จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 2325 25 พ.ค. - 28 พ.ค. 2551
'จำปี'หนีกฎเหล็ก ซื้อเครื่องบินใหม่ เป้าปี61ครบ118ลำ ประธานบอร์ดการบินไทยเล็งศึกษาแผนร่วมทุนกับสถาบันการเงิน ตั้งบริษัทลูกทำหน้าที่ซื้อ-ขายเครื่องบิน หนุนแผนซื้อเครื่องบินใหม่ 65 ลำ งบ 4 แสนล้านภายใน 10 ปี แก้ปัญหาล่าช้าเพราะติดขัดขั้นตอนจัดซื้อ ฟันธงปี 61 ต้องขยายฝูงบินเป็น 118 ลำ เตรียมตั้งแอร์คาร์โก ขยายศูนย์ซ่อมดอนเมืองแข่งสิงคโปร์หารายได้เสริม หลังเจอพิษน้ำมันขาดทุนกำไรไตรมาสแรก 47% ขณะที่โบอิ้งสบช่อง ทาบบินไทยพิจารณา 747-8 แทนฝูงบิน 747-400 ที่จะปลดประจำการ 20 ลำ
นายชัยสวัสดิ์ กิตติพรไพบูลย์ ประธานคณะกรรมการ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า ขณะนี้ได้สั่งการให้ฝ่ายบริหารของการบินไทยเร่งศึกษาแผนการจัดตั้งบริษัทลูกขึ้นมา ทำหน้าที่จัดซื้อจัดหาเครื่องบินให้กับ บมจ. การบินไทย เพื่อแก้ปัญหาความล่าช้าในการจัดซื้อเครื่องบิน ซึ่งเป็นปัญหามานาน ส่งผลกระทบต่อการให้บริการของการบินไทย ที่ขาดแคลนเครื่องบิน เพราะการสั่งซื้อที่ต้องใช้เวลานาน และติดขั้นตอนกฎระเบียบรัฐวิสาหกิจ
ดังนั้นทางออกจึงจะตั้งบริษัทลูกขึ้นมาดำเนินการโดยตรง เพื่อจัดซื้อฝูงบินได้อย่างรวดเร็ว เพราะสั่งซื้อตอนนี้ กว่าจะได้รับมอบเครื่องบินก็ร่วม 9 ปี เนื่องจากมีคิวในการผลิตเครื่องบินจำนวนมาก ซึ่งในปัจจุบันใช้เวลากว่า 3-5 ปี ทั้งนี้ข้อดีของการตั้งบริษัทลูก จะทำให้ไม่กระทบต่อแผนของการบินไทย และทำให้การบริหารจัดการคล่องตัวกว่า การบินไทยจะเป็นผู้จัดหาเอง โดยให้ฝ่ายบริหารศึกษาดูว่า จะมีปัญหาติดขัดข้อกฎหมายตรงไหนบ้าง
"ตามกรอบที่วางไว้บริษัทลูกจะเป็นการร่วมทุนระหว่าง บมจ.การบินไทย กับสถาบันการเงินในหรือต่างประเทศ หรือตัวแทนจำหน่ายเครื่องบินโบอิ้งและแอร์บัส ก็ได้ มีการบริหารจัดการแยกออกเป็นอิสระ ซึ่งจะทำให้เกิดความคล่องตัว โดยหน้าที่หลักคือซื้อเครื่องบินใหม่ ทั้งการจอง การต่อรอง วางมัดจำ ให้ได้เครื่องบินส่งป้อนให้ บมจ.การบินไทย รวมถึงนำเครื่องบินที่ต้องปลดระวางออกไปจำหน่ายโดยตรง และในอนาคตยังสามารถจัดหาเครื่องบินเพื่อตอบสนองความต้องการของสายการบินอื่นๆได้ด้วย" นายชัยสวัสดิ์กล่าวและว่า
การดำเนินการครั้งนี้ นายสันติ พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้มอบนโยบายให้แก่บอร์ดบริหารชุดใหม่ ไปดำเนินการอย่างเร่งด่วน โดยระบุชัดเจนว่าภายในปี 2017 หรือ 2561 บมจ.จะมีเครื่องบินทั้งหมด 118 ลำ เพิ่มจากปัจจุบันที่การบินไทยมีฝูงบินอยู่ 85 ลำ
รวมทั้งจัดหามาทดแทนเครื่องบินที่ปลดระวางที่ใช้งานมากกว่า 20 ปีขึ้นไป ซึ่งแผนการจัดซื้อเครื่องบินจะเป็นแผน 10 ปีซึ่งการสั่งซื้อจะเน้นไปที่เครื่องบินขนาดพิสัยกลางและไกลมากขึ้น เพื่อให้เหมาะสมกับความต้องการของตลาด คาดว่าจะเสนอแผนให้ครม.พิจารณาเร็วๆนี้
