HFlight รีวิวสายการบิน โรงแรม จองโรงแรมทั่วโลก - หน้าแรก
- กลับหน้าแรก -
หน้าแรก | จองโรงแรมที่พัก | ข่าวการบิน | Webboard | สายการบิน | กิน-เที่ยว-เดินทาง | รีวิวโรงแรม | คู่มือเที่ยวเมืองนอก | ลงโฆษณา

  
 

Main

January 03, 2008

เอทิฮัด เป็นผู้สนับสนุนหลักการแข่งขันรถฟอร์มูล่า วัน อาบูดาบี กรังปรีส์

สายการบินเอทิฮัด สายการบินแห่งชาติสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ให้บริการเที่ยวบินจากกรุงเทพฯสู่เมืองอาบูดาบีทุกวัน วันละ 2 เที่ยวบิน และอีก 45 จุดหมายปลายทางทั่วโลกลงนามสัญญาสามปีในการเป็นผู้สนับสนุนหลักการแข่งขันรถฟอร์มูล่า วัน อาบูดาบี กรัง-ปรีส์ โดยจะเริ่มการแข่งขันรอบแรกในปี 2552

สัญญามูลค่าเจ็ดหลักซึ่งจัดการแข่งขันรถฟอร์มูล่า 1 ขึ้นในเมืองหลวงแห่งสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ภายใต้ชื่อ “ฟอร์มูล่า วัน เอทิฮัด แอร์เวย์ส อาบูดาบี กรังปรีส์” จนถึงปี 2554 นอกจากนั้นเอทิฮัดยังได้แพ็กเกจโฆษณาขนาดใหญ่ตลอดเส้นทางการแข่งขันและเครื่องหมายการค้าบนแท่นสำหรับการแข่งขันอาบูดาบี กรังปรีส์

สัญญาดังกล่าวจัดโดย ออลสปอร์ต มาเนจเม้นท์ ในเครือกลุ่มบริษัท ฟอร์มูล่า วัน และลงนามอย่างเป็นทางการโดย มร. เจมส์ โฮแกน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายการบินเอทิฮัด และมร. เบอร์นี เอคเคิลสโตน ประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท ฟอร์มูล่า วัน ณ สำนักงานใหญ่ของฟอร์มูล่า 1 ในกรุงลอนดอน

มร.โฮแกน กล่าวว่า “การได้ลงนามเป็นผู้สนับสนุนหลักของการแข่งขันฟอร์มูล่า วัน อาบูดาบี กรังปรีส์ นับเป็นเกียรติอย่างสูงสำหรับสายการบินเอทิฮัดและจะทำให้เอทิฮัดสามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าทั่วโลกได้มากขึ้น”

มร. เอคเคิลสโตน กล่าวให้ความเห็นเกี่ยวกับสัญญาดังกล่าวว่า “การลงนามเป็นผู้สนับสนุนหลักเป็นเวลาสองปีในกิจกรรมดังกล่าวซึ่งจัดเป็นครั้งแรกนี้ตอกย้ำว่าคนในภูมิภาคนี้รู้สึกตื่นเต้นและรอคอยการมาของการแข่งขันอาบูดาบี กรังปรีส์ในครั้งนี้”

ในฐานะผู้สนับสนุนหลักของฟอร์มูล่า วัน อาบูดาบี กรังปรีส์ เอทิฮัดจะมอบแพ็กเกจพิเศษ ซึ่งรวมถึงบัตรโดยสาร ที่พักและบัตรเข้างานกรังปรีส์

มร.โฮแกน กล่าวเสริมว่า “2009 ฟอร์มูล่า วัน เอทิฮัด แอร์เวย์ส อาบูดาบี กรังปรีส์ จะเป็นเหตุการณ์ประวัติศาสตร์สำหรับเมืองหลวงของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และเอทิฮัดตั้งใจรอคอยที่จะได้ต้อนรับผู้ชมฟอร์มูล่า วัน นับพันจากทั่วโลก สู่กรุงอาบูดาบี”

การก่อสร้างสนามแข่งฟอร์มูล่า วัน อาบูดาบี กรังปรีส์ ความยาว 5.6 กิโลเมตร กำลังเป็นไปด้วยดีบนเกาะยาส เกาะซึ่งเต็มไปด้วยธรรมชาติขนาด 2,550 เฮคเตอร์ ตั้งอยู่ทางตะวันออกของเมืองอาบูดาบี สิ่งก่อสร้างนี้จะเป็นหนึ่งในสนามแข่งที่ยาวและยากที่สุดแห่งหนึ่งในโลกและจะรวมอัฒจันทร์ขนาดยักษ์เพื่อรองรับผู้ชมมหาศาล

นอกเหนือจากฟอร์มูล่า วัน อาบูดาบี กรังปรีส์ แล้ว สายการบินเอทิฮัดยังเป็นผู้สนับสนุนกิจกรรมทางกีฬาหลายอย่างในปี 2550 ซึ่งรวมถึงการเป็นสายการบินอย่างเป็นทางการของทีมสโมสรฟุตบอลเชลซีและผู้สนับสนุนหลักทีมสโมสรรักบี้ฮาร์เลอควิน

ข่าวประชาสัมพันธ์จากเอทิฮัด

เอทิฮัดได้รับสองรางวัลเกียรติยศ ณ งานเวิลด์ ทราเวล อวอร์ด

สายการบินเอทิฮัด สายการบินแห่งชาติสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ให้บริการเที่ยวบินจากกรุงเทพฯสู่เมืองอาบูดาบีทุกวัน วันละ 2 เที่ยวบิน และอีก 45 จุดหมายปลายทางทั่วโลก คว้าสองรางวัลเกียรติยศในงานมอบรางวัลประจำปี เวิลด์ ทราเวล อวอร์ด (WTA) ครั้งที่ 14 ในสาขา “ที่นั่งปรับนอนราบชั้นนำของโลก” และ “โฆษณาทางโทรทัศน์เพื่อการท่องเที่ยวชั้นนำของโลก”

นับเป็นความสำเร็จปีที่สองที่สายการบินที่มีศูนย์กลางการบิน ณ กรุงอาบูดาบี ได้รับรางวัลสาขาที่นั่งปรับนอนราบยอดเยี่ยม ที่มีเฉพาะในห้องโดยสารชั้นหนึ่งและชั้นธุรกิจ สำหรับรางวัลโฆษณาสายการบินทางโทรทัศน์นั้นสำคัญอย่างมากเนื่องจากเป็นโฆษณาโทรทัศน์ระดับนานาชาติชิ้นแรกซึ่งผลิตโดยเอทิฮัด

คะแนนโหวตในงาน WTA ที่จัดขึ้น ณ Beaches Turks and Caicos Resort and Spa มาจากผู้มีอาชีพในวงการอุตสาหกรรมการเดินทางกว่า 170,000 แห่งทั่วโลก ซึ่งรวมถึงตัวแทนการท่องเที่ยวกว่า 110,000 แห่ง

มร. เจมส์ โฮแกน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายการบินเอทิฮัด กล่าวว่า “ตลาดการเดินทางเพื่อธุรกิจยังคงเป็นหนึ่งในตลาดที่มีการแข่งขันสูงที่สุดในโลก และสำหรับที่นั่งปรับนอนราบของเราที่ได้รับรางวัลเป็นเวลาสองปี นับว่าเป็นความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่และเป็นการผลักดันให้เราเพิ่มคุณภาพของสายการบินเอทิฮัด”

“จุดประสงค์ทางการตลาดที่สำคัญในปี 2550 คือการทำให้ชื่อของเอทิฮัดเป็นที่รู้จักครอบคลุมไปทั่วตลาดหลักของเรา โดยวัตถุประสงค์ดังกล่าวเป็นจุดเริ่มต้นของโฆษณาทางโทรทัศน์ระดับนานาชาติชิ้นแรกของเรา เราจึงต้องการให้โฆษณาชิ้นนี้มีความโดดเด่นและดึงดูดความสนใจของผู้ชมให้ได้มากที่สุด ซึ่งการได้รับรางวัลดังกล่าว เป็นสิ่งที่พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเราทำสำเร็จ”

สายการบินเอทิฮัดได้เปิดตัวโฆษณาทางโทรทัศน์ระดับนานาชาติชิ้นแรกในเดือนพฤษภาคม 2550 โดยโฆษณาดังกล่าวได้ออกอากาศในตลาดระดับนานาชาติชั้นนำของสายการบิน รวมถึงออสเตรเลีย ตะวันออกกลางและยุโรป โดยถ่ายทำทั้งหมดในประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ตามสถานที่ต่าง ๆ รวมถึงท่าอากาศยานอาบูดาบี และบนเครื่องบินแอร์บัส เอ340-500

โฆษณาชิ้นนี้ได้รับการสร้างสรรค์โดยเอเจนซี่โฆษณาระดับโลก TBWA และกำกับโดย จิม วีดอน จากบริษัท Bare Films ในกรุงลอนดอน ซึ่งเคยรับงานโปรเจ็คโด่งดังระดับโลก ซึ่งรวมถึงภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์อย่าง “Gladiator”

รางวัลที่นั่งนอนราบจาก WTA คือรางวัลอันทรงเกียรติครั้งที่สอง ซึ่งเอทิฮัดได้รับในเดือนนี้ สำหรับคุณภาพผลิตภัณฑ์ระดับสูงของสายการบินฯ ล่าสุด เมื่อต้นเดือนนี้ ทางสายการบินฯได้รับการคัดเลือกจากผู้อ่านนิตยสารบิสซิเนส ทราเวลเลอร์ ยูเอสเอ ในสาขา “การบริการบนชั้นเฟิร์สคลาสที่ดีที่สุดในโลก”

