Print Topic - Archive
HFlight.net จองโรงแรม รีวิวสายการบิน ท่องเที่ยว การเดินทาง / India Travel Guide / นมัสการสังเวชนียสถาน 4 ตำบล - ภาคที่ 1
Posted by: Matrix, February 9, 2007, 3:47pm
ดูก่อน อานนท์ สังเวชนียสถาน ๔ แห่งเหล่านี้ เป็นที่ควรเห็นของกุลบุตรผู้มีศรัทธา
สังเวชนียสถาน ๔ แห่งเป็นไฉน
สังเวชนียสถานเป็นที่ควรเห็นของกุลบุตรผู้มีศรัทธาด้วยระลึกว่า
พระตถาคตประสูติในที่นี้ ๑
พระตถาคตตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณในที่นี้ ๑
พระตถาคตยังธรรมจักรอันยวดยิ่งให้เป็นไปแล้วในที่นี้ ๑
พระตถาคตเสด็จปรินิพพานด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุในที่นี้ ๑
ดูก่อน อานนท์ ชนเหล่าใดเที่ยวจาริกไปยังเจดีย์ มีจิตเลื่อมใส จักกระทำกาละ
ชนเหล่านั้นทั้งหมดเบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก
จักเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์
จาก: มหาปรินิพพานสูตร ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๑๓ หน้า ๑๓๑ สวัสดีครับ
วันนี้จะขอนำสมาชิก HFlight ร่วมจาริกแสวงบุญไปนมัสการพุทธสังเวชนียสถาน ๔ ตำบล
คือสถานที่ๆ พระพุทธเจ้า ประสูติ , ตรัสรู้ , แสดงปฐมเทศนา , และปรินิพพาน
สถานที่แรกที่จะขอนำชมคือ ตำบลพุทธคยา ซึ่งเป็นสถานที่ตรัสรู้
ขอเชิญติดตามรับชมได้เลยครับ
Posted by: Matrix, February 9, 2007, 3:56pm; Reply: 1
Posted by: Matrix, February 9, 2007, 4:05pm; Reply: 2
ใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง 20 นาที ก็ถึงสนามบิน Gaya Airport (GAY)
อาคารสนามบินนี้เป็นอาคารใหม่ พึ่งเปิดใช้ได้ไม่นาน รู้สึกว่ารัฐบาลภูฏาน
จะออกค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างให้
ในสนามบินไม่อนุญาตให้ถ่ายภาพ แต่จะขอเล่าให้ฟังสั้นๆ ว่า
ขั้นตอนการตรวจคนเข้าเมืองและตรวจกระเป๋ากินเวลาค่อนข้างนาน
เนื่องจากเครื่องไม้เครื่องมือที่ ยังไม่ค่อยจะทันสมัยมากนัก และ จำนวนช่อง
เจ้าหน้าที่ตรวจ Passport ซึ่งมีเพียง 2 ช่อง 
Posted by: Matrix, February 9, 2007, 4:48pm; Reply: 3
รถที่เอื้องหลวงนำมาบริการเรา เป็นรถบัสขนาดประมาณ 30 กว่าที่นั่ง
สะดวกสบายพอใช้ แต่แอร์ค่อนข้างเย็น เพราะไม่สามารถปรับอุณหภูมิได้
เปิดกับปิดได้อย่างเดียว
Posted by: Matrix, February 9, 2007, 4:53pm; Reply: 4
ผู้ใช้บริการถแบบนี้ โดยมากจะเป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติเท่านั้น
รถที่คนอินเดียเขานั่งกัน จะนำมาให้ชมทีหลัง
Posted by: Matrix, February 9, 2007, 4:58pm; Reply: 5
สถานที่แรกที่เราได้ไปเยี่ยมชมกันก็คือ มหาเจดีย์พุทธคยา
Posted by: Matrix, February 9, 2007, 5:02pm; Reply: 6
ผู้ที่ประสงค์จะถ่ายภาพ ต้องซื้อใบอนุญาตราคา 20 รูปี หรือประมาณ 17 บาท
