<?xml version="1.0" encoding="tis-620"?>
<rss version="2.0">
   <channel>
      <title>HFlight.net Aviation news</title>
      <link>http://www.hflight.net/MT/news/</link>
      <description>HFlight.net Aviation news</description>
      <language>en</language>
      <copyright>Copyright 2008</copyright>
      <lastBuildDate>Thu, 03 Jan 2008 19:02:43 +0700</lastBuildDate>
      <generator>http://www.sixapart.com/movabletype/?v=3.2</generator>
      <docs>http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss</docs> 

            <item>
         <title>เอทิฮัด เป็นผู้สนับสนุนหลักการแข่งขันรถฟอร์มูล่า วัน อาบูดาบี กรังปรีส์</title>
         <description><![CDATA[<p>สายการบินเอทิฮัด สายการบินแห่งชาติสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ให้บริการเที่ยวบินจากกรุงเทพฯสู่เมืองอาบูดาบีทุกวัน วันละ 2 เที่ยวบิน และอีก 45 จุดหมายปลายทางทั่วโลกลงนามสัญญาสามปีในการเป็นผู้สนับสนุนหลักการแข่งขันรถฟอร์มูล่า วัน อาบูดาบี กรัง-ปรีส์ โดยจะเริ่มการแข่งขันรอบแรกในปี 2552</p>

<p> </p>

<p>สัญญามูลค่าเจ็ดหลักซึ่งจัดการแข่งขันรถฟอร์มูล่า 1 ขึ้นในเมืองหลวงแห่งสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ภายใต้ชื่อ &#8220;ฟอร์มูล่า วัน เอทิฮัด แอร์เวย์ส อาบูดาบี กรังปรีส์&#8221; จนถึงปี 2554 นอกจากนั้นเอทิฮัดยังได้แพ็กเกจโฆษณาขนาดใหญ่ตลอดเส้นทางการแข่งขันและเครื่องหมายการค้าบนแท่นสำหรับการแข่งขันอาบูดาบี กรังปรีส์</p>

<p> </p>

<p>สัญญาดังกล่าวจัดโดย ออลสปอร์ต มาเนจเม้นท์ ในเครือกลุ่มบริษัท ฟอร์มูล่า วัน และลงนามอย่างเป็นทางการโดย มร. เจมส์ โฮแกน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายการบินเอทิฮัด และมร. เบอร์นี เอคเคิลสโตน ประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท ฟอร์มูล่า วัน ณ สำนักงานใหญ่ของฟอร์มูล่า 1 ในกรุงลอนดอน</p>

<p> </p>

<p>มร.โฮแกน กล่าวว่า &#8220;การได้ลงนามเป็นผู้สนับสนุนหลักของการแข่งขันฟอร์มูล่า วัน อาบูดาบี กรังปรีส์ นับเป็นเกียรติอย่างสูงสำหรับสายการบินเอทิฮัดและจะทำให้เอทิฮัดสามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าทั่วโลกได้มากขึ้น&#8221;</p>

<p> </p>

<p>มร. เอคเคิลสโตน กล่าวให้ความเห็นเกี่ยวกับสัญญาดังกล่าวว่า &#8220;การลงนามเป็นผู้สนับสนุนหลักเป็นเวลาสองปีในกิจกรรมดังกล่าวซึ่งจัดเป็นครั้งแรกนี้ตอกย้ำว่าคนในภูมิภาคนี้รู้สึกตื่นเต้นและรอคอยการมาของการแข่งขันอาบูดาบี กรังปรีส์ในครั้งนี้&#8221;</p>

<p> </p>

<p>ในฐานะผู้สนับสนุนหลักของฟอร์มูล่า วัน อาบูดาบี กรังปรีส์ เอทิฮัดจะมอบแพ็กเกจพิเศษ ซึ่งรวมถึงบัตรโดยสาร ที่พักและบัตรเข้างานกรังปรีส์</p>

<p> </p>

<p>มร.โฮแกน กล่าวเสริมว่า &#8220;2009 ฟอร์มูล่า วัน เอทิฮัด แอร์เวย์ส อาบูดาบี กรังปรีส์ จะเป็นเหตุการณ์ประวัติศาสตร์สำหรับเมืองหลวงของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และเอทิฮัดตั้งใจรอคอยที่จะได้ต้อนรับผู้ชมฟอร์มูล่า วัน นับพันจากทั่วโลก สู่กรุงอาบูดาบี&#8221;  </p>

<p> </p>

<p>การก่อสร้างสนามแข่งฟอร์มูล่า วัน อาบูดาบี กรังปรีส์ ความยาว 5.6 กิโลเมตร กำลังเป็นไปด้วยดีบนเกาะยาส เกาะซึ่งเต็มไปด้วยธรรมชาติขนาด 2,550 เฮคเตอร์ ตั้งอยู่ทางตะวันออกของเมืองอาบูดาบี สิ่งก่อสร้างนี้จะเป็นหนึ่งในสนามแข่งที่ยาวและยากที่สุดแห่งหนึ่งในโลกและจะรวมอัฒจันทร์ขนาดยักษ์เพื่อรองรับผู้ชมมหาศาล</p>

<p> </p>

<p>นอกเหนือจากฟอร์มูล่า วัน อาบูดาบี กรังปรีส์ แล้ว สายการบินเอทิฮัดยังเป็นผู้สนับสนุนกิจกรรมทางกีฬาหลายอย่างในปี 2550 ซึ่งรวมถึงการเป็นสายการบินอย่างเป็นทางการของทีมสโมสรฟุตบอลเชลซีและผู้สนับสนุนหลักทีมสโมสรรักบี้ฮาร์เลอควิน</p>

<p>ข่าวประชาสัมพันธ์จากเอทิฮัด</p>]]></description>
         <link>http://www.hflight.net/MT/news/2008/01/200801002121.shtml</link>
         <guid>http://www.hflight.net/MT/news/2008/01/200801002121.shtml</guid>
         <category>ข่าวสายการบิน</category>
         <pubDate>Thu, 03 Jan 2008 19:02:43 +0700</pubDate>
      </item>
            <item>
         <title>เอทิฮัดได้รับสองรางวัลเกียรติยศ ณ งานเวิลด์ ทราเวล อวอร์ด</title>
         <description><![CDATA[<p>สายการบินเอทิฮัด สายการบินแห่งชาติสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ให้บริการเที่ยวบินจากกรุงเทพฯสู่เมืองอาบูดาบีทุกวัน วันละ 2 เที่ยวบิน และอีก 45 จุดหมายปลายทางทั่วโลก คว้าสองรางวัลเกียรติยศในงานมอบรางวัลประจำปี เวิลด์ ทราเวล อวอร์ด (WTA) ครั้งที่ 14 ในสาขา &#8220;ที่นั่งปรับนอนราบชั้นนำของโลก&#8221; และ &#8220;โฆษณาทางโทรทัศน์เพื่อการท่องเที่ยวชั้นนำของโลก&#8221;</p>

<p> </p>

<p>นับเป็นความสำเร็จปีที่สองที่สายการบินที่มีศูนย์กลางการบิน ณ กรุงอาบูดาบี ได้รับรางวัลสาขาที่นั่งปรับนอนราบยอดเยี่ยม ที่มีเฉพาะในห้องโดยสารชั้นหนึ่งและชั้นธุรกิจ สำหรับรางวัลโฆษณาสายการบินทางโทรทัศน์นั้นสำคัญอย่างมากเนื่องจากเป็นโฆษณาโทรทัศน์ระดับนานาชาติชิ้นแรกซึ่งผลิตโดยเอทิฮัด</p>

<p> </p>

<p>คะแนนโหวตในงาน WTA ที่จัดขึ้น ณ Beaches Turks and Caicos Resort and Spa มาจากผู้มีอาชีพในวงการอุตสาหกรรมการเดินทางกว่า 170,000 แห่งทั่วโลก ซึ่งรวมถึงตัวแทนการท่องเที่ยวกว่า 110,000 แห่ง</p>

<p> </p>

<p>มร. เจมส์ โฮแกน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายการบินเอทิฮัด กล่าวว่า &#8220;ตลาดการเดินทางเพื่อธุรกิจยังคงเป็นหนึ่งในตลาดที่มีการแข่งขันสูงที่สุดในโลก และสำหรับที่นั่งปรับนอนราบของเราที่ได้รับรางวัลเป็นเวลาสองปี นับว่าเป็นความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่และเป็นการผลักดันให้เราเพิ่มคุณภาพของสายการบินเอทิฮัด&#8221;  </p>

<p> </p>

<p>&#8220;จุดประสงค์ทางการตลาดที่สำคัญในปี 2550 คือการทำให้ชื่อของเอทิฮัดเป็นที่รู้จักครอบคลุมไปทั่วตลาดหลักของเรา โดยวัตถุประสงค์ดังกล่าวเป็นจุดเริ่มต้นของโฆษณาทางโทรทัศน์ระดับนานาชาติชิ้นแรกของเรา เราจึงต้องการให้โฆษณาชิ้นนี้มีความโดดเด่นและดึงดูดความสนใจของผู้ชมให้ได้มากที่สุด ซึ่งการได้รับรางวัลดังกล่าว เป็นสิ่งที่พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเราทำสำเร็จ&#8221;</p>

<p> </p>

<p>สายการบินเอทิฮัดได้เปิดตัวโฆษณาทางโทรทัศน์ระดับนานาชาติชิ้นแรกในเดือนพฤษภาคม 2550 โดยโฆษณาดังกล่าวได้ออกอากาศในตลาดระดับนานาชาติชั้นนำของสายการบิน รวมถึงออสเตรเลีย ตะวันออกกลางและยุโรป โดยถ่ายทำทั้งหมดในประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ตามสถานที่ต่าง ๆ รวมถึงท่าอากาศยานอาบูดาบี และบนเครื่องบินแอร์บัส เอ340-500</p>

<p> </p>

<p>โฆษณาชิ้นนี้ได้รับการสร้างสรรค์โดยเอเจนซี่โฆษณาระดับโลก TBWA และกำกับโดย จิม วีดอน จากบริษัท Bare Films ในกรุงลอนดอน ซึ่งเคยรับงานโปรเจ็คโด่งดังระดับโลก ซึ่งรวมถึงภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์อย่าง &#8220;Gladiator&#8221;</p>

<p> </p>

<p>รางวัลที่นั่งนอนราบจาก WTA คือรางวัลอันทรงเกียรติครั้งที่สอง ซึ่งเอทิฮัดได้รับในเดือนนี้ สำหรับคุณภาพผลิตภัณฑ์ระดับสูงของสายการบินฯ ล่าสุด เมื่อต้นเดือนนี้ ทางสายการบินฯได้รับการคัดเลือกจากผู้อ่านนิตยสารบิสซิเนส ทราเวลเลอร์ ยูเอสเอ ในสาขา &#8220;การบริการบนชั้นเฟิร์สคลาสที่ดีที่สุดในโลก&#8221;  </p>

<p> ข่าวประชาสัมพันธ์จากเอทิฮัด</p>]]></description>
         <link>http://www.hflight.net/MT/news/2008/01/200801002120.shtml</link>
         <guid>http://www.hflight.net/MT/news/2008/01/200801002120.shtml</guid>
         <category>ข่าวสายการบิน</category>
         <pubDate>Thu, 03 Jan 2008 19:00:02 +0700</pubDate>
      </item>
            <item>
         <title>ไทเกอร์ แอร์เวย์ส ก้าวหน้าสู่อนาคตทางการบิน</title>
         <description><![CDATA[<p>ไทเกอร์ แอร์เวย์ส สายการบินต้นทุนต่ำที่เติบโตอย่างรวดเร็วของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ทำการลงนามในสัญญาเพื่อสั่งซื้อเครื่องบินแอร์บัสตระกูล เอ320 เพิ่มเป็นจำนวนทั้งสิ้น 20 ลำ อันจะทำให้ฝูงเครื่องบินตระกูล เอ320 ของไทเกอร์ แอร์เวย์มีจำนวนมากถึง 70 ลำ โดยก่อนหน้านี้เมื่อเดือนมิถุนายน พ.ศ.2550 ทางไทเกอร์ แอร์เวย์สได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจสำหรับการสั่งซื้อเครื่องบินแอร์บัสตระกูล เอ320 จำนวนทั้งสิ้น 50 ลำ และทำการยืนยันคำสั่งซื้อ 30 ลำจากจำนวนดังกล่าวไป ณ เดือนตุลาคม โดยปัจจุบันไทเกอร์ แอร์เวย์ส มีเครื่องบินตระกูลเอ320 ประจำฝูงบินทั้งสิ้น 12 ลำ และมีกำหนดจะรับมอบอีก 8 ลำ ในปี 2553 โดยเครื่องบินทุกลำในการสั่งซื้อจะทำการติดตั้งที่นั่งเป็นแบบ 180 ที่นั่งในระดับชั้นโดยสารแบบประหยัด</p>