ข่าวประชาสัมพันธ์จากเอทิฮัด

December 28, 2007

ไทเกอร์ แอร์เวย์ส ก้าวหน้าสู่อนาคตทางการบิน

ไทเกอร์ แอร์เวย์ส สายการบินต้นทุนต่ำที่เติบโตอย่างรวดเร็วของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ทำการลงนามในสัญญาเพื่อสั่งซื้อเครื่องบินแอร์บัสตระกูล เอ320 เพิ่มเป็นจำนวนทั้งสิ้น 20 ลำ อันจะทำให้ฝูงเครื่องบินตระกูล เอ320 ของไทเกอร์ แอร์เวย์มีจำนวนมากถึง 70 ลำ โดยก่อนหน้านี้เมื่อเดือนมิถุนายน พ.ศ.2550 ทางไทเกอร์ แอร์เวย์สได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจสำหรับการสั่งซื้อเครื่องบินแอร์บัสตระกูล เอ320 จำนวนทั้งสิ้น 50 ลำ และทำการยืนยันคำสั่งซื้อ 30 ลำจากจำนวนดังกล่าวไป ณ เดือนตุลาคม โดยปัจจุบันไทเกอร์ แอร์เวย์ส มีเครื่องบินตระกูลเอ320 ประจำฝูงบินทั้งสิ้น 12 ลำ และมีกำหนดจะรับมอบอีก 8 ลำ ในปี 2553 โดยเครื่องบินทุกลำในการสั่งซื้อจะทำการติดตั้งที่นั่งเป็นแบบ 180 ที่นั่งในระดับชั้นโดยสารแบบประหยัด

เครื่องบินที่ได้รับการสั่งซื้อจะได้รับการนำมาใช้งานในเส้นทางบินทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกของไทเกอร์ แอร์เวย์สที่มีการขยายตัวอย่างรวดเร็ว โดยปัจจุบันครอบคลุมแล้วกว่า 25 จุดหมายปลายทางใน 8 ประเทศ ซึ่งรวมถึงการบินในเส้นทางภายในประเทศของประเทศออสเตรเลียที่มีการเปิดตัว ณ กรุงเมลเบิร์น เมื่อเดือนพฤศจิกายนพ.ศ.2550 ที่ผ่านมา

คำสั่งซื้อล่าสุดนี้ช่วยเสริมความโดดเด่นของสิงคโปร์ในฐานะตลาดที่สำคัญสำหรับเครื่องบินทุกตระกูลของแอร์บัส ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาสิงคโปร์ทำการสั่งซื้อเครื่องบินของแอร์บัสเป็นจำนวนรวม 156 ลำ โดยแบ่งเป็นเครื่องบินแบบลำตัวกว้างจำนวน 63 ลำและเครื่องบินแบบช่องทางเดินเดี่ยวจำนวน 93 ลำ

“ไทเกอร์ แอร์เวย์ส ได้ก้าวเข้าสู่อีกขั้นของการพัฒนาซึ่งเห็นได้จากความต่อเนื่องของการขยายตัวอย่างมากในเส้นทางบินนอกสิงคโปร์ ความสำเร็จของการเปิดบริการในเส้นทางภายในประเทศของประเทศออสเตรเลีย รวมทั้งการเริ่มเปิดบริการสู่เกาหลีที่กำลังจะมาถึง เครื่องบินตระกูลเอ320 ได้แสดงให้เราเห็นถึงประสิทธิภาพที่สูงเยี่ยมมาตลอดสามปีของการใช้งาน ทำให้ผมเชื่อว่าแอร์บัสเอ320คือตระกูลเครื่องบินที่มีความเหมาะสมที่สุดสำหรับแผนการขยายธุรกิจในระยะยาวที่สายการบินได้วางไว้สำหรับตลาดภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก“ มร. โทนี่ เดวิส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของไทเกอร์ เอวิเอชั่น กล่าว

“ไทเกอร์ แอร์เวย์ส ได้แสดงถึงความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่มาโดยตลอดด้วยการขยายเครือข่ายเส้นทางบินสู่จุดหมายอันหลากหลายทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก แอร์บัสมีความภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่ฝูงเครื่องบินตระกูลเอ320 จำนวนมากถึง 70 ลำ จะได้ร่วมสานต่อความสำเร็จดังกล่าวด้วยชื่อเสียงและความน่าเชื่อถือในฐานะเครื่องบินแบบช่องทางเดินเดี่ยวที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในโลกจากประสิทธิภาพที่โดดเด่นทั้งในด้านความประหยัดต้นทุนและระดับความสะดวกสบายที่มอบแก่ผู้โดยสาร“ มร. จอห์น ลีอฮี รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายปฏิบัติการลูกค้าของแอร์บัส กล่าว

เครื่องบินแอร์บัสตระกูลเอ320 อันประกอบเครื่องรุ่น เอ318 เอ319 เอ320 และ เอ321 ได้รับการยอมรับให้เป็นมาตรฐานการบินของตระกูลเครื่องบินแบบช่องทางเดินเดี่ยว เครื่องบินแต่ละรุ่นใช้เทคโนโลยีการบินอัจฉริยะ fly-by-wire ที่ล้ำสมัยและมีห้องบังคับควบคุมที่มีความคล้ายคลึงกัน ปัจจุบันเครื่องบินแอร์บัสตระกูลเอ320มียอดการสั่งซื้อมากกว่า 5,600 ลำและกว่า 3,300 ลำได้ทำการส่งมอบให้แก่ลูกค้ากว่า 200 รายเสร็จสิ้นเป็นที่เรียบร้อย ทำให้เครื่องบินตระกูลเอ320 กลายเป็นเครื่องบินเชิงพาณิชย์ที่มียอดจำหน่ายสูงที่สุดในโลก เครื่องบินแอร์บัสตระกูลเอ320 มีเสถียรภาพในการปฏิบัติการสูงและมีช่วงเวลาระหว่างรอบของการซ่อมบำรุงแต่ละครั้งที่ยาวนานขึ้น ส่งผลให้กลายเป็นตระกูลเครื่องบินแบบช่องทางเดินเดี่ยวที่มีต้นทุนในการปฏิบัติการต่ำที่สุด นอกจากนั้นการออกแบบใหม่ภายในห้องโดยสารยังช่วยให้เครื่องบินมีน้ำหนักน้อยลงและทำให้ห้องโดยสารมีความเงียบรวมทั้งมีพื้นที่ที่กว้างขวางกว่าเดิม โดยเฉพาะอย่างยิ่งทำให้ช่องเก็บสัมภาระเหนือศีรษะสามารถมีขนาดใหญ่ขึ้น

แอร์บัส เป็นบริษัทในเครือ EADS

ข่าวประชาสัมพันธ์จากแอร์บัส

December 20, 2007

วันทูโกเปิดบริการบิสสิเนสเลาจน์และชัทเทิลเซอร์วิส


เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2550 ที่ผ่านมา สายการบินวันทูโก ได้เปิดตัว One Two Go Clubhouse ซึ่งตั้งอยู่บนถนน มหิดล อ.เมืองเชียงใหม่ ซึ่งที่ One Two Go Clubhouse นี้ผู้โดยสารที่เดินทางในเที่ยวบินเชียงใหม่-ดอนเมืองของวันทูโก สามารถใช้ที่นี่เป็นสถานที่เช็คอินในเมือง หรือ in town check-in โดยไม่ต้องเดินทางไปถึงสนามบิน จากนั้นสายการบินจะมีรถบริการรับส่งผู้โดยสารที่เช็คอินที่นี่ไปสนามบิน นอกจากนั้นในบริเวณ One Two Go Club House สายการบินยังจัดให้มีบริการที่นั่งพักผ่อน บริการอินเตอร์เน็ท บริการเครื่องดื่ม สำหรับผู้โดยสาร ส่วนบริการขนมขบเคี้ยวและอาหารนั้นมีจำหน่าย นอกจากนั้นสายการบินยังจัดบริเวณให้มีการจำหน่ายสินค้าที่ระลึกของสายการบิน และสินค้าพื้นเมืองเช่น น้ำพริกหนุ่ม แคบหมู ผ้าพื้นเมือง หัตถกรรม ฯลฯ ซึ่งผู้โดยสารสามารถหาซื้อเป็นของฝากได้ก่อนขึ้นเครื่อง และยังมีห้องพิเศษสำหรับผู้ถือบัตร Go Card ระดับ Platinum และ Gold ด้วย

ในโอกาสนี้นางเรืองวรรณ บัวนุช รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ได้ได้กล่าวแสดงความยินดีกับสายการบินวันทูโกในโอกาสนี้ พร้อมทั้งยังกล่าวถึงกิจกรรมต่าง ๆ ที่จะมีขึ้นเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เดินทางมาเชียงใหม่ที่จะตัดขึ้นในช่วงต้นปีหน้า เช่นเทศกาลไม้ดอกไม้ประดับ และหวังว่าสายการบินจะช่วยทำให้ธุรกิจการท่องเที่ยวเติบโตมากขึ้นกว่านี้

