถ่ายรูป แต่ถ่ายไปยังไงก็ไม่ได้เรื่องหรอกค่ะ เพราะเราใช้แค่กล้องตัวเล็ก แถมกระจกเครื่องบินก็มัว เลอะด้วย ไม่เป็นไร ไว้ไปดูที่ Poon Hill ก็ได้
Posted by: nongtitee, April 25, 2008, 11:37am; Reply: 40
ผ่านไปแค่ 25 นาที เครื่องก็มาถึงสนามบินโพคารา พอเครื่องจอดสนิทปุ๊บ คุณแอร์ก็รีบมาไล่ให้เราลงไปจากเครื่องอย่างรวดเร็ว อย่ามัวชักช้า

พอเราก้าวขาลงไป ก็มีผู้โดยสารฝรั่งกลุ่มใหญ่ มายืนรอที่ประตูเครื่องลำที่เรานั่งมาทันที จะรีบอะไรกันขนาดนั้น

เราได้หยุดถ่ายรูปเครื่องบินนิดนึง แล้วก็เดินผ่านเข้าไปในตัวอาคาร แล้วก็ออกไปด้านหน้าก็เจอคนที่มารอรับเราไปโรงแรมอยู่แล้ว
Posted by: nongtitee, April 25, 2008, 2:19pm; Reply: 41
จากสนามบิน นั่งรถไปโรงแรมประมาณเวลาว่าไม่น่าจะเกิน 15 นาทีก็ถึง
โรงแรมที่ไปพักชื่อ Hotel Travel In อยู่เลยทางที่จะไปลงเรือล่องทะเลสาป Phewa เพื่อไปวัด Barahi ไม่ไกลเท่าไหร่ แต่ต้องเข้าไปในซอยนิดนึง
ดูภายนอกก็ใหม่ใช้ได้ ส่วนในห้องก็โอเค จากระเบียงทางเดินหน้าห้องก็สามารถมองเห็นยอดเขาหางปลา (Machapuchare) หรือ ถ้าไม่หนำใจตอนเช้าเดินขึ้นไปดูบนดาดฟ้าโรงแรมก็ได้
Posted by: nongtitee, April 25, 2008, 2:25pm; Reply: 42
ส่วนน้ำในห้องน้ำที่นี่สะอาดกว่าที่ Kathmandu เยอะเลย ใสและไม่มีกลิ่น
ราคาค่าห้องก็คืนละ 12 USD รวมภาษี (เราจ่ายให้ agency ไปเรียบร้อยแล้ว)
Posted by: nongtitee, April 25, 2008, 3:03pm; Reply: 43
หลังจากเก็บของในห้องเรียบร้อย เราก็เอาเอกสารลงมาให้ผู้จัดการโรงแรม เพื่อให้เค้าไปทำ Entry Permit ให้
หลังจากนั้นก็ลองถามเค้าดูว่า ถ้าจะจ้างรถให้ไปส่งตามสถานที่เที่ยวต่าง ๆ เค้าจะคิดเท่าไหร่ เราบอกเค้าว่าเราจะไป
หมู่บ้านผู้อพยพชาวธิเบต (Tashiling), Devi's Fall, ผจก.โรงแรมเลยแนะนำสถานที่เที่ยวให้ เพิ่มอีกคือ ไปถ้ำ Gupteswar Gupha อยู่ใกล้ ๆ Devi's Fall, ไปพิพิธภัณฑ์ แล้วก็ไปเที่ยวอะไรอีกซักที่นึง เราจำชื่อไม่ได้ อยู่ทางจะไป Sarangot แล้วก็จะให้คนขับรถพาไปตลาด Local เพื่อซื้อผ้า Pashmina

(เรื่องซื้อผ้านี่ ผจก.โรงแรมเค้าบอกว่า ถ้าจะอยากจะซื้อจริง ๆ ควรพาคนเนปาลไปซื้อด้วย เพราะไม่เช่นนั้นอาจจะถูกหลอก  ได้ Pashmina แบบผสมไม่ใช่ 100% แต่จ่ายในราคาแพง)

ผจก. คิดราคามาให้เรา 1,200 Rs. สำหรับเหมารถประมาณ 3 - 4 ชม. ไปได้เฉพาะสถานที่ที่ตกลงกันไว้ ห้ามแวะที่อื่น
เราต่อราคาเค้า บอกให้ลดให้หน่อย ซัก 1,000 Rs. ได้มั้ย

ผจก.โรงแรมเริ่มร่ายมนต์ให้เราเคลิ้มอีกแล้ว พูดไปพูดมาอีท่าไหนไม่รู้ แต่เราก็ยอมควักกระเป๋าจ่ายเงินไปเรียบร้อย
เราถามหาใบเสร็จ เค้าบอกไม่มีให้ เพราะเดี๋ยวเค้าจะเอาไปจ่ายให้คนขับรถที่จะมารับ

ตกลงจ่ายเงินเรียบร้อย เราก็เลยขอไปทานอาหารเช้าก่อน ก็ไปทานที่ห้องอาหารของโรงแรมนั่นแหล่ะ พอสั่งอาหาร
เสร็จ เพื่อนก็ทักขึ้นมาว่า 1,200 Rs. มันไม่แพงไปหน่อยเหรอ เราจ่ายเงินค่ารถ Taxi จากโรงแรมไปถึง Nayapul
(ประมาณ 40 กม.) ก็จ่าย 1,200 นะ นี่สถานที่มันก็ไม่ได้ไกลกันเท่าไหร่เลย

มานั่งคิดดูมันก็จริงแฮะ ลองไปเองก็ได้ เมื่อกี้ตอนคุยกับผจก. รู้สึกง่วงแล้วก็เหนื่อย เลยขี้เกียจออกไปต่อราคากับ
Taxi แต่ตอนนี้เริ่มตาสว่าง เลยรีบวิ่งไปหาผจก. ในครัว (โรงแรมนี้ดูแล้วไม่มีพ่อครัว ใครว่างก็เป็นคนทำอาหารให้แขก)บอกว่าเราเปลี่ยนใจไม่ไปแล้ว ผจก.ก็ทำหน้าเหวอไปนิดนึง แล้วก็บอกว่าเดี๋ยวจะเอาเงินมาคืนให้

เรานั่งรออยู่พักนึง ได้อาหารมาทานเรียบร้อย ผจก.ก็เดินมาบอกว่า ไปต่อราคารถให้แล้วเหลือ 1,000 Rs. ยูจะไปมั้ย
ฮั่นแน่...มามุกนี้อีกแล้ว งวดนี้ไม่ได้แอ้มหรอกเพ่...

เราเลยบอกว่าไม่ไป เพราะเหนื่อย ไม่อยากไปไหนแล้ว ซักพักนึงเค้าก็เอาเงินมาคืนให้

ทานอิ่มแล้ว เราเลยกลับขึ้นไปนอนด้วยความเพลีย ตื่นมาอีกทีประมาณบ่ายโมง เดินออกไปหน้าปากซอย
เจอรถ Taxi เรียกไปหมู่บ้าน Tashiling ต่อราคาได้ 120 Rs. ตอนแรกต่อ 100 Rs. คนขับบอกว่าถ้า 100 Rs.
ไปส่งได้แค่ Devi's Fall

เราก็เลยตกลงไปหมู่บ้าน Tashiling ก่อน ส่วนที่เหลือค่อยว่ากันใหม่

นั่งรถไม่นาน จากถนนใหญ่ต้องเลี้ยวผ่านถนนเล็ก ๆ ขรุขระ ไปอีกไม่ไกลก็ถึงหมู่บ้าน Tashiling
โชคดีว่าตอนนั่งรถก่อนถึงทางเลี้ยวเข้าหมู่บ้าน เห็นป้าย Devi's Fall พอดี งั้นขากลับก็สบายแล้ว
อยู่ใกล้กันนิดเดียว  
Posted by: nongtitee, April 25, 2008, 3:21pm; Reply: 44
พอไปถึงที่หมู่บ้าน ก็รู้สึกว่าเงียบมาก มีเราเป็นนักท่องเที่ยวอยู่ 2 คน เดินเข้าไปเรื่อย ๆ ก็เจอที่ขายของพวกสร้อย
เครื่องประดับ จริง ๆ เราไม่ค่อยอยากดูเท่าไหร่ เพราะไม่ค่อยกล้าซื้อ ดูพวกหิน เครื่องเงินพวกนี้ไม่เป็นอยู่แล้ว
แต่รู้สึกสงสารคุณยายที่ออกมาเรียก ก็เลยเดินเข้าไปหา

คุณยายสอบถามเราว่ามาจากไหน มีของมาแลกมั้ย เราก็งง เอาอะไรหว่า เค้าก็ถามว่ามีปากกา ลูกอม เสื้อผ้า หรืออะไรมาแลกมั้ย เราก็ไม่มีซักอย่าง (ปากกาที่พกมาแจกก็ไม่ได้เอาติดมาด้วย) ไม่อยากแลกด้วย คุณยายก็ยังคงถามโน่นถามนี่ เรียกให้เข้าไปดูในร้าน เราก็ตามไป

คุณยายบอกว่า วันนี้ไม่มีใครมาเลย ไม่เหมือนเมื่อวาน มีคนไทยมากลุ่มใหญ่ ซักพักเรานึกได้ว่าเราเอาท๊อฟฟี่ใส่กระเป๋ามาด้วยมีอยู่ 10 กว่าเม็ด กะจะเอาไว้กินเอง เลยควักให้คุณยายไปหมด บอกแกว่าไม่ต้องแลกหรอก ยกให้
คุณยายแกดีใจใหญ่ บอกว่าชอบกินท๊อฟฟี่มาก ๆ

กำลังจะออกจากร้านเหลือบไปเห็นสร้อยคอเส้นเล็ก ๆ สีแดงน่ารักดี  แกบอกว่าเป็น Coral มาจากธิเบต คุณยายเห็นเราสนใจ รีบหยิบออกมาจากในตู้ให้ดู แถมเอาไฟแช็กจุดลนไปที่สร้อย ทดสอบคุณภาพให้ดูเสร็จสรรพ
เราถามราคา แกเปิดมา 600 Rs. เราต่อแบบไม่อยากได้มากนัก บอกคุณยายไป 200 Rs. แกอิดออดอยู่เล็กน้อย
แต่ก็ให้ เราก็เลยรีบจ่ายเงินแล้วก็ออกไปเดินดูอย่างอื่นต่อ เพราะกลัวจะเสียเงินมากกว่านี้

Posted by: nongtitee, April 25, 2008, 3:29pm; Reply: 45
ที่นี่เค้ามีศูนย์ที่ขายผลิตภัณฑ์ที่คนธิเบตที่นี่ทำขึ้น ก็เป็นพวกพรม ผืนเล็กผืนใหญ่ กระเป๋า หมวก ราคาก็ไม่ได้แพงมากเกินไป เราก็ไปเดินดูไม่ได้ซื้อ ได้แต่ช่วยบริจาคเงินให้นิดหน่อยเท่านั้น

เสร็จแล้วก็เดินไปดูคุณยายนั่งปั่นด้ายอยู่ เราถามดูว่าทำจากอะไร คุณยายว่า ทำจากขนแกะ
เราเลยขออนุญาติแกถ่ายรูป แกก็ให้
(เราอ่านจากเอกสาร เค้าบอกว่าขอให้นักท่องเที่ยว respect ผู้คนของเค้า อย่าถ่ายรูปคนโดยที่เค้าไม่อนุญาติ ฉะนั้นเราก็ทำตามตลอด ถ้าจะถ่ายรูปเค้าใกล้ ๆ ชัด ๆ เราจะขอเค้าก่อนทุกครั้ง แม้แต่พวกเด็ก ๆ เราก็จะขอ
อนุญาติแม่เค้าก่อน)
Posted by: nongtitee, April 25, 2008, 3:30pm; Reply: 46
...
Posted by: nongtitee, April 25, 2008, 3:34pm; Reply: 47
จากศูนย์ผู้อพยพชาวธิเบต เราเดินออกมาที่ถนนใหญ่ แล้วก็ข้ามฝั่ง เดินไปอีกนิดเดียวก็ถึงน้ำตก Devi
จ่ายค่าเข้าคนละ 20 Rs. (อันนี้เห็นคนเนปาลก็ต้องจ่ายเหมือนกัน)

เดินเข้าไปดูน้ำตกไม่ค่อยสวยเท่าไหร่ เค้าบอกว่าถ้าน้ำมากกว่านี้นี้ก็จะสวยกว่าที่เราเห็น
Posted by: nongtitee, April 25, 2008, 3:37pm; Reply: 48
ดูน้ำตกเสร็จแล้วก็เดินออกมา ลังเลว่าจะนั่งรถเมล์ดีมั้ย แต่ความขี้เกียจมีมากกว่า เลยเรียก Taxi ให้ไปส่งที่
ทะเลสาป Phewa ต่อราคาได้ 100 Rs. ก็เลยรีบขึ้น
Posted by: nongtitee, April 25, 2008, 3:44pm; Reply: 49
เราให้บอกให้ Taxi ช่วยไปส่งที่ท่าเรือที่จะไปวัด Barahi พอไปถึงฝนก็ใกล้จะตกแล้ว ฟ้าเริ่มครึ้มมาเลย
จะนั่งเรือก็กลัวเหมือนกัน เพราะว่ายน้ำไม่เป็น แต่เห็นคนเนปาลยังนั่งข้ามไปข้ามมา ก็เลยตัดสินใจไป
ถามราคาค่าเรือ เค้าบอกว่า คนละ 25 Rs. ก็เลยไปต่อคิวรอลงเรือ

ข้ามไปถึงที่วัดเค้าก็ค่อยเก็บเงิน

วัดเล็กนิดเดียว เห็นคนเนปาลมาไหว้พระกัน เราดู ๆ แล้วก็รีบนั่งเรือกลับ เพราะฝนจะตกกลัวเดี๋ยวกลับไม่ได้

ถ้ามาตอนอากาศดี ๆ ต้องสวยแน่ ๆ เลย
Posted by: nongtitee, April 25, 2008, 3:47pm; Reply: 50
พอข้ามเรือมาถึงฝั่ง นึกว่าเค้าจะเก็บเงินอีกรอบ ก็ไม่เห็นมีใครมาเก็บ ตอนเดินกลับถึงเห็นป้ายราคาว่า
ไป - กลับ 25 Rs. ต่อคน

Posted by: nongtitee, April 25, 2008, 4:07pm; Reply: 51
จากท่าเรือ เราเดินตามทางออกมาเรื่อย ๆ ก็มาถึงแหล่งร้านขายของทั้งสร้อยหิน ผ้า แล้วก็อุปกรณ์ Trekking
นึกได้ว่าเราต้องเช่าไม้เท้า กับ เสื้อกันฝนสำหรับ ไป Trekking พรุ่งนี้
ลองเข้าไปถามราคาค่าเช่าไม้เท้าร้านนึงก่อน เค้าบอกราคา 60 Rs./อัน/วัน เราต่อราคาเค้าไม่ให้ บอกว่าราคานี้
เท่ากันหมดทุกร้าน ไปถามดูได้ เราเลยลองไปถามดูอีกร้าน เค้าก็บอกเท่ากัน เราเลยถามถึงเสื้อกันฝนด้วย
จำราคาไม่ได้ แต่กลิ่นรับไม่ได้ เลยไม่เอาเพราะยังไงเรามีมาอยู่แล้วคนละตัว เพียงแต่ว่าอยากได้เสื้อกันฝน
แบบยาวคลุมได้ทั้งตัว
เจ้าของร้านแนะนำว่า ไม่ควรเอาแบบคลุมได้ทั้งตัวเพราะเป็นเหมือนผ้าพลาสติกจะร้อน ให้เช่าเสื้อและกางเกง
กันฝน เราไม่อยากได้เลยออกมา พอดีฝนตกลงมา เราก็เลยรีบกระโดดเข้าไปดูอีกร้านนึง เห็นมีฝรั่งผู้หญิง 2 คน
ซื้อของอยู่ ยังไม่ทันดูอะไร ไฟก็ดับ โชคดีร้านนี้มีไฟสำรอง เลยได้ดูของต่อ

เราถามเจ้าของร้านที่เป็นผู้หญิงว่า มีไม้เท้าให้เช่ามั้ย เค้าบอกว่ามีขาย แต่ไม่มีให้เช่า ถ้าอยากได้ของมือสองเค้าก็มี ราคาถูกลงมาอีก แต่เราบอกเค้าว่า ไม่อยากซื้อเพราะขี้เกียจขนกลับบ้านด้วย เค้าเลยให้รอแป๊บนึง
ซักพักเค้าไปหยิบไม้เท้าออกมา 2 อัน บอกให้เราเช่า 40 Rs./วัน เราเลยต่อเค้าดู เค้าไม่ลดให้ บอกว่าราคาถูกแล้ว
คุยกันไปคุยกันมาถึงเข้าใจว่า 40 Rs./วัน เนี่ยสำหรับ 2 อันเลย