<p> </p>

<p>เครื่องบินที่ได้รับการสั่งซื้อจะได้รับการนำมาใช้งานในเส้นทางบินทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกของไทเกอร์ แอร์เวย์สที่มีการขยายตัวอย่างรวดเร็ว โดยปัจจุบันครอบคลุมแล้วกว่า 25 จุดหมายปลายทางใน 8 ประเทศ ซึ่งรวมถึงการบินในเส้นทางภายในประเทศของประเทศออสเตรเลียที่มีการเปิดตัว ณ กรุงเมลเบิร์น เมื่อเดือนพฤศจิกายนพ.ศ.2550 ที่ผ่านมา</p>

<p> </p>

<p>คำสั่งซื้อล่าสุดนี้ช่วยเสริมความโดดเด่นของสิงคโปร์ในฐานะตลาดที่สำคัญสำหรับเครื่องบินทุกตระกูลของแอร์บัส ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาสิงคโปร์ทำการสั่งซื้อเครื่องบินของแอร์บัสเป็นจำนวนรวม 156 ลำ โดยแบ่งเป็นเครื่องบินแบบลำตัวกว้างจำนวน 63 ลำและเครื่องบินแบบช่องทางเดินเดี่ยวจำนวน 93 ลำ</p>

<p> </p>

<p>&#8220;ไทเกอร์ แอร์เวย์ส ได้ก้าวเข้าสู่อีกขั้นของการพัฒนาซึ่งเห็นได้จากความต่อเนื่องของการขยายตัวอย่างมากในเส้นทางบินนอกสิงคโปร์ ความสำเร็จของการเปิดบริการในเส้นทางภายในประเทศของประเทศออสเตรเลีย รวมทั้งการเริ่มเปิดบริการสู่เกาหลีที่กำลังจะมาถึง เครื่องบินตระกูลเอ320 ได้แสดงให้เราเห็นถึงประสิทธิภาพที่สูงเยี่ยมมาตลอดสามปีของการใช้งาน ทำให้ผมเชื่อว่าแอร์บัสเอ320คือตระกูลเครื่องบินที่มีความเหมาะสมที่สุดสำหรับแผนการขยายธุรกิจในระยะยาวที่สายการบินได้วางไว้สำหรับตลาดภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก&#8220; มร. โทนี่ เดวิส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของไทเกอร์ เอวิเอชั่น กล่าว  </p>

<p> </p>

<p>&#8220;ไทเกอร์ แอร์เวย์ส ได้แสดงถึงความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่มาโดยตลอดด้วยการขยายเครือข่ายเส้นทางบินสู่จุดหมายอันหลากหลายทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก แอร์บัสมีความภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่ฝูงเครื่องบินตระกูลเอ320 จำนวนมากถึง 70 ลำ จะได้ร่วมสานต่อความสำเร็จดังกล่าวด้วยชื่อเสียงและความน่าเชื่อถือในฐานะเครื่องบินแบบช่องทางเดินเดี่ยวที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในโลกจากประสิทธิภาพที่โดดเด่นทั้งในด้านความประหยัดต้นทุนและระดับความสะดวกสบายที่มอบแก่ผู้โดยสาร&#8220; มร. จอห์น ลีอฮี รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายปฏิบัติการลูกค้าของแอร์บัส กล่าว  </p>

<p> </p>

<p>เครื่องบินแอร์บัสตระกูลเอ320 อันประกอบเครื่องรุ่น เอ318 เอ319 เอ320 และ เอ321 ได้รับการยอมรับให้เป็นมาตรฐานการบินของตระกูลเครื่องบินแบบช่องทางเดินเดี่ยว เครื่องบินแต่ละรุ่นใช้เทคโนโลยีการบินอัจฉริยะ fly-by-wire ที่ล้ำสมัยและมีห้องบังคับควบคุมที่มีความคล้ายคลึงกัน ปัจจุบันเครื่องบินแอร์บัสตระกูลเอ320มียอดการสั่งซื้อมากกว่า 5,600 ลำและกว่า 3,300 ลำได้ทำการส่งมอบให้แก่ลูกค้ากว่า 200 รายเสร็จสิ้นเป็นที่เรียบร้อย ทำให้เครื่องบินตระกูลเอ320 กลายเป็นเครื่องบินเชิงพาณิชย์ที่มียอดจำหน่ายสูงที่สุดในโลก เครื่องบินแอร์บัสตระกูลเอ320 มีเสถียรภาพในการปฏิบัติการสูงและมีช่วงเวลาระหว่างรอบของการซ่อมบำรุงแต่ละครั้งที่ยาวนานขึ้น ส่งผลให้กลายเป็นตระกูลเครื่องบินแบบช่องทางเดินเดี่ยวที่มีต้นทุนในการปฏิบัติการต่ำที่สุด นอกจากนั้นการออกแบบใหม่ภายในห้องโดยสารยังช่วยให้เครื่องบินมีน้ำหนักน้อยลงและทำให้ห้องโดยสารมีความเงียบรวมทั้งมีพื้นที่ที่กว้างขวางกว่าเดิม โดยเฉพาะอย่างยิ่งทำให้ช่องเก็บสัมภาระเหนือศีรษะสามารถมีขนาดใหญ่ขึ้น</p>

<p> </p>

<p>แอร์บัส เป็นบริษัทในเครือ EADS</p>

<p>ข่าวประชาสัมพันธ์จากแอร์บัส</p>]]></description>
         <link>http://www.hflight.net/MT/news/2007/12/200712002116.shtml</link>
         <guid>http://www.hflight.net/MT/news/2007/12/200712002116.shtml</guid>
         <category>ข่าวสายการบิน</category>
         <pubDate>Fri, 28 Dec 2007 20:49:04 +0700</pubDate>
      </item>
            <item>
         <title>วันทูโกเปิดบริการบิสสิเนสเลาจน์และชัทเทิลเซอร์วิส</title>
         <description><![CDATA[<p><br />
      เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2550 ที่ผ่านมา สายการบินวันทูโก ได้เปิดตัว One Two Go Clubhouse ซึ่งตั้งอยู่บนถนน มหิดล อ.เมืองเชียงใหม่ ซึ่งที่ One Two Go Clubhouse นี้ผู้โดยสารที่เดินทางในเที่ยวบินเชียงใหม่-ดอนเมืองของวันทูโก สามารถใช้ที่นี่เป็นสถานที่เช็คอินในเมือง หรือ in town check-in โดยไม่ต้องเดินทางไปถึงสนามบิน จากนั้นสายการบินจะมีรถบริการรับส่งผู้โดยสารที่เช็คอินที่นี่ไปสนามบิน นอกจากนั้นในบริเวณ One Two Go Club House สายการบินยังจัดให้มีบริการที่นั่งพักผ่อน บริการอินเตอร์เน็ท บริการเครื่องดื่ม สำหรับผู้โดยสาร ส่วนบริการขนมขบเคี้ยวและอาหารนั้นมีจำหน่าย นอกจากนั้นสายการบินยังจัดบริเวณให้มีการจำหน่ายสินค้าที่ระลึกของสายการบิน และสินค้าพื้นเมืองเช่น น้ำพริกหนุ่ม แคบหมู ผ้าพื้นเมือง หัตถกรรม ฯลฯ ซึ่งผู้โดยสารสามารถหาซื้อเป็นของฝากได้ก่อนขึ้นเครื่อง และยังมีห้องพิเศษสำหรับผู้ถือบัตร Go Card ระดับ Platinum และ Gold ด้วย</p>

<p>      ในโอกาสนี้นางเรืองวรรณ บัวนุช รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ได้ได้กล่าวแสดงความยินดีกับสายการบินวันทูโกในโอกาสนี้ พร้อมทั้งยังกล่าวถึงกิจกรรมต่าง ๆ ที่จะมีขึ้นเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เดินทางมาเชียงใหม่ที่จะตัดขึ้นในช่วงต้นปีหน้า เช่นเทศกาลไม้ดอกไม้ประดับ และหวังว่าสายการบินจะช่วยทำให้ธุรกิจการท่องเที่ยวเติบโตมากขึ้นกว่านี้</p>

<p>     ด้านนายอุดม ได้กล่าวในโอกาสนี้ด้วยว่า สายการบินวันทูโก ถือว่าเชียงใหม่เป็นที่เกิดของสายการบินนับตั้งแต่ สายการบินเคยใช้ชื่อโอเรียนท์เอกเพรซ ให้บริการเส้นทางเชียงใหม่-อุดร-อุบล ในช่วงปี 2538 และเมื่อ 4 ปีที่แล้วที่สายการบินกลับมาให้บริการในรูปแบบบัดเจ็ทแอร์ไลน์ในนามวันทูโก ก็เลือกที่จะบินมาเชียงใหม่เป็นเส้นทางแรก ในโอกาสที่วันนี้ครบรอบ 4 ปีก็ได้กลับมาเปิดบริการใหม่นี้ที่เชียงใหม่ด้วยแนวคิดที่ว่าเราทำจากใจให้ผู้โดยสาร สำหรับบริการ Clubhouse นี้ก็เหมือน ๆ บิสสิเนสเลาจน์ของสายการบินอื่น ๆ ที่ปรกติแล้วผู้โดยสารที่ซื้อบัตรโดยสารชั้นธุรกิจถึงจะได้ใช้ แต่วันทูโกนั้นเปิดบริการนี้ให้กับทุกท่านแม้ไม่ใช่ผูโดยสารแต่หากเป็นญาติหรือเพื่อนที่มาส่งก็ยังใช้บริการได้ สำหรับอีกบริการหนึ่งที่เปิดตัวมาในช่วงนี้คือบริการชัทเทิล มนเส้นทางเชียงใหม่-ดอนเมือง-เชียงใหม่ บริการนี้ก็คือสายการบินพยายามจัดตารางบินให้ถี่ ๆ ในแต่ละวันเพื่อที่ผู้โดยสารสามารถเดินทางได้สะดวก อยากเดินทางเมื่อใดก็มาสนามบินแล้วซื้อตั๋วแล้วเดินทางได้เลย ซึ่งเป็นบริการในเส้นทางที่มีความถี่สูง ๆ ซึ่งในต่างประเทศมีมานานแล้ว หรือกล่าว ๆ ง่าย ๆ ว่าคล้าย ๆ บริการรถประจำทางนั่นเอง</p>

<p>       สำหรับเหตุผลที่เปิดบริการชัทเทิลในเส้นทางเชียงใหม่นี้ ก็เนื่องจากว่าสายการบินมองว่าเส้นทางนี้มีปริมาณผู้เดินทางสูงเพียงพอและก็เชียงใหม่มีศักยภาพที่จะรองรับนักท่องเที่ยวได้มากกว่านี้ ฉะนั้นหากการเดินทางมาเชียงใหม่สะดวกโดยมีเที่ยวบินถี่ ๆก็จะสามารถทำให้นักท่องเที่ยวเดินทางมามากขึ้นเพราะเดินทางง่ายขึ้น<br />
      ในโอกาสนี้นอกจากรองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่แล้วยังมีแขกคนสำคัญร่วมยินดีกับสายการบินวันทูโกในโอกาสเปิดบริการใหม่ทั้งสองนี้ด้วย อาธิ นายกองค์กการบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยสำนักงานภาคเหนือเขตหนึ่ง ตลอดจนตัวแทนจากภาคธุรกิจในแวดวงการบิน</p>

<p>สำหรับภาพข่าวและรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถชมได้ที่ <a href="http://www.hflight.net/forum/b-htravel/m-1198125477/">http://www.hflight.net/forum/b-htravel/m-1198125477/</a></p>

<p>ทีมข่าว HFlight.net รายงาน</p>]]></description>
         <link>http://www.hflight.net/MT/news/2007/12/200712002108.shtml</link>
         <guid>http://www.hflight.net/MT/news/2007/12/200712002108.shtml</guid>
         <category>ข่าวสายการบิน</category>
         <pubDate>Thu, 20 Dec 2007 11:46:14 +0700</pubDate>
      </item>
            <item>
         <title>ไมล์สะสมของ เอทิฮัด เกสท์ เพิ่มค่า</title>
         <description><![CDATA[<p>กรุงเทพฯ ประเทศไทย  </p>

<p>สายการบินเอทิฮัด สายการบินแห่งชาติสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ให้บริการเที่ยวบินจากกรุงเทพฯสู่เมืองอาบูดาบีทุกวัน วันละ 2 เที่ยวบิน และอีก 45 จุดหมายปลายทางทั่วโลก มอบโอกาสในการใช้ไมล์สะสมของ &#8220;เอทิฮัด เกสท์&#8221; โปรแกรมสะสมไมล์ของสายการบินเอทิฮัด แด่สมาชิกทุกท่านเพื่อประมูลบัตรชมการแสดงที่หายากและเรียกได้ว่า &#8220;ห้ามพลาดชม&#8221; ซึ่งนับเป็นส่วนหนึ่งในนวัตกรรมบริการประมูลออนไลน์ของเอทิฮัด </p>