Posted by: Matrix, February 9, 2007, 5:05pm; Reply: 7
จากนั้นก็นำรองเท้าไปฝาก ไม่เสียค่าบริการ
การเดินทางไปนมัสการสังเวชนียสถานที่อินเดีย
แนะนำให้ซื้อถุงเท้าไปเยอะ ใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้งไปเลย
หรือจะบริจาคให้ขอทานก็ได้ เนื่องจากพื้นสกปรกมาก
ซักไม่คุ้ม
Posted by: Matrix, February 9, 2007, 5:08pm; Reply: 8
มหาเจดีย์พุทธคยาสันนิษฐานว่าพระเจ้าอโศกมหาราชเป็นผู้สร้างไว้เดิม
และต่อมาก็ได้มีผู้บูรณะปฏิสังขรณ์จนเป็นสถูปใหญ่ในปัจจุบัน
Posted by: Matrix, February 9, 2007, 5:13pm; Reply: 9
Posted by: Matrix, February 9, 2007, 5:14pm; Reply: 10
Posted by: Matrix, February 9, 2007, 5:19pm; Reply: 11
เสาหน้ามหาเจดีย์ ซึ่งมีความเชื่อว่า เป็นจุดแบ่งโลก
ที่แปลกก็คือ เมื่อยืนด้านซ้ายของเสา จะรู้สึกว่าพื้นมีความเย็น
ในขณะที่เมื่อยืนด้านขวา จะรู้สึกว่าพื้นมีความอุ่น
Posted by: Matrix, February 9, 2007, 5:22pm; Reply: 12
Posted by: Matrix, February 9, 2007, 5:24pm; Reply: 13
ด้านในมหาเจดีย์ จะเป็นที่ประดิษฐานของพระพุทธเมตตา
เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย สมัยปาละ อายุกว่า 1400 ปี
Posted by: Matrix, February 9, 2007, 5:26pm; Reply: 14
พระพุทธเมตตา เป็นพระพุทธรูปที่สื่อถึงยามเมื่อที่พระพุทธเจ้า
ทรงขอให้แม่พระธรณีมาเป็นพยานต่อการบำเพ็ญบารมีของพระองค์
ซึ่งทรงบำเพ็ญมานับเป็นหลายกัป หลายอสงไขย
Posted by: Matrix, February 9, 2007, 5:27pm; Reply: 15
เมื่อเห็นพระพักตร์ของพระพุทธเมตตาแล้ว
จะรู้สึกถึงความเปี่ยมล้นแห่งพระมหากรุณาธิคุณแห่งองค์พระพุทธเจ้าได้
Posted by: Matrix, February 9, 2007, 5:29pm; Reply: 16
เมื่อนมัสการพระพุทธเมตตาเสร็จแล้ว
ก็ออกมาด้านนอกเพื่อนมัสการต้นพระศรีมหาโพธิ์
Posted by: Matrix, February 9, 2007, 5:41pm; Reply: 17
ต้นพระศรีมหาโพธิ์ปัจจุบันเป็นต้นที่ 4 อายุประมาณ 126 ปี
ต้นนี้เป็นต้นสืบทอดมาจากต้นแรกที่พระพุทธองค์ได้ตรัสรู้
ตั้งอยู่ด้านหลังมหาเจดีย์พุทธคยา โดยมีพระแท่นวัชรอาสน์คั่นอยู่
Posted by: Matrix, February 9, 2007, 11:32pm; Reply: 18
ต้นโพธิ์เดิมในสมัยพุทธกาลเรียกว่า ต้นอัสสัตถพฤกษ์
ต่อเมื่อพระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ใต้ร่มไม้นี้ จึงได้ชื่อว่า ต้นโพธิ์ หรือ โพธิรุกขะ
พระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์ อาจจะทรงตรัสรู้ใต้ต้นไม้ที่ต่างกัน
เช่น พระกัสสปะ มีไทรเป็นโพธิรุกขะ พระโกนาคมมีต้นมะเดื่อเป็นโพธิรุกขะ
Posted by: Matrix, February 9, 2007, 11:39pm; Reply: 19
โพธิต้นนี้ เป็นต้นไม้คู่บารมีหรือเป็นสหชาติของพระพุทธเจ้า คือเกิดขึ้นมา