ถูกขนาดนี้ก็รีบเอาสิ เสร็จแล้วยังได้อุดหนุนหมวก NorthFace 1 ใบ (น่าจะของปลอมนะ Made in HK แต่ดูดีก็เลยเอา) แล้วก็ซื้อ รองเท้าแตะรัดส้น Teva อันนี้ของแท้ รวมหมวกกับรองเท้า เค้าคิด 1,200 Rs. รองเท้าถูกกว่าซื้อ
ที่เมืองไทยตั้งเยอะ แถมเจ้าของร้านก็ใจดีทั้งสามีและภรรยา เราก็อ้อนไปเรื่อยเรียก ได (พี่ชาย) ดีดี้ (พี่สาว) โง้นงี้ เจรจาไปเรื่อย ทั้ง 2 คน เค้าชอบใจใหญ่

ตกลงเช่าไม้เท้า 4 วัน 2 อัน รวม 320 Rs. เค้าลดให้อีก เหลือ 300 Rs. มัดจำเค้าไว้ 500 Rs. เค้าออกหลักฐาน
ไว้ให้ก็เป็นอันเรียบร้อย

(ไม่ได้ถ่ายรูปร้านนี้มานะคะ ได้แต่จดชื่อมา ชื่อร้าน "Tukuche Peak Trekking Shop" ด้านบนจะเป็นร้านอาหาร
ชื่อ Rainbow Restuarant จำง่าย ๆ จะอยู่ตรงข้ามกับทางไปท่าเรือไปวัด Barahi ค่ะ  เบอร์โทรศัพท์ 061-536-035 Mobile 984-602-7695 ถ้าใครมีโอกาสผ่านไป อย่าลืมไปอุดหนุน ได กับ ดีดี้ นะคะ แกใจดีจริง ๆ )
Posted by: nongtitee, April 25, 2008, 4:47pm; Reply: 52
กลับจากเช่าอุปกรณ์เสร็จ ไฟยังดับอยู่ ก็เลยลากสังขารกลับไปกินข้าวที่โรงแรม เตรียมตัวเข้านอนแต่วัน
เพราะพรุ่งนี้ต้องใช้พลังงานเยอะแล้ว

สำหรับอุปกรณ์ทีต้องเตรียม บอกบอกไว้คร่าว ๆ นะคะ (คนที่เป็น Trekker ตัวจริง คงข้ามไปได้เลย อันนี้ขอ
แนะนำสำหรับมือใหม่หัดขับโดยเฉพาะสาว ๆ อย่างพวกเรานะคะ)

1.  ถุงนอน ถ้าไม่ได้เอามาก็ไปเช่าได้ แต่เราไม่รู้ราคาเพราะแบกไปจากเมืองไทย อุตส่าห์เป็นพวกอุปกรณ์ดีเด่น
     ซื้อแบบอันเล็กกระจ้อยร่อย แต่ก็มีปัญหาไอ้ตอนกางออกมาแล้วเก็บไม่ได้นี่แหล่ะ ตอนก่อนมาแกะออกมาซัก
     ไอ้ตอนจะเก็บให้เหมือนเดิม เก็บให้ตายก็ทำไม่ได้ ต้องไปให้ผู้ชำนาญการเค้ามาเก็บให้ เลยติดถุงสำหรับใส่
     ถุงนอน Size ปกติมาด้วย ไม่งั้นคงไม่ได้ไปไหนล่ะ เก็บเป็นชั่วโมงก็ยังไม่สำเร็จ)
2.  ไม้เท้า อันนี้สำคัญเลย ถ้าไม่มีนี่คงไม่มีปัญญาลากสังขารไปต่อไป บางคนอาจจะไม่ชอบใช้ แต่สำหรับเรา
      มันช่วยในการพยุงตัว เวลาต้องเดินขึ้น เดินลง ได้เยอะ
3.   ไฟฉาย  ควรเอาไปด้วยนะคะ เพราะที่พักบนเขาบางที่ พอดึกหน่อย ก็จะไม่มีไฟให้ใช้แล้วค่ะ เวลาลุกไปเข้า
      ห้องน้ำ จะได้ไม่ลำบาก แล้วที่สำคัญตอนเดินขึ้น Poon Hill จะต้องไปตั้งแต่ยังไม่ตีห้า ทางยังมืดอยู่ควรมี
      ไฟฉายไปด้วยค่ะ
4.   รองเท้าแตะสำหรับใส่ไปห้องน้ำ ควรเอาไปด้วยนะคะ เพราะไม่งั้นจะไปอาบน้ำลำบากนะคะ เพราะห้องน้ำเป็น
      ห้องน้ำรวม
5.   ยาแก้ไข้ แก้ปวด ยาสำหรับโรคประจำตัวของแต่ละคน เพราะตอนเราไป Trekking นี่กินยาเหมือนกิน
      ขนมเลย เพราะอากาศเดี๋ยวร้อนเดี๋ยวเย็น แล้วอากาศแห้งมาก พอตกเย็นเรากับเพื่อนไข้ขึ้นทุกวัน
6.   ยาคลายกล้ามเนื้อ ใครถนัดแบบทานก็ใช้แบบทานนะคะ แต่เราไม่อยากินยาเยอะ เลยเอาแบบนวดไป นี่ก็ช่วย
      ได้เยอะค่ะ เพราะมันจะปวดเมื่อยไปหมดล่ะค่ะ
7.   ลูกอม ช็อคโกแลต ของทานเล่น ขอให้ติดไปด้วยนะคะ เราหอบลูกอมถุงใหญ่ ๆ ไปหลายถุงเลย เอาไปแจก
      เด็ก ๆ แล้วก็คนอื่น ๆ ที่เจอ เช่น นักท่องเที่ยวด้วยกัน หรือ คนเนปาลที่เค้าแบกของหนัก ๆ ขึ้นลงเขา เค้าน่า
      สงสารนะ เราให้ลูกอม เค้าก็ดีใจกันทุกคน ส่วนขนมของกินเล่นถ้าไม่หนักมากเช่น ทาโร่ เราก็เอาไปด้วย เวลา
      เดินแล้วหิวระหว่างทาง ก็ควักออกมากินได้ไม่ยุ่งยาก จะได้มีแรงเดินต่อ
8.   พวกน้ำพริกแห้ง พริกป่น พกไปเถอะค่ะ ได้กินแน่นอน ตอนแรกเราก็ไม่ค่อยจะยอมเอาไป แต่แม่ซื้อมาให้กระปุก
      เล็ก ๆ กระปุกนึง ก็เอาไปด้วย แล้วไอ้น้ำพริกนี่แหล่ะทีช่วยชีวิตไว้ได้ไม่รู้กี่มื้อ เพราะอาหารที่โน่นเค้าทำจืดมาก
      แทบจะไม่อยากกิน แต่พอใส่น้ำพริกเข้าไปก็ทำให้อร่อยขึ้นเยอะ
9.   เสื้อผ้าสำหรับใส่เดิน โดยเฉพาะผู้หญิง ให้เอาแขนยาวแบบไม่ต้องหนาไปนะคะ จัดให้พอดีวัน (ถ้าไปช่วงเมษายน) เพราะแดด
      แรงมาก ขนาดใส่ แขนยาวแล้วยังดำเลย เอาแบบเสื้อกันลมกันฝนได้ ไปด้วยตัวนึง เพราะบางทีเดิน ๆ อยู่ก็
      ร้อนจนเหงื่อไหลเป็นน้ำ ซักพักถ้าเดินอยู่ที่สูงลมแรงมาก ๆ หรือ ผ่านเข้าไปในป่า ก็จะหนาวขึ้นมาทันทีค่ะ
      แล้วก็ติดเสื้อกันหนาวแบบไม่ต้องหนามาก สำหรับใส่ขึ้น Poon Hill ก็พอแล้วค่ะ นอกนั้นไม่ได้หนาวมาก แบก
      หนักเปล่า ๆ ส่วนกางเกง เอาไป 2 ตัวก็พอ ใส่ไปตัวนึงแล้วก็เอาไปเปลี่ยนอีกตัวนึงก็พอ จะได้ไม่หนัก (ถ้าไป
      4 วันเหมือนกัน) แล้วก็อย่าลืมถุงมือ ถุงเท้าด้วยค่ะ
10.   Legging อันนี้แนะนำสำหรับสาว ๆ ทั้งหลายนะคะ เราเอา legging ไปใส่ตอนนอน แล้วก็ใส่กางเกงนอนขายาว
      ทับอีกที อุ่นหลับสบาย ไม่หนัก ไม่เปลืองที่ด้วย
11.  ขวดใส่น้ำดื่ม เราพกไปเองด้วยคนละใบกับเพื่อน ใส่น้ำได้ครึ่งลิตร เพราะที่โรงแรมบางทีมีที่ให้เติมน้ำดื่ม
       สะอาดฟรี หรือ เวลาซื้อแบบขวดลิตรก็แบ่งกับเพื่อนคนละครึ่ง ใส่เป้ไว้ไม่หนัก ไม่เกะกะ
12.  ถุงสำหรับใส่อุปกรณ์ไปอาบน้ำ หาถุงอะไรก็ได้ค่ะ เป็นพวกถุงหูรูดก็ได้ ถ้าเป็นแบบกันน้ำได้ก็ดี เพราะผู้หญิง
       เวลาอาบน้ำจะมีอุปกรณ์เยอะ แล้วส่วนใหญ่ห้องน้ำจะไม่ค่อยมีที่วางหรือแขวนของให้ ใส่ของรวมไว้ในถุง
       เดียว ถือไปห้องน้ำก็สะดวกดีค่ะ  
12.  กระดาษทิชชู (แบบ Pop up) และ ทิชชูแบบเปียก พกไปเถอะค่ะ ได้ใช้แน่นอน
13. แว่นสายตาสำรอง อันนี้ใครไม่ใส่แว่นก็ไม่เป็นไรนะคะ แต่เราใส่ เวลาเดินทางไปไหนต้องเอาแว่นสำรองติด
       ไปด้วย 1 อัน เผื่อแตกหัก หรือ หายหกตกหล่นไปไหน จะได้ไม่วุ่น เพราะมีสำรองอีกอัน
        
       ส่วนของอื่นถ้านึกได้จะมาเขียนเพิ่มให้อีกนะคะ เดี๋ยวจะแบกเยอะจนเกินไป


      
Posted by: nongtitee, April 25, 2008, 5:06pm; Reply: 53
อ้อ...ลืมเล่าไปว่าก่อนวันที่จะไป Trekking ไกด์ที่จะไปกับเราก็แวะมาหาที่โรงแรม มาทำความรู้จักกับเราก่อน แล้วก็ขอดูของว่าเราจะแบกอะไรไปบ้าง เราให้ดูเป้ 3 ใบที่จะเอาไปด้วย (เป้ขนาด 40 ลิตร 2 ใบ กะจะให้ไกด์แบก ส่วนอีกใบ 30 ลิตร เราจะแบกเอง ใส่พวกขนม น้ำ เสื้อกันฝน)ไกด์ทำหน้ากังวลเล็กน้อย บอกเราว่า เค้าจะมีเป้ใหญ่ไปหนึ่งใบ เราเอาของไปฝากเค้าได้ ไม่งั้นเค้าต้องถือหลายใบไม่สะดวก

เราเลยรีบโชว์ถุงนอนสุดเท่ห์ขนาดเล็กของเราให้ไกด์ดูว่า เราคงไม่มีปัญญาเก็บมันให้เล็กได้เท่านี้นะ
ไกด์บอกว่าไม่มีปัญหา เดี๋ยวจะเก็บให้ทุกวัน ฮิ..ฮิ..ฮิ..แค่นี้เราก็ยิ้มออก ตัดปัญหาเรื่องเก็บถุงนอนไปเรียบร้อย

หลังจากนัดเวลากันเรียบร้อยว่าพรุ่งนี้จะออกเดินทางไป Nayapul ตอน 8 โมงเช้า เราก็จัดของใหม่ เอาของออกอีก
อะไรที่คิดว่าไม่จำเป็นเท่าไหร่ก็เอาออก แล้วฝากเป้ไว้ที่โรงแรมใบนึง แบ่งของพวกถุงนอนเสื้อผ้า ขนมที่จะไปแจกเด็ก (ส่วนใหญ่เราใส่ถุง Zip Lock ไว้หมด) เอาไปใส่เป้ของไกด์ เท่ากับเรามีเป้ใหญ่ไปใบเดียวให้ไกด์หิ้ว เป้เล็กเราหิ้ว

วันที่ 4

ตื่นขึ้นมาตีห้ากว่า ๆ เหมือนเคย ล้างหน้า แปรงฟัน (อยู่ที่นี่ไม่เคยอาบน้ำตอนเช้าเลย) เก็บของเรียบร้อยก็ลงไป
กินข้าวประมาณ 7 โมงครึ่ง เห็นไกด์มานั่งรอแล้ว ขึ้นไปเอาของลงมาแบ่งใส่เป้ไกด์ เก็บของเรียบร้อย Check out แล้วก็ออกเดินทางเลย

ระหว่างทางไป Nayapul เราก็นั่งดูวิวไป เห็นภูเขาหิมะโผล่ออกมาทักทายให้ชื่นใจเป็นระยะ ๆ ประมาณ 1 ชั่วโมง
ผ่านไป Taxi ก็พาเรามาส่งที่ Nayapul เรียบร้อย

Posted by: nongtitee, April 25, 2008, 5:23pm; Reply: 54
พอลงจากรถ Taxi เอาเป้ขึ้นหลังเรียบร้อย ไกด์ก็พาเราเดินลงไปด้านล่าง นั่นก็คือ ฝันที่จะได้มา Trekking
เป็นจริงแล้ว เราเริ่มเดินกันตอน 9.20 น.

เราเดินไปเรื่อย ๆ ไกด็ก็ชวนคุยโน่นคุยนี่ เหมือนทำความรู้จักกัน แต่ไอ้ที่ทำให้เราเริ่มขุ่น ๆ เล็กน้อย
เพราะไกด์ถามเราว่า ยู 2 คน มีแฟนรึยัง พอเราบอกไม่มี ไกด์ก็ต่อเลยว่า ไอก็ไม่มีเหมือนกัน เนี่ยอยากมีแฟน
ยูทำไมถึงยังไม่มีแฟนล่ะ บลา..บลา...บลา...เฮ้อ...รำคาญจริง ๆ

Posted by: nongtitee, April 25, 2008, 5:24pm; Reply: 55
เดินไปซักครึ่งชั่วโมงเราก็มาถึง Check Point ที่ Birethanti ไกด์จัดการเอาเอกสาร Entry Permit กับ TIMs Card
ไปลงทะเบียนให้ เสร็จแล้วมาถามเราว่าจะให้เค้าเก็บเอกสารให้มั้ย เราเลยบอกว่าเราจะเก็บเอง (เริ่มไม่ค่อยไว้ใจ
แล้ว)
Posted by: nongtitee, April 25, 2008, 5:30pm; Reply: 56
เดินต่อไปเรื่อย ๆ ให้ถึงจุดต่อไปคือ Mathathanti

ไกด์ก็ยังคงพูดพล่ามต่อไปเรื่องอยากมีแฟน เราเริ่มหงุดหงิดเล็กน้อย นึกในใจว่า นี่ชั้นอุตส่าห์เสียเงินถ่อมาถึงเนปาลเนี่ย จะมาเที่ยว ไม่ได้มาหาสามี
แต่ก็ทำเงียบ ๆ ไว้ก่อน แกล้งถามไกด์ว่า เธออายุเท่าไหร่ เค้าก็ไม่ยอมบอก เลยหลอกถามว่าเธอทำงานเป็น
ไกด์มากี่ปีแล้ว เค้าบอกว่าทำมาแล้ว 5 ปี ตั้งแต่ออกจากโรงเรียน เราก็เลยถามว่าแล้วเธอออกจากโรงเรียน
ตอนอายุเท่าไหร่ เค้าบอก 19 ปี

เราก็เลยรีบสวนไปเลย นี่เธออายุแค่ 24 เอง ชั้นน่ะแก่กว่าเธอตั้งเยอะ งั้นเธอต้องเรียกชั้นว่า ดีดี้ แล้วชั้นจะเรียก
เธอว่า ไบ (แปลว่าน้องชาย) ไกด์ก็ไม่ยอม บอกว่าไม่เรียก บ่นอะไรไป เราไม่สนใจ เลยเดินไม่รอ ปล่อยให้เดิน
ไปคนเดียว (เพราะตอนนี้ทางยังไม่ลำบากมาก)

แล้วตลอดเวลาที่เดินด้วยกัน เค้าจะชอบมาแซวเพื่อนเรา ให้ช่วยหิ้วเป้บ้าง ทำท่าจะมาจับแก้มบ้าง ชอบมานั่ง
ใกล้ ๆ จ้องหน้าบ้าง แล้วเดี๋ยวก็เปลี่ยนมาเดินใกล้ ๆ เรา มามองหน้าบ้าง เราเลยเริ่มทำหน้าโหดอย่างเดียวแล้ว
แต่ไกด์ยังไม่รู้สึกรู้สาอะไร เราก็เริ่มคิดแล้วว่าจะรับมือยังไงดี แต่ตอนนี้ก็ทำใจเย็น ๆ ก่อน เดี๋ยวมีเรื่องขึ้นมาแล้วจะลำบาก