ด้านนายอุดม ได้กล่าวในโอกาสนี้ด้วยว่า สายการบินวันทูโก ถือว่าเชียงใหม่เป็นที่เกิดของสายการบินนับตั้งแต่ สายการบินเคยใช้ชื่อโอเรียนท์เอกเพรซ ให้บริการเส้นทางเชียงใหม่-อุดร-อุบล ในช่วงปี 2538 และเมื่อ 4 ปีที่แล้วที่สายการบินกลับมาให้บริการในรูปแบบบัดเจ็ทแอร์ไลน์ในนามวันทูโก ก็เลือกที่จะบินมาเชียงใหม่เป็นเส้นทางแรก ในโอกาสที่วันนี้ครบรอบ 4 ปีก็ได้กลับมาเปิดบริการใหม่นี้ที่เชียงใหม่ด้วยแนวคิดที่ว่าเราทำจากใจให้ผู้โดยสาร สำหรับบริการ Clubhouse นี้ก็เหมือน ๆ บิสสิเนสเลาจน์ของสายการบินอื่น ๆ ที่ปรกติแล้วผู้โดยสารที่ซื้อบัตรโดยสารชั้นธุรกิจถึงจะได้ใช้ แต่วันทูโกนั้นเปิดบริการนี้ให้กับทุกท่านแม้ไม่ใช่ผูโดยสารแต่หากเป็นญาติหรือเพื่อนที่มาส่งก็ยังใช้บริการได้ สำหรับอีกบริการหนึ่งที่เปิดตัวมาในช่วงนี้คือบริการชัทเทิล มนเส้นทางเชียงใหม่-ดอนเมือง-เชียงใหม่ บริการนี้ก็คือสายการบินพยายามจัดตารางบินให้ถี่ ๆ ในแต่ละวันเพื่อที่ผู้โดยสารสามารถเดินทางได้สะดวก อยากเดินทางเมื่อใดก็มาสนามบินแล้วซื้อตั๋วแล้วเดินทางได้เลย ซึ่งเป็นบริการในเส้นทางที่มีความถี่สูง ๆ ซึ่งในต่างประเทศมีมานานแล้ว หรือกล่าว ๆ ง่าย ๆ ว่าคล้าย ๆ บริการรถประจำทางนั่นเอง

สำหรับเหตุผลที่เปิดบริการชัทเทิลในเส้นทางเชียงใหม่นี้ ก็เนื่องจากว่าสายการบินมองว่าเส้นทางนี้มีปริมาณผู้เดินทางสูงเพียงพอและก็เชียงใหม่มีศักยภาพที่จะรองรับนักท่องเที่ยวได้มากกว่านี้ ฉะนั้นหากการเดินทางมาเชียงใหม่สะดวกโดยมีเที่ยวบินถี่ ๆก็จะสามารถทำให้นักท่องเที่ยวเดินทางมามากขึ้นเพราะเดินทางง่ายขึ้น
ในโอกาสนี้นอกจากรองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่แล้วยังมีแขกคนสำคัญร่วมยินดีกับสายการบินวันทูโกในโอกาสเปิดบริการใหม่ทั้งสองนี้ด้วย อาธิ นายกองค์กการบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยสำนักงานภาคเหนือเขตหนึ่ง ตลอดจนตัวแทนจากภาคธุรกิจในแวดวงการบิน

สำหรับภาพข่าวและรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถชมได้ที่ http://www.hflight.net/forum/b-htravel/m-1198125477/

ทีมข่าว HFlight.net รายงาน

ไมล์สะสมของ เอทิฮัด เกสท์ เพิ่มค่า

กรุงเทพฯ ประเทศไทย

สายการบินเอทิฮัด สายการบินแห่งชาติสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ให้บริการเที่ยวบินจากกรุงเทพฯสู่เมืองอาบูดาบีทุกวัน วันละ 2 เที่ยวบิน และอีก 45 จุดหมายปลายทางทั่วโลก มอบโอกาสในการใช้ไมล์สะสมของ “เอทิฮัด เกสท์” โปรแกรมสะสมไมล์ของสายการบินเอทิฮัด แด่สมาชิกทุกท่านเพื่อประมูลบัตรชมการแสดงที่หายากและเรียกได้ว่า “ห้ามพลาดชม” ซึ่งนับเป็นส่วนหนึ่งในนวัตกรรมบริการประมูลออนไลน์ของเอทิฮัด

การประมูลผ่านเว็บได้รับการพัฒนาโดยเฉพาะเพื่อเอทิฮัด สายการบินที่มีศูนย์กลางการบิน ณ กรุงอาบูดาบี นวัตกรรมนี้ทำให้สมาชิกโปรแกรมสะสมไมล์ที่เพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ สามารถร่วมประมูลเพื่อเป็นเจ้าของบัตรคอนเสิร์ตจากศิลปินชื่อดังที่บางครั้งบัตรขายหมดไปแล้วหรือหายาก หรืออาจจะเป็นแพ็กเกจพักผ่อนในต่างแดนและการชมสุดยอดการแข่งขันกีฬาระดับนานาชาติต่างๆ

สมาชิกเอทิฮัด เกสท์สามารถเข้าร่วมการประมูลพิเศษนี้ เพียงเข้าไปที่เอทิฮัด เกสท์ รีวอร์ด ช็อป (Etihad Guest Reward Shop) และทำการประมูลโดยใช้ไมล์สะสมที่มีอยู่ในบัญชีของท่าน

เอทิฮัด เกสท์เป็นโปรแกรมสะสมไมล์เพียงแห่งเดียวที่เสนอการประมูลออนไลน์ซึ่งให้สมาชิกสามารถประมูลออนไลน์โดยใช้ไมล์สะสมและเงินสดรวมกัน

มร. ปีเตอร์ บอมการ์ทเนอร์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการตลาดและผลิตภัณฑ์ สายการบินเอทิฮัด กล่าวว่า “สำหรับโปรแกรมเอทิฮัด เกสท์ เอทิฮัดพยายามสร้างความแตกต่างจากคู่แข่งอยู่เสมอและสร้างวิธีการใหม่ๆเพื่อให้สมาชิกได้สื่อสารกับเรา จากผลตอบรับที่เราได้รับจากการประมูลออนไลน์ เราทราบว่าสมาชิกเอทิฮัด เกสท์ ชื่นชอบนวัตกรรมใหม่นี้และชื่นชอบการแลกไมล์สะสม”

การประมูลออนไลน์ของเอทิฮัดที่ผ่านไปไม่นานนี้ รวมถึง การประมูลเพื่อเป็นเจ้าของบัตรคอนเสิร์ต จัสติน ทิมเบอร์เลค ไลฟ์ อิน อาบูดาบี ณ เอมิเรตส์ พาเลซ และล่าสุดสมาชิกปัจจุบันมีโอกาสประมูลเพื่อสำรองที่นั่งในทัวร์คอนเสิร์ตการรวมตัวของสไปซ์ เกิร์ลที่หาซื้อไม่ได้ นอกจากนี้ แฟนกีฬารักบี้ยังมีโอกาสประมูลเพื่อชิงบัตรชมละครเวที Saracens โดยทีมรักบี้ ฮาร์เลควินส์ ซึ่งสนับสนุนโดยสายการบินเอทิฮัด ประมาณปลายเดือนนี้ ณ กรุงลอนดอน

ช่าวประชาสัมพันธ์จากเอทิฮัด

เครื่องบินแอร์บัสเอ380แบบขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ Engine Alliance

เครื่องบินแอร์บัสเอ380แบบที่ใช้เครื่องยนต์รุ่น Engine Alliance GP 7200 ได้รับใบรับรองความปลอดภัยในการเดินอากาศร่วมระหว่าง EASA และ FAA (joint EASA and FAA type certification) แล้วเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2550 ที่ผ่านมา

ใบรับรองความปลอดภัยในการเดินอากาศของ EASA ได้รับการลงนามจากมร.เฟร็ดเดอริค โคปิโน รองผู้อำนวยการฝ่ายความปลอดภัยในการเดินอากาศของ EASA ก่อนทำการส่งมอบให้แก่มร. แพทริก เกวิน รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายวิศวกรรมของแอร์บัส และใบรับรองความปลอดภัยในการเดินอากาศของ FAA ได้รับการลงนามที่เมืองซีแอทเทิลโดยมร. อาลี บาร์ลามี่ รองผู้อำนวยการฝ่ายความปลอดภัยในการเดินอากาศของ FAA

การรับใบรับรองความปลอดภัยในการเดินอากาศนี้เกิดขึ้นตามหลังเพียงหนึ่งปีหลังจากที่เครื่องบินแอร์บัสเอ380แบบที่ใช้เครื่องยนต์ Rolls Royce ได้รับใบรับรองมาตรฐานการทดสอบทางการบินเบื้องต้นจาก EASA และ FAA ในเดือนธันวาคม พ.ศ.2549

เอมิเรตส์ แอร์ไลน์ส ซึ่งเป็นลูกค้ารายใหญ่ที่สุดของเครื่องบินเอ380 จะเป็นผู้รับมอบเครื่องบินเอ380ลำแรกที่ใช้เครื่องยนต์รุ่น Engine Alliance GP 7200 นี้ในฤดูร้อนปีพ.ศ. 2551 และสำหรับการส่งมอบเครื่องลำดับต่อๆไปจะเป็นของสายการบินแอร์ฟร๊านซ์ โคเรียน แอร์ และไอแอลเอฟซี

“การได้รับใบรับรองความปลอดภัยในการเดินอากาศร่วมระหว่าง EASA และ FAA ถือเป็นอีกหนึ่งสิ่งสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความสำเร็จของโครงการเอ380 อีกทั้งเป็นการยืนยันครั้งสุดท้ายต่อประสิทธิภาพที่ครบถ้วนบริบูรณ์ของเครื่องบินแอร์บัสเอ380แบบที่ใช้เครื่องยนต์รุ่น Engine Alliance GP 7200 หลังจากที่เมื่อเร็วๆนี้เครื่องบินสามารถผ่านการทดสอบค่าเสียงรบกวนภายนอกจากด้วยผลทดสอบที่ยอดเยี่ยมยิ่ง ทั้งหมดทำให้มั่นใจได้ว่าเอ380แบบที่ใช้เครื่องยนต์รุ่นนี้พร้อมที่จะเข้าสู่การให้บริการกับสายการบินแห่งแรกในปีหน้าได้อย่างแน่นอน” มร.มาริโอ ไฮเน็น รองประธานบริหารและหัวหน้าโครงการเอ380 กล่าวในพิธีรับมอบใบรับรองที่จัดขึ้นที่เมืองตูลูส ประเทศฝรั่งเศส