ในวันเพ็ญเดือนหกก่อนพุทธศก 80 ปี ซึ่งเป็นวันเดียวกับที่พระพุทธองค์ประสูติ
ในวันนั้นมีสิ่งที่เกิดขึ้นพร้อมกัน 7 อย่างคือ
1. พระนางยโสธราพิมพา
2. พระอานนท์
3. อำมาตย์กาฬุทายี
4. นายฉันทะ
5. ม้ากัณฐกะ
6. ต้นพระศรีมหาโพธิ์
7. ขุมทรัพย์ทั้ง 4
ทั้งหมดนี้เรียกว่า สหชาติ
Posted by: Matrix, February 9, 2007, 11:51pm; Reply: 20
โพธิ์ต้นนี้เป็นรุ่นที่ 4 ตามประวัติกล่าวไว้ว่า
ต้นที่ 1 เกิดวันเดียวกับวันที่เจ้าชายสิทธัตถะประสูติ มีอายุจนถึงสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช
ก็ถูกมหเสีองค์ใหม่ นำยาพิษมาราดทำลาย จนตาย เนื่องจากริษยาที่พระเจ้าอโศก ให้ความสำคัญ
แก่ต้นพระศรีมหาโพธิ์มากกว่าตน นับอายุต้นแรกได้ 352 ปี
ต้นที่ 2 หลังจากที่ต้นแรกถูกทำลาย พรเจ้าอโศกได้มีรับสั่งให้นำน้ำนมมารดจนไม่ช้า
ก็มีหน่อแตกขึ้นมาใหม่ที่รากเดิม และอยู่มาได้จนถึงปี พ.ศ. 1100 จึงถูกพระเจ้าศศางกา
ซึ่งเป็นกษัตริย์ฮินดูทำลายลง ด้วยการฟันต้นโพธิ์ และขุดรากทิ้ง เอาไปเผาและราดด้วยน้ำอ้อย
นับอายุต้นที่ 2 ได้ 871 ปี
Posted by: Matrix, February 10, 2007, 12:01am; Reply: 21
ต้นที่ 3 ภายหลังจากที่พระเจ้าศศางกาได้สิ้นพระชนม์อย่างอนาถ
พระเจ้าปูรณวรมันแห่งแคว้นมคธ ได้รีบจัดการบำรุงรากโพธิ์
ด้วยน้ำนมจากแม่โค 1000 ตัว จนมีหน่อโพธิ์โผล่ขึ้นมาจากรากเดิมอีกครั้ง
และเติบโตมาได้อีก 1258 ปี จึงหมดอายุขัยตามไปเองตามธรรมชาติ
ต้นที่ 4 -ต้นปัจจุบัน เซอร์คันนิ่งแฮม นักโบราณคดีชาวอังกฤษ ได้ทำการ
บูรณะพุทธคยา เมื่อปี 2423 และได้พบหน่อโพธิ์ที่เกิดจากต้นที่ 3 สองหน่อ
จึงคัดเอาต้นที่สูง 6 นิ้วปลูกลงไว้ที่เดิม นับอายุจนปัจจุบันได้ 126 ปี
Posted by: Matrix, February 10, 2007, 12:09am; Reply: 22
กล่าวกันว่า โพธิต้นนี้ไม่สลัดใบ จะสลัดใบก็เฉพาะในวันปรินิพพานเท่านั้นแล้วก็แตกใบใหม่อีก
สำหรับเมืองไทย รัชการที่ 2 ได้โปรดให้อาจารย์สายมาอัญเชิญ
เมล็ดโพธิ์กลับสู่ประเทศไทย และทรงเพาะโดยพระองค์เอง
แล้วนำปลูกไว้ที่วัดสระเกศ วัดบวรนิเวศ และวัดมหาธาตุ ที่ละ 1 ต้น
Posted by: Matrix, February 10, 2007, 12:11am; Reply: 23
Posted by: Matrix, February 10, 2007, 12:13am; Reply: 24
เครื่องสักการะบูชาของพระธิเบต
Posted by: Matrix, February 10, 2007, 12:21am; Reply: 25
คั่นกลางระหว่างพระมหาเจดีย์และต้นพระศรีมหาโพธิ์คือ พระแท่นวัชรอาสน์
พระแท่นนี้สร้างในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช
แกะสลักด้วยหินทราย บนผิวหน้าแกะเป็นรูปเพชรและรัศมี สื่อถึงมหาบุรุษ
ซึ่งมีน้ำพระทัยเข้มแข็งและเด็ดเดี่ยวเหมือนเพชร
Posted by: Matrix, February 10, 2007, 12:25am; Reply: 26
คณะของเราได้ร่วมนำผ้ามาพันห่อต้นโพธิ์เพื่อเป็นพุทธบูชา