<p>การประมูลผ่านเว็บได้รับการพัฒนาโดยเฉพาะเพื่อเอทิฮัด สายการบินที่มีศูนย์กลางการบิน ณ กรุงอาบูดาบี นวัตกรรมนี้ทำให้สมาชิกโปรแกรมสะสมไมล์ที่เพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ สามารถร่วมประมูลเพื่อเป็นเจ้าของบัตรคอนเสิร์ตจากศิลปินชื่อดังที่บางครั้งบัตรขายหมดไปแล้วหรือหายาก หรืออาจจะเป็นแพ็กเกจพักผ่อนในต่างแดนและการชมสุดยอดการแข่งขันกีฬาระดับนานาชาติต่างๆ </p>

<p>สมาชิกเอทิฮัด เกสท์สามารถเข้าร่วมการประมูลพิเศษนี้ เพียงเข้าไปที่เอทิฮัด เกสท์ รีวอร์ด ช็อป (Etihad Guest Reward Shop) และทำการประมูลโดยใช้ไมล์สะสมที่มีอยู่ในบัญชีของท่าน </p>

<p>เอทิฮัด เกสท์เป็นโปรแกรมสะสมไมล์เพียงแห่งเดียวที่เสนอการประมูลออนไลน์ซึ่งให้สมาชิกสามารถประมูลออนไลน์โดยใช้ไมล์สะสมและเงินสดรวมกัน </p>

<p>มร. ปีเตอร์ บอมการ์ทเนอร์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการตลาดและผลิตภัณฑ์ สายการบินเอทิฮัด กล่าวว่า &#8220;สำหรับโปรแกรมเอทิฮัด เกสท์ เอทิฮัดพยายามสร้างความแตกต่างจากคู่แข่งอยู่เสมอและสร้างวิธีการใหม่ๆเพื่อให้สมาชิกได้สื่อสารกับเรา จากผลตอบรับที่เราได้รับจากการประมูลออนไลน์ เราทราบว่าสมาชิกเอทิฮัด เกสท์ ชื่นชอบนวัตกรรมใหม่นี้และชื่นชอบการแลกไมล์สะสม&#8221;  </p>

<p>การประมูลออนไลน์ของเอทิฮัดที่ผ่านไปไม่นานนี้ รวมถึง การประมูลเพื่อเป็นเจ้าของบัตรคอนเสิร์ต จัสติน ทิมเบอร์เลค ไลฟ์ อิน อาบูดาบี ณ เอมิเรตส์ พาเลซ และล่าสุดสมาชิกปัจจุบันมีโอกาสประมูลเพื่อสำรองที่นั่งในทัวร์คอนเสิร์ตการรวมตัวของสไปซ์ เกิร์ลที่หาซื้อไม่ได้ นอกจากนี้ แฟนกีฬารักบี้ยังมีโอกาสประมูลเพื่อชิงบัตรชมละครเวที Saracens โดยทีมรักบี้ ฮาร์เลควินส์ ซึ่งสนับสนุนโดยสายการบินเอทิฮัด ประมาณปลายเดือนนี้ ณ กรุงลอนดอน </p>

<p>ช่าวประชาสัมพันธ์จากเอทิฮัด</p>]]></description>
         <link>http://www.hflight.net/MT/news/2007/12/200712002107.shtml</link>
         <guid>http://www.hflight.net/MT/news/2007/12/200712002107.shtml</guid>
         <category>ข่าวสายการบิน</category>
         <pubDate>Thu, 20 Dec 2007 11:44:11 +0700</pubDate>
      </item>
            <item>
         <title>เครื่องบินแอร์บัสเอ380แบบขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ Engine Alliance</title>
         <description><![CDATA[<p>เครื่องบินแอร์บัสเอ380แบบที่ใช้เครื่องยนต์รุ่น Engine Alliance GP 7200 ได้รับใบรับรองความปลอดภัยในการเดินอากาศร่วมระหว่าง EASA และ FAA (joint EASA and FAA type certification) แล้วเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2550 ที่ผ่านมา  </p>

<p>      ใบรับรองความปลอดภัยในการเดินอากาศของ EASA ได้รับการลงนามจากมร.เฟร็ดเดอริค โคปิโน รองผู้อำนวยการฝ่ายความปลอดภัยในการเดินอากาศของ EASA ก่อนทำการส่งมอบให้แก่มร. แพทริก เกวิน รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายวิศวกรรมของแอร์บัส และใบรับรองความปลอดภัยในการเดินอากาศของ FAA ได้รับการลงนามที่เมืองซีแอทเทิลโดยมร. อาลี บาร์ลามี่ รองผู้อำนวยการฝ่ายความปลอดภัยในการเดินอากาศของ FAA  </p>

<p>      การรับใบรับรองความปลอดภัยในการเดินอากาศนี้เกิดขึ้นตามหลังเพียงหนึ่งปีหลังจากที่เครื่องบินแอร์บัสเอ380แบบที่ใช้เครื่องยนต์ Rolls Royce ได้รับใบรับรองมาตรฐานการทดสอบทางการบินเบื้องต้นจาก EASA และ FAA ในเดือนธันวาคม พ.ศ.2549  </p>

<p>      เอมิเรตส์ แอร์ไลน์ส ซึ่งเป็นลูกค้ารายใหญ่ที่สุดของเครื่องบินเอ380 จะเป็นผู้รับมอบเครื่องบินเอ380ลำแรกที่ใช้เครื่องยนต์รุ่น Engine Alliance GP 7200 นี้ในฤดูร้อนปีพ.ศ. 2551 และสำหรับการส่งมอบเครื่องลำดับต่อๆไปจะเป็นของสายการบินแอร์ฟร๊านซ์ โคเรียน แอร์ และไอแอลเอฟซี  </p>

<p>      &#8220;การได้รับใบรับรองความปลอดภัยในการเดินอากาศร่วมระหว่าง EASA และ FAA ถือเป็นอีกหนึ่งสิ่งสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความสำเร็จของโครงการเอ380 อีกทั้งเป็นการยืนยันครั้งสุดท้ายต่อประสิทธิภาพที่ครบถ้วนบริบูรณ์ของเครื่องบินแอร์บัสเอ380แบบที่ใช้เครื่องยนต์รุ่น Engine Alliance GP 7200 หลังจากที่เมื่อเร็วๆนี้เครื่องบินสามารถผ่านการทดสอบค่าเสียงรบกวนภายนอกจากด้วยผลทดสอบที่ยอดเยี่ยมยิ่ง ทั้งหมดทำให้มั่นใจได้ว่าเอ380แบบที่ใช้เครื่องยนต์รุ่นนี้พร้อมที่จะเข้าสู่การให้บริการกับสายการบินแห่งแรกในปีหน้าได้อย่างแน่นอน&#8221; มร.มาริโอ ไฮเน็น รองประธานบริหารและหัวหน้าโครงการเอ380 กล่าวในพิธีรับมอบใบรับรองที่จัดขึ้นที่เมืองตูลูส ประเทศฝรั่งเศส </p>

<p>      การรับใบรับรองความปลอดภัยในการเดินอากาศจากสองหน่วยงานระดับโลกนี้ คือผลสำเร็จจากการที่เครื่องบินเอ380ได้เข้าทดสอบมาตรฐานของตัวเครื่องรวมทั้งระบบการทำงาน ตามโปรแกรมที่มีความเข้มงวดอย่างครบถ้วนทุกขั้นตอนและผลลัพธ์การทดสอบยังแสดงให้ประจักษ์ถึงคุณสมบัติที่สามารถผ่านหรือแม้แต่สูงเหนือมาตรฐานการบินในทุกๆด้านของเอ380 </p>

<p>      โดยเครื่องบินแอร์บัสลำทดสอบเลขหมายการผลิตลำที่9 ซึ่งใช้เครื่องยนต์ Engine Alliance GP 7200 ได้ผ่านการทดสอบบินเกือบ 800 ชั่วโมงในสภาพการบินทั้งในระดับความสูงพิเศษ ในสภาพอากาศร้อนและในสภาพอากาศเย็น รวมทั้งการทดสอบระดับเสียงรบกวนและการทดสอบการใช้งานกับน้ำมันเกรดพิเศษ เครื่องบินเอ380 ได้แสดงให้เห็นว่ามีค่าคุณสมบัติด้านต่างๆที่ยอดเยี่ยมตรงตามที่ได้ประกาศไว้ ไม่ว่าจะเป็นระดับการเผาผลาญน้ำมันเชื้อเพลิงหรือพิสัยการบิน การเผาผลาญเชื้อเพลิงที่ดีเยี่ยมส่งผลให้ต้นทุนการบินมีความประหยัดและเพิ่มความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม นอกจากนั้นเอ380 ยังเป็นเครื่องบินขนาดใหญ่ซึ่งมีห้องโดยสารที่เงียบกริบและสะดวกสบายมากที่สุด อีกทั้งสร้างเสียงรบกวนในระดับต่ำที่สุดเช่นกัน ทำให้สามารถผ่านเกณฑ์ด้านเสียงรบกวนที่เข้มงวดที่สุดของบรรดาท่าอากาศยานนานาชาติต่างๆได้โดยง่ายดาย ยกตัวอย่างเช่นเกณฑ์ที่ใช้กับท่าอากาศยานฮีทโธร์วในลอนดอน    </p>

<p>      ประวัติการดำเนินธุรกิจของแอร์บัสแสดงถึงความพยายามที่ยาวนานจนสามารถก้าวขึ้นเป็นผู้นำในตลาดที่มีการแข่งขันอย่างเข้มข้นและจำเป็นต้องใช้ความมุ่งมั่นในระยะยาวดังเช่นตลาดอุตสาหกรรมการบิน&#8220;ความสำเร็จนี้ต้องการมากกว่าการมีวิสัยทัศน์เพียงอย่างเดียว เนื่องจากความมุ่งมั่นอย่างแท้จริงและความพร้อมที่จะลงทุนในระยะยาวล้วนแต่เป็นสิ่งจำเป็น ซึ่งวันนี้แอร์บัสพร้อมที่จะให้ความมั่นใจแก่ลูกค้า พนักงาน ซับพลายเออร์ตลอดจนผู้ถือหุ้นทุกฝ่ายว่าเราจะสานต่อความสำเร็จนี้ให้ยิ่งใหญ่ รวมทั้งมีความก้าวหน้าต่อไปอย่างไม่หยุดยั้งด้วยการคงความสามารถทางการแข่งขันและความยอดเยี่ยมในเครื่องบินทุกๆลำของแอร์บัส&#8221; มร. ทอม เอ็นเดอร์ ประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของแอร์บัสกล่าว </p>

<p>      เครื่องบินเอ380 แบบที่ใช้เครื่องยนต์ Rolls Royce Trent 900 ของสายการบินสิงคโปร์ แอร์ไลน์ ได้ให้บริการด้วยความยอดเยี่ยมในแบบเที่ยวบินรายวันระหว่างนครซิดนี่ย์และสิงคโปร์มาตั้งแต่วันที่ 28 ตุลาคม จนถึงเดือนพฤศจิกายน 2550 เครื่องบินเอ380 มียอดคำสั่งซื้อยืนยันและคำมั่นในการสั่งซื้อรวมทั้งสิ้น 193 ลำจากลูกค้า 17 ราย  </p>

<p>      แอร์บัส เป็นบริษัทในเครือ EADS </p>

<p>ข่าวประชาสัมพันธ์จากแอร์บัส</p>]]></description>
         <link>http://www.hflight.net/MT/news/2007/12/200712002106.shtml</link>
         <guid>http://www.hflight.net/MT/news/2007/12/200712002106.shtml</guid>
         <category>ข่าวสายการบิน</category>
         <pubDate>Thu, 20 Dec 2007 11:43:10 +0700</pubDate>
      </item>
            <item>
         <title>วีซ่าฉลองครบรอบ 1 ปี ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ มอบรางวัล แพคเกจทัวร์ในประเทศ 10 รางวัลสำหรับนักท่องเที่ยว</title>
         <description><![CDATA[<p>นักท่องเที่ยวที่เดินทางมายังท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และใช้จ่ายผ่านบัตรวีซ่าตั้งแต่ 500 บาทขึ้นไป รับสิทธิ์ลุ้นรางวัลหนึ่งใน 10 แพคเกจท่องเที่ยวในประเทศไทย</p>