ตลอดทางเราเลยใช้วิธีเดินทิ้งช่วง ให้ไกด์เดินไปก่อน เพราะเค้าแบกของหนักต้องเดินเร็ว ๆ ส่วนเราเดินช้า
ถ้าเค้าเดินช้าเหมือนเราเค้าจะยิ่งหนัก เลยตัดรำคาญไปได้
Posted by: nongtitee, April 28, 2008, 10:56am; Reply: 57
จากนั้นก็มีแต่เดิน ๆ ๆ ๆ แล้วก็เดิน กับเพื่อนก็แทบไม่ได้คุยกันเพราะเหนื่อย จะมีก็เพียงแวะทักทายกับคนที่เดินสวนมา หรือ (ส่วนใหญ่) ก็คนที่เค้าเดินตามหลังเรามาแล้วเค้าก็แซงเราไป เพราะเราหยุดพักบ่อยมาก....ก
คนเนปาลนี่เห็นหน้าแล้วดูเค้าดุ ๆ แต่พอเราเอ่ยทัก Namaste เค้าก็จะ Namaste ตอบเรามา หน้าตาที่ดู
ดุ ๆ หายไปทันที

แล้วคนที่นี่น่าสงสารนะคะ เห็นแบกของกันแต่ละอย่างดูหนัก ๆ ทั้งนั้น แต่เดินกันเก่งมาก ๆ ไอ้เราเดินแบกเป้ใบไม่หนักมาก แค่ใบเดียวก็จะตายแล้ว
Posted by: nongtitee, April 28, 2008, 11:02am; Reply: 58
ประมาณเที่ยงครึ่ง เราก็เดินมาถึง Sudame แต่พอดียังไม่รู้สึกหิว แค่แวะซื้อน้ำดื่มริมทาง ก็เลยเดินต่อไป

บ่ายสอง เดินไปถึง Hile เลยพักทานข้าวเที่ยง ที่นี่ไม่มีรูปมาให้ดูนะคะ มาไล่ดูทีหลังถึงได้รู้ว่าไม่ได้ถ่ายมา
คาดว่าเหนื่อยจัด หมดอารมณ์จะถ่ายรูป แค่กินข้าวยังไม่อยากจะกินเลย อยากจะนอนไม่ขยับไปไหนมากกว่า
แล้วงานนี้
Posted by: nongtitee, April 28, 2008, 11:12am; Reply: 59
จาก Hile เราเดินไป Tikhedunga ต่อ พอดีลืมจดเลยจำไม่ได้แล้วว่าใช้เวลาเดินเท่าไหร่
รู้แต่ว่าวันนี้อารมณ์มีแต่พะวักพะวงว่า จะเดินรอดไปจนถึง Ulleri หรือเปล่า เพราะกว่าจะถึงต้องขึ้นบันได
อีกสามพันกว่าขั้น ตอนนั้นไอ้บันไดสามพันกว่าขั้นจะโหดขนาดไหนก็ไม่รู้

รู้แต่ตอนเรายืนอยู่บนภูเขาลูกนึง แล้วไกด์ชี้ไปที่ยอดเขาที่อยู่ข้างหน้าอีกลูกนึง (สูงแบบต้องแหงนหน้ามอง)
แล้วบอกว่าเราต้องขึ้นไปบนยอดเขาลูกนั้นแหล่ะ แต่ยัง ๆ ไม่ถึงนะ เพราะเราบอกไกด์ว่าจะไปพักที่ Pratab
Guest House ไกด็บอกงั้นก็ต้องข้ามไปด้านหลังอีกนิดนึงนะ

โอ๊ย...อยากจะลงไปนอนดิ้นกระแด่ว ๆ ไม่ไปไหนแล้ว อยากจะประทับมันอยู่ตรงนี้แหล่ะ

Posted by: nongtitee, April 28, 2008, 11:20am; Reply: 60
เดินไปเรื่อย ๆ ก็รู้สึกว่าแสงแดดเริ่มลดลงจนแทบไม่ค่อยจะมีแล้ว กลัวว่ากว่าจะถึงก็มืดซะก่อน
นี่เจ้าไกด์เราก็เดินนำหน้าไปจนถึงไหนแล้วก็ไม่รู้

พอดีกำลังไต่ขึ้นบันไดอยู่ แหงนหน้าไปเจอเด็กผู้ชายคนนึงกำลังตัดกิ่งไผ่อยู่ เค้าตะโกนถามเราว่า
เป็นคนไทยรึเปล่า (เออ...รู้ได้ไงวุ้ย สงสัยไกด์เราคงบอก) เราบอกใช่ แล้วเราก็ถามเค้าว่า คืนนี้เราจะไปพักที่ Pratab Guest House เนี่ยมันใกล้จะถึงรึยัง เด็กตอบมาว่า ใกล้ถึงแล้ว แล้วเค้าก็อยู่ที่นั่นด้วย

งั้นค่อยมีกำลังใจขึ้นมาหน่อย แล้วก็ค่อย ๆ ไต่ขึ้นต่อไป
Posted by: nongtitee, April 28, 2008, 11:24am; Reply: 61
กะละมังสีฟ้านี่คือ ตู้เย็นธรรมชาติ ที่เห็นกันอยู่ทั่วไป เค้าเอาน้ำมาใส่แล้วก็แช่พวกเครื่องดื่มไว้
ถึงจะไม่เย็นเจี๊ยบแบบแช่ตู้เย็น แต่ก็พอได้ ไม่ต้องใช้ไฟฟ้า
Posted by: nongtitee, April 28, 2008, 11:33am; Reply: 62
ตอนนั้นหกโมงจะครึ่งแล้ว ไต่ขึ้นบันไดขึ้นไปเรื่อย ๆ แหงนหน้าดูอีกที ถึงแล้ว...ว Pratab Guest House ในที่สุดเราก็ลากสังขารมาถึงจนได้
พอขึ้นไปปุ๊บก็เจอคุณลุงเจ้าของที่พัก บอกแกว่าเรามาจากเมืองไทย เคยเห็นที่พักของคุณลุงจาก Internet
คืนนี้เราจะพักที่นี่ คุณลุงจัดการพาเราไปห้องพักทันที เรารีบบอกคุณลุงว่า หนูขอวิวที่เห็นภูเขาสวย ๆ นะคะ

คุณลุงพาขึ้นไปข้างบน เราได้ห้องริมสุด มีหน้าต่างดูวิวได้สองด้านเลย คุณลุงมาส่งเราที่ห้องเรียบร้อย
เราก็นึกได้ว่ายังไม่ได้ถามราคาค่าห้องเลย เราเลยรีบถามราคาก่อนจะได้ไม่มีปัญหาทีหลัง

พอเราเอ่ยปากถามราคา คุณลุงรีบตอบเลยว่า ค่าห้องพักปกติ 200 Rs. แต่ลุงเคยให้สัญญากับคนไทยที่เคยมา
พักไว้ว่า ถ้ามีคนไทยมาพักอีก คุณลุงจะลดให้ 50% ฉะนั้น คุณลุงก็คิดเรา 100 Rs.

โอ้โห...บุญของเราจริง ๆ
Posted by: nongtitee, April 28, 2008, 1:49pm; Reply: 63
ห้องพัก ราคา 100 Rs. สะอาด วิวสวยขนาดนี้ จะหาได้ที่ไหนอีกเนี่ย

ห้องน้ำเป็นห้องน้ำรวม มีน้ำร้อนให้อาบ ห้องส้วมเป็นแบบนั่งยอง ๆ แต่ก็สะอาดใช้ได้ มีระเบียงให้ตากผ้าเรียบร้อย

พอเราเข้าห้องแล้ว ก็รีบจัดการอาบน้ำสระผม เพราะวันนี้เหงื่อไหลเป็นน้ำเลย เสร็จแล้วก็ลงมาสั่งอาหารเย็น
เพราะว่าหิวสุด ๆ บวกกับสงสารคุณลุงที่คิดค่าที่พักเราถูกมาก เราเลยจัดการสั่งอาหารมาซะหลายอย่าง (แต่ลืมถ่ายรูปมาเหมือนเดิม) เราสั่งไข่เจียว, โมโม่ไส้ผัก, ปอเปี๊ยะไส้ผัก, ข้าวเปล่า

เราถามเจ้าหนูคนนั้นว่า แล้วใครเป็นคนทำกับข้าว เค้ารีบตอบว่าผมกับคุณตา (เรากลืนน้ำลายเอื๊อก...แล้วมันจะอร่อยมั้ยน้อง)

เย็นนั้นเรารออาหารนานมาก ประมาณชั่วโมงครึ่งได้ เจ้าไกด์ตัวแสบมานั่งประกบเราเหมือนเดิม เราเลยแกล้งถามว่า แล้วยูไม่กินข้าวเหรอ เค้าบอกว่า รอให้ยูกินก่อน

เอา...ไหน ๆ ก็ไหน ๆ แล้ว ก็เลยนั่งคุยกัน เจ้าไกด์ก็ถามโน่นถามนี่ เราตอบได้ก็ตอบ ตอบไม่ได้ก็เลี่ยง ๆ ไป
แต่บางอย่างเจ้าไกด์ก็ให้ข้อคิดที่น่าสนใจ เช่น Trekker บางคน (พวกมือใหม่อย่างเรา) ที่มาเดินเองแบบไม่จ้าง
ไกด์ หรือ จ้างลูกหาบแบบที่ไม่ผ่าน agency (ลูกหาบเถื่อน) มันอันตราย (อันนี้เราเห็นด้วย) เพราะถ้าเกิดเจ็บป่วยไม่สามารถเดินต่อไปได้ หรือ ลูกหาบพวกนี้จะช่วยอะไรไม่ได้ แต่ถ้าเราจ้างผ่าน agency มา แล้วคุณทำประกันมาด้วย ไกด์จะติดต่อ agency สามารถเรียกเฮลิคอปเตอร์มารับคุณ หรือ จัดการพาคุณกลับลงไปได้

ลืมเล่าไปว่าก่อนมาเนปาล เราทำประกันการเดินทางไว้ด้วย ราคาประมาณพันบาทต้น ๆ แล้วก็สอบถามตัวแทน
เรียบร้อยว่า หากเกิดกรณีเจ็บป่วยตอนเดิน Trekking อยู่ แล้วไม่สามารถเดินเองได้แล้ว ประกันนี้คลอบคลุม
ค่าใช้จ่ายในการเรียกเฮลิคอปเตอร์มารับเราด้วย (กันไว้ก่อนดีกว่า เพราะเราก็ไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น)

แล้วอีกอย่าง ที่สำคัญคือ การทำ Trekking Permit ก็สำคัญนะคะ เพราะอย่างน้อย ยังมี Record ของเราเวลา
ไป Trekking ค่ะ

คุยโน่นคุยนี่ รวมทั้งเรื่องที่เดี๋ยวนี้ นักท่องเที่ยวเวลาต้องจ่ายค่าที่พักหรือค่าอาหาร ชอบต่อราคา ทั้ง ๆ ที่ค่าที่พัก
เนี่ยมันก็ถูกอยู่แล้ว จนรัฐบาลต้องกำหนดราคาอาหารมาให้ แล้วก็เขียนไว้หน้าเมนูเลย ว่ากรุณาอย่าต่อราคา
แต่อันนี้เราว่ามันก็น่าเห็นใจเค้าจริง ๆ นะคะ ไม่ได้เข้าข้าง เพราะที่ทุกอย่างต้องราคาสูง เช่น พวกอาหาร เพราะ
เค้าต้องใช้แรงคน หรือ ม้า, ลา แบกขึ้นมา ให้เราแบกมาเองก็คงไม่ไหว ถ้าเราไปเที่ยวที่นั่น อะไรที่มันไม่ได้แพง
จนเกินไป ก็อย่าไปต่อราคาเค้าเลยนะคะ สงสารเค้า (อันนี้เป็นความเห็นส่วนตัวนะคะ)

เจ้าไกด์บอกว่า ถึงแม้นักท่องเที่ยวมาต่อราคายังไง แต่ต่อหน้าลูกค้า คนเนปาลจะไม่ต่อว่า หรือพูดอะไรหรอก แต่เค้าจะว่าลับหลัง ว่าใครเป็น Good Quality Tourist ใครเป็น Bad Quality Tourist

เสร็จแล้วคุณพี่แกก็เปลี่ยนเรื่อง หันมาสนใจว่า เราน่ะทำงานได้เงินเดือนละเท่าไหร่ (เอาแล้วไง...มายุ่งอะไร
กับชั้นล่ะเนี่ย)

เราก็เลยบอกว่า อืม...ยูรู้มั้ย คนไทยน่ะ ถ้าไม่รู้จักสนิทสนมกันเนี่ย เค้าไม่ถามกันหรอกว่า ทำงานได้เงินเดือน
เท่าไหร่ เจ้าไกด์ทำหน้าเหมือนโดนหยาม (เล็กน้อย) แล้วรีบบอกว่า ไอน่ะไม่ได้เห็นยูเป็นคนอื่นนะ ไอเห็นยูเป็นเพื่อนก็เลยถาม ไอยังบอกยูได้เลยว่าไอทำงานเป็นไกด์ได้เงินเดือน ๆ ละเท่าไหร่

แล้วคุณไกด์แกก็สาธยาย ถึงเงินเดือนของแกให้ฟังเสร็จสรรพ (เออ...เอากะแกสิ ขนาดเราบอกว่าไม่ต้องบอกหรอก เราไม่อยากรู้)
พอฟังจบเราก็เลยถามไกด์ว่าตกลงยูเห็นเราเป็นเพื่อนกันใช่มั้ย งั้นเพื่อนก็จะบอกอะไรให้อย่างนึง แต่อย่าโกรธ
กันนะ  คุณพี่แกพยักหน้าหงึกหงัก แล้วก็รีบยื่นหน้าเข้ามาฟังเลย

เนื่องจากไอเห็นยูเป็นเพื่อนน่ะ ต่อไปไอก็อยากจะแนะนำยูให้กับเพื่อนไอ ที่จะมา Trekking ที่นี่อีก แต่มีอยู่อย่างนึง
ที่ไอยังลังเลอยู่ว่าเพื่อนไอน่าจะไม่ชอบสิ่งที่ยูทำ

ตอนนี้คุณไกด์เราเริ่มทำหน้าซีเรียสเล็กน้อย

ไอว่ายูน่ะยังต้องเจอคนที่เป็นลูกค้ายูอีกหลายชาติ ยูควรจะศึกษาไว้ก่อนนะว่าอะไรควรทำไม่ควรทำ
เช่น กับผู้หญิงไทยเนี่ย ยูไม่ควรมาพูดเล่นเรื่องอยากหาแฟน หรือ มาจับแก้ม หรือ มานั่งใกล้จนติดแบบที่ยูทำ
อยู่เนี่ยมันไม่ดีเลย ถ้ายูมีลูกค้าคนไทยที่เป็นผู้หญิงแล้วยูไปทำกับเค้าแบบนี้ ไอรับรองว่า เค้าจะไม่ว่ายูต่อหน้า (เหมือนกับคนเนปาลเหมือนกัน) แต่เค้าจะจำไว้ว่าใครเป็น Good Quality Guide ใคร เป็น Bad Quality Guide

แต่เนี่ย...ไอเห็นยูเป็นเพื่อนนะ ไอเลยบอก ถ้าไม่งั้น ไอก็คงไม่บอก แล้วก็ไม่แนะนำยูให้เพื่อนไอด้วย

นาทีนี้เจ้าไกด์อี้งไปเลย แล้วก็พูดอะไรแก้ตัวพัลวัน พอดีอาหารเย็นเสร็จเรียบร้อย เราก็เลยนั่งกินโดยไม่สนใจฟัง
แล้วว่าเค้าพูดอะไรบ้าง แพล๊บเดียว พี่แกก็หายไปเลย

ไอ้เราก็กลัว ๆ อยู่เหมือนกันว่า คุณพี่แกจะโมโห แล้วปีนห้องเข้ามาปล้ำชั้นรึเปล่าฟะเนี่ย แต่ก็ช่างเหอะ
เป็นไงเป็นกัน






Posted by: nongtitee, April 28, 2008, 2:00pm; Reply: 64
หลังจากทานอาหารเสร็จ แบตเตอร์รี่กล้องถ่ายรูปที่มาขอคุณลุง charge ไว้ในห้องทานข้าวก็เต็มพอดี
(ที่นี่คุณลุงใจดีให้ charge แบตเตอรี่ฟรีค่ะ บางทีเค้าคิดเงินด้วยนะคะ)

เราเดินออกไป เห็นคุณลุงเตรียมตัวจะนอนแล้ว เราเลยรีบขึ้นควานหาไฟฉายเพื่อลงมาแปรงฟันข้างล่าง
แล้วก็ขึ้นไปนอน คืนนั้นอากาศเย็นพอสมควร ถุงนอน (เขียนไว้ว่าทนความเย็นได้ 7 องศา ก็ดูเหมือนจะ
ไม่อุ่นเท่าไหร่)

คืนนี้ทั้ง Guest House มีเราเป็นแขกอยู่ 2 คนเท่านั้น เงียบดีจัง

ลืมบอกไปว่าคุณไกด์ของเราก็นอนห้องฝั่งตรงข้าม เยื้อง ๆ กับเรา ก่อนนอนยังตะโกนมา Good night เราด้วย
เฮ้อ...แต่คืนนั้นก็ผ่านไปด้วยดี