ก่อนที่พัน ได้นำผ้าผืนดังกล่าวเวียนประทักษิณรอบพระเจดีย์และต้นโพธิ์ 3 รอบ
Posted by: Matrix, February 10, 2007, 12:31am; Reply: 27
หลังจากนั้น คณะเราได้เดินทางกลับโรงแรม
เมื่ออาบน้ำและรับประทานอาหารเสร็จแล้ว ได้กลับมาที่เจดีย์อีกครั้ง
อากาศหลังพระอาทิตย์ตก ต่างจากกลางวันมาก วันนี้อุณหภูมิอยู่ราวๆ 9 - 10 องศา
Posted by: Matrix, February 10, 2007, 12:33am; Reply: 28
รอบองค์พระเจดีย์ ยังเต็มไปด้วยผู้คน
Posted by: Matrix, February 10, 2007, 12:36am; Reply: 29
Posted by: Matrix, February 10, 2007, 12:39am; Reply: 30
สามรูปนี้ ขอบอกว่า กล้องมิได้เป็นอะไร และกล้องของคนอื่นๆ ในคณะ
อีกหลายกล้องก็ถ่ายออกมาได้ในลักษณะเดียวกัน
Posted by: Matrix, February 10, 2007, 12:49am; Reply: 31
สถานที่อีกแห่งที่เราได้ไปเยี่ยมชมที่เมืองคยาคือ บริเวณที่สันนิษฐานว่า
เป็นบ้านของนางสุชาดา
Posted by: Matrix, February 10, 2007, 12:51am; Reply: 32
ปัจจุบันเหลือเพียงฐานเจดีย์ซึ่งสร้างครอบบ้านนางสุชาดาไว้
นางสุชาดาคือผู้ที่ถวายข้าวมธุปายาสให้แก่พระพุทธเจ้าก่อนวันตรัสรู้
Posted by: Matrix, February 10, 2007, 12:53am; Reply: 33
ทิวทัศน์ถ่ายจากด้านบนเจดีย์
Posted by: Matrix, February 10, 2007, 12:55am; Reply: 34
Posted by: Matrix, February 10, 2007, 12:58am; Reply: 35
จากบ้านนางสุชาดาอีกไม่ใกล ก็เป็นชายฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา
บริเวณที่เราไป เป็นบริเวณที่สันิษฐานว่าเป็นที่ๆ พระพุทธเจ้าได้
ตั้งจิตอธิษฐานลอยถาดทองคำที่นางสุชาดาถวายพร้อมข้ามธุปายาส
Posted by: Matrix, February 10, 2007, 1:00am; Reply: 36
แม่น้ำสายนี้เต็มไปด้วยทราย
บริเวณนี้เรียกกันว่า อุรุเวลาเสนานิคม หรือ หมู่บ้านที่สร้างเขตกั้นด้วยทราย
ปัจจุบันจะมีน้ำไหลหลากเฉพาะช่วงฤดูฝน
Posted by: Matrix, February 10, 2007, 1:02am; Reply: 37
บริเวณนี้ อยู่ทางด้านทิศตะวันออกของต้นพระศรีมหาโพธิ์
ห่างกันประมาณ 200-300 เมตร
ดูจากรูปจะเห็นองค์เจดีย์พุทธคยาด้วย
Posted by: Matrix, February 10, 2007, 1:12am; Reply: 38
จากเมืองพุทธคยา สามารถเดินทางไปยังนครราชคฤห์ ซึ่งอยู่ห่างออกไปประมาณ 80 กม.
เมืองราชคฤห์ อดีตคือมหานครแห่งแคว้นมคธ ในสมัยพุทธกาล มีพระเจ้าพิมพิสารเป็นพระราชา
และในช่วงท้ายก็มีพระเจ้าอชาติศัตรูซึ่งเป็นพระโอรสของพระเจ้าพิมพิสารปกครอง
สถานที่สำคัญคือ มูลคันธกุฎี บนยอดเขาคิชกูฏ วัดเวฬุวนาราม และ ตโปทาราม
Posted by: Matrix, February 10, 2007, 1:14am; Reply: 39
ระหว่างทาง พระอาจารย์ซึ่งเมตตามาเป็นพระมัคคุเทศก์ประจำรถ
ก็ได้บรรยายพุทธประวัติ ได้ความรู้ขึ้นมาอีกมาก
Posted by: Matrix, February 10, 2007, 1:17am; Reply: 40
ทิวทัศน์ระว่างทาง .....