<p>กรุงเทพมหานคร, 19 ธันวาคม 2550&#8211; วีซ่าร่วมฉลองครบรอบ 1 ปี ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ด้วยแคมเปญ &#8220;Win a free trip back to Thailand&#8221; โดยแคมเปญดังกล่าวได้รับความร่วมมือจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และบริษัทท่าอากาศยานไทย ในการมอบสิทธิพิเศษให้กับผู้ถือบัตรวีซ่า ร่วมชิงรางวัลแพคเกจท่องเที่ยวในประเทศไทย สำหรับทุกๆการใช้จ่ายผ่านบัตรตั้งแต่ 500 บาทขึ้นไป ณ ท่าอากาศยานสุววรณภูมิ ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 15 มกราคม 2551</p>

<p>คุณสมบูรณ์ ครบธีรนนท์ ผู้จัดการ วีซ่า อินเตอร์เนชั่นแนล ประจำประเทศไทย กล่าวว่า &#8220;วีซ่ามีความตื่นเต้นเป็นอย่างยิ่งที่จะได้เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการเฉลิมฉลองในครั้งนี้ พวกเราเชื่อมั่นว่าทุกๆคนที่รักการท่องเที่ยว จะต้องพึงพอใจไปกับรางวัลที่จะได้เดินทางไปยังสถานที่พิเศษอื่นๆอีกแน่นอน&#8221;</p>

<p>&#8220;การที่ภายในท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ มีร้านค้ามากมายสำหรับให้นักท่องเที่ยวได้เลือกจับจ่ายใช้สอย จึงทำให้พวกเรามั่นใจว่านักท่องเที่ยวทุกท่าน จะได้มีโอกาสในการร่วมเฉลิมฉลองครั้งนี้ รวมถึงใช้โอกาสนี้ในการเยี่ยมชมสิ่งที่น่าสนใจอื่นๆของประเทศไทย&#8221;</p>

<p>สำหรับผู้ถือบัตรวีซ่าที่ต้องการร่วมสนุก เพียงเขียนชื่อ-ที่อยู่ลงบนหลังใบเสร็จรับเงิน ก่อนนำไปหย่อนบริเวณตู้ชิงโชคทั้ง 5 จุดทั่วท่าอากาศยานสุววรณภูมิ โดยผู้ถือบัตรวีซ่าชาวต่างชาติ จะมีโอกาสรับรางวัลทั้งสิ้น 5 รางวัล ซึ่งรวมถึงค่าใช้จ่ายตลอดการเดินทางกลับมาเที่ยวยังจุดหมายปลายทางในประเทศไทย จากหนึ่งใน 5 ได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย สมุย ภูเก็ต และกรุงเทพฯ พร้อมทั้งตั๋วเครื่องบินไป-กลับมูลค่ากว่า 4,000 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ </p>

<p>คุณพรศิริ มโนหาญ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กล่าวว่า &#8220;ประเทศไทยถือได้ว่าเป็นจุดหมายปลายทางที่นักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลกรู้จักและต่างก็ชื่นชอบกันเป็นอย่างมาก เราจึงอยากสนับสนุนให้พวกเขาเหล่านี้ได้กลับมาเที่ยวเมืองไทยอีกครั้ง&#8221;</p>

<p><br />
&#8220;เรามีความยินดีเป็นอย่างยิ่ง ที่ด้วยระยะเวลาเพียง 1 ปีตั้งแต่เปิดให้บริการในเดือนตุลาคม 2549 จนถึงเดือน กันยายน 2550 ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ มีโอกาสได้ต้อนรับนักท่องเที่ยวมาแล้วกว่า 41.8 ล้านคนและเราก็ยังต้องการต้อนรับนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นอีกในปีต่อๆไป&#8221;</p>

<p>ชาวไทยที่ถือบัตรวีซ่าสามารถร่วมกิจกรรมนี้ได้ เพื่อเดินทางไปเยือน 1 ในจุดหมายปลายทางเหล่านี้ &#8211; เชียงใหม่ เชียงราย สมุย ภูเก็ต และ กรุงเทพฯ โดยผู้ชนะจะมาจากการจับรางวัลในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2551 ผู้ที่ได้รับรางวัล จะได้รับการติดต่อกลับทางโทรศัพท์ อีเมลล์ และ/หรือจดหมาย</p>

<p>นอกจากนั้น ผู้ถือบัตรวีซ่าทุกท่านที่ใช้จ่ายผ่านบัตรตั้งแต่ 500 บาทขึ้นไป ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ จะได้รับปฏิทินขนาดพกพา มีภาพประกอบเป็นภาพวิวอันสวยงามจากทั่วประเทศ ซึ่งผลิตพิเศษโดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยเพื่อแคมเปญนี้โดยเฉพาะ</p>

<p>ข่าวประชาสัมพันธ์จากวีซ่า</p>]]></description>
         <link>http://www.hflight.net/MT/news/2007/12/200712002105.shtml</link>
         <guid>http://www.hflight.net/MT/news/2007/12/200712002105.shtml</guid>
         <category>ข่าวสายการบิน</category>
         <pubDate>Thu, 20 Dec 2007 11:41:52 +0700</pubDate>
      </item>
            <item>
         <title>ไทยแอร์เอเชียรับมอบ Airbus A320 ลำที่ 3 ลายพิเศษแสดงเอกลักษณ์ไทย ออกแบบโดยเด็กไทย</title>
         <description><![CDATA[<p><br />
       เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2550 ณ ลานจอดอากาศยานหมายเลข 109 ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ สายการบินไทยแอร์เอเชียได้เปิดตัวเครื่องบิน Airbus A320 ลำที่ 3 ของสายการบิน ทะเบียน HS-ABC ซึ่งเครื่องบินลำนี้มีความพิเศษเพราะได้มีการออกแบบให้มีลวดลายบนลำตัวเครื่องบินเป็นลายพิเศษแสดงถึงลักษณะความเป็นไทย โดยลายที่ได้ตกแต่งลงบนลำตัวเครื่องบินนี้เป็นลายที่ชนะเลิศจากการประกวดในโครงการ "ระบายสีแอร์บัส ระบัดใสไทยแอร์เอเชีย" ซึ่งสายการบินได้จัดการประกวดให้คนไทยทั่วไปได้ส่งลวดลายเข้าร่วม และมีการตัดสินลายที่ได้รับรางวัลชนะเลิศ โดย อ.เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์  กวีซีไรต์ ดร.สุชาติ วงศ์ทอง ศิลปินแห่งชาติ ดร.อนุชา ทีรคนานนท์ อาจารย์ประจำสถาบันไทยคดีศึกษา และผู้บริหารของสายการบิน ไปก่อนหน้านี้</p>

<p>       สายการบินไทยแอร์เอเชียได้เปิดตัวเครื่องบินลำพิเศษนี้ด้วยการแสดงนาฏศิลป์ไทยที่ผู้แสดงลงมาจากประตูเครื่องบิน พร้อมด้วยเสียงขลุ่ยจาก อ.ธนิต ศรีกลิ่นดี และการร่ายบทกวีของ อ.เนาวรัตน์พงษ์ไพบูลย์ ซึ่งได้แต่งขึ้นโดยเฉพาะเพื่อการนี้ ความว่า<br />
แผ่นฟ้าแผ่นดินยินดี<br />
ไมตรีเรืองรองส่องใส<br />
น้ำใจจากดวงใจไทย<br />
ดวงใจไทยแอร์เอเชีย</p>

<p>และบทกวีนี้ยังได้ประดับไว้บนลำตัวเครื่องบินบริเวณประตูทางเข้าอีกด้วย<br />
 <br />
        จากนั้นนายทัศพล แบแลเว็ลด์ประธานเจ้าหน้าที่บริหารได้นำสื่อมวลชนเข้าไปชมภายในเครื่องบินลำนี้และได้แนะนำผู้ที่ออกแบบลวดลายพิเศษที่ชนะเลิศจากการประกวดนี้ซึ่งก็คือ นายเอกวิชญ์ อริยวงศานุกูล นักศึกษาคณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งนายเอกวิชญ์ ได้กล่าวถึงการที่ลวดลายที่ตนออกแบบได้รับคัดเลือกและได้ถูกตกแต่งลงบนลำตัวเครื่องบินในครั้งนี้ว่า ตนรู้สึกภูมิใจอย่างยิ่ง ที่ได้มีโอกาสนำงานศิลปะของตนมาเป็นส่วนหนึ่งของสายการบินไทยแอร์เอเชียในครั้งนี้ โดยนายเอกวิชญ์ได้รับรางวัลจากการประกวดออกแบบครั้งนี้เป็นการได้นั่งเครื่องบินของสายการบินไทยแอร์เอเชียฟรีทั้งครอบครัวโดยไม่มีค่าใช้จ่ายเป็นเวลา 1 ปี และได้ไปทัศนศึกษายังโรงงานผลิตเครื่องบินของบริษัทแอร์บัสที่เมืองตูลูส ประเทศฝรั่งเศส และไปรับมอบเครื่องบินลำนี้กลับมาด้วยตนเอง</p>

<p>        นายเอกวิชญ์ ได้เปิดเผยถึงแนวคิดที่นำมาใช้ออกแบบเป็นลวดลายนี้ว่า นำมาจากลักษณะของสายการบินไทยแอร์เอเชียที่ แสดงถึงการเคลื่อนไหว รวดเร็ว ใช้สีแดงซึ่งเป็นสีของสายการบินให้เห็นเด่นชัด และนำไปประกอบกับลายไทย เพื่อแสดงถึงความเป็นไทย</p>

<p>        สายการบินไทยแอร์เอเชียได้สั่งเครื่องบิน Airbus A320 ทั้งสิ้นจำนวน 40 ลำเพื่อมาประจำการแทนเครื่องบินรุ่น Boeing 737-300 ที่ใช้อยู่เดิม โดยเพิ่งรับมอบเครื่องบิน A320 ลำแรกและลำที่สองไปเมื่อเดือน ตุลาคมและพฤศจิกายนที่ผ่านมาและเริ่มให้บริการด้วยเครื่องบินรุ่นนี้ในเส้นทางและเที่ยวบินดังต่อไปนี้<br />
กรุงเทพ-ปีนัง FD3543<br />
ปีนัง-กรุงเทพ FD3542<br />
กรุงเทพ-สิงคโปร FD3503<br />
สิงคโปร์์-กรุงเทพ FD3504<br />
กรุงเทพ-หาดใหญ่ FD3133 FD3135<br />
หาดใหญ่-กรุงเทพ FD3132 FD3134<br />
กรุงเทพ-ภูเก็ต FD3025 FD3027<br />
ภูเก็ต-กรุงเทพ  FD3024 FD3026<br />
กรุงเทพ-กัวลาลัมเปอร์ FD35171<br />
กัวลาลัมเปอร์-กรุงเทพ FD3572<br />
กรุงเทพ-เชียงใหม่ FD3242<br />
เชียงใหม่-กรุงเทพ FD3243</p>

<p>สำหรับเครื่องบินลำที่ 3 ที่มีลายพิเศษนี้จะเริ่มให้บริการตั้งแต่วันที่ 17 ธันวาคมนี้เป็นต้นไป<br />
ในเส้นทางและเที่ยวบินดังต่อไปนี้<br />
กรุงเทพ-หาดใหญ่ FD3141<br />
หาดใหญ่-กรุงเทพ FD3140<br />
กรุงเทพ-มาเก๊า FD3604<br />
มาเก๊า-กรุงเทพ FD3605<br />
กรุงเทพ - เซินเจิน FD3622<br />
เซินเจิน - กรุงเทพ FD3623</p>

<p>      สายการบินไทยแอร์เอเชียจะทยอยรับมอบเครื่องบินรุ่น A320 นี้ทุกหนึ่งเดือนเว้นหนึ่งเดือน พร้อมทั้งทยอยปลดเครื่องบินรุ่น Boeing 737-300 โดยคาดว่าจะให้บริการด้วย A320 ทั้งหมดในปี 2554 และจะได้รับมอบจนครบ  40 ลำในปี 2556</p>

<p>สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมพร้อมภาพประกอบสามารถชมได้ที่นี่ <a href="http://www.hflight.net/forum/m-1197821106/">http://www.hflight.net/forum/m-1197821106/</a></p>

<p>ทีมข่าว HFlight.net รายงาน</p>]]></description>
         <link>http://www.hflight.net/MT/news/2007/12/200712002100.shtml</link>
         <guid>http://www.hflight.net/MT/news/2007/12/200712002100.shtml</guid>
         <category>ข่าวสายการบิน</category>
         <pubDate>Sun, 16 Dec 2007 23:29:50 +0700</pubDate>
      </item>
            <item>
         <title>มิวนิคจะเป็นศูนย์กลางแห่งกีฬาฟุตบอลของลุฟท์ฮันซ่าในปี 2551</title>
         <description><![CDATA[<p>ลุฟท์ฮันซ่านำเสนอเที่ยวบินเพื่อสู่ทุกสนามการแข่งขันในออสเตรียและสวิตเซอร์แลนด์</p>