อันนี้เป็นที่แปรงฟันค่ะ ในห้องน้ำไม่มีอ่างล้างหน้า เลยมาแปรงตรงนี้ดีกว่า เพราะไม่อยากให้ส่วนอื่นของร่างกายถูกน้ำโดยไม่จำเป็น
Posted by: nongtitee, April 28, 2008, 2:08pm; Reply: 65
วันที่ 5

     วันนี้ตื่นขึ้นมาตั้งแต่ยังไม่หกโมงเหมือนเคย พอกระเด้งตัวขึ้นมาได้ ก็รีบหันไปดูที่หน้าต่างตรงหัวนอนก่อน
และแล้วก็ไม่ผิดหวังเล๊ย ได้เห็นภูเขาหิมะโผล่มาทักทายกันแต่เช้า
  
      รีบคว้างกล้องไปถ่ายรูปใหญ่เลย แต่ก็ไม่ค่อยได้เรื่องเท่าไหร่ เสร็จแล้วก็ไต่ลงไปแปรงฟันข้างล่าง สั่งอาหาร
เช้า แล้วก็รีบขึ้นมาเก็บของให้เรียบร้อย เหลือแต่ถุงนอนที่ยังไม่ได้เก็บ (เพราะเก็บไม่ได้) แล้วก็ของที่ต้องเอาไปใส่
เป้ไกด์

      เสร็จแล้วก็ลงไปกินข้าวเช้า พอกลับขึ้นมา คุณไกด์เข้ามาเอาถุงนอนกับของที่เหลือไปเก็บให้เรียบร้อย
เออ...หยั่งงี้ค่อยยังชั่วหน่อย
Posted by: nongtitee, April 28, 2008, 4:05pm; Reply: 66
ใกล้ 8 โมงเช้า เราเตรียมตัวออกเดินทางต่อ
ก่อนไป ก็ต้องไปจัดการชำระค่าเสียหายให้เรียบร้อย ค่าใช้จ่ายมี ค่าห้อง 100 Rs. ที่เหลือเป็นค่าอาหารเย็นวาน
/ เช้าวันนี้ และค่าน้ำดื่ม รวมทั้งหมด 1,277 Rs. เราเลยให้คุณลุงไป 1,300 Rs. แล้วบอกคุณลุงว่าไม่ต้องทอน (และวันนี้ตั้งใจใหม่แล้วว่าจะไม่สั่งของกินเยอะเกินไป เพราะกินไม่หมดซักอย่าง เสียดายของและเสียดายตังค์)

เช้านี้เราซื้อน้ำดื่มกรอกใส่ขวดตุนไปกินระหว่างทาง และซื้อให้คุณไกด์หนึ่งขวด เรายื่นให้ไป เห็นเค้าถือขวดน้ำ
ไปคุยอะไรกับคุณลุงก็ไม่รู้ แล้วซักพักก็เดินมาถามเราว่าเค้าจะขอเปลี่ยนเป็นโค้กแทนได้รึเปล่า เราเลยบอกว่า
ตามสบาย แต่ซักพักนึกได้ว่าโค้กมันราคาแพงกว่าน้ำเปล่านี่นา เลยเดินไปถามคุณลุงว่า ต้องจ่ายเพิ่มเท่าไหร่
ตอนแรกคุณลุงทำท่าเหมือนไม่อยากเก็บเงินเพิ่ม เดาเอาว่าแกคงจะเปลี่ยนให้คุณไกด์ฟรี ๆ แต่เราไม่อยากเอา
เปรียบคุณลุง เลยจ่ายเงินเพิ่มให้คุณลุงไปอีก 30 Rs.(น้ำดื่ม 1 ลิตร ที่นี่ราคาขวดละ 80 Rs. โค้กแบบขวดพลาสติก 500 cc. 110 Rs.)

ก่อนออกเดินทางเราขอถ่ายรูปกับคุณลุงเป็นที่ระลึกด้วย

จาก Ulleri วันนี้จะเดินไป Negethanti แล้วก็ไปนอนที่ Ghorepani

เดินจาก Pratab Guest House ห่างออกมาก็ยังคงเห็นวิวภูเขาอยู่ ก็เลยหยุดถ่ายรูปอีกเรื่อย ๆ ให้หนำใจ
Posted by: nongtitee, April 28, 2008, 5:51pm; Reply: 67
จาก Ulleri เราเดินไปเรื่อย ๆ ผ่าน Banthanti ตอนกี่โมงก็ไม่ได้จดไว้
Posted by: nongtitee, April 28, 2008, 5:56pm; Reply: 68
แก็งค์เด็กมารอขนม น่ารักดี
Posted by: nongtitee, April 28, 2008, 6:00pm; Reply: 69
ประมาณเที่ยงครึ่ง เราก็มาถึง Negethanti ด้วยอาการเริ่มหมดแรง
Posted by: nongtitee, April 28, 2008, 6:03pm; Reply: 70
เราแวะทานข้าวเที่ยงเติมพลังกันที่ร้าน ร้าน Laligurans (เพิ่งมารู้ว่าเป็นชื่อของดอกไม้ประจำชาติของเนปาล (อีกชื่อนึงคือ Rhododendron) ซึ่งบานช่วงนี้พอดี) เราสั่งข้าวผัดผัก กับ Egg Vegetable Noodle Soup ชื่อดูหรู
แต่ที่แท้มันก็คือมาม่าต้มใส่ไข่กับผักนั่นเอง (เมนูนี้กินเกือบทุกมื้อ เพราะไม่ชอบทานเนื้อสัตว์ แล้วก็ไม่รู้จะสั่งอะไร)
Posted by: nongtitee, April 28, 2008, 6:13pm; Reply: 71
แวะพักทานข้าวเที่ยงประมาณชั่วโมงนึง เราก็เริ่มเดินต่อ
ทางที่เดิน Trekking นี่ ยิ่งเริ่มสูงขึ้นก็จะเจอเจ้าแมลงเต่าทองตัวจ้อยเดินอยู่ตามพื้นมากขึ้นเรื่อย ๆ
เดินไปก็สงสารมันไป เพราะมันจะต้องโดนเหยียบแบบแต๊ดแต๋ให้เห็นซากไปตลอดทาง
เพราะฉะนั้นของเราเวลาเดิน โดยเฉพาะเวลาจะเหยียบบนก้อนหิน ต้องเล็งดูก่อนว่าจะไม่เหยียบเจ้า
แมลงพวกนี้ แต่ถ้าเป็นตามพื้นดินที่มีใบไม่ร่วงอยู่เยอะแยะ ก็ไม่รู้จะเลี่ยงยังไง ก็เดินไปสวดมนต์แผ่
เมตตากันไป เพลินไปอีกแบบนึง

เราเดินไปเรื่อย ๆ ตอนแรกมองขึ้นไปบนภูเขาไกล ๆ เห็นต้นอะไรก็ไม่รู้สีส้ม ๆ ยังหันไปถามเพื่อนว่าเนปาล
มีใบไม้เปลี่ยนสีให้ดูด้วยเหรอ (โง่จริ๊ง) พอเข้าไปเห็นใกล้ ๆ ถึงรู้ว่าเป็นดอก Rhododendron นั่นเอง
Posted by: nongtitee, April 28, 2008, 6:20pm; Reply: 72
บ่ายสามโมงครึ่งเราก็ไปถึง Ghorepani ดีใจจริง ๆ ที่วันนี้ถึงเร็วหน่อย

ที่นี่ไกด์ขอเอกสารเราเอาไปลง Record ที่ Check Point อีกครั้ง

(อ้อ...ลืมบอกไปค่ะ หลังจากคุยกันเมื่อคืน วันนี้คุณไกด์เราก็เปลี่ยนไป๋ เลิกมาทำตัวและพูดจาให้เรารำคาญ
เหมือนเป็นคนละคนกันกับเมื่อวาน เดินกันไปคุยกันไปสบายใจขึ้นเป็นกอง)




Posted by: nongtitee, April 28, 2008, 6:29pm; Reply: 73
ไกด์แนะนำให้เราไปพักที่ Hungry Eye  เค้าบอกเราว่าอาหารอร่อย ห้องพักกับห้องน้ำก็ดี เราก็ตามใจไกด์

เราเดินตามไกด์ไปที่ Hungry Eye แต่ปรากฎว่าที่พักเต็มแล้ว เราเลยบอกไกด์ว่าจะไปพักที่ Tukuche ตามที่เราอ่านมา

คุณไกด์ก็รีบนำหน้าไปที่ Tukuche จัดการหาห้องให้เสร็จ พอเราไปถึงก็รีบเอากุญแจมาส่งให้เรียบร้อย

เราได้ห้องที่ชั้น 2 ทางเดินชั้นบนรู้สึกว่ามันยวบยาบยังไงก็ไม่รู้ พอเปิดประตูเข้าไป เห็นวิวที่หน้าต่างแล้วสวยถูกใจ
แต่สภาพห้องนี่ เวลานอนก็จินตนาการว่าตัวเองเป็นคนงานพม่ากำลังนอนอยู่ในแคมป์คนงานน่ะ (เว่อร์ไปมั้ยคะ)
แต่ก็เอาเถอะ ค่าห้องแค่ 100 Rs. จะไปเอาสวยเริ่ดอะไรมากมาย

Posted by: nongtitee, April 28, 2008, 6:34pm; Reply: 74
ที่ Tukuche นี่มาคนมาพักแบบเนืองแน่น เราเลยรีบเก็บของแล้วก็ลงไปอาบน้ำข้างล่าง เข้าไปในห้องน้ำยืนคอยน้ำอุ่นจนเกือบถอดใจ (ไม่ใช่ไม่อาบนะคะ กะจะอาบมันทั้งเย็นเจี๊ยบนั่นแหล่ะ) ยืนทำใจอยู่นาน อยู่ดี ๆ โชคช่วย
น้ำอุ่นเริ่มไหลออกมาแบบปริ่ม ๆ ว่าจะขาดใจ เลยรีบอาบน้ำสระผมให้เสร็จ แล้วก็ไปสั่งอาหารเย็น

ที่นี่เค้าเขียนไว้ว่าให้สั่งอาหารก่อน 17.00 น. แต่เราสามารถระบุเวลาได้ว่าจะกินตอนกี่โมง เราก็เลยสั่งไว้ว่าจะกลับมากินตอนหกโมงเย็น ส่วนตอนนี้ขอออกไปเดินเล่นข้างนอก ท้าลมหนาวก่อน

เจ้าม้าตัวนี้ เค้าผูกถุงใส่อาหารไว้ที่คอมันเลย แปลกดี

ที่นี่วิวสวยมาก ๆ แล้วก็มีของให้ Shopping ด้วย
Posted by: nongtitee, April 28, 2008, 6:46pm; Reply: 75
ออกไปถ่ายรูปจนหนำใจ แล้วก็ซื้อของได้พอหอมปากหอมคอ ก็รีบวิ่งจู๊ดเข้ามาผิงไฟในห้องทานข้าว

นั่งคุยกับคนโน้นคนนี้นิดหน่อย ก็ได้เวลาทานข้าว คงไม่ต้องถ่ายรูปมาให้ดูแล้วนะคะ เพราะเป็นมิสซ้ำซาก
เมนูสิ้นคิด ข้าวผัดผัก กับ มาม่าต้ม เหมือนเดิม แต่วันนี้นึกได้ว่าติดไมโลแบบซองมาด้วย เลยสั่งนมร้อน
มาคนละแก้ว (หลังจากกินแต่ชานมทุกมื้อเริ่มเบื่อแล้ว) แล้วก็เอาไมโลใส่ลงไป อร่อยขึ้นเยอะ

อิ่มแล้ว เรารีบขึ้นนอนแต่วัน เพราะพรุ่งนี้ต้องตื่นตั้งแต่ตีสี่ เพื่อเดินขึ้น Poon Hill

ลืมบอกไปว่าห้องส้วมที่นี่ ไม่ค่อยสะอาดนะคะ ยิ่งถ้าเป็นส้วมแบบนั่งนี่จะเหม็นมาก ยิ่งเราดันโชคร้ายดันเปิดไป
ทุ่นระเบิดของใครก็ไม่รู้ ไม่ยอมกำจัดซาก เล่นเอากินข้าวแทบไม่ลง

Posted by: nongtitee, April 28, 2008, 6:59pm; Reply: 76
กลางคืนที่นี่ ไฟฟ้าจะดับหมด จะออกมาเข้าห้องน้ำต้องใช้ไฟฉาย แล้วก็ต้องเดินย่อง ๆ หยั่งกะขโมย เพราะ
พื้นเป็นเหมือนไม้อัด ส่วนฝาผนังของแต่ละห้องนี่ก็แค่ไม้อัดบาง ๆ กั้นเท่านั้น ทำอะไรเสียงดังนี่มีหวังถูกเพื่อน
ร่วมที่พักลุกขึ้นมาอัดแน่นอน

วันที่ 6

ตีสี่นาฬิกาปลุก (มือถือ) ที่ตั้งไว้ก็ดัง เราเตรียมเอาซุกไว้ใต้หมอนตั้งแต่เมื่อคืน เพราะกลัวทำชาวบ้านเค้าตื่นกันหมด คนอื่นเค้าคงจะตื่นสายกว่านี้หน่อย แต่เราเดินช้าเลยต้องรีบตื่นก่อนชาวบ้านเค้า

ตื่นขึ้นมาค่อย ๆ ย่องลงไปแปรงฟันข้างล้าง แล้วรีบมาเปลี่ยนเสื้อผ้า วันนี้ต้องใส่เสื้อหลายชั้น เพราะหนาวมาก
เอาหมวกกับถุงมือแล้วก็ไฟฉายไปด้วย

ประมาณตีสี่ครึ่งกว่า ๆ ก็ลงไปเจอไกด์รออยู่ข้างล่างเรียบร้อยแล้ว

พร้อมแล้วก็เริ่มออกเดินกันเลย ตอนนี้ทางยังมือตึ๊ดตื่ออยู่ มองไปบนฟ้าเห็นดาวชัดแจ๋วเต็มไปหมด ต้องใช้ไฟฉาย
ส่องทางตอนเดินด้วย เราต้องเดินไต่ขึ้นไปเรื่อย ๆ ตอนแรกที่เดินยังไม่ค่อยมีใครซักเท่าไหร่ พอซักพักก็เริ่มมี
นักท่องเที่ยว ทยอยเดินแซงเราไปเรื่อย ๆ เพราะเราดันลืมเอาไม้เท้าติดไปด้วย เดินก็ไม่ค่อยไหว แต่ก็ค่อย ๆ
เดินไป หยุดไป เวลาหยุด ก็คอยเอาไฟฉายส่องทางให้คนที่เค้ากำลังเดินขึ้นมาด้วย (กลัวเสียฟอร์มเลยแกล้งทำตัวให้เป็นประโยชน์)

ซักหกโมงกว่า ๆ เราก็ขึ้นไปถึง Poon Hill จนได้ ชาวบ้านเค้าขึ้นไปถึงเค้าก็รีบไปดูวิว ถ่ายรูปกันใหญ่ แต่เรารีบ
พุ่งไปร้านขายกาแฟก่อนเป็นอันดับแรก เพราะเหนื่อยและหิวสุด ๆ ได้ชานมซักแก้ว ค่อยมีแรงไปดูวิว

มีคนมาถามว่าเห็นตอนพระอาทิตย์ขึ้นรึเปล่า เลยเพิ่งมานึกได้ว่า Highlight เค้าต้องขึ้นมาดูพระอาทิตย์ขึ้นนี่นา
แต่ไอ้ตอนเดินน่ะ ไม่ได้สนใจแล้วพระอาทิตย์จะขึ้นจะตก แค่มีปัญญาเดินขึ้นมาจนถึงก็บุญแล้วแหล่ะ
Posted by: nongtitee, April 28, 2008, 7:12pm; Reply: 77
เนื่องจากว่าขึ้นมาช้ากว่าชาวบ้านเค้า ก็เลยอยู่บนนั้นซะให้หนำใจ กว่าจะกลับลงมาก็จะเจ็ดโมงแล้ว
ขากลับนี่เดินเร็วกว่าขาขึ้นเยอะเลย

พอถึงที่พักรีบสั่งอาหารเช้าด่วน สั่งเสร็จก็รีบไปเก็บของเพราะเราต้องออกจากนี่เร็วหน่อย
ไกด์บอกว่าเราจะไปพักกันที่ Ghandruk  

จริง ๆ แผนเดิมของเรา ตั้งใจว่าจะเดินไปถึงแค่ Tadapani แล้วก็พักที่นั่น แต่ไกด์บอกว่า ถ้าเราไม่ไปให้ถึง
Ghandruk วันนี้ วันรุ่งขึ้นกว่าจะเดินไปถึง Nayapul จะเย็นมาก แล้วไกด์ก็บอกว่าจะพาไปพักที่ Ghandruk
รับรองที่พักสะอาด วิวสวย รับรองว่าเราต้องชอบ

ไกด์ว่าไงเราก็ว่าตามกัน (รับปากไปโดยไม่รู้เลยว่าวันนี้ล่ะ นรกมีจริง ๆ)

วันนี้ทานแต่ไข่ดาวคนละ 2 ฟองกับนมร้อน (ใส่ไมโล) ก็อิ่มแล้ว
คิดเงินเรียบร้อย วันนี้จ่ายไป 770 Rs. แล้วก็ขอใบเสร็จเค้ามาด้วย เลยมีราคาอาหารมาเขียนได้ค่ะ

ข้าวผัดไข่ใส่ผัก                        160 Rs.
มาม่าต้มใส่ไข่ใส่ผัก                   110 Rs.
ไข่ดาว 2 ฟอง    ที่ละ                 80  Rs.
นมร้อนแก้วละ                            40  Rs.
น้ำดื่มขวดละ                              80 Rs.