แม่น้ำที่เห็นแต่ทรายเช่นเดียวกับเนรัญชรา
Posted by: Matrix, February 10, 2007, 1:18am; Reply: 41
Posted by: Matrix, February 10, 2007, 1:19am; Reply: 42
Posted by: Matrix, February 10, 2007, 1:21am; Reply: 43
ข.ส.ม.ก. อินเดีย
ค่าตั๋วบนหลังคา ราคาเดียวกับในรถ
Posted by: Matrix, February 10, 2007, 1:23am; Reply: 44
บ้านเมืองริมทาง ส่วนที่เป็นตัวเมือง
และส่วนที่เป็นท้องนา
Posted by: Matrix, February 10, 2007, 1:31am; Reply: 45
สถานที่แรกที่เราแวะ ณ เมืองราชคฤห์ คือเขาคิชกูฏ
เป้าหมายคือการไปเยี่ยมชมมูลคันธกุฎีบนยอดเขาลูกนี้
เขานี้ไม่สูงชันมากนัก เดินสบายๆ พอเหนื่อยนิดๆ
สำหรับผู้สูงอายุอาจจะจ้างเสลี่ยงได้ในราคาประมาณ 700 บาท ไป-กลับ
Posted by: Matrix, February 10, 2007, 1:33am; Reply: 46
แม้คนงานจะมีความชำนาญ แต่ก็เห็นแต่ละท่านนั่งกันตัวเกร็ง
Posted by: Matrix, February 10, 2007, 1:35am; Reply: 47
นอกจากนั้น ยังอาจจะช่วยอุดหนุนไม้เท้าคนอินเดีย
มาช่วยเสริมเป็นขาที่สามในการเดินขึ้นเขา
ราคาประมาณ 20 รูปี
ก่อนขึ้นเขา ท่านอาจารย์ได้สอนคาถาไม่ให้เหนื่อยดังนี้
สิเน ราโค, สิเน สิปฺปํ, สิเน ธมฺโม, สิเน ปพฺพตวิรุฬฺห
Posted by: Matrix, February 10, 2007, 1:42am; Reply: 48
การเดินขึ้นเขา ให้เราสำรวมระวังตั้งใจว่ากำลังจะไปเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า
เส้นทางนี้ เป็นเส้นทางที่พระพุทธองค์ทรงใช้ดำเนินขึ้นลงเป็นประจำเพื่อโปรดเวไนยสัตว์
Posted by: Matrix, February 10, 2007, 1:44am; Reply: 49
Posted by: Matrix, February 10, 2007, 1:46am; Reply: 50
Posted by: Matrix, February 10, 2007, 1:48am; Reply: 51
มองเห็นพระคันธกุฎีอยู่ใกลๆ
Posted by: Matrix, February 10, 2007, 1:55am; Reply: 52
บริเวณสถูปซึ่งสันนิษฐานว่าเคยเป็นสถานที่พระเจ้าพิมพิสารเสด็จลงจากหลังช้าง
เวลามาเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า เมื่อเสด็จลงจากหลังช้างแล้ว
พระเจ้าพิมพิสารจะเสด็จดำเนินด้วยพระบาทเปล่าขึ้นไปเฝ้าพระพุทธเจ้า
อันเป็นการแสดงถึงความเคารพอย่างสูงสุดของพระองค์ต่อพระพุทธเจ้า
Posted by: Matrix, February 10, 2007, 2:02am; Reply: 53
ระหว่างทางจะพบถ้าสำคัญสองแห่ง
แห่งแรกคือถ้ำพระโมคัลลานะ พระอัครสาวกฝ่ายซ้าย ผู้ได้ชื่อว่าเป็นผู้เป็นเลิศในฤทธิ์
Posted by: Matrix, February 10, 2007, 2:04am; Reply: 54
ปากถ้ำจะมีผู้นำหินมาก่อเป็นเจดีย์เพื่อบูชา
บ้างก็เสี่ยงทายโดยการหันหลังโยนก้อนหิน
ถ้าหินไม่ไหลตกลงมา แปลว่าจะสำเร็จ
Posted by: Matrix, February 10, 2007, 2:09am; Reply: 55
ถ้าที่สองคือถ้ำสุกรขาตา ซึ่งเคยเป็นถ้ำของพระสารีบุตร ซึ่งเป็นอัครสาวกฝ่ายขวาและ
เป็นผู้ที่ทรงยกย่องว่าเป็นผู้เป็นเลิศในทางปัญญา
นอกจากนี้ ถ้านี้ยังเป็นสถานที่พระสารีบุตรสำเร็จเป็นพระอรหันต์ในขณะฟังธรรมจากพระพุทธองค์
ซึ่งทรงแสดงธรรมโปรดหลานของพระสารีบุตรคือทีฆนขปริพาชก
Posted by: Matrix, February 10, 2007, 2:12am; Reply: 56
ทางเดินขึ้นเขาจะเห็นทิวธงซึ่งพระชาวทิเบตนำมาผูกไว้
ด้วยความเชื่อที่ว่า เมื่อสายลมพัดผ่านธงซึ่งมีการเขียนมนตราไว้
จะนำเอามนตราไปกับสายลมสู่โลก ทำให้โลกสงบสุข
Posted by: Matrix, February 10, 2007, 2:13am; Reply: 57
Posted by: Matrix, February 10, 2007, 2:19am; Reply: 58
ถึงพระมูลคันธกุฎีบนยอดเขาคิชกูฏในที่สุด
สถานที่นี้มีความสำคัญคือ เคยเป็นที่ประทับของพระพุทธเจ้า
เพื่อโปรดพระเจ้าพิมพิสารและพ่อค้าประชาชนชาวราชคฤห์
นอกจากนี้ยังเป็นที่ๆ พระองค์ทรงแสดงอาฏานาฏิยสูตรอีกด้วย