<p> </p>

<p>อีกเพียง 179 วันก่อนเริ่มการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมเปี้ยนยุโรปในประเทศออสเตรียและสวิตเซอร์แลนด์ประจำปี พ.ศ. 2551 สายการบินลุฟท์ฮันซ่ามีข่าวดีสำหรับแฟนฟุตบอลทุกคน ทางสายการบินฯ จะเป็นสายการบินยุโรปเพียงสายแห่งเดียวที่บินสู่สถานที่แข่งขัน ยูโร2008 ทุกแห่ง โดยการแข่งขันชิงถ้วยยุโรปทั้งหมด 31 เกมจะแข่งขันที่กรุงเวียนนา ซอลส์เบิร์ก อินสบรุัค คลาเกนเฟิร์ต บาเซิล ซูริค เบิร์นและเจนีวา ระหว่างวันที่ 7 ถึง 29 มิถุนายน พ.ศ.2551 สายการบินลุฟท์ฮันซ่าได้กำหนดให้กรุงมิวนิคเป็น ศูนย์กลางแห่งกีฬาฟุตบอลสายการบินแห่งประเทศเยอรมนีนี้จะเชื่อมโยงศูนย์กลางในตอนใต้ของประเทศเยอรมนีกับสถานที่แข่งขันทุกแห่งในประเทศสวิตเซอร์แลนด์และออสเตรียและมอบการเดินทางที่สะดวกและการต่อเครื่องที่รวดเร็วสู่การแข่งขันทุกนัดแมทช์แก่ลูกค้าและแฟนฟุตบอลทั่วโลก</p>

<p> </p>

<p>จะทางสายการบินมีการได้เพิ่มบริการใหม่ในตารางการบินช่วงฤดูร้อน โดยตั้งแต่วันที่ 5 - 20 มิถุนายน พ.ศ.2551 จะมีเที่ยวบินจากกรุงมิวนิคสู่ซอลส์เบิร์กและอินสบรุัคสองเที่ยวต่อวัน ด้วยเที่ยวบิน 5 เที่ยวต่อวันสู่กรุงเวียนนา แฟนฟุตบอลสามารถเดินทางจากมิวนิคสู่เวียนนาใกล้แค่เอื้อม เที่ยวบินเสริมอีก 4 เที่ยวต่อวันสู่กรุงเวียนนาจะให้บริการโค้ดแชร์ (code-share)ผ่าน กับสายการบินออสเตรียนแอร์ไลน์ส ในวันที่ 30 มีนาคม ลุฟท์ฮันซ่าจะเปิดตัวบริการเที่ยวบินใหม่ 3 เที่ยวบินต่อวันสู่เมืองคลาเกนเฟิร์ตในประเทศออสเตรียโดยมอบการเชื่อมต่อที่รวดเร็วที่สุดสู่ภูมิภาคคารินเทีตีย</p>

<p> </p>

<p>ในช่วงการแข่งขันยูโร2008 ลุฟท์ฮันซ่าจะนำเสนอเที่ยวบินรวม 21 เที่ยวต่อวันระหว่างกรุงมิวนิค, เมืองหลวงแห่งแคว้นบาวาเรียและสวิตเซอร์แลนด์ ส่วนกรุงซูริคจะมีเที่ยวบินลุฟท์ฮันซ่าให้บริการ 6 เที่ยวต่อวัน นอกจากนั้นยังจะมีเที่ยวบินของสายการบินสวิสอีก 4 เที่ยวต่อวันจากกรุงมิวนิคสู่ซูริค กรุงบาเซิลอยู่ห่างเพียง 75 นาทีจากซูริคและสามารถเดินทางโดยสะดวกถึง 6 เที่ยวบินต่อวัน เมืองหลวงบาวาเรียนและเมืองเบิร์นจะถูกเชื่อมโยงกับกรุงมิวนิคด้วยเที่ยวบิน 3 เที่ยวต่อวันในขณะที่แฟนฟุตบอลซึ่งจะเดินทางสู่กรุงเจนีวามีเที่ยวบินให้เลือกถึง 6 เที่ยวต่อวัน</p>

<p> </p>

<p>สายการบินลุฟท์ฮันซ่ายังนำเสนอเที่ยวบินไม่หยุดพักแบบปกติตรงสู่สถานที่แข่งขันยูโร2008 จากท่าอากาศยานอื่นๆในประเทศเยอรมนีอื่นๆอาทิ แฟรงค์เฟิร์ต ดุสเซลดอร์ฟและแฮมเบิร์ก โดยสามารถสำรองเที่ยวบินไปกลับทุกเที่ยวได้ในราคาเพียง 99 ยูโรเท่านั้น ราคาโปรโมชั่นเบ็ตเตอร์ฟลาย (betterFly) นี้ใช้ได้กับชั้นประหยัดและรวมภาษี, ค่าธรรมเนียมและค่าออกบัตรโดยสารของสายการบินลุฟท์ฮันซ่า 10 ยูโรสำหรับการสำรองเที่ยวบินออนไลน์แล้ว สมาชิกไมล์สแอนด์มอร์ (Miles & More) สามารถสะสมไมล์ได้จากเที่ยวบินเหล่านี้ ข้อมูลเพิ่มเติมหรือสำรองเที่ยวบิน กรุณาเข้าชมเว็ปไซต์หรือติดต่อลุฟท์ฮันซ่าคอลเซ็นเตอร์ 0180- LUFTHANSA (0180 5 83 84 26) ตัวแทนจำหน่ายของสายการบินลุฟท์ฮันซ่าหรือเคาน์เตอร์จำหน่ายบัตรโดยสารของสายการบินลุฟท์ฮันซ่าที่ท่าอากาศยานต่างๆ</p>

<p>ในฐานะ ;สายการบินเพื่อกีฬาสายการบินลุฟท์ฮันซ่าได้ร่วมมือกับสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศเยอรมนีและทีมเยอรมันชั้นนำอย่างบาเยินมิวนิคมานานหลายปี ลุฟท์ฮันซ่ายังเป็นหนึ่งในผู้สนับสนุนหลักการแข่งขันแฮนด์บอลชิงแชมป์โลกในประเทศเยอรมนีเมื่อต้นปีนี้ การแข่งขันแฮนด์บอลชิงถ้วยรางวัลรอบสุดท้ายในปี พ.ศ.2551, พ.ศ.2552 และ พ.ศ.2553 ซึ่งสี่สุดยอดทีมเยอรมันจะมาแข่งขันชิงถ้วยรางวัลในช่วงสุดสัปดาห์เดียว จะถูกตั้งชื่อว่า ลุฟท์ฮันซ่า ไฟนอล โฟร์(Lufthansa Final Four) นอกจากนั้นทางสายการบินฯยังเป็นผู้ส่งเสริมระดับชาติ; ของมูลนิธิช่วยเหลือกีฬาเยอรมัน และยังเป็นพันธมิตรกับคณะกรรมการโอลิมปิกแห่งชาติหลายปีและนับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม พ.ศ.2549 ทางสายการบินยังเป็นพันธมิตรกับสมาคมกีฬาโอลิมปิกแห่งประเทศเยอรมนี (ดีโอเอสบี) ในฐานะดังลก่าวสายการบินฯโดยรับหน้าที่ได้พาทีมเยอรมันสู่การแข่งขันโอลิมปิกและพาราลิมปิก</p>

<p> </p>

<p>ลุฟท์ฮันซ่าสายการบินเยอรมันให้บริการเที่ยวบิน ไป-กลับระหว่างกรุงเทพฯ และ เมืองแฟรงค์เฟิร์ต ทุกวัน โดย 3 เที่ยวบินสามารถเชื่อมเส้นทางต่อไปยังนครโฮจิมินท์ และอีก 4 เที่ยวบินสามารถเชื่อมเส้นทางต่อไปยังกรุงกัวลาลัมเปอร์ เส้นทางการบินดังกล่าวทำให้สายการบินลุฟท์ฮันซ่าถือเป็นสายการบินยุโรปชั้นนำที่ให้บริการในภูมิภาคนี้ ด้วยเที่ยวบินเชื่อมต่อที่มากที่สุดไปสู่และจากทวีปยุโรป รวมทั้งไปสู่เมืองสำคัญอีกสองเมืองภายในภูมิภาค</p>

<p>ข่าวประชาสัมพันธ์จากลุฟท์ฮันซ่า</p>]]></description>
         <link>http://www.hflight.net/MT/news/2007/12/200712002095.shtml</link>
         <guid>http://www.hflight.net/MT/news/2007/12/200712002095.shtml</guid>
         <category>ข่าวสายการบิน</category>
         <pubDate>Wed, 12 Dec 2007 20:05:09 +0700</pubDate>
      </item>
            <item>
         <title>กลุ่มแอร์เอเชียสั่งซื้อและกลายเป็นลูกค้าสายการบินรายใหญ่ที่สุดของเครื่องบินเอ320</title>
         <description><![CDATA[<p>กลุ่มแอร์เอเชียสั่งซื้อและกลายเป็นลูกค้าสายการบินรายใหญ่ที่สุดของเครื่องบินเอ320<br />
 </p>

<p>กลุ่มสายการบินแอร์เอเชียอันเป็นกลุ่มสายการบินต้นทุนต่ำที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของภูมิภาค ลงนามในสัญญาสั่งซื้อเครื่องบินแอร์บัสรุ่นเอ320 เพิ่มอีก 25 ลำ ทำให้กลุ่มสายการบินแอร์เอเชีย (ประกอบไปด้วยสายการบินมาเลเซียแอร์เอเชีย สายการบินไทยแอร์เอเชีย และสายการบินอินโดนีเซียแอร์เอเชีย) มียอดสั่งซื้อเครื่องบินแอร์บัสรุ่นเอ320 รวมทั้งสิ้น 175 ลำ และกลายเป็นลูกค้าประเภทสายการบินรายใหญ่ที่สุดในโลกที่สั่งซื้อเครื่องบินรุ่นเอ320ของแอร์บัส  </p>

<p> </p>

<p>การลงนามในสัญญาดังกล่าวมีขึ้นที่ ลังกาวี แอร์โชว์ โดยดาตุ๊ก โทนี่ เฟอร์นันเดส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของกลุ่มสายการบินแอร์เอเชียและมร.จอห์น ลีอฮี รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ฝ่ายปฏิบัติการลูกค้าของแอร์บัส</p>

<p> </p>

<p>ในเดือนมีนาคม พ.ศ.2548 กลุ่มสายการบินแอร์เอเชียทำการสั่งซื้อเครื่องบินเอ320 จำนวน 60 ลำ จากนั้นได้ทำการสั่งซื้อเพิ่มอีก 40 ลำภายในงาน Farnborough Airshow เมื่อเดือนกรกฎาคมพ.ศ. 2549 ตามด้วยอีก 50 ลำในเดือนมกราคม พ.ศ. 2550 ซึ่งเครื่องบินลำแรกได้รับการส่งมอบแล้วเมื่อเดือนธันวาคมพ.ศ. 2548 และในปัจจุบันกลุ่มสายการบินแอร์เอเชียมีแอร์บัสเอ320 อยู่ในการประจำการทั้งในเส้นทางภายในประเทศและระหว่างภูมิภาคซึ่งล้วนขยายตัวอย่างรวดเร็ว รวมทั้งสิ้น 31 ลำ</p>

<p> </p>

<p>ปัจจุบันศูนย์กลางทางการบินของกลุ่มสายการบินแอร์เอเชียในกรุงกัวลาลัมเปอร์ทำการปฏิบัติการด้วยเครื่องบินรุ่นเอ320 ทั้งหมด ขณะที่เครื่องบินโบอิ้ง 737 รุ่นเก่าทุกลำในฝูงบินของสายการบินไทยแอร์เอเชียและสายการบินอินโดนีเซียแอร์เอเชียจะถูกแทนที่ด้วยเครื่องบินแอร์บัสเอ320 ภายในปีพ.ศ. 2551</p>

<p> </p>

<p>&#8220;การสั่งซื้อครั้งนี้นับเป็นก้าวสำคัญของแอร์เอเชียซึ่งบ่งชี้ถึงแผนของเราที่จะทำการขยายเส้นทางบินอย่างกว้างขวางในอนาคต เพื่อสนองตอบต่อความต้องการด้านการเดินทางโดยเครื่องบินที่จะเติบโตขึ้นในช่วงสิบปีข้างหน้า และยังแสดงถึงความมุ่งมั่นที่จะทำให้สายการบินของกลุ่มแอร์เอเชียมีเครื่องบินที่ทันสมัยและมีประสิทธิภาพสูงที่สุดในตลาดที่เราปฏิบัติงานอยู่ เครื่องบินที่ถูกสั่งซื้อเพิ่มจะได้รับการนำมาใช้เพื่อเพิ่มความถี่ของเที่ยวบินในเส้นทางปัจจุบันรวมทั้งใช้ในเส้นทางใหม่ที่จะเปิดบริการ ทั้งหมดคือหลักฐานสำคัญของการที่สายการบินแอร์เอเชียในฐานะผู้บุกเบิกสำหรับตลาดสายการบินต้นทุนต่ำ ได้ผ่านการเจริญเติบโตและพัฒนามาจนอยู่ในฐานะของผู้นำที่คู่แข่งขันจะต้องหาทางตามให้ทันในปัจจุบัน&#8221; มร.จอห์น ลีอฮี รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ฝ่ายปฏิบัติการลูกค้าของแอร์บัส กล่าว</p>