สำหรับแผนการหารายได้เสริมนั้น ได้มอบหมายให้ศึกษาไว้ 2 แนวทางคือฝ่ายศูนย์ซ่อม ศึกษาแผนการขยายศูนย์ซ่อมเครื่องบินดอนเมือง ไว้รองรับการซ่อมบำรุงของสายการบินประเทศเพื่อนบ้านอย่างสิงคโปร์ เนื่องจากไทยมีค่าแรงถูกกว่ากับแนวทางให้บริการขนส่งสินค้าทางอากาศหรือแอร์คาร์โก ซึ่งอาจจะหาผู้ร่วมทุนจากต่างประเทศเข้ามาร่วมดำเนินการ โดย บมจ.การบินไทยนำเครื่องบินเก่าที่กำลังจะปลดระวางมาดัดแปลงเป็นสายการบินบรรทุกสินค้าโดยตรง
อย่างไรก็ดีตามแผนวิสาหกิจ บมจ.การบินไทย (2551-2560) สมัย พล.อ.อ. ชลิต พุกผาสุก เป็นประธานกรรมการ ได้อนุมัติแผนการจัดซื้อจัดหาเครื่องบิน โดยมีแผนปลดระวางเครื่องบินที่มีอายุเกิน 20 ปี จำนวน 47 ลำ แผนการจัดหาเครื่องบินเพื่อทดแทนเครื่องบินเก่า และรองรับการขยายตัวใน 10 ปีรวมทั้งสิ้น 65 ลำ โดยการซื้อและเช่าซึ่งจะต้องดำเนินการระหว่างปี 2551-2560 ประกอบด้วยเครื่องบินพิสัยไกล บินข้ามทวีป ความจุ 300-500 ที่นั่ง จำนวน 16 ลำ เครื่องบินพิสัยกลางถึงไกล บินข้ามภูมิภาค ความจุ 250-350 ที่นั่ง จำนวน 29 ลำ เครื่องบินลำตัวแคบบินในประเทศหรือภูมิภาคความจุ 150-250 ที่นั่ง จำนวน 20 ลำ มีมูลค่ารวมทั้งสิ้น 400,000 ล้านบาท
ด้านนายแรนดี้ ทินเซ็ธ รองประธานฝ่ายการตลาดบริษัท โบอิ้ง คอมเมอร์เชียล แอร์เพลน จำกัด เปิดเผยว่า โบอิ้ง เตรียมจะเจรจากับการบินไทย เพื่อให้พิจารณาเลือกซื้อเครื่องบิน
โบอิ้งรุ่น 747-8 นำมาใช้ทดแทนเครื่องบินโบอิ้ง747-400 ที่การบินไทยมีแผนจะทยอยปลดระวางในช่วง 1-2 ปีข้างหน้าจำนวนถึง 20 ลำ เพราะตลาดเครื่องบินขนาด 400-500 ที่นั่งกำลังมีความต้องการมาก ซึ่งโบอิ้ง 747-8 เป็นเครื่องบินที่กำลังอยู่ระหว่างการผลิต พร้อมจะเปิดให้บริการเที่ยวบินได้ในปี 2553
ทั้งนี้เครื่องบินโบอิ้ง 747-8 เป็นเครื่องบินรุ่นใหม่ มีการเพิ่มจำนวนที่นั่งขึ้นอีก 200 ที่นั่ง ซึ่งถือว่ามากกว่าเครื่องโบอิ้ง 777-300ER ซึ่งมีอยู่เดิม และแม้จะเป็นการเพิ่มขึ้นที่น้อยกว่าเครื่องแอร์บัส เอ 380 แต่ขนาดของเครื่อง 747-8 เป็นขนาดที่เหมาะสมที่จะมาแทนเครื่องที่ใหญ่ที่สุดของโบอิ้งในปัจจุบันอย่างโบอิ้ง 747-400 และประหยัดพลังงานเชื้อเพลิงได้สูงสุด 16% ต่อที่นั่งของเครื่อง 747-400 และเมื่อเปรียบเทียบกับเครื่องเอ 380 จะสามารถลดพลังงานเชื้อเพลิงได้มากกว่าถึง 10%
อนึ่งบริษัท การบินไทย จำกัด(มหาชน) แจ้งผลประกอบการไตรมาสแรกระบุว่า กำไรลดลง 47% เทียบกับระยะเวลาเดียวกันของปีที่แล้วโดยพบว่า เดือนมกราคมถึงมีนาคมที่ผ่านมามีกำไรสุทธิ 2,216 ล้านบาท เทียบกับปีก่อนหน้าถึง 2,017 ล้านบาท หรือลดลง 47.6% โดยไตรมาสแรกของปีที่แล้วมีกำไรสุทธิ 4,233 ล้านบาท สาเหตุหลักมาจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงถึง 45.4% และต้นทุนค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่เพิ่มขึ้น
|