Posted by: nongtitee, April 28, 2008, 7:21pm; Reply: 78
แปดโมงครึ่งกว่า ๆ เราเริ่มออกเดินต่อไป
เส้นทางวันนี้คือ ออกจาก Ghorepani ไป Deurali -- Banthanti -- Tadapani -- แล้วก็ไปพักที่ Ghandruk

เราเริ่มเดินไปเรื่อย ๆ รู้สึกว่าวันนี้แดดแรงมาก ๆ แต่อากาศก็ยังหนาวอยู่ ไกด์บอกว่าวันนี้เราจะเดินผ่านป่าด้วย

เราเดินขึ้นเขาไปถึงยอด แล้วก็ลง แล้วก็ขึ้น สลับกันอยู่อย่างนี้ เหนื่อยมาก ๆ จนไม่อยากจะเดินแล้ว
แถมบางทีก็ร้อนมาก แต่พอถอดเสื้อกันลมออก แป๊บเดียวก็หนาวอีกแล้ว เลยเดินหนาว ๆ ร้อน ๆ แบบนี้ไปตลอด

แรก ๆ ตอนเดินพอเหนื่อย หยุดหันไปมองภูเขาก็ชื่นใจ แต่พอหลัง ๆ ไม่อยากจะเห็นแล้ว คุณไกด์ก็ให้กำลังใจว่า
ถ้ายูไม่เดินขึ้นที่สูง ยูจะไม่ได้เห็นภูเขานะ แต่เราตอบไกด์ไปว่า ชั้นไม่เอาภูเขาแล้ว ชั้นไม่อยากขึ้น ชั้นอยากจะลงเท่านั้น ไกด์หัวเราะก๊ากเลย
Posted by: nongtitee, April 29, 2008, 12:08pm; Reply: 79
หลังจากเดินไปได้พักนึง วันนี้ร่างกายเริ่มเกเรแล้ว รู้สึกเป็นไข้แล้วก็เจ็บคอมาก ๆ ไม่อยากจะกลืนน้ำลายเลย
หันไปมองเพื่อนก็คงไม่ต่างจากเราเท่าไหร่

ฝืนเดินไปได้ซักพัก ก็หันไปบอกเพื่อนว่า ปวดไหล่มาก ๆ ไม่สามารถจะแบกเป้ได้อีกต่อไป (สองวันที่ผ่านมาเราเป็นคนแบกเป้มาตลอด เพราะดูเพื่อนแล้ว แค่เดินอย่างเดียวก็จะไม่ไหว) เพื่อนที่ทำจะแย่ พอเราบอกว่าไม่ไหว
ก็รีบทำเป็นว่าตัวเองแข็งแรง แล้วแย่งเอาเป้ไปแบกแทนทันที (จริง ๆ แล้วเป้ก็ไม่หนักเท่าไหร่ น่าจะไม่เกิน 5 kg. แต่สภาพร่างกายแบบนี้ มันก็แบกไม่ไหวน่ะ) นี่ล่ะนะเพื่อน...เห็นใจกันก็ยามลำบากนี่แหล่ะ (ซึ้งจริง ๆ)

พอไม่มีเป้อยู่บนหลังแล้ว รู้สึกว่าเดินสบายขึ้นเยอะ แต่ก็เดิน ๆ หยุด ๆ ไปตลอดทางอยู่ดี ประมาณ 11 โมงก็เดิน
ไปถึง Deurali ไปยืนดูป้ายว่าระยะทางไปแต่ละจุดต้องใช้เวลาเท่าไหร่ แล้วก็บวกเวลาเข้าไปอีกเท่าตัวสำหรับเวลาเดินของเรา

เราแวะทานน้ำ แล้วก็เข้าห้องน้ำที่นี่ (ห้องน้ำที่นี่ก็สยองขวัญอีกแล้ว แต่เลือกไม่ได้ก็ต้องเข้า)
แล้วก็เดินไป Banthanti ต่อ
Posted by: nongtitee, April 29, 2008, 12:15pm; Reply: 80
จาก Deurali ระหว่างทางไปนี่แทบจะเลิกถ่ายรูปไปโดยอัตโนมัติ ได้แต่ตั้งอกตั้งใจเดินอย่างเดียว

ประมาณบ่ายโมงเราก็ไปถึง Banthanti แวะทานข้าวกลางวันที่นี่ วันนี้เราเลิกสั่งข้าวผัดกับมาม่าต้มแล้ว
ลองเปลี่ยนมาสั่งผัดมักกะโรนีดูบ้าง แต่เออ...ไม่รู้ว่าคุณแม่ครัวลืมต้มมักกะโรนีก่อนรึเปล่า มันเลยแข็ง ๆ
ยังไงชอบกล แล้วก็ทานไม่หมดอีกตามระเบียบ แต่โชคดีลองสั่ง Banana Pancake มาด้วย ไม่ค่อยอร่อย
หรอกค่ะ เพราะไม่มีน้ำผึ้งหรือ syrup อะไรให้ราด กินมันเปล่า ๆ นี่แหล่ะ ก็ยังดีกว่าหิวตาย
Posted by: nongtitee, April 29, 2008, 1:22pm; Reply: 81
จาก Banthanti เราเดินต่อไปที่ Tadapani (ที่ ๆ ชาวบ้านเค้าจะพักกันคืนนี้ ส่วนเราต้องเดินต่อไป)

ทางที่จะไป Tadapani จากความรู้สึกของเราและเพื่อนนะคะ มันโหดสุด ๆ ตั้งแต่เดินมา
เดินขึ้น ๆ ลง ๆ บางครั้งนี่ทางชันเกือบจะ 90 องศาเลย น่ากลัวและลื่นด้วย (ไกด์บอกว่าเราโชคดีแล้ว ถ้ามาก่อนหน้านี้ซักสองสามวัน ทางจะเดินลำบากกว่านี้เพราะมีลูกเห็บตกลงมา)

เวลาเดินทั้งขึ้นและลงบางช่วงเรากลัวมาก ๆ เลย เพราะปกติกลัวความสูงอยู่แล้ว เลยทำตัวเป็นหมาน้อยให้เพื่อน
จูงขึ้นจูงลงตลอด  เดินไปเรื่อย ๆ จนขาล้าจนแทบจะก้าวไม่ออก ไม่รู้จะทำยังไง บางครั้งเริ่มนึกในใจว่า
"ให้ขาหัก ๆ ไปเลยน่าจะดี เดี๋ยวจะได้มี ฮ. มารับไม่ต้องเดิน" และสุดท้ายเริ่มเอาธรรมะเข้าช่วย
นึกไว้ว่า "ใจเป็นนาย กายเป็นบ่าว" สั่งให้ขาก้าวไปเรื่อย ๆ หยั่งกะใจเป็นท่านเจ้าคุณ แล้วขาเป็นนังเย็น
แต่ปรากฎว่าทำได้ไม่นาน ขามันเป็นเปลี่ยนนังสาลี่ เกเรไม่อยากจะเดินซะแล้ว

เวลาเดินขึ้นยังไม่ค่อยทรมานเท่าไหร่ แต่เวลาเดินลงนี่ปวดเข่ามาก ๆ ต้องเดินลงแบบ ลองนึกภาพเวลาเราเห็น
ผู้สูงอายุเดินลงบันไดมั้ยคะ แบบค่อย ๆ  หันตัวด้านข้างแล้วก็ค่อย ๆ ก้าวขาลงน่ะค่ะ นั่นแหล่ะ แบบนั้นเป๊ะเลย
บางทีขั้นบันไดมันสูงมาก ๆ ต้องนั่งยอง ๆ แล้วก็ค่อย ๆ ปล่อยขาลงมาทีละข้าง

บ่ายสามโมงสิบห้า ความทรมานช่วงแรกก็สิ้นสุดลง เราเดินมาถึง Tadapani จนได้
เจอกับฝรั่งคนนึง เราพักที่เดียวกับเค้าที่ Ghorepani  เค้ารีบมาทักว่า จะมา Trekking อีกมั้ย เราตอบได้แบบไม่ผ่านสมองเลยว่า "ครั้งนี้เป็นครั้งแรก และจะเป็นครั้งสุดท้าย" ฝรั่งขำแล้วบอกว่าคนไทยผู้หญิงอีกกลุ่มนึงก็พูดเหมือนเราเปี๊ยบเลย

บรรยากาศที่นี่เริ่มครึ้ม ๆ เหมือนฝนจะตก เราเลยนั่งพักแค่แป๊บเดียว แล้วก็รีบเดินต่อ

ลืมบอกไปว่าตอนช่วงที่เดินมาเราเจอลิง (หัวมีขนฟู ๆ สีขาว) ประมาณ 3 - 4 ตัว เหมือนในบอร์ดที่เค้าเขียนบอก
ไว้เลย
Posted by: nongtitee, April 29, 2008, 1:43pm; Reply: 82
จาก Tadapani เราเดินไปเรื่อย ๆ ผ่านป่า ลำธาร ซึ่งบางช่วงก็เดินลำบากเพราะลื่น
ทางช่วงนี้ ไกด์จะไม่เดินทิ้งเราไปไกลเลย เหมือนอย่างที่บอกว่า ของที่ไกด์แบกหนักพอสมควร
(ไกด์บอกว่าปกติ เค้าจะไม่แบกของ เค้ามีหน้าที่นำทางอย่างเดียว เราต้องจ้างลูกหาบมาต่างหาก
แต่เราก็ไม่รู้นะว่าทำไมเจ้านายเค้าให้แบกของให้เราด้วย) แล้วเวลาเราเดินช้าเค้าจะเดินรอไม่ไหว ไม่งั้นเค้าจะ
ยิ่งเหนื่อยมาก เค้าจะเดินนำเราไปรอเราข้างหน้าเป็นจุด ๆ ไป

แต่ช่วงจาก Banthanti มา Tadapani และไปจนเกือบถึง Ghandruk ไกด์จะไม่เดินห่างเราเลย เค้าบอกว่า
ทางช่วงนี้ค่อนข้างอันตรายกว่าช่วงอื่น เค้าไม่อยากทิ้งเรา เดี๋ยวเป็นอะไรไปแล้วเค้าไม่เห็น (ซึ้งน้ำใจจริง ๆ
สำหรับไกด์คนนี้ ถ้าไม่นับพฤติกรรมในวันแรก ที่เหลือเค้าดีหมด ดูแลเรา จัดการให้ทุกอย่าง ส่วนเราก็ตอบ
แทนน้ำใจด้วยการ ซื้อโค้กให้กินทุกวัน แถมเวลาหยุดพักกินขนมที่เราแบกมา ก็กินด้วยกันตลอด)  

เราเร่งเดินไปเรื่อย ๆ เพราะกลัวจะมืด และคงจะพ้นทางที่อันตรายแล้ว ไกด์บอกเราว่าเค้าจะขอเดินนำเอาของ
ไปเก็บที่ที่พัก ที่เราจะค้างกันคืนนี้ก่อน แล้วจะกลับมารับ แล้วถ้าเราเดินไม่ไหว เดี๋ยวเค้าจะมาแบกเราไปเอง

ตลอดทางก็แทบจะเหลือเราเดินกันอยู่สองคน เจอแค่สามีภรรยาชาวบราซิล ซึ่งดูอายุมากพอสมควรกับไกด์ของเค้าแล้วก็เด็กผู้หญิงเกาหลีสองคน ซึ่งเราเจอเค้าบน Poon Hil ตอนเช้า มากันสองคน ไม่มีไกด์และลูกหาบ
มาด้วย

ประมาณหกโมงกว่า ๆ เราก็เดินเข้าเขต Ghandruk จนได้ เดินผ่านป้ายที่บอกว่ามีที่พักที่ไหนบ้าง ก็เจอคุณไกด์
นั่งคอยอยู่แล้ว เค้ารีบมาเอาเป้ที่เพื่อนสะพายอยู่ไปหิ้วให้ แล้วก็บอกว่า วันนี้ได้เป็นไกด์เต็มตัวซะที เพราะเป็น
ครึ่งไกด์ครึ่งลูกหาบมาหลายวัน

ถามไกด์ว่าใกล้ถึงที่พักรึยัง ไกด์บอกว่าอีกหน่อยนึง แต่อีกหน่อยนึงของเค้าเนี่ย เดินไปกว่าจะถึงก็ทุ่มนึง
แล้วก็มืดพอดี

(ตลอดการเดิน 4 วันนี้ คำถามที่เราถามไกด์จนเค้าคงเบื่อก็มี "นี่เราใกล้ถึงรึยัง" หรือ "อีกกี่ชั่วโมงจะถึง" ตะโกน
ถามอยู่ตลอด)
Posted by: nongtitee, April 29, 2008, 1:53pm; Reply: 83
ที่พักคืนนี้ชื่อ "Ghandruk Guest House" ถูกใจเรากับเพื่อนมาก เพราะเป็นที่พักชั้นเดียว สะอาด ฟูกที่นอนก็หนา
ห้องน้ำสะอาด แถมไม่มีแขกคนอื่นพักเลย ชอบจริง ๆ เลย

เราเอาของเก็บเรียบร้อย ก็รีบไปอาบน้ำอุ่นอย่างสบายใจ แล้วก็ไปสั่งอาหาร วันนี้เราสั่งมักกะโรนี กับ หมี่ผัด
มาทาน แต่เค้าให้เยอะมาก เลยแบ่งใส่จานให้ไกด์ทานได้อีกคนนึงเลย

เสร็จแล้วก็เข้านอน ก่อนนอนไกด์มาถามว่าถุงนอนอุ่นพอมั้ย ไม่งั้นจะไปเอาผ้าห่มมาเพิ่มให้ แล้วก็ขอโทษเราที่
เมื่อคืนก่อนไม่ได้ถามเราว่าจะเอาผ้าห่มรึเปล่า เราก็เลยขอผ้าห่มเค้าเพิ่มอีกคนละผื่น เอามาห่มทับบนถุงนอนอีกที
คืนนี้เลยนอนหลับสบายมาก ๆ

วันที่ 7

วันนี้ตื่นมาประมาณ 6 โมงเช้า รีบเปิดประตูออกมาดูวิวข้างนอก แล้วก็ไม่เสียดายเลยที่เมื่อวานทนเดินมาจนถึง
ที่นี่ (เมื่อวานคิดแล้วเราเดินไปสิบกว่าชั่วโมงแน่ะ)

ออกมาด้านนอกก็เป็นวิวภูเขาสวยจริง ๆ ที่สนามด้านหน้ามีเก้าอี้ให้นั่งเล่น เราเลยไปสั่งชามานั่งกินแล้วก็คุย
กับเพื่อนและไกด์เป็นที่สนุกสนาน เพราะวันนี้ไม่ต้องรีบร้อนมาก

Posted by: nongtitee, April 29, 2008, 1:58pm; Reply: 84
ราคาที่พักที่ Ghandruk Guest House สำหรับสองคน คืนละ 268 Rs. ค่ะ (รายละเอียดตามในรูปนะคะ)
Posted by: nongtitee, April 29, 2008, 2:00pm; Reply: 85
...
Posted by: nongtitee, April 29, 2008, 5:31pm; Reply: 86
หลังทานอาหารเช้าและเก็บของเสร็จ 8.45 น. เราก็เริ่มเดินต่อ

วันนี้เราจะเดินจาก Ghandruk - Syauli Bazar - Birethanti - Nayapul

เราเดินไปตั้งนาน แต่พอแวะดูป้ายที่ไร ก็ยังไม่พ้นเขต Ghandruk ซักที
แหม...อาณาเขตของ Ghandruk นี่ช่างกว้างใหญ่ไพศาลซะจริง ๆ

วันนี้เราเริ่มดีขึ้น แต่เพื่อนที่ตอนแรกก็ดูดีอยู่ แต่ซักพักก็ดูป้อแป้ยังไงชอบกล
พอถามก็บอกว่า "ยังไหวอยู่"  ก็เลยค่อย ๆ พากันเดินไปเรื่อย ๆ


Posted by: nongtitee, April 29, 2008, 5:35pm; Reply: 87
ไกด์บอกว่าวันนี้จะเดินขึ้นไม่เยอะเหมือนเมื่อวานแล้ว ส่วนใหญ่จะลงอย่างเดียว
เราเลยบอกไกด์ว่า "ไม่อยากขึ้น แล้วก็ไม่อยากลงด้วย อยากเดินแต่ทางเรียบ....บ"

ขอไปเถอะ ยังไงไกด์ก็จัดทางเรียบให้ไม่ได้หรอก อะไรที่ไม่อยากก็เจอเข้าไปเต็ม ๆ วันนี้มีแต่
ลง ลง ลง แล้วก็ลง ทรมานกว่าเดินขึ้นอีก
Posted by: nongtitee, April 29, 2008, 5:39pm; Reply: 88
...
Posted by: nongtitee, April 29, 2008, 5:43pm; Reply: 89
เห็นป้ายบอกจำนวนก้าวที่เราจะต้องเดินไป Nayapul แล้วก็ใจแป้ว ถ่ายรูปเก็บไว้ดู แต่อย่าไปสนใจมันเลย
ยังไงก็ต้องเดิน