<p> </p>

<p>&#8220;เราภูมิใจเป็นอย่างยิ่งกับการได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในความสำเร็จของแอร์เอเชีย และยินดีเป็นอย่างสูงที่ความไว้วางใจต่อประสิทธิภาพของเครื่องบินเอ320 ทำให้กลุ่มสายการบินแอร์เอเชียกลายเป็นลูกค้าประเภทสายการบินรายใหญ่ที่สุดในโลกที่สั่งซื้อเครื่องบินเอ320ของแอร์บัส ด้วยความคุ้มค่าด้านการใช้งานและจุดเด่นต่างๆที่ดึงดูดผู้โดยสาร เราจึงมั่นใจว่าฝูงบินเอ320 จะเป็นแรงผลักดันสำคัญให้สายการบินแอร์เอเชียสามารถเป็นผู้นำของตลาดในช่วงเวลาจากนี้ไปได้อย่างแน่นอน&#8221; ดาตุ๊ก โทนี่ เฟอร์นันเดส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของกลุ่มสายการบินแอร์เอเชีย กล่าว</p>

<p> </p>

<p>เครื่องบินแอร์บัสตระกูลเอ320 อันประกอบเครื่องรุ่น เอ318 เอ319 เอ320 และ เอ321 ได้รับการยอมรับให้เป็นมาตรฐานการบินของตระกูลเครื่องบินแบบช่องทางเดินเดี่ยว เครื่องบินแต่ละรุ่นใช้เทคโนโลยีการบินอัจฉริยะ fly-by-wire ที่ล้ำสมัยและมีห้องบังคับควบคุมที่มีความคล้ายคลึงกัน ปัจจุบันเครื่องบินแอร์บัสตระกูลเอ320มียอดการสั่งซื้อมากกว่า 5,500 ลำและกว่า 3,200 ลำได้ทำการส่งมอบให้แก่ลูกค้ากว่า 200 รายเสร็จสิ้นเป็นที่เรียบร้อย ทำให้เครื่องบินตระกูลเอ320 กลายเป็นเครื่องบินเชิงพาณิชย์ที่มียอดจำหน่ายสูงที่สุดในโลก</p>

<p> </p>

<p>เครื่องบินแอร์บัสตระกูลเอ320 มีเสถียรภาพในการปฏิบัติการสูงและมีช่วงเวลาระหว่างรอบของการซ่อมบำรุงแต่ละครั้งที่ยาวนานขึ้น ส่งผลให้กลายเป็นตระกูลเครื่องบินแบบช่องทางเดินเดี่ยวที่มีต้นทุนในการปฏิบัติการต่ำที่สุด นอกจากนั้นการออกแบบใหม่ภายในห้องโดยสารยังช่วยให้เครื่องบินมีน้ำหนักน้อยลงและทำให้ห้องโดยสารมีความเงียบรวมทั้งมีพื้นที่ที่กว้างขวางกว่าเดิม โดยเฉพาะอย่างยิ่งทำให้ช่องเก็บสัมภาระเหนือศีรษะสามารถมีขนาดใหญ่ขึ้น เครื่องบินแอร์บัสตระกูลเอ320ยังสามารถจัดเก็บและนำสินค้าออกจากเครื่องด้วยระบบแบบตู้คอนเทนเนอร์ได้โดยเป็นระบบที่เข้ากันได้กับระบบของเครื่องบินแบบลำตัวกว้างที่ใช้อยู่เป็นมาตรฐานทั่วโลก  </p>

<p> </p>

<p>แอร์บัส เป็นบริษัทในเครือ EADS</p>

<p>ข่าวประชาสัมพันธ์จากแอร์บัส</p>]]></description>
         <link>http://www.hflight.net/MT/news/2007/12/200712002090.shtml</link>
         <guid>http://www.hflight.net/MT/news/2007/12/200712002090.shtml</guid>
         <category>ข่าวสายการบิน</category>
         <pubDate>Fri, 07 Dec 2007 13:13:01 +0700</pubDate>
      </item>
            <item>
         <title>รายแรกในประเทศไทยกับ เที่ยวบิน วัน ทู โก ชัตเติล ดอนเมือง -เชียงใหม่ -ดอนเมือง</title>
         <description><![CDATA[<p>รายแรกในประเทศไทยกับ เที่ยวบิน &#8220;วัน ทู โก ชัตเติล ดอนเมือง &#8211; เชียงใหม่ -ดอนเมือง&#8221;</p>

<p>พร้อมออกเดินทางเกือบทุกชั่วโมง รับประกันตรงเวลา </p>

<p>    &#8220;เพราะเรารู้ว่าเวลามีคุณค่าสำหรับผู้โดยสาร&#8221; ล่าสุด วัน ทู โก ตอบรับความต้องการของผู้โดยสารในเรื่อง &#8220;ความสะดวกและการตรงเวลา&#8221; ของการเดินทางโดยเครื่องบิน ด้วยบริการใหม่ เที่ยวบิน &#8220;วัน ทู โก ชัตเติล ดอนเมือง &#8211; เชียงใหม่ - ดอนเมือง&#8221; ออกเดินทางเกือบทุกชั่วโมง รับประกันเรื่องตรงเวลา หากล่าช้าเกิน 2 ชั่วโมง คืน 50% ของค่าโดยสารในการซื้อครั้งต่อไป ให้บริการโดยเริ่มเส้นทางดอนเมือง &#8211; เชียงใหม่ &#8211; ดอนเมืองเป็นเส้นทางแรก ตั้งแต่วันที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550 เป็นต้นไป</p>

<p>      ด้วยแนวคิด &#8220;Do it by heart - - การให้และลงมือทำจากใจที่แท้จริง วัน ทู โก&#8221; ได้มุ่งค้นหาความต้องการใหม่ๆ ในแต่ละยุคสมัยของผู้โดยสารที่มีต่อการเดินทางโดยเครื่องบิน และผลสำรวจวิจัยก็พบว่าความต้องการของผู้โดยสารส่วนใหญ่ให้ความสำคัญอย่างมากกับเรื่องของเวลาและความสะดวกระหว่างการเดินทางในแต่ละครั้ง รวมไปถึงการตรงต่อเวลา ไม่ดีเลย์, การวางแผนการเดินทางที่ง่ายและสะดวกขึ้น, ไม่ต้องกังวลเรื่องจองที่นั่ง ,ความสบายใจที่มีเที่ยวบินแน่นอนให้เลือกเวลาที่สะดวก รวมถึงกรณีที่ต้องเดินทางอย่างเร่งด่วน จากผลวิจัยจึงเป็นที่มาของบริการใหม่เที่ยวบิน &#8220;วัน ทู โก ชัตเติล &#8220;ดอนเมือง &#8211; เชียงใหม่ &#8211; ดอนเมือง&#8221; ขึ้น นับว่าเป็นการเปิดบริการเที่ยวบินชัตเติลที่ตอบรับความต้องการและความจำเป็นของกลุ่มคนยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับเรื่องของเวลาและความสะดวกได้ค่อนข้างดี</p>

<p>      นอกจากนี้แล้ว ทางสายการบิน วัน ทู โก ยังเสนอสิทธิพิเศษเพื่อต้อนรับเทศกาลยี่เป็งและต้อนรับลมหนาวระหว่างวันที่ 22 พฤศจิกายน 2550 - 31 มกราคม 2551 ** ด้วยการลด 200 บาทสำหรับผู้ซื้อตั๋วโดยสารไป-กลับทุกเส้นทางอีกด้วย (ยกเว้นวันหยุดสุดสัปดาห์และวันหยุดยาว)</p>

<p>ข่าวประชาสัมพันธ์จากสายการบินวันทูโก</p>]]></description>
         <link>http://www.hflight.net/MT/news/2007/11/200711002078.shtml</link>
         <guid>http://www.hflight.net/MT/news/2007/11/200711002078.shtml</guid>
         <category>ข่าวสายการบิน</category>
         <pubDate>Thu, 22 Nov 2007 11:28:16 +0700</pubDate>
      </item>
            <item>
         <title>ข้อตกลงทางการบินเพื่อเพิ่มจุดหมายปลายทางในออสเตรเลียของเอทิฮัด</title>
         <description><![CDATA[<p>สายการบินแห่งชาติสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ให้บริการเที่ยวบินจากกรุงเทพฯสู่เมืองอาบูดาบีทุกวัน วันละ 2 เที่ยวบิน และอีก 45 จุดหมายปลายทางทั่วโลก จะได้รับความสะดวกเพิ่มมากขึ้นสู่จุดหมายปลายทางในประเทศออสเตรเลีย ภายหลังข้อตกลงทางการบินกับสายการบินเวอร์จิ้นบลู สายการบินของประเทศออสเตรเลีย</p>

<p> </p>

<p>โดยข้อตกลงที่จะมีผลทันทีนี้จะช่วยอำนวยความสะดวกแก่อาคันตุกะผู้ทรงเกียรติของสายการบินเอทิฮัดในการเดินทางต่อจากเมืองอาบูดาบีสู่กรุงซิดนีย์และบริสเบน จากนั้นสามารถเดินทางต่อไปยัง 22 เมืองทั่วประเทศออสเตรเลีย</p>

<p> </p>

<p>มร. เจมส์ โฮแกน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายการบินเอทิฮัด กล่าว &#8220;ความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับสายการบินเวอร์จิ้นบลูจะช่วยเพิ่มพูนประสบการณ์ด้านการเดินทางและจุดหมายในอนาคตอย่างมากแก่อาคันตุกะผู้ทรงเกียรติที่เดินทางสู่ออสเตรเลีย&#8221;</p>

<p> </p>

<p>&#8220;เอทิฮัดมุ่งมั่นในการขยายจุดหมายปลายทางทั่วโลกให้มากที่สุดเพื่ออาคันตุกะผู้ทรงเกียรติของเรา ไม่ว่าจะเป็นการเปิดเส้นทางบินใหม่หรือผ่านข้อตกลงทางการบินกับสายการบินอื่น อาทิ ข้อตกลงกับเวอร์จิ้นบลู&#8221;</p>

<p> </p>

<p>เอทิฮัดเปิดให้บริการเที่ยวบินทุกวันจากกรุงอาบูดาบีสู่กรุงซิดนีย์ในเดือนมีนาคม 2550 ซึ่งตามมาด้วยการเปิดบริการ 3 เที่ยวบินต่อสัปดาห์สู่บริสเบน เมืองใหญ่แห่งรัฐควีนส์แลนด์ ในเดือนกันยายนที่ผ่านมา</p>

<p> </p>

<p>เส้นทางซิดนีย์ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงความสำเร็จ ด้วยจำนวนอาคันตุกะผู้ทรงเกียรติกว่า 60,000 คน นับตั้งแต่วันเปิดให้บริการ และภายในเดือนมีนาคม 2551 เอทิฮัดจะเพิ่มบริการเป็น 11 เที่ยวบินต่อสัปดาห์</p>

<p> </p>

<p>สายการบินเวอร์จิ้นบลูให้บริการกว่า 2,100 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ทั่วประเทศออสเตรเลีย ไม่ว่าจะเป็นเมืองที่ได้รับความนิยมสูงสุด ได้แก่ อาเดเลด, เมลเบิร์น, เพิร์ท, ไคนส์ และดาร์วิน</p>

<p> </p>

<p>มร. เบรท ก๊อดเฟรย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายการบินเวอร์จิ้นบลู กล่าว &#8220;นับเป็นคำมั่นสัญญาของเราเสมอมาในการมอบสิ่งดีๆให้แก่ผู้โดยสาร ข้อตกลงทางการบินครั้งนี้กับสายการการเอทิฮัดจะทำให้นักท่องเที่ยวเดินทางทั่วโลกได้สะดวก รวดเร็วและมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน&#8221;</p>

<p> </p>

<p>&#8220;พันธมิตรใหม่ของเราในครั้งนี้หมายรวมถึงการที่ผู้โดยสารของเราสามารถเดินทางจากที่ใดก็ได้ในเครือข่ายของเวอร์จิ้นบลูสู่ 45 จุดหมายปลายทางของเอทิฮัดด้วยความง่ายดาย&#8221;  </p>