การรับใบรับรองความปลอดภัยในการเดินอากาศจากสองหน่วยงานระดับโลกนี้ คือผลสำเร็จจากการที่เครื่องบินเอ380ได้เข้าทดสอบมาตรฐานของตัวเครื่องรวมทั้งระบบการทำงาน ตามโปรแกรมที่มีความเข้มงวดอย่างครบถ้วนทุกขั้นตอนและผลลัพธ์การทดสอบยังแสดงให้ประจักษ์ถึงคุณสมบัติที่สามารถผ่านหรือแม้แต่สูงเหนือมาตรฐานการบินในทุกๆด้านของเอ380

โดยเครื่องบินแอร์บัสลำทดสอบเลขหมายการผลิตลำที่9 ซึ่งใช้เครื่องยนต์ Engine Alliance GP 7200 ได้ผ่านการทดสอบบินเกือบ 800 ชั่วโมงในสภาพการบินทั้งในระดับความสูงพิเศษ ในสภาพอากาศร้อนและในสภาพอากาศเย็น รวมทั้งการทดสอบระดับเสียงรบกวนและการทดสอบการใช้งานกับน้ำมันเกรดพิเศษ เครื่องบินเอ380 ได้แสดงให้เห็นว่ามีค่าคุณสมบัติด้านต่างๆที่ยอดเยี่ยมตรงตามที่ได้ประกาศไว้ ไม่ว่าจะเป็นระดับการเผาผลาญน้ำมันเชื้อเพลิงหรือพิสัยการบิน การเผาผลาญเชื้อเพลิงที่ดีเยี่ยมส่งผลให้ต้นทุนการบินมีความประหยัดและเพิ่มความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม นอกจากนั้นเอ380 ยังเป็นเครื่องบินขนาดใหญ่ซึ่งมีห้องโดยสารที่เงียบกริบและสะดวกสบายมากที่สุด อีกทั้งสร้างเสียงรบกวนในระดับต่ำที่สุดเช่นกัน ทำให้สามารถผ่านเกณฑ์ด้านเสียงรบกวนที่เข้มงวดที่สุดของบรรดาท่าอากาศยานนานาชาติต่างๆได้โดยง่ายดาย ยกตัวอย่างเช่นเกณฑ์ที่ใช้กับท่าอากาศยานฮีทโธร์วในลอนดอน

ประวัติการดำเนินธุรกิจของแอร์บัสแสดงถึงความพยายามที่ยาวนานจนสามารถก้าวขึ้นเป็นผู้นำในตลาดที่มีการแข่งขันอย่างเข้มข้นและจำเป็นต้องใช้ความมุ่งมั่นในระยะยาวดังเช่นตลาดอุตสาหกรรมการบิน“ความสำเร็จนี้ต้องการมากกว่าการมีวิสัยทัศน์เพียงอย่างเดียว เนื่องจากความมุ่งมั่นอย่างแท้จริงและความพร้อมที่จะลงทุนในระยะยาวล้วนแต่เป็นสิ่งจำเป็น ซึ่งวันนี้แอร์บัสพร้อมที่จะให้ความมั่นใจแก่ลูกค้า พนักงาน ซับพลายเออร์ตลอดจนผู้ถือหุ้นทุกฝ่ายว่าเราจะสานต่อความสำเร็จนี้ให้ยิ่งใหญ่ รวมทั้งมีความก้าวหน้าต่อไปอย่างไม่หยุดยั้งด้วยการคงความสามารถทางการแข่งขันและความยอดเยี่ยมในเครื่องบินทุกๆลำของแอร์บัส” มร. ทอม เอ็นเดอร์ ประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของแอร์บัสกล่าว

เครื่องบินเอ380 แบบที่ใช้เครื่องยนต์ Rolls Royce Trent 900 ของสายการบินสิงคโปร์ แอร์ไลน์ ได้ให้บริการด้วยความยอดเยี่ยมในแบบเที่ยวบินรายวันระหว่างนครซิดนี่ย์และสิงคโปร์มาตั้งแต่วันที่ 28 ตุลาคม จนถึงเดือนพฤศจิกายน 2550 เครื่องบินเอ380 มียอดคำสั่งซื้อยืนยันและคำมั่นในการสั่งซื้อรวมทั้งสิ้น 193 ลำจากลูกค้า 17 ราย

แอร์บัส เป็นบริษัทในเครือ EADS

ข่าวประชาสัมพันธ์จากแอร์บัส

วีซ่าฉลองครบรอบ 1 ปี ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ มอบรางวัล แพคเกจทัวร์ในประเทศ 10 รางวัลสำหรับนักท่องเที่ยว

นักท่องเที่ยวที่เดินทางมายังท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และใช้จ่ายผ่านบัตรวีซ่าตั้งแต่ 500 บาทขึ้นไป รับสิทธิ์ลุ้นรางวัลหนึ่งใน 10 แพคเกจท่องเที่ยวในประเทศไทย

กรุงเทพมหานคร, 19 ธันวาคม 2550– วีซ่าร่วมฉลองครบรอบ 1 ปี ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ด้วยแคมเปญ “Win a free trip back to Thailand” โดยแคมเปญดังกล่าวได้รับความร่วมมือจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และบริษัทท่าอากาศยานไทย ในการมอบสิทธิพิเศษให้กับผู้ถือบัตรวีซ่า ร่วมชิงรางวัลแพคเกจท่องเที่ยวในประเทศไทย สำหรับทุกๆการใช้จ่ายผ่านบัตรตั้งแต่ 500 บาทขึ้นไป ณ ท่าอากาศยานสุววรณภูมิ ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 15 มกราคม 2551

คุณสมบูรณ์ ครบธีรนนท์ ผู้จัดการ วีซ่า อินเตอร์เนชั่นแนล ประจำประเทศไทย กล่าวว่า “วีซ่ามีความตื่นเต้นเป็นอย่างยิ่งที่จะได้เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการเฉลิมฉลองในครั้งนี้ พวกเราเชื่อมั่นว่าทุกๆคนที่รักการท่องเที่ยว จะต้องพึงพอใจไปกับรางวัลที่จะได้เดินทางไปยังสถานที่พิเศษอื่นๆอีกแน่นอน”

“การที่ภายในท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ มีร้านค้ามากมายสำหรับให้นักท่องเที่ยวได้เลือกจับจ่ายใช้สอย จึงทำให้พวกเรามั่นใจว่านักท่องเที่ยวทุกท่าน จะได้มีโอกาสในการร่วมเฉลิมฉลองครั้งนี้ รวมถึงใช้โอกาสนี้ในการเยี่ยมชมสิ่งที่น่าสนใจอื่นๆของประเทศไทย”

สำหรับผู้ถือบัตรวีซ่าที่ต้องการร่วมสนุก เพียงเขียนชื่อ-ที่อยู่ลงบนหลังใบเสร็จรับเงิน ก่อนนำไปหย่อนบริเวณตู้ชิงโชคทั้ง 5 จุดทั่วท่าอากาศยานสุววรณภูมิ โดยผู้ถือบัตรวีซ่าชาวต่างชาติ จะมีโอกาสรับรางวัลทั้งสิ้น 5 รางวัล ซึ่งรวมถึงค่าใช้จ่ายตลอดการเดินทางกลับมาเที่ยวยังจุดหมายปลายทางในประเทศไทย จากหนึ่งใน 5 ได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย สมุย ภูเก็ต และกรุงเทพฯ พร้อมทั้งตั๋วเครื่องบินไป-กลับมูลค่ากว่า 4,000 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ

คุณพรศิริ มโนหาญ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กล่าวว่า “ประเทศไทยถือได้ว่าเป็นจุดหมายปลายทางที่นักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลกรู้จักและต่างก็ชื่นชอบกันเป็นอย่างมาก เราจึงอยากสนับสนุนให้พวกเขาเหล่านี้ได้กลับมาเที่ยวเมืองไทยอีกครั้ง”


“เรามีความยินดีเป็นอย่างยิ่ง ที่ด้วยระยะเวลาเพียง 1 ปีตั้งแต่เปิดให้บริการในเดือนตุลาคม 2549 จนถึงเดือน กันยายน 2550 ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ มีโอกาสได้ต้อนรับนักท่องเที่ยวมาแล้วกว่า 41.8 ล้านคนและเราก็ยังต้องการต้อนรับนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นอีกในปีต่อๆไป”

ชาวไทยที่ถือบัตรวีซ่าสามารถร่วมกิจกรรมนี้ได้ เพื่อเดินทางไปเยือน 1 ในจุดหมายปลายทางเหล่านี้ – เชียงใหม่ เชียงราย สมุย ภูเก็ต และ กรุงเทพฯ โดยผู้ชนะจะมาจากการจับรางวัลในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2551 ผู้ที่ได้รับรางวัล จะได้รับการติดต่อกลับทางโทรศัพท์ อีเมลล์ และ/หรือจดหมาย