Posted by: Matrix, February 10, 2007, 2:22am; Reply: 59
บนยอดเขานี้ พระอาจารย์ได้นำสวดมนต์ นั่งเจริญภาวนา
และเดินประทักษิณ 3 รอบๆ พระมูลคันธกุฎี
Posted by: Matrix, February 10, 2007, 2:24am; Reply: 60
Posted by: Matrix, February 10, 2007, 2:29am; Reply: 61
ระหว่างทางขาลง จะพบกับทางลงเส้นเก่า ซึ่งเป็นบริเวณที่พระเทวทัตได้
กลิ้งหินหมายจะปลงพระชนม์พระพุทธเจ้า จนทำให้พระพุทธเจ้าห้อพระโลหิต
Posted by: Matrix, February 10, 2007, 2:31am; Reply: 62
Posted by: Matrix, February 10, 2007, 2:33am; Reply: 63
ดอกรักเร่ หน้าโรงแรมที่แวะทานอาหารกลางวัน
Posted by: Matrix, February 10, 2007, 2:35am; Reply: 64
รถยี่ห้อสุดฮิตของอินเดีย "Ambassador"
แม้แต่ผู้นำอินเดียก็ยังต้องใช้รถยีห้อนี้
ดูๆ ก็สวยคลาสิคดี
Posted by: Matrix, February 10, 2007, 2:38am; Reply: 65
เด็กน้อยมาเข้าแถวนั่งคอยขนมจากคนไทยใจบุญ
Posted by: Matrix, February 10, 2007, 2:41am; Reply: 66
ขอแนะนำว่า การให้ทาน หากอยากจะให้ ควรให้ไกด์ท้องถิ่นช่วย
จัดระเบียบให้ และควรระมัดระวังในการให้ อย่าให้เขามาจับมือเรา
บางคนแหวนหายมาแล้วก็มี
และอย่าใช้วิธีโปรยในขณะรถวิ่ง เพราะเคยเกิดกรณีที่เด็กขอทาน
วิ่งเขาไปเก็บลูกอม เลยโดนรถทับศีรษะถึงแก่ความตาย
Posted by: Matrix, February 10, 2007, 2:45am; Reply: 67
สถานที่ต่อมาคือ วัดเวฬุวนาราม
เวฬุ = ไผ่
วนา = ป่า
Posted by: Matrix, February 10, 2007, 2:48am; Reply: 68
วัดเวฬุวัน เป็นวัดที่พระเจ้าพิมพิสารได้ทรงถวายให้เป็นพระอารามแห่งแรกในพระพุทธศาสนา
พระพุทธองค์เคยประทับที่นี่รวมแล้ว 6 พรรษา
Posted by: Matrix, February 10, 2007, 2:51am; Reply: 69
นอกจากนี้ยังเป็นที่ๆ พระอรหันต์ 1250 รูปมาประชุมพร้อมกันในวันจาตุรงคสันนิบาต
มาฆะบูชา และพระพุทธองค์ได้ทรงแสดงโอวาทปาฏิโมกข์แก่ภิกษุเหล่านั้น
Posted by: Matrix, February 10, 2007, 2:52am; Reply: 70
ในบริเวณวัด มีศาลาไทยอยู่หนึ่งหลัง
Posted by: Matrix, February 10, 2007, 2:56am; Reply: 71
จากราชคฤห์ เราได้เดินทางต่อไปยังเมืองนาลันทา
ซึ่งอยู่ห่างจากราชคฤห์ประมาณ 16 กม.
Posted by: Matrix, February 10, 2007, 3:01am; Reply: 72
นาลันทา เป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยสงฆ์ในอดีต
คาดว่าถูกสร้างขึ้นในสมัยของพระเจ้ากุมารคุปต์ (ประมาณ พ.ศ. 900)
Posted by: Matrix, February 10, 2007, 3:06am; Reply: 73
จากการบูรณะขุดค้นโดย Sir Cunningham พบว่านาลันทาประกอบด้วยอาคารที่พักของ
พระอาจารย์และพระลูกศิษย์จำนวน 11 หลัง พระวิหารอีก 5 หลัง นอกจากนี้ยังมี หอสมุด
โรงครัว ยุ้งฉาง
Posted by: Matrix, February 10, 2007, 3:07am; Reply: 74
หมู่อาคารเหล่านี้ ล้วนไม่ธรรมดาเพราะความสูงหลายชั้น
บางอาคารมีความสูงถึง 9 ชั้น
Posted by: Matrix, February 10, 2007, 3:10am; Reply: 75
พระนักศึกษาจากหลายแห่งรวมถึงพระถังซัมจั๋งก็เคยมาเป็นนักศึกษาที่นี้
ว่ากันว่าในสมัยก่อน นาลันทาจะมีนักศึกษาประมาณ 10000 คน และมี
พระอาจารย์ประมาณ 1500คน
Posted by: Matrix, February 10, 2007, 3:15am; Reply: 76
นาลันทาคือความยิ่งใหญ่ของพุทธศาสนาในแค้วนมคธจนกระทั่งถูกคุกคามจากพวกมุสลิมจากตุรกี
Posted by: Matrix, February 10, 2007, 3:18am; Reply: 77
นาลันทาครอบคลุมพื้นที่ถึงกว่า 200 ไร่
บางบันทึกกล่าวไว้ว่าเป็นการผนวกรวมของวัด 6 แห่งเข้าไว้ด้วยกัน
Posted by: Matrix, February 10, 2007, 3:21am; Reply: 78
ทุกสรรพสิ่ง เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วดับไป รวมถึงนาลันทา ....