<p>ข่าวประชาสัมพันธ์จากสายการบินเอทิฮัด</p>]]></description>
         <link>http://www.hflight.net/MT/news/2007/11/200711002071.shtml</link>
         <guid>http://www.hflight.net/MT/news/2007/11/200711002071.shtml</guid>
         <category>ข่าวสายการบิน</category>
         <pubDate>Tue, 13 Nov 2007 22:33:46 +0700</pubDate>
      </item>
            <item>
         <title>ลุฟท์ฮันซ่าแสดงผลประกอบการทางธุรกิจในช่วง 9 เดือนซึ่งเป็นผลกำไรมากกว่า 1พันล้านยูโร</title>
         <description><![CDATA[<p>ลุฟท์ฮันซ่าแสดงผลประกอบการทางธุรกิจในช่วง 9 เดือนซึ่งเป็นผลกำไรมากกว่า 1พันล้านยูโร</p>

<p>มร.ไมเยอร์ฮูเบอร์ คาดหมายที่จะได้รับผลกำไรกว่า 1.3 พันล้านยูโรตลอดทั้งปี</p>

<p> </p>

<p>กลุ่มธุรกิจของสายการบินลุฟท์ฮันซ่าแสดงผลกำไรจากการประกอบการทางธุรกิจในช่วง 9 เดือนที่เพิ่มมากขึ้นมากกว่าร้อยละ 57 หรือเป็นจำนวนเงินมากกว่า 1.1 พันล้านยูโร ลุฟท์ฮันซ่าได้พิสูจน์ความสำเร็จด้วยการสร้างผลกำไรดังกล่าวแม้ว่าตลอดหลายเดือนที่ผ่านมาจะได้เกิดภาวะราคาน้ำมันที่สูงขึ้นผนวกกับความผันผวนของตลาดการเงินระดับนานาชาติ รวมถึงการแข่งขันทางธุรกิจที่เพิ่มมากขึ้น หากแต่ปัจจัยต่างๆเหล่านี้มิได้ก่อให้เกิดผลกระทบต่อธุรกิจของสายการบินลุฟท์ฮันซ่าแต่อย่างใด มร.วูฟล์กัง ไมเยอร์ฮูเบอร์  ประธานและประธานกรรมการบริหารของสายการบินลุฟท์ฮันซ่าประกาศอย่างมั่นใจว่า &#8220;ทางเราคาดหมายที่จะได้ผลกำไรที่เพิ่มมากขึ้นเป็นจำนวนมากกว่า 1.3 พันล้านยูโรในสิ้นปีนี้&#8221; ผลกำไรและความสำเร็จในครั้งนี้จะเป็นการสร้างสถิติครั้งใหม่ให้กับกลุ่มธุรกิจของสายการบินลุฟท์ฮันซ่า &#8220;ด้วยผลประกอบการที่ประสบความสำเร็จในครั้งนี้นับเป็นรากฐานที่มั่นคง และทำให้สายการบินลุฟท์ฮันซ่ามีสถานภาพที่แข็งแกร่งภายใต้การแข่งขันที่เพิ่มสูงมากขึ้น และนี่คือจุดมุ่งหมายที่แน่วแน่ของเรา&#8221;มร.ไมเยอร์ฮูเบอร์กล่าวเสริม &#8220;เรามีความต้องการที่จะทำให้สายการบินลุฟท์ฮันซ่ามีมูลค่ามากขึ้นสำหรับผู้ถือหุ้น และเป็นสายการบินที่สามารถตอบสนองความต้องการของนักเดินทางได้อย่างต่อเนื่อง&#8221; ผลประกอบการในไตรมาสที่ 3 นี้เป็นผลลัพท์ของความสำเร็จที่เกิดขึ้นจากผลประกอบการที่ดีของทุกกลุ่มธุรกิจของลุฟท์ฮันซ่า ทุกๆกลุ่มธุรกิจได้ดำเนินการตามรูปแบบการใช้กลยุทธของกลุ่มอย่างต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมายชัดเจนที่จะสร้างผลกำไรให้บรรลุผลสูงสุด พร้อมไปกับการการคำนึงถึงเป้าหมายหลักที่สำคัญอื่นๆอีกด้วย ในส่วนของกลุ่มธุรกิจหลักซึ่งคือธุรกิจการบินนั้น ผลประกอบการของสายการบินสวิสได้ถูกนำมาเข้าร่วมกับผลประกอบการณ์ของกลุ่มบริษัทลุฟท์ฮันซ่าอย่างสมบูรณ์ในเดือนกรกฏาคมที่ผ่านมา สายการบินสวิสเองสามารถดำเนินการทางธุรกิจที่เติบโตอย่างมั่นคง เฉกเช่นเดียวกับสายการบินลุฟท์ฮันซ่า สายการบินในกลุ่มของเราได้ทำการสั่งซื้อเครื่องบินลำใหม่จำนวน 170 ลำ ซึ่งเป็นการลงทุนมากถึง 14 พันล้านยูโร เพื่อแสดงเจตนาที่ต้องการจะช่วยเหลือในการดูแลและรักษาสิ่งแวดล้อม &#8220;การใช้เครื่องบินที่มีประสิทธิภาพในการเผาผลาญน้ำมันเชื้อเพลิงสูง และมีเทคโนโลยีอันทันสมัยที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะสร้างมาตรฐานความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งเปรียบเสมือนเครื่องหมายการค้าของเรา&#8221; มร.ไมเยอร์ฮูเบอร์ กล่าวเสริม</p>

<p> </p>

<p> </p>

<p> </p>

<p>ลุฟท์ฮันซ่าขยายความเป็นผู้นำทางธุรกิจ</p>

<p>มร.ไมเยอร์ฮูเบอร์ได้แสดงเจตจำนงค์อย่างชัดเจนในการดำเนินธุรกิจในอนาคตที่มุ่งเน้นในการเติบโตอย่างมั่นคง พร้อมไปกับการสร้างผลกำไรสูงสุด &#8220;พวกเราจะไม่หยุดพักเพื่อชื่นชมในความสำเร็จของเรา เนื่องจากพวกเราตระหนักดีว่าการที่เราไม่ก้าวต่อไปข้างหน้า ก็จะต้องเป็นการถอยหลังในที่สุด ถ้าเราต้องการจะทะยานขึ้นสู่ฟ้า เราต้องเลือกที่จะลดน้ำหนักบางส่วนออกไป ถ้าเราต้องการที่จะก้าวต่อไป เราต้องการแรงผลักดันในการก้าวเดิน พวกเราจะมุ่งเน้นในการดูแลและให้บริการที่ดีกับผู้โดยสาร พร้อมไปกับการวางแผนควบคุมค่าใช้จ่ายอย่างระมัดระวัง เรามีความมั่นใจในการลงทุนในตลาดใหม่ เราต้องพัฒนาขีดความสามารถ และเตรียมตัวให้พร้อมอยู่ตลอดสำหรับอนาคต ทุกท่านมั่นใจได้เลยว่าเรามองไปในอนาคตข้างหน้ามากกว่าหยุดอยู่กับผลประกอบการทางธุรกิจที่จะเกิดในทุกๆไตรมาส และทุกๆปี&#8221; ความคิดริเริ่มของกลุ่มที่เรียกว่า &#8220;การยกระดับความเป็นผู้นำทางธุรกิจ (Upgrade to Industry Leadership)&#8221; จะเป็นกุญแจและหลักเกณฑ์สำคัญซึ่งนำไปสู่ความสำเร็จ &#8220;พวกเรามีความต้องการที่จะรวมกันเป็นหนึ่งเดียวเพื่อสร้างและขยายความเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมการบินนี้&#8221; ประธานผู้บริหารกล่าวอย่างจริงจังว่า &#8220;ความเปลี่ยนแปลงคือสิ่งที่พวกเราต้องการ&#8221;</p>

<p> </p>

<p>ลุฟท์ฮันซ่ามีความต้องการที่จะปฏิรูปสิ่งใหม่ๆ คิดและทำในรูปแบบของนักลงทุน สิ่งที่ไม่มีประสิทธิภาพจะต้องถูกขจัดออกไป &#8220;นี่จะไม่ใช่การปฏิรูปเพียงแค่ภาพรวมใหญ่ๆทั้งหมดแต่ยังเป็นการปฏิรูปที่เจาะลึกไปในทุกๆรายละเอียด ทางเราต้องการให้ทุกๆคนในกลุ่มธุรกิจของเราทำงานในหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการนำเสนอผลิตภัณฑ์หรือการบริการในรูปแบบใหม่ๆอีกด้วย&#8221; มร.วูฟล์กัง ไมเยอร์ฮูเบอร์ กล่าวอย่างจริงจังที่แฟรงค์เฟริ์ตว่า กลุ่มธุรกิจของเรามีความเชื่อมั่นในศักยภาพ คำนึงความต้องการที่เพิ่มมากขึ้น รวมถึงมีความต้องการที่จะบริหารการเงินอย่างมีประสิทธิภาพด้วยการสร้างสิ่งก่อสร้างใหม่ๆที่เป็นองค์ประกอบที่จำเป็นอย่างยิ่งในการเติบโตของบริษัท กลุ่มบริษัทของลุฟท์ฮันซ่าจึงตัดสินใจที่จะลงทุนมากกว่า 1 พันล้านยูโรเพื่อสร้างตึก อาคาร และสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ในภูมิภาคไรน์-เมน(Rhine-Main region) และด้วยความเป็นมาดังกล่าวนี้ ประธานและประธานผู้บริหารของสายการบินลุฟท์ฮันซ่าจึงอยากให้มีการไตร่ตรองด้วยเหตุผลเพื่อสนับสนุนให้มีนโยบายสำหรับการกำหนดเที่ยวบินในเวลากลางคืนในเมืองแฟรงค์เฟริ์ต &#8220;การกำหนดห้ามมิให้มีเที่ยวบินในเวลากลางคืนโดยสิ้นเชิงจะเป็นข้อผิดพลาดที่ร้ายแรงซึ่งส่งผลกระทบโดยรวมไปสู่ทั่วทั้งภูมิภาค การขนส่งสินค้าและการคมนาคมของผู้โดยสารทางอากาศจะถูกย้ายและเปลี่ยนแปลงจากเมืองแฟรงค์เฟริ์ตไปสู่ท่าอาศยานนานาชาติอื่นๆ และจากผลกระทบดังกล่าวนี้จะทำให้ผู้คนกว่าหลายพันคนต้องเสี่ยงกับการว่างงาน&#8221;</p>

<p> </p>

<p>ตัวเลขผลประกอบการในไตรมาสที่ 3 ของปี 2550</p>

<p> </p>

<p>ในช่วงเก้าเดือนแรกของปี 2550 กลุ่มบริษัทลุฟท์ฮันซ่าสามารถสร้างรายได้โดยรวมได้ถึง 16.4 พันล้านยูโร ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 9.3 เมื่อเทียบกับเก้าเดือนแรกของปีที่แล้ว รวมทั้งการสร้างรายได้จากการจราจรทางอากาศที่เพิ่มขึ้นเป็นจำนวนเงินกว่า 12.7 พันล้านยูโร คิดเป็นร้อยละ 9.8 ตัวเลขในไตรมาสที่ 3 นับเป็นครั้งแรกที่มีการรวมผลประกอบการของสายการบินสวิสในผลประกอบการของกลุ่มซึ่งเริ่มมาตั้งแต่เดือนกรกฎาคมถึงเดือนกันยายนที่ผ่านมา ด้วยประสิทธิผลของการรวมกันเป็นหนึ่งและจำนวนผู้โดยสารที่เพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่องที่ถือเป็นองค์ประกอบที่สำคัญอย่างมากต่อการพัฒนาและทำให้รายได้จากผลประกอบการของกลุ่มธุรกิจทั้งหมดเพิ่มขึ้นร้อยละ 9.7 หรือเป็นจำนวนเงินกว่า 17.5 พันล้านยูโร ส่วนของค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานเพิ่มขึ้นทั้งหมดร้อยละ 7.6 หรือ เป็นจำนวนเงิน 16.3 พันล้านยูโร ซึ่งถือเป็นสัดส่วนที่ต่ำกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับอัตราการเจริญเติบโต ค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นส่วนใหญ่นั้นเกิดขึ้นเนื่องจากการขยายตัวทางธุรกิจและการรวมผลประกอบการของสายการบินสวิส อย่างไรก็ตามสายการบินลุฟท์ฮันซ่าได้แสดงผลกำไรจากการประกอบการทางธุรกิจที่สร้างสถิติใหม่ในช่วงไตรมาส 3 ที่เพิ่มมากขึ้นมากกว่าร้อยละ 57 หรือเป็นจำนวนเงินมากกว่า 1.1 พันล้านยูโร เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ 3 ของปีที่แล้ว</p>