นอกจากนั้น ผู้ถือบัตรวีซ่าทุกท่านที่ใช้จ่ายผ่านบัตรตั้งแต่ 500 บาทขึ้นไป ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ จะได้รับปฏิทินขนาดพกพา มีภาพประกอบเป็นภาพวิวอันสวยงามจากทั่วประเทศ ซึ่งผลิตพิเศษโดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยเพื่อแคมเปญนี้โดยเฉพาะ

ข่าวประชาสัมพันธ์จากวีซ่า

December 16, 2007

ไทยแอร์เอเชียรับมอบ Airbus A320 ลำที่ 3 ลายพิเศษแสดงเอกลักษณ์ไทย ออกแบบโดยเด็กไทย


เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2550 ณ ลานจอดอากาศยานหมายเลข 109 ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ สายการบินไทยแอร์เอเชียได้เปิดตัวเครื่องบิน Airbus A320 ลำที่ 3 ของสายการบิน ทะเบียน HS-ABC ซึ่งเครื่องบินลำนี้มีความพิเศษเพราะได้มีการออกแบบให้มีลวดลายบนลำตัวเครื่องบินเป็นลายพิเศษแสดงถึงลักษณะความเป็นไทย โดยลายที่ได้ตกแต่งลงบนลำตัวเครื่องบินนี้เป็นลายที่ชนะเลิศจากการประกวดในโครงการ "ระบายสีแอร์บัส ระบัดใสไทยแอร์เอเชีย" ซึ่งสายการบินได้จัดการประกวดให้คนไทยทั่วไปได้ส่งลวดลายเข้าร่วม และมีการตัดสินลายที่ได้รับรางวัลชนะเลิศ โดย อ.เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ กวีซีไรต์ ดร.สุชาติ วงศ์ทอง ศิลปินแห่งชาติ ดร.อนุชา ทีรคนานนท์ อาจารย์ประจำสถาบันไทยคดีศึกษา และผู้บริหารของสายการบิน ไปก่อนหน้านี้

สายการบินไทยแอร์เอเชียได้เปิดตัวเครื่องบินลำพิเศษนี้ด้วยการแสดงนาฏศิลป์ไทยที่ผู้แสดงลงมาจากประตูเครื่องบิน พร้อมด้วยเสียงขลุ่ยจาก อ.ธนิต ศรีกลิ่นดี และการร่ายบทกวีของ อ.เนาวรัตน์พงษ์ไพบูลย์ ซึ่งได้แต่งขึ้นโดยเฉพาะเพื่อการนี้ ความว่า
แผ่นฟ้าแผ่นดินยินดี
ไมตรีเรืองรองส่องใส
น้ำใจจากดวงใจไทย
ดวงใจไทยแอร์เอเชีย

และบทกวีนี้ยังได้ประดับไว้บนลำตัวเครื่องบินบริเวณประตูทางเข้าอีกด้วย

จากนั้นนายทัศพล แบแลเว็ลด์ประธานเจ้าหน้าที่บริหารได้นำสื่อมวลชนเข้าไปชมภายในเครื่องบินลำนี้และได้แนะนำผู้ที่ออกแบบลวดลายพิเศษที่ชนะเลิศจากการประกวดนี้ซึ่งก็คือ นายเอกวิชญ์ อริยวงศานุกูล นักศึกษาคณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งนายเอกวิชญ์ ได้กล่าวถึงการที่ลวดลายที่ตนออกแบบได้รับคัดเลือกและได้ถูกตกแต่งลงบนลำตัวเครื่องบินในครั้งนี้ว่า ตนรู้สึกภูมิใจอย่างยิ่ง ที่ได้มีโอกาสนำงานศิลปะของตนมาเป็นส่วนหนึ่งของสายการบินไทยแอร์เอเชียในครั้งนี้ โดยนายเอกวิชญ์ได้รับรางวัลจากการประกวดออกแบบครั้งนี้เป็นการได้นั่งเครื่องบินของสายการบินไทยแอร์เอเชียฟรีทั้งครอบครัวโดยไม่มีค่าใช้จ่ายเป็นเวลา 1 ปี และได้ไปทัศนศึกษายังโรงงานผลิตเครื่องบินของบริษัทแอร์บัสที่เมืองตูลูส ประเทศฝรั่งเศส และไปรับมอบเครื่องบินลำนี้กลับมาด้วยตนเอง

นายเอกวิชญ์ ได้เปิดเผยถึงแนวคิดที่นำมาใช้ออกแบบเป็นลวดลายนี้ว่า นำมาจากลักษณะของสายการบินไทยแอร์เอเชียที่ แสดงถึงการเคลื่อนไหว รวดเร็ว ใช้สีแดงซึ่งเป็นสีของสายการบินให้เห็นเด่นชัด และนำไปประกอบกับลายไทย เพื่อแสดงถึงความเป็นไทย

สายการบินไทยแอร์เอเชียได้สั่งเครื่องบิน Airbus A320 ทั้งสิ้นจำนวน 40 ลำเพื่อมาประจำการแทนเครื่องบินรุ่น Boeing 737-300 ที่ใช้อยู่เดิม โดยเพิ่งรับมอบเครื่องบิน A320 ลำแรกและลำที่สองไปเมื่อเดือน ตุลาคมและพฤศจิกายนที่ผ่านมาและเริ่มให้บริการด้วยเครื่องบินรุ่นนี้ในเส้นทางและเที่ยวบินดังต่อไปนี้
กรุงเทพ-ปีนัง FD3543
ปีนัง-กรุงเทพ FD3542
กรุงเทพ-สิงคโปร FD3503
สิงคโปร์์-กรุงเทพ FD3504
กรุงเทพ-หาดใหญ่ FD3133 FD3135
หาดใหญ่-กรุงเทพ FD3132 FD3134
กรุงเทพ-ภูเก็ต FD3025 FD3027
ภูเก็ต-กรุงเทพ FD3024 FD3026
กรุงเทพ-กัวลาลัมเปอร์ FD35171
กัวลาลัมเปอร์-กรุงเทพ FD3572
กรุงเทพ-เชียงใหม่ FD3242
เชียงใหม่-กรุงเทพ FD3243

สำหรับเครื่องบินลำที่ 3 ที่มีลายพิเศษนี้จะเริ่มให้บริการตั้งแต่วันที่ 17 ธันวาคมนี้เป็นต้นไป
ในเส้นทางและเที่ยวบินดังต่อไปนี้
กรุงเทพ-หาดใหญ่ FD3141
หาดใหญ่-กรุงเทพ FD3140
กรุงเทพ-มาเก๊า FD3604
มาเก๊า-กรุงเทพ FD3605
กรุงเทพ - เซินเจิน FD3622
เซินเจิน - กรุงเทพ FD3623

สายการบินไทยแอร์เอเชียจะทยอยรับมอบเครื่องบินรุ่น A320 นี้ทุกหนึ่งเดือนเว้นหนึ่งเดือน พร้อมทั้งทยอยปลดเครื่องบินรุ่น Boeing 737-300 โดยคาดว่าจะให้บริการด้วย A320 ทั้งหมดในปี 2554 และจะได้รับมอบจนครบ 40 ลำในปี 2556

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมพร้อมภาพประกอบสามารถชมได้ที่นี่ http://www.hflight.net/forum/m-1197821106/

ทีมข่าว HFlight.net รายงาน

December 12, 2007

มิวนิคจะเป็นศูนย์กลางแห่งกีฬาฟุตบอลของลุฟท์ฮันซ่าในปี 2551

ลุฟท์ฮันซ่านำเสนอเที่ยวบินเพื่อสู่ทุกสนามการแข่งขันในออสเตรียและสวิตเซอร์แลนด์

อีกเพียง 179 วันก่อนเริ่มการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมเปี้ยนยุโรปในประเทศออสเตรียและสวิตเซอร์แลนด์ประจำปี พ.ศ. 2551 สายการบินลุฟท์ฮันซ่ามีข่าวดีสำหรับแฟนฟุตบอลทุกคน ทางสายการบินฯ จะเป็นสายการบินยุโรปเพียงสายแห่งเดียวที่บินสู่สถานที่แข่งขัน ยูโร2008 ทุกแห่ง โดยการแข่งขันชิงถ้วยยุโรปทั้งหมด 31 เกมจะแข่งขันที่กรุงเวียนนา ซอลส์เบิร์ก อินสบรุัค คลาเกนเฟิร์ต บาเซิล ซูริค เบิร์นและเจนีวา ระหว่างวันที่ 7 ถึง 29 มิถุนายน พ.ศ.2551 สายการบินลุฟท์ฮันซ่าได้กำหนดให้กรุงมิวนิคเป็น ศูนย์กลางแห่งกีฬาฟุตบอลสายการบินแห่งประเทศเยอรมนีนี้จะเชื่อมโยงศูนย์กลางในตอนใต้ของประเทศเยอรมนีกับสถานที่แข่งขันทุกแห่งในประเทศสวิตเซอร์แลนด์และออสเตรียและมอบการเดินทางที่สะดวกและการต่อเครื่องที่รวดเร็วสู่การแข่งขันทุกนัดแมทช์แก่ลูกค้าและแฟนฟุตบอลทั่วโลก