ชาวมุสลิมจาก ตุรกีได้บุกเข้ามาและได้สังหารพระในนาลันทาจนหมดสิ้น
Posted by: Matrix, February 10, 2007, 3:23am; Reply: 79
ฉางข้าว จากด้านนอกและภายใน
Posted by: Matrix, February 10, 2007, 3:24am; Reply: 80
Posted by: Matrix, February 10, 2007, 3:27am; Reply: 81
มีบันทึกกล่าวถึงความยิ่งใหญ่ของนาลันทาว่า
หนังสือที่เก็บไว้ในหอสมุด ต้องใช้เวลาเป็นหลายเดือนกว่าจะเผาเสร็จสิ้น
Posted by: Matrix, February 10, 2007, 3:32am; Reply: 82
ความรู้สึกที่หลายคนมีตรงกันคือความภูมิใจในความรุ่งเรืองและยิ่งใหญ่แห่งพระพุทธศาสนาในอดีต
ระคนกับความสลดสังเวชใจในความไม่เที่ยงของสรรพสิ่ง ที่ในที่สุดก็ถึงวันต้องดับสูญ
Posted by: Matrix, February 10, 2007, 3:36am; Reply: 83
ปัจจุบัน ได้มีการจัดตั้งมหาวิทยาลัยแห่งใหม่ในเมืองนาลันทา
โดยมีชื่อว่า นวนาลันทา ซึ่งก็มีพระจากประเทศไทยกำลังศึกษาอยู่หลายองค์
Posted by: Matrix, February 10, 2007, 3:36am; Reply: 84
ชาวอินเดียที่มาเยี่ยมชมนาลันทา
Posted by: Matrix, February 10, 2007, 3:42am; Reply: 85
สถานที่สุดท้ายที่เราได้ไปเยี่ยมชมในวันนี้คือ สถานที่คุมขังพระเจ้าพิมพิสาร
บันทึกกล่าวไว้ว่า พระเจ้าอชาติศัตรู ได้หลงเชื่อคำยุยงของพระเทวทัต
จึงบังคับเอาราชสมบัติจากพระบิดาคือพระเจ้าพิมพิสาร โดยการจับพระองค์มา
ขังไว้ณ สถานที่แห่งนี้ และได้กระทำทรมานต่างๆ จนถึงขั้นปิตุฆาตคือทำให้
พระเจ้าพิมพิสารถึงแก่ความตาย
จากจุดนี้จะสามารถมองเห็นพระมูลคันธกุฎีบนยอดเขาคิชกูฏได้
Posted by: Matrix, February 10, 2007, 3:43am; Reply: 86
Posted by: East Indian Walnut, February 10, 2007, 10:35am; Reply: 87
รีวิวนี้ช่วยให้ผู้อ่านเกิดพุทธิปัญญาอย่างมากมาก โดยเฉพาะสัจจธรรมของความรุ่งเรืองและการแตกดับ
ย่อมเป็นไปในวิถีทางแห่งกรรม
ขอบคุณสำหรับรีวิวสู่ดินแดนพุทธภูมิ
Posted by: MybOy, February 10, 2007, 11:48am; Reply: 88
ภาพสวยงามน่าศรัทธามากครับ ขอบคุณครับ :D
Posted by: nene, February 10, 2007, 2:30pm; Reply: 89
การเล่าเรื่องจากภาพน่าสนใจเชียวค่ะ
อ่านสนุกลื่นไหล
ขอบคุณนะคะ
ปล. ทิวทัศน์งามดีค่ะ ชอบรูปลิงนั่งเต๊ะท่า น่ารักค่ะ
Posted by: savana, February 10, 2007, 3:21pm; Reply: 90
ได้เห็นสถานที่สำคัญๆทางพระพุทธศาสนาหลายแห่ง อ่านไปรู้สึกปลื้มปิติอย่างที่สุดเลยครับ ขอบคุณสำหรับรีวิวครับ
Posted by: banana, February 11, 2007, 3:13pm; Reply: 91
ใดใดล้วนอนิจจัง เฮ้อเราเราท่านท่านยังเป็นปุถุชนคนธรรมดาอยู่ย่อมแสนเสียดายจริงๆ
ขอขอบคุณสำหรับสาระที่อัดแน่น และเพลิดเพลิน
ต้องขอชมว่าจดจำสาระได้ยอดเยี่ยมจริงจริง
Posted by: topgun, February 13, 2007, 10:34pm; Reply: 92