Posted by: nongtitee, April 29, 2008, 5:48pm; Reply: 90
ประมาณเที่ยงครึ่งเราก็มาถึง Syauli Bazar ค่อยดีใจหน่อย เพราะอีกไม่ไกล (ปลอบใจตัวเอง) เราก็จะถึง
Nayapul แล้ว

Trekker ส่วนใหญ่จะแวะทานข้าวกันที่นี่ แต่เรายังไม่รู้สึกหิวกันเลย มันรู้สึกตื้อ ๆ ยังไงก็ไม่รู้
ถามไกด์ว่าหิวมั้ย ไกด์ก็ยังไม่หิวเหมือนกัน

เราเลยกะว่า จะทำเวลาเดินให้เร็วที่สุด แล้วไปกินข้าวที่โพคาราเลย เพราะเค้าบอกว่าจากนี่ไปจะเดิน
ทางเรียบแล้ว (แต่จริง ๆ มันก็ไม่เรียบตลอดหรอก แต่ดีกว่าเดิมแยะ)
Posted by: nongtitee, April 29, 2008, 5:51pm; Reply: 91
ผ่านจากนี้ไป เพื่อนก็บอกว่าไม่ไหวแล้ว เราเลยเปลี่ยนเอาเป้มาสะพายแทน

ตอนนี้ร่างกายมันจะประท้วงยังไงก็ช่าง มีแต่ใจสู้อย่างเดียว เพราะรู้ว่าอีกไม่นานก็จะหมดความทรมานแล้ว
Posted by: nongtitee, April 29, 2008, 5:54pm; Reply: 92
ตอนแวะพักที่ Syauli Bazar ไกด์ก็จัดการไปโทรเรียกรถจากโพคาราให้มารับแล้ว

เจ้าไม้เท้าเอ๊ย...ชั้นกับแกคงต้องจากกันเร็ว ๆ นี้แหล่ะ
Posted by: nongtitee, April 29, 2008, 6:02pm; Reply: 93
หลังจากฮึดสู้เมื่อมาเจอทางเรียบขึ้น และ เพื่อนดูอาการดีขึ้นแล้ว เราเลยเดินลิ่ว ๆ นำหน้าไกด์ และ เพื่อนไปก่อน (เพราะเครื่องติดแล้วถ้าช้าหรือหยุดปุ๊บ มันจะรู้สึกว่าเหนื่อยทันที...ที่แท้ไอ้เรามันก็สิงห์ทางเรียบนี่เอง)
แต่ก็จะคอยหันไปมองไม่ให้เพื่อนคลาดไปจากสายตา แล้วก็ไปหยุดรอเป็นระยะ ๆ

แต่วันนี้แดดร้อนจนแสบผิวไปหมด ครีมกันแดดที่อุตสาห์พกมาก็ไม่เคยทาเล๊ย เดิน ๆ อยู่เหลือบไปเห็นมือที่โผล่
พ้นแขนเสื้อออกมา โอ๊ยโหย๋...มันดำปิดปี๋ไปซะแล้ว (ดูไม่จืดเลย)

พอดีเดินสวนกับคนเนปาล เห็นเค้ากางร่ม เลยนึกได้ว่าเราก็เอาร่มพับคันเล็ก ๆ มาด้วยนี่น่า
เลยยอมหมดความเท่ห์ (จริง ๆ มันก็คงไม่เท่ห์มาตั้งแต่วันแรกแล้วแหล่ะ) มือนึงถือไม้เท้า มือนึงกางร่ม
เดินสบายขึ้นเยอะ

Posted by: nongtitee, April 29, 2008, 6:07pm; Reply: 94
และแล้วเวลาที่รอคอยก็มาถึง

หลังจากเดินพ้นโค้งตรงสะพาน (ในรูป) ไป ก็มองเห็น Check Point (ที่เดียวกับวันแรกที่เรามา Check เอกสาร)
เย้....บ่ายสองเป๊ะ เราก็พาสังขารกลับมาถึง Birethanti จนได้ รีบวิ่งเข้าไปนั่งแปะอยู่ใน Check Point ทันที
ไกด์ก็เป็นคนจัดการเรื่องเอกสารให้เหมือนเดิม



Posted by: nongtitee, April 29, 2008, 6:09pm; Reply: 95
Check เอกสารเสร็จ ก็รีบเดินไป Nayapul ทันที
Posted by: nongtitee, April 29, 2008, 6:15pm; Reply: 96
บ่ายสองสี่สิบห้า เราก็มาถึงคิวรถ Taxi ที่ Nayapul เรียบร้อย

ไกด์บอกให้เรานั่งคอยก่อน จะไปเดินหารถที่มารับเราให้ แต่หายไปนานสองนานก็ไม่มาซักที
จนชาวบ้านที่เค้ามาทีหลังไปกันหมด คาดว่าถ้าเป็นรถอื่นที่ไม่ได้สังกัดคิวรถ Taxi ที่นี่ ต้องไป
จอดไกล ๆ มาจอดแถวนี้ไม่ได้

Posted by: nongtitee, April 29, 2008, 6:38pm; Reply: 97
ไกด์หายไปครู่ใหญ่ ก็กลับมาบอกว่าหารถไม่เจอ โทรศัพท์ไปถามที่โรงแรม เค้าก็บอกว่ารถออกมารับเราตั้งนาน
แล้ว ป่านนี้น่าจะมาคอยเรานานแล้วด้วย แต่โรงแรมน่ะดันไม่รู้ทะเบียนรถที่มารับเรา (แหม...ให้มันได้งี้สิ)

ไอ้เราน่ะทั้งหิวทั้งเหนื่อย จนจะเปลี่ยนใจนั่งรถเมล์กลับไปโพคาราแทน ถามค่ารถแล้ว แค่คนละ 100 Rs. เอง
นี่ถ้าไม่จ่ายค่ารถให้ agency ไปแล้วก็ไม่คอยจริง ๆ ด้วย (แต่ทำเป็นปากดีไป ให้นั่งรถเมล์จริง ๆ ก็คงไม่กล้า
เพราะทั้งเก่าทั้งแน่น ไม่รู้วันนี้จะถึงโพคารารึเปล่า)

คอยอยู่นาน  ไกด็ก็มาบอกว่าสงสัยเราต้องเรียก Taxi กลับไปเอง
กำลังจะไปเรียกรถ ก็เห็นผู้ชายคนนึงถือกระดาษเดินไปถามอะไรคนขับ Taxi ก็ไม่รู้ ไกด์ก็เลยเข้าไปหา
ปรากฎว่า ผู้ชายคนนี้เป็นคนขับรถตู้ที่มารับเรานี่แหล่ะ แกมาถึงตั้งนานแล้ว แต่ที่ไกด์เดินไปหาแล้วไม่เจอ
เพราะ ไกด์ก็ไม่รู้ว่ารถที่มารับเราเป็นรถตู้ แล้วคุณพี่แกพอจอดรถไว้ แล้วก็หนีไปนอนที่ไหนก็ไม่รู้ (เออ...เอาเข้าไป)
แหม...นี่ถ้าชั้นพูดภาษาเนปาลได้ จะสวดให้หูแฉะ พ่อคุณพ่ออนามัย พ่อเด็ก Nursery ตอนบ่ายต้องแวะนอนก่อนด้วย  ชั้นมานั่งคอยทั้งเหนื่อยทั้งหิว หน้าเหี่ยวขนาดนี้ ไม่ได้เห็นใจกันเล๊ย

แต่เอาจริง ๆ นี่ได้แค่บ่นทำปากขมุบขมิบกับเพื่อนไปงั้นแหล่ะ ไม่กล้าไปด่าคุณพี่แกให้ระคายหูหรอก เดี๋ยวแก
โมโหถีบลงกลางทาง เลยไม่ได้กลับกันพอดี แล้วคุณไกด์เราก็ช่วยด่าแทนไปเรียบร้อย ขนาดขึ้นมาบนรถแล้ว
ยังไม่ยอมหยุดเลย

อีกอย่าง ผ่านมา 3 วันนี้ เหมือนเราเจออะไรมาเยอะแล้ว เรื่องแค่นี้จิ๊บจ๊อยมาก
Posted by: nongtitee, April 29, 2008, 6:52pm; Reply: 98
ห้าโมงเราก็กลับมาถึงโรงแรมเดิม

พอรถมาจอดหน้าโรงแรม เห็นพนักงานทั้งโรงแรม (ก็มีไม่กี่คนหรอก) โดยเฉพาะผู้จัดการมายืน
ทำหน้าละห่อยคอยอยู่แล้ว สงสัยจะเตรียมตัวว่าต้องถูกเราด่าแน่นอน

พอเราลงรถไป ก็ขอกุญแจห้อง แล้วก็ไม่ได้ว่าอะไรซักคำ เพราะไม่อยากทำเป็นเรื่องใหญ่เรื่องโต
ให้สำนึกผิดกันเอาเองก็แล้วกัน (ทำให้คนหิวข้าว โมโหเนี่ยมันบาปนะว้อย) แต่ไม่รู้จะสำนึกรึเปล่า

ได้กุญแจมารีบเอาของไปใส่ห้อง ตกลงนัดแนะกับคุณไกด์ว่า พรุ่งนี้เช้าเราจะบินกลับ Kathmandu
ตอน 9.15 ส่วนไกด์จะนั่งรถกลับไป ประมาณซัก 4 โมงเย็น ไกด์จะไปหาเราที่โรงแรมที่ Thamel
เพื่อพาไปซื้อผ้า Pashmina กับใบชา ที่เราอยากได้ จะได้ไม่โดนหลอก เป็นไงล่ะ ไกด์เราใจดีมั้ย
(เอ...รึจะโดนไกด์หลอกแทนหว่า)

ก่อนจากกันเราขอบคุณไกด์ แล้วก็ให้เงินเพิ่มไปอีก 15 เหรียญ แล้วก็ให้ลูกอมห่อใหญ่ที่ยังไม่ได้แกะกับ
ผ้าขนหนูผืนเล็ก ๆ สำหรับเช็ดหน้า เค้าดีใจใหญ่เลย

พอไกด์ไปแล้ว เรารีบโทรศัพท์ไปหาแม่ รายงานตัวว่ามีชีวิตรอดกลับมาแล้ว เค้าจะได้ไม่เป็นห่วง
แล้วก็รีบ order ของกินว่าเดี๋ยวกลับไปถึงตอนเย็นวันอาทิตย์ อยากกินอะไรบ้าง แค่พูดน้ำลายก็ย้อยแล้ว

วันนี้อากาศที่โพคาราค่อนข้างร้อน พอเข้ามาในห้อง โอ้โห...ให้ห้องแอร์เราซะด้วย แต่จะใช้ได้เหรอเนี่ย ก็ไฟเล่นดับ ๆ ติด ๆ ตลอด  แล้วที่จริงเราก็ไม่อยากไปเปิดของเค้าหรอก สงสารเค้า (ไม่ได้สงสารโรงแรมหรอกนะ) สงสารคนเนปาล แค่เปิดพัดลมก็พอแล้ว ถึงจะไม่เย็นมากแต่ก็อยู่ได้


Posted by: nongtitee, April 29, 2008, 7:00pm; Reply: 99
อาบน้ำสระผมเสร็จ เราก็รีบแจ้นเอาไม้เท้าไปคืนที่ร้านของไดกับดีดี้ เอาท๊อฟฟี่ไปฝากเค้าด้วย แล้วก็อุดหนุน
หมวกเค้ามาอีกใบ (มัวแต่โม้เลยลืมถ่ายรูปอีกจนได้)

เสร็จแล้วก็ไปทานข้าวที่ Hotel Meera อดอยากมาหลายวัน เดินดูแล้วร้านอาหารที่นี่ส่วนใหญ่เป็นแบบร้านอาหาร
กึ่ง Pub ร้านนี้แหล่ะดูเข้าท่าสุด

เราสั่งสลัด ซุป กับ Fish & Chips มากิน วันนี้หิวจริง ๆ นะแต่กินไม่ลง ยิ่งมาเจอ Fish & Chips เค้านี่
นึกว่าปลาถูกเผา แต่ก็เอาเหอะ ขำ ๆ (ที่ร้านนี้มันหนักไปทางมืด ๆ แบบ Dinner ใต้แสงเทียน เราก็เลยถ่ายรูป
ไม่ค่อยได้นะคะ มันเบลอหมด)
Posted by: nongtitee, April 29, 2008, 7:21pm; Reply: 100
กินข้าวอิ่มก็กลับโรงแรม นอนหลับเป็นตาย

วันที่ 8

วันนี้เราให้โรงแรมเรียก Taxi มารับไปสนามบิน ขามาเค้าไปรับมาฟรี แต่ขาไปนี่เชิญจ่ายเงินเอง
เลยจ่ายไป 150 Rs.

เราจะบินกลับไฟลท์ 9.15 น. ออกจากโรงแรม 8 โมง ไม่นานก็ถึงสนามบิน

พอไปถึงก็รีบไป check in ที่ Counter Sita Air (แหม...เสียดายลืมถ่ายรูปมาให้ดู มัวแต่โมโห)
พอเรายื่นตั๋วให้ เห็นเจ้าหน้าที่เปิดหาอะไรอยู่เป็นนานสองนาน เราน่ะเริ่มตะหงิดแล้วว่า ต้องมีปัญหา
แน่นอน พอถาม เค้าบอกว่าเดี๋ยวรอคุยกับเจ้าหน้าที่อีกคน เราก็ยืนเกาะ Counter รอ หันไปมอง
ก็เห็นผู้โดยสารคนอื่นนั่งรอ เรียบร้อยกันดี

คอยอยู่พักใหญ่ เห็นเจ้าหน้าที่อีกคนโทรศัพท์คุยอะไรไม่รู้ตั้งนาน แล้วก็มาบอกเราว่าชื่อเรากับเพื่อน
อยู่ในไฟลท์ 12.45 น. เรางี้ลมออกหูทันที ตั๋วก็ระบุอยู่แล้วว่า 9.15 น. เราถามเค้าว่าทำไม เค้าไม่ยอมบอก
เราเลยยื่นนามบัตร agency ให้ บอกให้เค้าโทรไปเลย เค้าก็ไม่ยอมโทรบอกว่า 9.30 น. ให้กลับมาที่เคาน์เตอร์ใหม่ แล้วเดินหนีไปเลย

เราเลยไปนั่งแล้วเอามือถือเรา พยายามโทรหา agency แต่ก็โทรไม่ได้ (ตอนนั้นพวกผู้โดยสารที่จะบินเที่ยว
9.15 น. ทยอยกันไปเตรียมขึ้นเครื่องแล้ว) ซักพักเจ้าหน้าที่คนเดิมเดินมาหาเรา บอกว่าไม่ให้โทรศัพท์ไปหา agency  แล็วก็บอกว่า จะให้เราบินเที่ยว 10.10 น. ถ้าเราไม่โทร ถ้าไม่งั้นจะให้เราไปเที่ยว 12.45 น.
เหมือนเดิม หนอยแน่ะ มีมาขู่กันด้วย

แต่เราก็เอานะ ไม่ได้กลัวหรอก แต่ขึ้เกียจคอยถึงเที่ยง แล้วในความโชคร้ายก็ยังมีความโชคดี ทำให้เจอคนไทยอีก 2 คน (ผู้ชายกับผู้หญิง) ที่ได้คุยแว่บแรกก็รู้สึกถูกชะตา คุยกันถูกคอ แล้วต่อมาไปผจญภัยเล็ก ๆ น้อย ๆ ด้วยกันที่ Thamel อีก หลังจากถามไถ่แนะนำตัวกันแล้ว ปรากฎว่า 2 คนนี้ก็ชะตากรรมเดียวกับเรา ก็เลยนั่งคุยกันรอบินเที่ยว 10.10 น.

พอใกล้สิบโมง เค้าก็มาเรียกให้เตรียมไปขึ้นเครื่อง ไปชั่งน้ำหนักกระเป๋า จ่ายค่าภาษีสนามบินอีกคนละ 170 Rs.
เดินไปให้เจ้าหน้าที่ค้นกระเป๋าพอเป็นพิธี ต่อจากนั้นก็ค้นตัว (ไม่เห็นจะค้นอะไร เห็นลูบหน้าอกพรืดแล้วก็ให้ไป เฮ้อ...)