จะทางสายการบินมีการได้เพิ่มบริการใหม่ในตารางการบินช่วงฤดูร้อน โดยตั้งแต่วันที่ 5 - 20 มิถุนายน พ.ศ.2551 จะมีเที่ยวบินจากกรุงมิวนิคสู่ซอลส์เบิร์กและอินสบรุัคสองเที่ยวต่อวัน ด้วยเที่ยวบิน 5 เที่ยวต่อวันสู่กรุงเวียนนา แฟนฟุตบอลสามารถเดินทางจากมิวนิคสู่เวียนนาใกล้แค่เอื้อม เที่ยวบินเสริมอีก 4 เที่ยวต่อวันสู่กรุงเวียนนาจะให้บริการโค้ดแชร์ (code-share)ผ่าน กับสายการบินออสเตรียนแอร์ไลน์ส ในวันที่ 30 มีนาคม ลุฟท์ฮันซ่าจะเปิดตัวบริการเที่ยวบินใหม่ 3 เที่ยวบินต่อวันสู่เมืองคลาเกนเฟิร์ตในประเทศออสเตรียโดยมอบการเชื่อมต่อที่รวดเร็วที่สุดสู่ภูมิภาคคารินเทีตีย

ในช่วงการแข่งขันยูโร2008 ลุฟท์ฮันซ่าจะนำเสนอเที่ยวบินรวม 21 เที่ยวต่อวันระหว่างกรุงมิวนิค, เมืองหลวงแห่งแคว้นบาวาเรียและสวิตเซอร์แลนด์ ส่วนกรุงซูริคจะมีเที่ยวบินลุฟท์ฮันซ่าให้บริการ 6 เที่ยวต่อวัน นอกจากนั้นยังจะมีเที่ยวบินของสายการบินสวิสอีก 4 เที่ยวต่อวันจากกรุงมิวนิคสู่ซูริค กรุงบาเซิลอยู่ห่างเพียง 75 นาทีจากซูริคและสามารถเดินทางโดยสะดวกถึง 6 เที่ยวบินต่อวัน เมืองหลวงบาวาเรียนและเมืองเบิร์นจะถูกเชื่อมโยงกับกรุงมิวนิคด้วยเที่ยวบิน 3 เที่ยวต่อวันในขณะที่แฟนฟุตบอลซึ่งจะเดินทางสู่กรุงเจนีวามีเที่ยวบินให้เลือกถึง 6 เที่ยวต่อวัน

สายการบินลุฟท์ฮันซ่ายังนำเสนอเที่ยวบินไม่หยุดพักแบบปกติตรงสู่สถานที่แข่งขันยูโร2008 จากท่าอากาศยานอื่นๆในประเทศเยอรมนีอื่นๆอาทิ แฟรงค์เฟิร์ต ดุสเซลดอร์ฟและแฮมเบิร์ก โดยสามารถสำรองเที่ยวบินไปกลับทุกเที่ยวได้ในราคาเพียง 99 ยูโรเท่านั้น ราคาโปรโมชั่นเบ็ตเตอร์ฟลาย (betterFly) นี้ใช้ได้กับชั้นประหยัดและรวมภาษี, ค่าธรรมเนียมและค่าออกบัตรโดยสารของสายการบินลุฟท์ฮันซ่า 10 ยูโรสำหรับการสำรองเที่ยวบินออนไลน์แล้ว สมาชิกไมล์สแอนด์มอร์ (Miles & More) สามารถสะสมไมล์ได้จากเที่ยวบินเหล่านี้ ข้อมูลเพิ่มเติมหรือสำรองเที่ยวบิน กรุณาเข้าชมเว็ปไซต์หรือติดต่อลุฟท์ฮันซ่าคอลเซ็นเตอร์ 0180- LUFTHANSA (0180 5 83 84 26) ตัวแทนจำหน่ายของสายการบินลุฟท์ฮันซ่าหรือเคาน์เตอร์จำหน่ายบัตรโดยสารของสายการบินลุฟท์ฮันซ่าที่ท่าอากาศยานต่างๆ

ในฐานะ ;สายการบินเพื่อกีฬาสายการบินลุฟท์ฮันซ่าได้ร่วมมือกับสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศเยอรมนีและทีมเยอรมันชั้นนำอย่างบาเยินมิวนิคมานานหลายปี ลุฟท์ฮันซ่ายังเป็นหนึ่งในผู้สนับสนุนหลักการแข่งขันแฮนด์บอลชิงแชมป์โลกในประเทศเยอรมนีเมื่อต้นปีนี้ การแข่งขันแฮนด์บอลชิงถ้วยรางวัลรอบสุดท้ายในปี พ.ศ.2551, พ.ศ.2552 และ พ.ศ.2553 ซึ่งสี่สุดยอดทีมเยอรมันจะมาแข่งขันชิงถ้วยรางวัลในช่วงสุดสัปดาห์เดียว จะถูกตั้งชื่อว่า ลุฟท์ฮันซ่า ไฟนอล โฟร์(Lufthansa Final Four) นอกจากนั้นทางสายการบินฯยังเป็นผู้ส่งเสริมระดับชาติ; ของมูลนิธิช่วยเหลือกีฬาเยอรมัน และยังเป็นพันธมิตรกับคณะกรรมการโอลิมปิกแห่งชาติหลายปีและนับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม พ.ศ.2549 ทางสายการบินยังเป็นพันธมิตรกับสมาคมกีฬาโอลิมปิกแห่งประเทศเยอรมนี (ดีโอเอสบี) ในฐานะดังลก่าวสายการบินฯโดยรับหน้าที่ได้พาทีมเยอรมันสู่การแข่งขันโอลิมปิกและพาราลิมปิก

ลุฟท์ฮันซ่าสายการบินเยอรมันให้บริการเที่ยวบิน ไป-กลับระหว่างกรุงเทพฯ และ เมืองแฟรงค์เฟิร์ต ทุกวัน โดย 3 เที่ยวบินสามารถเชื่อมเส้นทางต่อไปยังนครโฮจิมินท์ และอีก 4 เที่ยวบินสามารถเชื่อมเส้นทางต่อไปยังกรุงกัวลาลัมเปอร์ เส้นทางการบินดังกล่าวทำให้สายการบินลุฟท์ฮันซ่าถือเป็นสายการบินยุโรปชั้นนำที่ให้บริการในภูมิภาคนี้ ด้วยเที่ยวบินเชื่อมต่อที่มากที่สุดไปสู่และจากทวีปยุโรป รวมทั้งไปสู่เมืองสำคัญอีกสองเมืองภายในภูมิภาค

ข่าวประชาสัมพันธ์จากลุฟท์ฮันซ่า

December 07, 2007

กลุ่มแอร์เอเชียสั่งซื้อและกลายเป็นลูกค้าสายการบินรายใหญ่ที่สุดของเครื่องบินเอ320

กลุ่มแอร์เอเชียสั่งซื้อและกลายเป็นลูกค้าสายการบินรายใหญ่ที่สุดของเครื่องบินเอ320

กลุ่มสายการบินแอร์เอเชียอันเป็นกลุ่มสายการบินต้นทุนต่ำที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของภูมิภาค ลงนามในสัญญาสั่งซื้อเครื่องบินแอร์บัสรุ่นเอ320 เพิ่มอีก 25 ลำ ทำให้กลุ่มสายการบินแอร์เอเชีย (ประกอบไปด้วยสายการบินมาเลเซียแอร์เอเชีย สายการบินไทยแอร์เอเชีย และสายการบินอินโดนีเซียแอร์เอเชีย) มียอดสั่งซื้อเครื่องบินแอร์บัสรุ่นเอ320 รวมทั้งสิ้น 175 ลำ และกลายเป็นลูกค้าประเภทสายการบินรายใหญ่ที่สุดในโลกที่สั่งซื้อเครื่องบินรุ่นเอ320ของแอร์บัส

การลงนามในสัญญาดังกล่าวมีขึ้นที่ ลังกาวี แอร์โชว์ โดยดาตุ๊ก โทนี่ เฟอร์นันเดส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของกลุ่มสายการบินแอร์เอเชียและมร.จอห์น ลีอฮี รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ฝ่ายปฏิบัติการลูกค้าของแอร์บัส

ในเดือนมีนาคม พ.ศ.2548 กลุ่มสายการบินแอร์เอเชียทำการสั่งซื้อเครื่องบินเอ320 จำนวน 60 ลำ จากนั้นได้ทำการสั่งซื้อเพิ่มอีก 40 ลำภายในงาน Farnborough Airshow เมื่อเดือนกรกฎาคมพ.ศ. 2549 ตามด้วยอีก 50 ลำในเดือนมกราคม พ.ศ. 2550 ซึ่งเครื่องบินลำแรกได้รับการส่งมอบแล้วเมื่อเดือนธันวาคมพ.ศ. 2548 และในปัจจุบันกลุ่มสายการบินแอร์เอเชียมีแอร์บัสเอ320 อยู่ในการประจำการทั้งในเส้นทางภายในประเทศและระหว่างภูมิภาคซึ่งล้วนขยายตัวอย่างรวดเร็ว รวมทั้งสิ้น 31 ลำ

ปัจจุบันศูนย์กลางทางการบินของกลุ่มสายการบินแอร์เอเชียในกรุงกัวลาลัมเปอร์ทำการปฏิบัติการด้วยเครื่องบินรุ่นเอ320 ทั้งหมด ขณะที่เครื่องบินโบอิ้ง 737 รุ่นเก่าทุกลำในฝูงบินของสายการบินไทยแอร์เอเชียและสายการบินอินโดนีเซียแอร์เอเชียจะถูกแทนที่ด้วยเครื่องบินแอร์บัสเอ320 ภายในปีพ.ศ. 2551