<p> </p>

<p>กลุ่มบริษัทสามารถเพิ่มผลประกอบการทางการเงินขึ้นกว่า 60 ล้าน เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้วซึ่งมีผลประกอบการคุ้มทุน การเพิ่มขึ้นของผลประกอบการทางการเงินดังกล่าวเป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงภาษีสำหรับบริษัทในประเทศเยอรมันนีในเดือนกรกฎาคม กลุ่มบริษัทของลุฟท์ฮันซ่าได้รับการลดภาษีซึ่งเป็นจำนวนเงินกว่า 211 ล้านยูโร ซึ่งถ้านำไปผนวกกับผลกำไร 503 ล้านยูโรอันได้จากการขายหุ้นของ Thomas Cook จะทำให้ผลประกอบการทางการเงินเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนกว่า 1.6 พันล้านยูโร (ปี2549:414 ล้านยูโร) ส่วนค่าใช้จ่ายทางการลงทุนในช่วงเก้าเดือนแรกของกลุ่มบริษัทคิดเป็นจำนวนโดยรวม 925 ล้านยูโร ซึ่ง 885 ล้านยูโรของค่าใช้จ่ายดังกล่าวถูกใช้ไปกับการสั่งซื้อเครื่องบินโดยสารใหม่ ส่วนจำนวนเงินสดหมุนเวียนนั้นอยู่ที่ 2 พันล้านยูโร และ ในวันที่ 30 กันยายน 2550 กลุ่มบริษัทลุฟท์ฮันซ่าจะมีสภาพคล่องซึ่งเป็นจำนวนเงินทั้งหมด 1.6 พันล้านยูโร</p>

<p>ข่าวประชาสัมพันธ์จากลุฟท์ฮันซ่า</p>]]></description>
         <link>http://www.hflight.net/MT/news/2007/11/200711002070.shtml</link>
         <guid>http://www.hflight.net/MT/news/2007/11/200711002070.shtml</guid>
         <category>ข่าวสายการบิน</category>
         <pubDate>Tue, 13 Nov 2007 22:31:08 +0700</pubDate>
      </item>
            <item>
         <title>เอทิฮัดเริ่มใช้ข้อบังคับการขนสัมภาระติดตัว</title>
         <description><![CDATA[<p>กรุงเทพฯ ประเทศไทย</p>

<p> </p>

<p>อาคันตุกะผู้ทรงเกียรติที่ใช้บริการจากสายการบินเอทิฮัด สายการบินแห่งชาติสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ให้บริการเที่ยวบินจากกรุงเทพฯสู่เมืองอาบูดาบีทุกวัน วันละ 2 เที่ยวบิน และอีก 45 จุดหมายปลายทางทั่วโลก จะเริ่มใช้ข้อบังคับใหม่สำหรับสัมภาระติดตัวตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายนเป็นต้นไป โดยจะเริ่มใช้ ณ ท่าอากาศยานกรุงอาบูดาบี อาคาร 1 และ 1A</p>

<p> </p>

<p>เพื่อเป็นการตอบรับนโยบาย ที่ใช้บังคับในทวีปยุโรปและอเมริกาในปัจจุบัน ของเหลว สเปรย์ และเจลทุกชนิด ซึ่งผู้โดยสารต้องการนำติดตัวขึ้นบนเครื่องบินจะต้องบรรจุในภาชนะขนาดไม่เกิน 100 มิลลิลิตร และภาชนะทุกชนิดจะต้องบรรจุลงในถุงพลาสติกใสที่ปิดผนึกได้ และความจุรวมของภาชนะทั้งหมดจะต้องไม่เกินหนึ่งลิตร</p>

<p> </p>

<p>เพื่อป้องกันความล่าช้าและความไม่สะดวกที่อาจเกิดขึ้น ณ ท่าอากาศยาน ทางเอทิฮัดได้ประชาสัมพันธ์กฎข้อบังคับใหม่ดังกล่าวให้อาคันตุกะผู้ทรงเกียรติทราบ ก่อนเริ่มมีการบังคับใช้</p>

<p> </p>

<p>มร. เกียร์ท โบเวน รองประธานเจ้าหน้่าที่บริหาร ฝ่ายขายและบริการ สายการบินเอทิฮัด กล่าวว่า &#8220;สายการบินเอทิฮัดได้ประชาสัมพันธ์ข้อบังคับใหม่แก่อาคันตุกะผู้ทรงเกียรติของเราอย่างต่อเนื่องเพื่อจะได้ปฏิบัติตามโดยทั่วกัน เรามีพนักงานประจำอยู่ทั่วท่าอากาศยาน และโต๊ะประชาสัมพันธ์ในจุดต่าง ๆ เพื่อลดความไม่สะดวกต่างๆ อันอาจจะเกิดขึ้นกับอาคันตุกะผู้ทรงเกียรติของเรา&#8221;</p>

<p> </p>

<p>กฎข้อบังคับใหม่นี้ระบุว่าถุงพลาสติกใสทุกใบจะต้องทำการตรวจสอบโดยเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยประจำท่าอากาศยาน โดยปฏิบัติตามมาตรฐานขององค์กรการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ไอซีเอโอ)</p>

<p> </p>

<p>อาคันตุกะผู้ทรงเกียรติที่ซื้อของเหลว สเปรย์ และเจล ซึ่งมีวางจำหน่ายในส่วนจำหน่ายสินค้าปลอดภาษีในบริเวณท่าอากาศยานอาบูดาบีและบนเครื่องบิน จะได้รับ &#8220;ถุงที่ผ่านการรับรองด้านความปลอดภัยหรือ STAB (security tamper evident bag)&#8221; ฟรีสำหรับบรรจุสินค้าเหล่านี้</p>

<p> </p>

<p>ยารักษาโรค อาหารสำหรับเด็กทารก และอาหารพิเศษบางชนิดอาจได้รับการอนุญาตให้นำติดตัวขึ้นไปบนเครื่องบินได้เป็นกรณีพิเศษ หากมีความจำเป็น อย่างไรก็ดี สิ่งที่สายการบินเอทิฮัดต้องการคือความร่วมมือจากอาคันตุกะผู้ทรงเกียรติทุกท่าน เพื่อให้เจ้าหน้าที่ได้ตรวจสอบสัมภาระของทุกท่านให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้   </p>

<p> <br />
ข่าวประชาสัมพันธ์จากสายการบินเอทิฮัด</p>]]></description>
         <link>http://www.hflight.net/MT/news/2007/11/200711002069.shtml</link>
         <guid>http://www.hflight.net/MT/news/2007/11/200711002069.shtml</guid>
         <category>ข่าวสายการบิน</category>
         <pubDate>Tue, 13 Nov 2007 22:29:29 +0700</pubDate>
      </item>
            <item>
         <title>แอร์เอเชียคว้ารางวัลสายการบินแห่งปีจากคาปา (CAPA)</title>
         <description><![CDATA[<p> โทนี เฟอร์นันเดส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายการบินแอร์เอเชีย และนายทัศพลแบเลเว็ลด์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายการบินไทยแอร์เอเชียร่วมกันรับมอบรางวัลสายการบินแห่งปี จากคาปา  (สมาคมการบินแห่งเอเชียแปซิฟิก)</p>

<p>         พิธีมอบรางวัลดังกล่าวจัดขึ้นเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2550 ที่ประเทศสิงคโปร์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของงานประชุมเรื่องการบินประจำปี 2550 ครั้งที่ 4 ในงานมีบุคลากรด้านการบินของประเทศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก และตะวันออกกลางเข้าร่วมงานกว่า 300 คน</p>

<p>         ในการคัดเลือกสายการบินที่สมควรได้รับรางวัลสายการบินแห่งปี คณะกรรมการพิจารณาจากสายการบินที่เป็นผู้นำตลาด เป็นต้นแบบให้แก่สายการบินอื่นๆ และมีมีอิทธิผลต่อการพัฒนาการของอุตสาหรรมการบินในภูมิภาค ซึ่งคณะกรรมการต่างเล็งเห็นว่าสายการบินแอร์เอเชียเป็นสายการบินที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาค อีกทั้งยังมีอิทธิพลต่ออุตสาหกรรมการบินในภูมิภาคนี้อย่างยิ่งยวด จึงเป็นผู้สมควรได้รับรางวัล</p>

<p>         &#8220;ในประวัติศาสตร์ของอุตสาหกรรมการบิน สายการบินแอร์แอร์เอเชียได้ทะยานเข้าสู่แวดวงอุตสากรรมการบินและเติบโตอย่างก้าวกระโดดในเวลาเพียง 5 ปี และได้สร้างปรากฏการณ์ใหม่ให้แก่ธุรกิจสายการบินราคาประหยัด ทำให้รูปแบบและทัศนคติในการดำเนินนโยบายที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจการบินของรัฐบาลเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น&#8221; มร.ปีเตอร์ ฮาบิสัน ประธานกรรมการคาปา (สมาคมการบินแห่งเอเชียแปซิฟิก)</p>

<p>         มร.ฮาบิสัน กล่าวเพิ่มเติมว่า &#8220;แอร์เอเชียไม่หยุดยั้งที่จะก้าวไปข้างหน้าและครองตำแหน่งผู้นำแห่งตลาดสายการบินราคาประหยัด ด้วยการเปิดตัว          AirAsia X สายการบินน้องใหม่ในเครือแอร์เอเชียกรุ๊ปที่ให้บริการในระยะไกล  เพื่อยืนยันว่าแอร์เอเชียเป็นผู้สร้างสรรค์นวัตกรรมในอุตสาหกรรมการบินและมีส่วนช่วยกระตุ้นตลาดการท่องเที่ยวในภูมิภาค</p>

<p>นายทัศพล แบเลเว็ลด์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายการบินไทยแอร์กล่าวถึงความภาคภูมิใจในนามของสายการบินในเครือแอร์เอเชียกรุ๊ปว่า &#8220;ไทยแอร์เอเชียภูมิใจในรางวัลสายการบินแห่งปีเป็นอย่างมาก เราไม่หยุดยั้งที่จะพัฒนาตัวเองให้สมกับรางวัลที่ได้รับ นอกจากนี้ ไทยแอร์เอเชียกำลังก้าวเข้าสู่ศักราชใหม่ของการให้บริการ ด้วยการสั่งซื้อเครื่องบินแอร์บัสรุ่น A320 จำนวน 40 ลำ เราเชื่อว่าฝูงบินใหม่ป้ายแดงของเราจะทำให้เราสามารถเติบโตขึ้นอย่างมีเสถียรภาพ สามารถเพิ่มเส้นทางการบินที่น่าสนใจ เชื่อมการเดินทางจากศูนย์กลางการบินแต่ละเมืองได้มากขึ้น นั่นหมายถึง เราจะสามารถเพิ่มคุณภาพในการให้บริการลูกค้าได้มากขึ้น ผู้โดยสารของเราจะชื่นชมในความสะดวกสบายของแอร์บัส ชื่นชอบเบาะหนังนั่งสบาย บริเวณพักขาที่กว้างขึ้น ทำให้การเดินทางของทุกคนเต็มไปด้วยความสุข&#8221; </p>

<p>นายทัศพลได้กล่าวเพิ่มเติมว่า &#8220;เครื่องบินแอร์บัสลำแรกเริ่มให้บริการบินไปยังเส้นทางต่างๆ แล้วและในเดือนพฤศจิกายนและธันวาคมเราจะรับเครื่องบินรุ่นนี้เพิ่มอีก 2 ลำ โดยคาดว่าน่าจะบินไปยัง กัวลาลัมเปอร์ หาดใหญ่ ภูเก็ต และเชียงใหม่ และจาร์กาต้า</p>

<p>เครื่องบินแอร์บัส รุ่น A320 กำลังเข้ามาแทนเครื่องบินโบอิ้ง 737-300 ซึ่งประจำฝูงบินของสายการบินไทยแอร์เอเชียอยู่  มีพิสัยการบิน 5,700 กิโลเมตร หรือ 3,000 ไมล์ทะเล ด้วยการออกแบบทางวิศวกรรมที่มีประสิทธิภาพทำให้เครื่องบินรุ่นนี้เหมาะกับสายการบินราคาประหยัดเป็นอย่างมาก  และเครี่องบินรุ่นนี้กลายเป็นเครื่องบินรุ่นที่ขายดีที่สุด ด้วยการออกแบบที่คำนึงถึงประโยชน์การใช้งานสูงสุด พร้อมด้วยความสะดวกสบายในห้องโดยสาร อีกทั้งยังมีช่องเก็บสัมภาระเหนือศีรษะที่กว้างขวางขึ้น นอกจากนี้ยังเป็นเครื่องบินที่ประหยัดพลังงานมากและมีมลภาวะทางเสียงและอากาศต่ำมาก</p>

<p>ข่าวประชาสัมพันธ์จากสายกาีรบินไทยแอร์เอเชีย</p>]]></description>
         <link>http://www.hflight.net/MT/news/2007/11/200711002065.shtml</link>
         <guid>http://www.hflight.net/MT/news/2007/11/200711002065.shtml</guid>
         <category>ข่าวสายการบิน</category>
         <pubDate>Mon, 05 Nov 2007 18:40:23 +0700</pubDate>
      </item>
      
   </channel>
</rss>