Posted by: nongtitee, April 29, 2008, 7:33pm; Reply: 101
นั่งคอยก็แล้ว เดินไปถ่ายรูปเครื่องบินจนเบื่อก็แล้ว ก็ยังไม่เที่ยงซักที ดีนะที่มีเพื่อนคุย
คุยไปความจริงก็เริ่มเปิดเผยว่าเราน่ะโดนแขกหลอกไปเต็ม ๆ เราซื้อตั๋วเที่ยวละ 93 เหรียญ
ในขณะที่คนไทยที่เจอซื้อเที่ยวละ 80 เหรียญ พร้อมรถมาส่งที่สนามบินฟรี ฝรั่ง (เจอกันตอน Trekking ตลอด)
ซื้อแค่ 70 เหรียญ โอ๊ยทำไมมันเป็นแบบนี้ล่ะ แต่ก็ต้องปลง โมโหก็ไม่มีอะไรดีขึ้น คิดแค่ว่าพรุ่งนี้ก็ได้กลับบ้าน
แล้วก็สบายใจ
Posted by: nongtitee, April 29, 2008, 7:38pm; Reply: 102
เที่ยงครึ่ง (หลังจากมีเครื่องลำใหม่บินมาส่งผู้โดยสาร) เราก็ได้ขึ้นเครื่อง งวดนี้ไม่ถ่ายรูปแล้ว วิวก็ไม่ดูเลย รู้สึกพะอืดพะอม เพราะในเครื่องอากาศร้อนเหมือนเตาอบ แถมเครื่องยังส่ายไปส่ายมา อยู่เรื่อย ๆ เรานั่งเอามือจับเบาะไว้แน่น ภาวนาให้ถึง Kathmandu อย่างปลอดภัย

บ่ายโมงก็ถึงสนามบิน Kathmandu ตอนนั่งรถไปที่อาคารผู้โดยสารในประเทศ เห็นเครื่องการบินไทยจอดอยู่
เพื่อนคนไทยที่เพิ่งเจอกัน รีบบอกว่าอยากจะไปเปลี่ยนตั๋วแล้วก็ขอกลับบ้านไฟลท์นี้เลย เราเลยได้แต่ปลอบใจ
ว่าเอาเถอะน่า ทนอีกหน่อยก็ได้กลับบ้านแล้ว (รู้สึกสงสารเค้าเลย คาดว่าคงจะเจออะไรมาเยอะเหมือนกัน)
Posted by: nongtitee, April 29, 2008, 7:40pm; Reply: 103
พอรถจอดให้ลง ก็ขำเลย เพราะอาคารผู้โดยสารในประเทศขาเข้าเค้าก็ไม่มีหรอก

ที่รับกระเป๋าก็หน้าตาเหมือนในรูปน่ะ แย่ง ๆ กันรับกระเป๋าเสร็จก็เดินไปขึ้น Taxi ได้เลย
Posted by: nongtitee, April 29, 2008, 8:00pm; Reply: 104
จากสนามบิน เราชวนเพื่อนคนไทยอีก 2 คนให้ไปพักโรงแรมเดียวกับเรา เพราะเค้าบอกว่า เค้าพัก Guest House
นึงก็ไม่ได้ดีมาก ราคาตั้ง 13 เหรียญ ส่วนของเราเอารูปในกล้องให้ดู เค้าว่าดีกว่า ราคาก็ไม่ถึง 14 เหรียญ

พอเดินออกมาด้านนอก ลองมองหารถที่สั่งไว้ว่าให้มารับเราก็ไม่มี เราเลยเดินไปซื้อคูปอง Taxi Prepaid ไป Thamel คันนึงนั่งได้ 4 คนเลย (เพราะปกติ Taxi ที่นี่คันกระจิ๊ดเดียว) 450 Rs.

ไปถึงโรงแรมเดิมของเรา (International Guest House) ไปติดต่อขอ check in เพราะเราจองห้องไว้ก่อนแล้ว
1 คืน ส่วนเพื่อนอีกสองคน จะขอพัก 2 คืน แล้วแยกนอนคนละห้อง เพราะเค้าจะกลับหลังเราวันนึง

ปรากฎว่าห้องเต็มหมดแล้ว ได้แต่ห้องของเรา เพื่อนอีก 2 คนเลยบอกว่าให้เรารออยู่ที่นี่ เดี๋ยวเค้าจะไปหาที่พัก
ที่อื่นก่อน แล้วค่อยกลับมาหาเราใหม่ ไอ้เราก็เริ่มเกรงใจเค้าแล้วว่า อุตสาห์เสียค่า Taxi นั่งมาด้วยกัน ส่วนเค้า
กลับต้องไปเสียเวลาหาโรงแรมใหม่อีก แต่เค้าบอกไม่เป็นไร จะทิ้งของไว้ที่นี่ก่อน หาโรงแรมได้แล้วค่อยมาเอา

เราก็เลยรีบไปเอาเป้อีกใบที่ฝากไว้กับโรงแรมคืนมา กำลังจะขอกุญแจขึ้นห้อง ไม่รู้เจ้าหน้าที่กับเจ้าของโรงแรม
คุยอะไรกัน เจ้าของโรงแรมหันมาบอกเราว่า ค่าห้องคืนนี้ต้องจ่าย 16 หรือ 18 เหรียญ นี่แหล่ะ จำไม่ได้แล้ว
เราบอกว่าไม่ใช่แล้ว ก็ตกลงกันไว้ว่าเราจ่าย 14 เหรียญ (จริง ๆ แค่ 13 กว่า ๆ ด้วย)

แล้วเราก็จ่ายมาแล้ว 2 คืน เจ้าของโรงแรมรีบบอกว่าเป็นไปไม่ได้ เราก็เลยบอกให้โทรไปถาม Agency ที่ส่งเรามา
แล้วนาทีนั้นเราก็ตัดสินใจแล้วว่าจะไม่พักที่นี่ ไอ้เงินส่วนต่างไม่กี่เหรียญน่ะ จิ๊บจ๊อยมาก แต่มันเสียความรู้สึก
เสียตั้งแต่ตอนที่เพื่อนอีก 2 คน ไปถามหาห้อง อีตาเจ้าของทำหน้าแบบไม่ไยดี บอกแค่ว่าเต็ม เพื่อนก็บอกว่า
ช่วยหาห้องให้หน่อยได้มั้ย เค้าก็ทำหน้าแบบรำคาญ ๆ ไม่อยากคุย

จากนั้น เราคว้าเป้ได้ก็เดินออกเลย เจ้าของโรงแรมวิ่งมาตามเราบอกว่า เค้าให้เราพักได้ราคาเดิม แล้วมาย้ำอีกนะ
ว่าให้แค่เราห้องเดียวเท่านั้น เราเลยหันไปบอกเลยว่าไม่เอา แล้วเดินออกจากโรงแรมไปเลย

สงสารเพื่อนจริง ๆ ต้องเดินแบกกระเป๋าหาที่พักกันใหม่ พอดีว่าก่อนมาเราไปอ่านเจอใน Internet ได้ข้อมูลโรงแรม
Hotel the Great Wall มา ตอนแรกก็ว่าจะพัก แต่อ่านแผนที่แล้วงง คาดว่าจะไปไม่ถูก ทั้ง Agency เอาโรงแรมหรู
มาล่อเลยเปลี่ยนใจ  เราเลยถามเพื่อนว่าจะพักโรงแรมนี้มั้ย ทุกคนก็ตกลง เดินหาอยู่ไม่นานก็เจอ

โรงแรมนี้เป็นตึกอยู่ในซอยดูน่ากลัวหน่อย ๆ บรรยากาศรอบ ๆ สู้โรงแรมเดิมไม่ได้ แต่ก็ช่างมันเถอะ ลองเข้าไปดู
พอไปถึงโรงแรมนี้ก็เกือบเต็มเหมือนกัน แต่โชคดีว่าเจ้าของอัธยาศัยดีมาก เค้าพยายามหาห้องให้เราทั้งหมดจนได้   เสียแค่เราต้องไต่ขึ้นไปตั้ง 6 ชั้นเท่านั้นแหล่ะ




Posted by: nongtitee, April 29, 2008, 8:08pm; Reply: 105
เจ้าของโรงแรมที่นี่ใจดี เราขอให้เค้าโทรศัพท์เข้ามือถือของไกด์แล้วมาเก็บเงินเรา เค้าก็โทรให้ฟรีไม่ยอมคิดเงิน
แถมเราถามเรื่องที่เที่ยวอะไรก็เอาแผนที่มาเขียนแนะนำเส้นทางให้ ไม่มีมาแอบบังคับขายทัวร์อะไรเลย นั่งคุยกัน
นานสองนานก็ไม่ทำท่ารำคาญ แถมให้แลกเงิน rate ดีกว่าร้านข้างนอกซะอีก

โรงแรมนี้อะไรก็พอใช้ได้นะคะ เสียอย่างเดียวตอนกลางคืนจะได้ยินเสียงเพลงดังมาก ประหนึ่งว่านอนอยู่กลางผับ
ยังไงหยั่งงั้นเลย นอนฟังไปเลยค่ะ ไม่รู้ว่าเพลงหยุดเมื่อไหร่ แต่เราน่ะหลับไปก่อนแล้ว
Posted by: nongtitee, April 30, 2008, 8:39am; Reply: 106
ลืมเล่าไปว่า พอคุยกับเจ้าของโรงแรม ถามโน่นถามนี่ ขอแลกเงิน แล้วก็ให้เจ้าของโรงแรมช่วยโทรเข้ามือถือไกด์
ตอนนั้นประมาณบ่ายสองครึ่ง ลองโทรดูก่อนว่าเค้าอยู่ที่ไหนแล้ว เพราะเกรงใจเพื่อนคนอื่นว่าต้องมานั่งรอเรา

พอโทรติดคุยกันก็รู้ว่าไกด์เพิ่งมาถึง Kathmandu โอ้โห...นั่งรถกับนั่งเครื่องมานี่ เวลามันแทบจะไม่ต่างกัน
เลยนะ เรารีบบอกไกด์ว่าตอนนี้เราไม่ได้พักที่โรงแรมเดิมแล้ว มีปัญหานิดหน่อย ไกด์ก็เลยจะแวะมาหาเราเลย
เสร็จแล้วก็ส่งให้เจ้าของโรงแรมช่วยบอกทางมาโรงแรมให้ไกด์เรา

ไกด์หายไปครู่ใหญ่ก็ยังมาไม่ถึงซักที ซักพักเค้าก็โทรมาถามทางมาโรงแรมอีกรอบ แล้วก็ขอคุยกับเราว่าทำไมถึงเปลี่ยนโรงแรม เราเลยเล่าให้ไกด์ฟังทั้งเรื่องโรงแรมแล้วก็ตั๋วเครื่องบิน ไกด์เลยบอกให้เราช่วยเล่าให้เจ้านายเค้าฟังหน่อย ตอนนี้เค้าแวะมาที่ office แล้วอยู่กับเจ้านายเค้าพอดี

คุณ Agency พอได้ฟังก็ทำเสียงตกอกตกใจ ถามเราว่าจำชื่อเจ้าหน้าที่ ที่ Counter Sita Air ได้มั้ย เราก็บอกว่าไม่รู้
และไม่อยากจะรู้ด้วย เค้าบอกว่าเดี๋ยวเค้าจะโทรไป complain ที่สายการบินให้ แล้วถามว่าทำไมไม่โทรศัพท์มาหา
เค้าตอนที่มีปัญหาทั้งที่สนามบินแล้วก็โรงแรม เราก็บอกว่า ก็เจ้าหน้าทีคนนั้นเค้าขู่ไม่ให้โทรนี่ แล้วนาทีนั้นอยากจะบินกลับแล้ว จะให้ทำไง ส่วนเรื่องโรงแรมก็ช่างมันเถอะ ชั้นไม่อยากกลับไปพักที่นั่นแล้ว

คุณ Agency เลยบอกว่าถ้าวันนี้หรือพรุ่งนี้เรามีเวลาว่างให้ไปกินน้ำชากับเค้าหน่อยได้มั้ย เราเลยขอบคุณแล้วก็
ปฏิเสธไปว่าไม่มีเวลา แล้วก็เลิกคุย เพราะคิดว่าเรื่องแบบนี้ ชั้นคงไม่ได้โดนเป็นคนแรกหรอก อยากจะบอกว่า
ขอเปลี่ยนจากเลี้ยงน้ำชา เป็นเอาส่วนต่างค่าตั๋วคืนมา ชั้นจะได้เอาเงินกลับไปนั่งกินโอเลี้ยงที่บ้านชั้นให้สบายใจ
น่าจะดีกว่ามั๊ง
Posted by: nongtitee, April 30, 2008, 9:03am; Reply: 107
พอไกด์มาถึงที่โรงแรมแล้ว เราก็พากันออกไปทานข้าว เราให้ไกด์เป็นคนเลือกร้าน เพราะเราตั้งใจจะ
เลี้ยงข้าวเค้า
เค้าพาเราไปทานที่ Hotel Northfield ซึ่งร้านนี้เดินผ่านไปผ่านมาหลายรอบกะว่าจะลองเข้าไปทาน
อยู่เหมือนกัน วันนี้เลยได้ลองสมใจ ร้านนี้ทำอาหารใช้ได้นะคะ เสียดายไม่ได้ถ่ายรูปมาเพราะมัวแต่
ห่วงคุยกัน

ทานเสร็จไกด์ก็พาเราไปซื้อใบชาก่อน เสร็จแล้วก็พาไปซื้อผ้า Pashmina ไกด์บอกว่าร้านนี้เค้ามีโรงงานเองเลย
ขายทั้งส่งและปลีก ซึ่งเจ้าของร้าน ๆ นี้ก็ดูใจดี ให้เราเลือกผ้า รื้อผ้าออกมาดูตามสบาย เจ้าของร้านบอกเราว่าเคยมาเมืองไทยหลายครั้งแล้ว

วันนี้เราโชคดีที่มีเพื่อนคนไทยที่เพิ่งเจอกันมาช่วยดูให้ด้วย เพราะเราน่ะไม่รู้เรื่องหรอก ดูไม่เป็น แต่คิดว่ายังไง
ก็ซื้อได้ถูกกว่าที่เมืองไทยเยอะ เพราะเคยซื้อ Pashmina ที่เมืองไทย (World Trade) ประมาณ 5 - 6 ปี มาแล้ว
ไซส์เล็กสุดสำหรับพันคอ ผืนละ 1,300 บาท มาเจอที่นี่อะไรก็ถูกไปหมดแหล่ะ

ลองบอกราคาให้คร่าว ๆ นะคะ เผื่อจะมีประโยชน์บ้าง แต่ไม่รับรองนะคะว่าราคาที่เราซื้อได้นี่ถูกสุดรึยัง
Pashmina 100% (แบบนี้จะหนาหน่อย แล้ววิธีทอก็มีหลายแบบ)
            ผืนใหญ่สุดห่มได้          1300 Rs.
            ไซส์เล็กสำหรับพันคอ     400 Rs.
Water Pashmina (Pashmiana 80% ผสม Silk 20%) แบบนี้จะนิ่ม ๆ ลื่น ๆ กว่า
            ผืนใหญ่สุดห่มได้             800 Rs.
            ไซส์เล็กสำหรับพันคอ      225 Rs.

เราซื้อไปทั้งหมด 7,300 Rs. เลยขอต่อเค้าอีกให้เหลือแค่ 7,000 Rs. เค้าก็ให้ค่ะ
ซื้อเสร็จก็บอกลาคุณไกด์ ขอบคุณในความมีน้ำใจ แล้วก็สัญญาว่าจะอัดรูปของเค้าที่เราถ่ายไว้ส่งไปให้

ส่วนเราและเพื่อน ๆ ก็ตะลุย Shopping กันจนดึก
Posted by: nongtitee, April 30, 2008, 10:11am; Reply: 108
วันที่ 9

     วันนี้อยู่ดี ๆ ก็ตื่นขึ้นมาตั้งแต่ตีสามครึ่ง พยายามนอนยังไงก็ไม่หลับ สงสัยตื่นเต้นที่จะได้กลับบ้าน
นอนพลิกไปพลิกมา ไม่รู้จะทำอะไรก็เลยปลุกเพื่อนขึ้นมาคุยด้วยกัน (ช่างเป็นคนดีจริง ๆ) ซักตีห้าก็ลุกขึ้นมา
เก็บของ ล้างหน้าแปรงฟันเตรียมตัวไปวัด Pashupatinath หกโมงก็ออกไปเรียก Taxi เมื่อวานเราถามราคาค่ารถ
ไปวัดจากเจ้าของโรงแรมไว้แล้ว เค้าบอกว่า 130 Rs.
      เจอ Taxi คันแรก บอกราคาเรามา 250 Rs. นี่ถ้าเป็นหลายวันที่ผ่านมา คงจะยืนต่อราคาแล้วก็ยอม ๆ ไป
แต่หลังจากผ่านศึกมาแล้ว และวันนี้เป็นวันสุดท้ายที่อยู่ที่นี่ เลยเริ่มฮึกเหิมนิดหน่อย ไม่ง้อหรอก ว่าแล้วก็
สะบัดก้นเดินไปหาคันอื่นต่อ Taxi มาตามถามว่าจะให้เท่าไหร่ก็ไม่สนใจ ก็พี่เล่นบอกราคาแบบนี้ ไล่ลูกค้าชัด ๆ
      เดินไปถามอีกคัน บอกราคามา 150 Rs. เราเลยบอกว่าที่โรงแรมบอกเรา 120 Rs. เค้าก็ส่ายหน้าตกลง
ลืมเล่าไปว่าเวลาคุยกับ Taxi ที่นี่งง ๆ ทั้งเราทั้ง Taxi ทุกที เพราะชอบลืมว่า คนเนปาล ถ้าเค้าส่ายหน้าแปลว่า
โอเค เวลาต่อราคาค่ารถแล้วเค้าส่ายหน้า เราก็จะเดินหนีทุกที Taxi ก็คงงงว่าโอเคแล้วเดินหนีทำไม
       นั่งรถไปแป๊บเดียว Taxi ก็มาจอดริมถนน แล้วบอกให้เราเดินเข้าไปเอง (สงสัยจ่ายแค่ 120 เลยไม่ยอมไปส่ง
ถึงวัด) แต่ก็ไม่เป็นไรจะได้เดินดูอะไรต่อมิอะไรข้างทางไปด้วย