“การสั่งซื้อครั้งนี้นับเป็นก้าวสำคัญของแอร์เอเชียซึ่งบ่งชี้ถึงแผนของเราที่จะทำการขยายเส้นทางบินอย่างกว้างขวางในอนาคต เพื่อสนองตอบต่อความต้องการด้านการเดินทางโดยเครื่องบินที่จะเติบโตขึ้นในช่วงสิบปีข้างหน้า และยังแสดงถึงความมุ่งมั่นที่จะทำให้สายการบินของกลุ่มแอร์เอเชียมีเครื่องบินที่ทันสมัยและมีประสิทธิภาพสูงที่สุดในตลาดที่เราปฏิบัติงานอยู่ เครื่องบินที่ถูกสั่งซื้อเพิ่มจะได้รับการนำมาใช้เพื่อเพิ่มความถี่ของเที่ยวบินในเส้นทางปัจจุบันรวมทั้งใช้ในเส้นทางใหม่ที่จะเปิดบริการ ทั้งหมดคือหลักฐานสำคัญของการที่สายการบินแอร์เอเชียในฐานะผู้บุกเบิกสำหรับตลาดสายการบินต้นทุนต่ำ ได้ผ่านการเจริญเติบโตและพัฒนามาจนอยู่ในฐานะของผู้นำที่คู่แข่งขันจะต้องหาทางตามให้ทันในปัจจุบัน” มร.จอห์น ลีอฮี รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ฝ่ายปฏิบัติการลูกค้าของแอร์บัส กล่าว

“เราภูมิใจเป็นอย่างยิ่งกับการได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในความสำเร็จของแอร์เอเชีย และยินดีเป็นอย่างสูงที่ความไว้วางใจต่อประสิทธิภาพของเครื่องบินเอ320 ทำให้กลุ่มสายการบินแอร์เอเชียกลายเป็นลูกค้าประเภทสายการบินรายใหญ่ที่สุดในโลกที่สั่งซื้อเครื่องบินเอ320ของแอร์บัส ด้วยความคุ้มค่าด้านการใช้งานและจุดเด่นต่างๆที่ดึงดูดผู้โดยสาร เราจึงมั่นใจว่าฝูงบินเอ320 จะเป็นแรงผลักดันสำคัญให้สายการบินแอร์เอเชียสามารถเป็นผู้นำของตลาดในช่วงเวลาจากนี้ไปได้อย่างแน่นอน” ดาตุ๊ก โทนี่ เฟอร์นันเดส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของกลุ่มสายการบินแอร์เอเชีย กล่าว

เครื่องบินแอร์บัสตระกูลเอ320 อันประกอบเครื่องรุ่น เอ318 เอ319 เอ320 และ เอ321 ได้รับการยอมรับให้เป็นมาตรฐานการบินของตระกูลเครื่องบินแบบช่องทางเดินเดี่ยว เครื่องบินแต่ละรุ่นใช้เทคโนโลยีการบินอัจฉริยะ fly-by-wire ที่ล้ำสมัยและมีห้องบังคับควบคุมที่มีความคล้ายคลึงกัน ปัจจุบันเครื่องบินแอร์บัสตระกูลเอ320มียอดการสั่งซื้อมากกว่า 5,500 ลำและกว่า 3,200 ลำได้ทำการส่งมอบให้แก่ลูกค้ากว่า 200 รายเสร็จสิ้นเป็นที่เรียบร้อย ทำให้เครื่องบินตระกูลเอ320 กลายเป็นเครื่องบินเชิงพาณิชย์ที่มียอดจำหน่ายสูงที่สุดในโลก

เครื่องบินแอร์บัสตระกูลเอ320 มีเสถียรภาพในการปฏิบัติการสูงและมีช่วงเวลาระหว่างรอบของการซ่อมบำรุงแต่ละครั้งที่ยาวนานขึ้น ส่งผลให้กลายเป็นตระกูลเครื่องบินแบบช่องทางเดินเดี่ยวที่มีต้นทุนในการปฏิบัติการต่ำที่สุด นอกจากนั้นการออกแบบใหม่ภายในห้องโดยสารยังช่วยให้เครื่องบินมีน้ำหนักน้อยลงและทำให้ห้องโดยสารมีความเงียบรวมทั้งมีพื้นที่ที่กว้างขวางกว่าเดิม โดยเฉพาะอย่างยิ่งทำให้ช่องเก็บสัมภาระเหนือศีรษะสามารถมีขนาดใหญ่ขึ้น เครื่องบินแอร์บัสตระกูลเอ320ยังสามารถจัดเก็บและนำสินค้าออกจากเครื่องด้วยระบบแบบตู้คอนเทนเนอร์ได้โดยเป็นระบบที่เข้ากันได้กับระบบของเครื่องบินแบบลำตัวกว้างที่ใช้อยู่เป็นมาตรฐานทั่วโลก

แอร์บัส เป็นบริษัทในเครือ EADS

ข่าวประชาสัมพันธ์จากแอร์บัส

November 22, 2007

รายแรกในประเทศไทยกับ เที่ยวบิน วัน ทู โก ชัตเติล ดอนเมือง -เชียงใหม่ -ดอนเมือง

รายแรกในประเทศไทยกับ เที่ยวบิน “วัน ทู โก ชัตเติล ดอนเมือง – เชียงใหม่ -ดอนเมือง”

พร้อมออกเดินทางเกือบทุกชั่วโมง รับประกันตรงเวลา

“เพราะเรารู้ว่าเวลามีคุณค่าสำหรับผู้โดยสาร” ล่าสุด วัน ทู โก ตอบรับความต้องการของผู้โดยสารในเรื่อง “ความสะดวกและการตรงเวลา” ของการเดินทางโดยเครื่องบิน ด้วยบริการใหม่ เที่ยวบิน “วัน ทู โก ชัตเติล ดอนเมือง – เชียงใหม่ - ดอนเมือง” ออกเดินทางเกือบทุกชั่วโมง รับประกันเรื่องตรงเวลา หากล่าช้าเกิน 2 ชั่วโมง คืน 50% ของค่าโดยสารในการซื้อครั้งต่อไป ให้บริการโดยเริ่มเส้นทางดอนเมือง – เชียงใหม่ – ดอนเมืองเป็นเส้นทางแรก ตั้งแต่วันที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550 เป็นต้นไป

ด้วยแนวคิด “Do it by heart - - การให้และลงมือทำจากใจที่แท้จริง วัน ทู โก” ได้มุ่งค้นหาความต้องการใหม่ๆ ในแต่ละยุคสมัยของผู้โดยสารที่มีต่อการเดินทางโดยเครื่องบิน และผลสำรวจวิจัยก็พบว่าความต้องการของผู้โดยสารส่วนใหญ่ให้ความสำคัญอย่างมากกับเรื่องของเวลาและความสะดวกระหว่างการเดินทางในแต่ละครั้ง รวมไปถึงการตรงต่อเวลา ไม่ดีเลย์, การวางแผนการเดินทางที่ง่ายและสะดวกขึ้น, ไม่ต้องกังวลเรื่องจองที่นั่ง ,ความสบายใจที่มีเที่ยวบินแน่นอนให้เลือกเวลาที่สะดวก รวมถึงกรณีที่ต้องเดินทางอย่างเร่งด่วน จากผลวิจัยจึงเป็นที่มาของบริการใหม่เที่ยวบิน “วัน ทู โก ชัตเติล “ดอนเมือง – เชียงใหม่ – ดอนเมือง” ขึ้น นับว่าเป็นการเปิดบริการเที่ยวบินชัตเติลที่ตอบรับความต้องการและความจำเป็นของกลุ่มคนยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับเรื่องของเวลาและความสะดวกได้ค่อนข้างดี

นอกจากนี้แล้ว ทางสายการบิน วัน ทู โก ยังเสนอสิทธิพิเศษเพื่อต้อนรับเทศกาลยี่เป็งและต้อนรับลมหนาวระหว่างวันที่ 22 พฤศจิกายน 2550 - 31 มกราคม 2551 ** ด้วยการลด 200 บาทสำหรับผู้ซื้อตั๋วโดยสารไป-กลับทุกเส้นทางอีกด้วย (ยกเว้นวันหยุดสุดสัปดาห์และวันหยุดยาว)

ข่าวประชาสัมพันธ์จากสายการบินวันทูโก

November 13, 2007

ข้อตกลงทางการบินเพื่อเพิ่มจุดหมายปลายทางในออสเตรเลียของเอทิฮัด

สายการบินแห่งชาติสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ให้บริการเที่ยวบินจากกรุงเทพฯสู่เมืองอาบูดาบีทุกวัน วันละ 2 เที่ยวบิน และอีก 45 จุดหมายปลายทางทั่วโลก จะได้รับความสะดวกเพิ่มมากขึ้นสู่จุดหมายปลายทางในประเทศออสเตรเลีย ภายหลังข้อตกลงทางการบินกับสายการบินเวอร์จิ้นบลู สายการบินของประเทศออสเตรเลีย

โดยข้อตกลงที่จะมีผลทันทีนี้จะช่วยอำนวยความสะดวกแก่อาคันตุกะผู้ทรงเกียรติของสายการบินเอทิฮัดในการเดินทางต่อจากเมืองอาบูดาบีสู่กรุงซิดนีย์และบริสเบน จากนั้นสามารถเดินทางต่อไปยัง 22 เมืองทั่วประเทศออสเตรเลีย

มร. เจมส์ โฮแกน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายการบินเอทิฮัด กล่าว “ความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับสายการบินเวอร์จิ้นบลูจะช่วยเพิ่มพูนประสบการณ์ด้านการเดินทางและจุดหมายในอนาคตอย่างมากแก่อาคันตุกะผู้ทรงเกียรติที่เดินทางสู่ออสเตรเลีย”

“เอทิฮัดมุ่งมั่นในการขยายจุดหมายปลายทางทั่วโลกให้มากที่สุดเพื่ออาคันตุกะผู้ทรงเกียรติของเรา ไม่ว่าจะเป็นการเปิดเส้นทางบินใหม่หรือผ่านข้อตกลงทางการบินกับสายการบินอื่น อาทิ ข้อตกลงกับเวอร์จิ้นบลู”