รูปถ่ายตอนกลางคืนที่เห็นเป็นดวงๆ ขึ้น เกิดจากการใช้เฟลตครับ ไม่ใช่ปฏิหารอะไรหรอก หมั่นทำความสะอาดเลนส์บ้างก็ดีนะครับ :-/
Posted by: Matrix, February 15, 2007, 4:34pm; Reply: 93
รูปถ่ายตอนกลางคืนที่เห็นเป็นดวงๆ ขึ้น เกิดจากการใช้เฟลตครับ ไม่ใช่ปฏิหารอะไรหรอก หมั่นทำความสะอาดเลนส์บ้างก็ดีนะครับ :-/
ขอบคุณสำหรับคำแนะนำครับ จริงๆ แล้ว สิ่งเหล่านี้ปัจจัตตัง
จึงไม่ขออธิบายอะไรมาก
Posted by: kift, February 16, 2007, 8:49pm; Reply: 94
Posted by: Matrix, November 20, 2007, 11:16pm; Reply: 95
พอดีเมื่อวันที่ 7 - 8 พฤศจิกายน 2550 ที่ผ่านมา ผมมีโอกาสกลับไปเยือนพุทธคยาอีกครั้ง
แต่ไปเพียงคืนเดียว เพื่อไปงานทอดผ้าพระกฐินพระราชทาน ที่วัดไทยพุทธคยา และวัดไทยเนรัญชราวาส
และไปงานทอดกฐินสามัคคีวัดไทยมคธพุทธวิปัสนา รวมสามวัด
เนื่องจากเป็นทริปสั้นๆ อีกทั้งเป็นการเดินทางไปกับผู้ใหญ่ซึ่งผมต้องคอยดูแล เลยไม่มีโอกาสได้ถ่านรูปมามาก
จึงขอนำรูปมารวมกับกระทู้นี้
แม้ช่วงระยะเวลาจากครั้งแรกกับครั้งนี้จะห่างกันเพียง 10 เดือน แต่ก็มีความเปลี่ยนแปลงขึ้นหลายอย่าง
อย่างแรกก็คือพระรัศมี (หรือบางท่านเรียกพระฉัพพรรณรังสี) จากเดิมซึ่งเป็นสีทอง ก็มีการติดแก้วประดับสวยงาม 
^
^
องค์พระเมื่อเดือนมกราคม
ส่วนรูปล่างเป็นขณะปัจจุบัน
Posted by: Matrix, November 20, 2007, 11:25pm; Reply: 96
Posted by: Matrix, November 20, 2007, 11:28pm; Reply: 97
มีผู้กล่าวว่า ท่านใดอยากรู้ว่าพระพุทธองค์มีใบหน้าอย่างไร ก็ให้ดูได้จากพระพุทธเมตตานี้
Posted by: Matrix, November 20, 2007, 11:32pm; Reply: 98
Posted by: Matrix, November 20, 2007, 11:33pm; Reply: 99
คราวที่แล้วได้แต่ภาพพระเจดีย์ยามค่ำคืน คราวนี้ได้ไปตอนกลางวันครับ
Posted by: Matrix, November 20, 2007, 11:35pm; Reply: 100
Posted by: Matrix, November 20, 2007, 11:37pm; Reply: 101
Posted by: Matrix, November 20, 2007, 11:39pm; Reply: 102
พระพุทธรูปซึ่งประดิษฐานอยู่รอบเจดีย์
Posted by: Matrix, November 20, 2007, 11:42pm; Reply: 103
Posted by: Matrix, November 20, 2007, 11:44pm; Reply: 104

^
^
แม่น้ำเนรัญชราที่เคยแห้งผาก ในเดือนนี้ยังคงมีน้ำหลากไหล
Posted by: Matrix, November 20, 2007, 11:46pm; Reply: 105
ปิดท้ายด้วยรูปชีวิตชาวเมือง
Posted by: Matrix, November 20, 2007, 11:46pm; Reply: 106
Posted by: Matrix, November 20, 2007, 11:47pm; Reply: 107
Posted by: Matrix, November 20, 2007, 11:52pm; Reply: 108
Posted by: changgerman, December 16, 2007, 3:37pm; Reply: 109
เข้ามาสาธุ อนุโมทามิ กับคุณ matrix ครับ
Print page generated: November 23, 2008, 10:12pm