      
      
      
Posted by: nongtitee, April 30, 2008, 10:15am; Reply: 109
คนเนปาลนี่เค้าขยันดีนะคะ มาวัดกันตั้งแต่เช้า ขนาดวันนี้เป็นอาทิตย์ (แต่ท่าทางคงจะไม่ใช่วันหยุด
เหมือนบ้านเรามั๊งคะ เพราะเห็นเด็ก ๆ ยังไปโรงเรียนกันเลย)

Posted by: nongtitee, April 30, 2008, 10:21am; Reply: 110
...
Posted by: nongtitee, April 30, 2008, 10:29am; Reply: 111
เดินไม่นาน เราก็เข้าเขตวัด แต่ดูได้เฉพาะข้างนอกเพราะเค้าอนุญาตให้เฉพาะคนที่นับถือศาสนาฮินดูเข้า

ไอ้เราก็อยากจะเข้าไปดูบ้าง นึกว่าจะลองทำมึน ๆ เป็นฮินดูกับเค้าด้วย แต่หน้าหมวย ตัวขาวเป็นลิงเผือกแบบนี้
ทำยังไงก็คงไม่เนียน คงโดนจับโยนออกมาแน่นอน
Posted by: nongtitee, April 30, 2008, 10:31am; Reply: 112
...
Posted by: nongtitee, April 30, 2008, 10:35am; Reply: 113
ออกจากตรงนี้ ก็ถามทางที่จะไปดูพิธีเผาศพริมแม่น้ำ โดยเราต้องเดินอ้อมไปข้างหลัง
ซึ่งก็คือเดินผ่านประตูทางเข้าวัดอีกด้านนึง
Posted by: nongtitee, April 30, 2008, 10:43am; Reply: 114
ดวงเรานี่คงถูกโฉลกกับที่เก็บสตางค์ค่าเข้า ไปไหนนี่ต้องไปผ่านที่เก็บเงินตลอด ทั้ง ๆ ที่ทางเข้าเค้ามีตั้ง
หลายทาง

ค่าเข้าที่นี่คนละ 250 Rs. แต่เช้านี้เรามีเงินมาแค่ 600 Rs. เพราะเมื่อวาน Shopping จนหมด
ยังไม่ได้ไปแลกเงินเพิ่ม เลยต่อรองกับเจ้าหน้าที่ขอจ่ายเป็น Dollar แทน ลองคำนวณดูคร่าว ๆ
2 คนก็ 8 เหรียญกว่า ๆ เราต่อเค้าบอกว่า 8 เหรียญได้มั้ย เห็นเค้าทำท่าคิดนาน เลยยื่นเครื่องคิดเลข
ให้เค้าคิดเอง แล้วเค้าก็ตกลง

Posted by: nongtitee, April 30, 2008, 10:47am; Reply: 115
มาวัดนี้ถ้าไม่อยากเสียค่าเข้า ต้องเดินอ้อมไปอีกด้านนึง แต่ก็จะดูได้ไกล ๆ หน่อย แต่เราน่ะอยากดู
เลยยอมเสียเงิน แต่โชคไม่ดีที่ไม่ได้ถามเพื่อนก่อน พอจ่ายเงินเรียบร้อย พาเดินเข้าไปคุณเธอก็ดันกลัวขึ้นมา
เรียกให้ไปดูใกล้ ๆ ก็ไม่ยอม ถามว่าจะถ่ายรูปมั้ยก็ไม่เอา เลยให้ยืนคอยอยู่ห่าง ๆ แล้วเราเข้าไปดูเอง

ตอนไปถึงนี่เห็นกำลังเผาอยู่ 2 ศพ ซึ่งน่าจะเริ่มเผามานานพอสมควร เห็นเป็นเถ้าดำ ๆ แล้ว
เราน่ะอยากจะไปดูตอนเค้าจัดเตรียมพิธีมากกว่า แต่ก็ดีกว่าไม่ได้ดู ดูแล้วเผื่อจะปลงได้บ้าง
Posted by: nongtitee, April 30, 2008, 10:51am; Reply: 116
เดินดูไปเรื่อย ผ่านรูปปั้นนี้ (ถ้าไม่ผิดน่าจะเป็นหนุมานนะคะ) ก็เพิ่งเห็นว่าถ้ามายืนตรงนี้นี่ได้ดูแบบเกาะติดเวทีเลย

แต่พอได้มายืนดูใกล้ ๆ มาก ๆ นี่ก็รู้สึกว่าน่ากลัวอยู่เหมือนกัน แล้วก็อาจจะไปรบกวนพิธีเค้าด้วย เลยถอยกลับ
ออกมาดีกว่า
Posted by: nongtitee, April 30, 2008, 10:54am; Reply: 117
...
Posted by: nongtitee, April 30, 2008, 10:56am; Reply: 118
...
Posted by: nongtitee, April 30, 2008, 10:57am; Reply: 119
...
Posted by: nongtitee, April 30, 2008, 11:02am; Reply: 120
ถ้ามีเวลามากกว่านี้ คงได้ดูอะไรอีกเยอะ แต่เราต้องรีบไป Kathmandu Durbar Square ต่อ
แล้วเพื่อนก็ดูไม่มีความสุขเอาซะเลย (เธอเป็นโรคกลัวผีขึ้นสมอง) เราเลยจบการชมวัดนี้แต่เพียงแค่นี้

แต่ก่อนจะกลับออกไป เพื่อนก็สังเกตเห็นว่ามีรถมาส่งศพอีกศพแล้ว เราเลยวิ่งไปดูอีก แต่เห็นเค้าเอาศพ
ลงมาวางไว้ที่พื้นเฉย ๆ ก็เลยไม่ได้รอ
Posted by: nongtitee, April 30, 2008, 11:05am; Reply: 121
จากวัด Pashupatinath เรานึกสนุกอยากนั่งรถเมล์อีกซักรอบ ก็เลยเดินออกไปหาป้ายรถเมล์ที่ถนนใหญ่

ระหว่างทางเจอรถเข็นขายกำไลข้อมือ มีให้เลือกเยอะจนตาลาย ซื้อไปฝากน้องที่ทำงาน 1 โหล 40 Rs.
Posted by: nongtitee, April 30, 2008, 11:08am; Reply: 122
อุตสาห์เดินไปตั้งไกลกว่าจะถึงป้ายรถเมล์ ยืนคอยถามรถกี่คัน ๆ ก็ไม่มีคันไหนไป Thamel เลยลองถามคนอื่นดู
เค้าบอกว่าให้เรียก Taxi ไปดีกว่า เพราะไม่มีรถจากนี่วิ่งตรงไป Thamel ต้องไปต่อเอา

เราเลยเรียก Taxi ให้ไปส่ง ขากลับนี่เสียแค่ 100 Rs.
Posted by: nongtitee, April 30, 2008, 11:29am; Reply: 123
พอมาถึง Thamel ปุ๊บเรารีบกลับไปที่โรงแรมก่อน เพราะต้องไปแลกเงิน
เสร็จแล้วก็กลับไปที่ร้านขายผ้าร้านเดิม เพราะนึกได้ว่ายังซื้อของฝากไม่ครบ

แล้วก็เดินไป Kathmandu Durbar Square ต่อ ระหว่างทางก็แวะถ่ายรูปไปเรื่อย
Posted by: nongtitee, April 30, 2008, 11:31am; Reply: 124
...
Posted by: nongtitee, April 30, 2008, 11:38am; Reply: 125
ระหว่างทางไป Durbar Square เราแวะที่ Kathesimbhu Stupa หรือ Kathmandu Swayambhu ก่อน
อ่านข้อมูลจากใน web เค้าบอกว่าเป็น smaller version ของ Swayuambhu stupa

(บางอันที่พอจะบอกข้อมูลได้ก็จะบอกนะคะ แต่ส่วนใหญ่น่ะ ไม่ได้ควักอะไรออกมาอ่านแล้ว
เพราะรีบ กลัวไม่ทันเวลา เฮ้อ...เสียดายจริง ๆ ตอนแรกกะว่าจะมีเวลามาเดินที่นี่ตั้งแต่เมื่อวาน
เกือบทั้งวัน Sita Air นะ ไม่น่าทำกับชั้นเลย)
Posted by: nongtitee, April 30, 2008, 11:43am; Reply: 126
...
Posted by: nongtitee, April 30, 2008, 11:47am; Reply: 127
...
Posted by: nongtitee, April 30, 2008, 11:49am; Reply: 128
ประมาณ 9 โมง เราก็มาถึงทางเข้า Durbar Square เจอที่เก็บเงินอีกแล้ว แต่คราวนี้ไม่ต้องจ่ายเงิน
เพราะเราทำ Tourist Pass ไว้แล้วตั้งแต่วันแรก
รีบควักออกมาโชว์เจ้าหน้าที่ แล้วเราก็ผ่านเข้าไปได้เลย
Posted by: nongtitee, April 30, 2008, 11:54am; Reply: 129
เราไปเริ่มที่ Kumari Bahal ก่อน แล้ววันนี้ก็ไม่มีบุญได้เห็น Kumari ตามระเบียบ
Posted by: nongtitee, April 30, 2008, 11:56am; Reply: 130
...
Posted by: nongtitee, April 30, 2008, 12:02pm; Reply: 131
หลังจากนั้นก็ได้แต่ดู ๆ แล้วก็ถ่ายรูป (เพราะใกล้จะ 10 โมงแล้ว) ป่านนี้ยังแกะไม่ออกว่าอะไรเป็นอะไร (เลยลงรูปให้ดูอย่างเดียวนะคะ) ถ้ามีโอกาสกลับไปอีก ต้องไปเดินดูใหม่ให้ละเอียด เสียที่อุตสาห์หาข้อมูลไปตั้งเยอะ แต่ไม่ได้ใช้เลย
Posted by: nongtitee, April 30, 2008, 12:04pm; Reply: 132
...
Posted by: nongtitee, April 30, 2008, 12:05pm; Reply: 133
ที่นี่แปลกดี มรดกโลกกับตลาดมารวมอยู่ทีเดียวกันเลย แต่ก็คงเป็นเสน่ห์อย่างนึงเนอะ
Posted by: nongtitee, April 30, 2008, 12:07pm; Reply: 134
...
Posted by: nongtitee, April 30, 2008, 12:08pm; Reply: 135
...
Posted by: nongtitee, April 30, 2008, 1:06pm; Reply: 136
...
Posted by: nongtitee, April 30, 2008, 1:08pm; Reply: 137
...
Posted by: nongtitee, April 30, 2008, 1:09pm; Reply: 138
...
Posted by: nongtitee, April 30, 2008, 1:12pm; Reply: 139
ตอนนี้ก็ได้เวลากลับไป Thamel แล้ว จะรีบกลับไปซื้อหนังสือไปฝากเพื่อน แล้วก็หาข้าวเช้าทาน
Posted by: nongtitee, April 30, 2008, 1:13pm; Reply: 140
ระหว่างทางกลับ สังเกตเห็นแถวนี้มีร้านทำฟันหลายร้าน แต่ดูแล้วน่ากลัวอ้ะ
Posted by: nongtitee, April 30, 2008, 1:15pm; Reply: 141
โดยเฉพาะร้านนี้
Posted by: nongtitee, April 30, 2008, 1:36pm; Reply: 142
ถึง Thamel รีบไปซื้อของจนวินาทีสุดท้าย 11 โมงแจ้นกลับไปโรงแรม สั่งอาหารเช้าทาน
วิ่งไปเก็บของบนห้อง แล้วก็ให้โรงแรมเรียก Taxi มาให้

ตอน Check out เจ้าของโรงแรมฝากรายละเอียดค่าที่พักมาให้ด้วย บอกว่าอยากให้คนไทยมาพักเยอะ ๆ
ที่นี่ส่วนใหญ่มีแต่นักท่องเที่ยวญี่ปุ่น กับ จีน เค้าบอกว่าถ้าคนไทยมาพักจะให้ตาม rate นี้เลย

Standard Room
Single      8 USD
Double  10 USD
Triple     12 USD

Deluxe
Single     15 USD
Double   20 USD

ถ้าพัก 3 คืนขึ้นไป มี Free Pick Up Service ให้ด้วย แล้วเค้ายังมีบริการทัวร์ และ จองตั๋วเครื่องบินเหมือน agency
อื่น ๆ ทั่วไป

ถ้าใครสนใจเข้าไปดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.hotelgreatwallnepal.com นะคะ (อันนี้ไม่ได้มีผลประโยชน์
ร่วมใด ๆ นะคะ บอกไว้สำหรับเผื่อเป็นทางเลือกให้อีกอันนึงค่ะ)

Posted by: nongtitee, April 30, 2008, 2:08pm; Reply: 143
11.30 น. รถ Taxi มารับ เจ้าของโรงแรมช่วยแบกเป้มาใส่รถให้ แล้วก็บอกว่า ไปถึงสนามบินให้จ่ายเงินค่ารถ
แค่ 250 Rs. พอนะ เราขอบคุณเค้าแล้วก็จากมาด้วยความประทับใจ

วันนี้ไม่รู้เกิดอะไรขึ้น ระหว่างทางไปสนามบินรถติดอยู่นานพอสมควร ประมาณเที่ยงกว่า ๆ เราก็มาถึงสนามบิน
พอลงจาก Taxi มีคนเอารถเข็นมาช่วยเข็นของเราไปส่งให้ตรงประตูทางเข้า เราก็เลยตามเลยไม่ได้ห้ามอะไร
พอถึงประตูเค้าก็บอกว่า ส่งเราได้แค่นี้ เราก็เลยให้เงินไป 20 Rs. แล้วเค้าก็ไป

ไปถึงสนามบินเห็นคิวรอ check in ยาวเหยียด ให้เพื่อนไปต่อแถวก่อน ส่วนเราเดินไปจ่ายค่า Airport Tax
คนละ 1,695 Rs. บ่ายโมงก็ check in เรียบร้อย

เสร็จแล้วก็ไปคอยที่หน้า gate เลย กำหนดเดิมไฟลท์นี้ (TG320) จะออก 13.50 น. แต่เห็นขึ้นไว้เป็น
14.05 น. ซักประมาณเกือบ ๆ บ่ายสอง ถ้าจำไม่ผิดเราก็เดินออกไปขึ้นเครื่องเลย ถึงตรงนี้ยังอุตสาห์มีเจ้าหน้าที่
มาตรวจค้นก่อนขึ้นเครื่องอีก แล้วก็เหมือนเดิมแหล่ะ ลูบหน้าอกพรืด จับ ๆ ตามข้างตัวนิดหน่อยแล้วก็
ปล่อยไป ไม่รู้จะตรวจทำไม

บ่ายสองกว่า ๆ ก็ Take off นาทีนั้นดีใจจนบอกไม่ถูกที่จะได้กลับบ้านแล้ว
ตอนนั้นนึกแต่ว่า ไม่มาอีกแล้วเนปาล แต่พอกลับมานึกดูก็ดีใจที่ได้ไปเนปาล โดยเฉพาะไป Trekking
Posted by: nongtitee, April 30, 2008, 2:11pm; Reply: 144
ประมาณหกโมงหน่อย ๆ เครื่องก็มาถึงสุวรรณภูมิ

เฮ้อ...ถึงบ้านซะที

แล้วก็จบแล้วนะคะ สำหรับ Review อันยาวเหยียด ขอบคุณทุกคนที่เข้ามาอ่านค่ะ

Namaste ค่ะ
Posted by: nongtitee, May 2, 2008, 3:08pm; Reply: 145
พอดีไปเจอรูปพวกนี้จากกล้องอีกตัวนึง ถ่ายตอนนั่งเครื่องไป Pokhara เลยเอามาลงแถมให้ค่ะ
Posted by: thunktao, August 6, 2008, 10:25pm; Reply: 146
ภาพถ่ายและคำบรรยาย บอกถึงความรู้สึกขณะท่องเที่ยวในแต่ละ shot ดีมากครับ
ตื่นเต้น และลุ้นตลอดครับว่าจะเจออะไรอีก น่าลุ้นมากๆ ครับ
ขอบคุณสำหรับรีวิว แบบว่าเหมือนได้ไป trekking ใน trip นี้ครับ
Posted by: East Indian Walnut, October 25, 2008, 10:46pm; Reply: 147
เป็นรีวิวที่ดีมากๆของรีวิวเนปาลเลยหล่ะครับ
กำลังวางแผนไปเที่ยวอยู่พอดี ข้อมูลและความรู้สึกของเจ้าของรีวิวมีประโยชน์มากๆ
การโดนแขกหลอกและเอาเปรียบมันส์ดีครับหลังๆก็ชิน เคยโดนซะอ่วมที่อินเดียแต่ก็ยัง
กลับไปเที่ยวอีกเหมือนเดิม แปลกแต่จริง อิอิ
ขอบคุณมากมายสำหรับทริปนี้ ถ้ามีโอกาสขอไปเที่ยวด้วยคนนะคร้าบ
ชอบเพื่อนร่วมทางแบบลุยๆ
Print page generated: November 24, 2008, 3:57am