เอทิฮัดเปิดให้บริการเที่ยวบินทุกวันจากกรุงอาบูดาบีสู่กรุงซิดนีย์ในเดือนมีนาคม 2550 ซึ่งตามมาด้วยการเปิดบริการ 3 เที่ยวบินต่อสัปดาห์สู่บริสเบน เมืองใหญ่แห่งรัฐควีนส์แลนด์ ในเดือนกันยายนที่ผ่านมา

เส้นทางซิดนีย์ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงความสำเร็จ ด้วยจำนวนอาคันตุกะผู้ทรงเกียรติกว่า 60,000 คน นับตั้งแต่วันเปิดให้บริการ และภายในเดือนมีนาคม 2551 เอทิฮัดจะเพิ่มบริการเป็น 11 เที่ยวบินต่อสัปดาห์

สายการบินเวอร์จิ้นบลูให้บริการกว่า 2,100 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ทั่วประเทศออสเตรเลีย ไม่ว่าจะเป็นเมืองที่ได้รับความนิยมสูงสุด ได้แก่ อาเดเลด, เมลเบิร์น, เพิร์ท, ไคนส์ และดาร์วิน

มร. เบรท ก๊อดเฟรย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายการบินเวอร์จิ้นบลู กล่าว “นับเป็นคำมั่นสัญญาของเราเสมอมาในการมอบสิ่งดีๆให้แก่ผู้โดยสาร ข้อตกลงทางการบินครั้งนี้กับสายการการเอทิฮัดจะทำให้นักท่องเที่ยวเดินทางทั่วโลกได้สะดวก รวดเร็วและมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน”

“พันธมิตรใหม่ของเราในครั้งนี้หมายรวมถึงการที่ผู้โดยสารของเราสามารถเดินทางจากที่ใดก็ได้ในเครือข่ายของเวอร์จิ้นบลูสู่ 45 จุดหมายปลายทางของเอทิฮัดด้วยความง่ายดาย”

ข่าวประชาสัมพันธ์จากสายการบินเอทิฮัด

ลุฟท์ฮันซ่าแสดงผลประกอบการทางธุรกิจในช่วง 9 เดือนซึ่งเป็นผลกำไรมากกว่า 1พันล้านยูโร

ลุฟท์ฮันซ่าแสดงผลประกอบการทางธุรกิจในช่วง 9 เดือนซึ่งเป็นผลกำไรมากกว่า 1พันล้านยูโร

มร.ไมเยอร์ฮูเบอร์ คาดหมายที่จะได้รับผลกำไรกว่า 1.3 พันล้านยูโรตลอดทั้งปี

กลุ่มธุรกิจของสายการบินลุฟท์ฮันซ่าแสดงผลกำไรจากการประกอบการทางธุรกิจในช่วง 9 เดือนที่เพิ่มมากขึ้นมากกว่าร้อยละ 57 หรือเป็นจำนวนเงินมากกว่า 1.1 พันล้านยูโร ลุฟท์ฮันซ่าได้พิสูจน์ความสำเร็จด้วยการสร้างผลกำไรดังกล่าวแม้ว่าตลอดหลายเดือนที่ผ่านมาจะได้เกิดภาวะราคาน้ำมันที่สูงขึ้นผนวกกับความผันผวนของตลาดการเงินระดับนานาชาติ รวมถึงการแข่งขันทางธุรกิจที่เพิ่มมากขึ้น หากแต่ปัจจัยต่างๆเหล่านี้มิได้ก่อให้เกิดผลกระทบต่อธุรกิจของสายการบินลุฟท์ฮันซ่าแต่อย่างใด มร.วูฟล์กัง ไมเยอร์ฮูเบอร์ ประธานและประธานกรรมการบริหารของสายการบินลุฟท์ฮันซ่าประกาศอย่างมั่นใจว่า “ทางเราคาดหมายที่จะได้ผลกำไรที่เพิ่มมากขึ้นเป็นจำนวนมากกว่า 1.3 พันล้านยูโรในสิ้นปีนี้” ผลกำไรและความสำเร็จในครั้งนี้จะเป็นการสร้างสถิติครั้งใหม่ให้กับกลุ่มธุรกิจของสายการบินลุฟท์ฮันซ่า “ด้วยผลประกอบการที่ประสบความสำเร็จในครั้งนี้นับเป็นรากฐานที่มั่นคง และทำให้สายการบินลุฟท์ฮันซ่ามีสถานภาพที่แข็งแกร่งภายใต้การแข่งขันที่เพิ่มสูงมากขึ้น และนี่คือจุดมุ่งหมายที่แน่วแน่ของเรา”มร.ไมเยอร์ฮูเบอร์กล่าวเสริม “เรามีความต้องการที่จะทำให้สายการบินลุฟท์ฮันซ่ามีมูลค่ามากขึ้นสำหรับผู้ถือหุ้น และเป็นสายการบินที่สามารถตอบสนองความต้องการของนักเดินทางได้อย่างต่อเนื่อง” ผลประกอบการในไตรมาสที่ 3 นี้เป็นผลลัพท์ของความสำเร็จที่เกิดขึ้นจากผลประกอบการที่ดีของทุกกลุ่มธุรกิจของลุฟท์ฮันซ่า ทุกๆกลุ่มธุรกิจได้ดำเนินการตามรูปแบบการใช้กลยุทธของกลุ่มอย่างต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมายชัดเจนที่จะสร้างผลกำไรให้บรรลุผลสูงสุด พร้อมไปกับการการคำนึงถึงเป้าหมายหลักที่สำคัญอื่นๆอีกด้วย ในส่วนของกลุ่มธุรกิจหลักซึ่งคือธุรกิจการบินนั้น ผลประกอบการของสายการบินสวิสได้ถูกนำมาเข้าร่วมกับผลประกอบการณ์ของกลุ่มบริษัทลุฟท์ฮันซ่าอย่างสมบูรณ์ในเดือนกรกฏาคมที่ผ่านมา สายการบินสวิสเองสามารถดำเนินการทางธุรกิจที่เติบโตอย่างมั่นคง เฉกเช่นเดียวกับสายการบินลุฟท์ฮันซ่า สายการบินในกลุ่มของเราได้ทำการสั่งซื้อเครื่องบินลำใหม่จำนวน 170 ลำ ซึ่งเป็นการลงทุนมากถึง 14 พันล้านยูโร เพื่อแสดงเจตนาที่ต้องการจะช่วยเหลือในการดูแลและรักษาสิ่งแวดล้อม “การใช้เครื่องบินที่มีประสิทธิภาพในการเผาผลาญน้ำมันเชื้อเพลิงสูง และมีเทคโนโลยีอันทันสมัยที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะสร้างมาตรฐานความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งเปรียบเสมือนเครื่องหมายการค้าของเรา” มร.ไมเยอร์ฮูเบอร์ กล่าวเสริม

ลุฟท์ฮันซ่าขยายความเป็นผู้นำทางธุรกิจ

มร.ไมเยอร์ฮูเบอร์ได้แสดงเจตจำนงค์อย่างชัดเจนในการดำเนินธุรกิจในอนาคตที่มุ่งเน้นในการเติบโตอย่างมั่นคง พร้อมไปกับการสร้างผลกำไรสูงสุด “พวกเราจะไม่หยุดพักเพื่อชื่นชมในความสำเร็จของเรา เนื่องจากพวกเราตระหนักดีว่าการที่เราไม่ก้าวต่อไปข้างหน้า ก็จะต้องเป็นการถอยหลังในที่สุด ถ้าเราต้องการจะทะยานขึ้นสู่ฟ้า เราต้องเลือกที่จะลดน้ำหนักบางส่วนออกไป ถ้าเราต้องการที่จะก้าวต่อไป เราต้องการแรงผลักดันในการก้าวเดิน พวกเราจะมุ่งเน้นในการดูแลและให้บริการที่ดีกับผู้โดยสาร พร้อมไปกับการวางแผนควบคุมค่าใช้จ่ายอย่างระมัดระวัง เรามีความมั่นใจในการลงทุนในตลาดใหม่ เราต้องพัฒนาขีดความสามารถ และเตรียมตัวให้พร้อมอยู่ตลอดสำหรับอนาคต ทุกท่านมั่นใจได้เลยว่าเรามองไปในอนาคตข้างหน้ามากกว่าหยุดอยู่กับผลประกอบการทางธุรกิจที่จะเกิดในทุกๆไตรมาส และทุกๆปี” ความคิดริเริ่มของกลุ่มที่เรียกว่า “การยกระดับความเป็นผู้นำทางธุรกิจ (Upgrade to Industry Leadership)” จะเป็นกุญแจและหลักเกณฑ์สำคัญซึ่งนำไปสู่ความสำเร็จ “พวกเรามีความต้องการที่จะรวมกันเป็นหนึ่งเดียวเพื่อสร้างและขยายความเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมการบินนี้” ประธานผู้บริหารกล่าวอย่างจริงจังว่า “ความเปลี่ยนแปลงคือสิ่งที่พวกเราต้องการ”

ลุฟท์ฮันซ่ามีความต้องการที่จะปฏิรูปสิ่งใหม่ๆ คิดและทำในรูปแบบของนักลงทุน สิ่งที่ไม่มีประสิทธิภาพจะต้องถูกขจัดออกไป “นี่จะไม่ใช่การปฏิรูปเพียงแค่ภาพรวมใหญ่ๆทั้งหมดแต่ยังเป็นการปฏิรูปที่เจาะลึกไปในทุกๆรายละเอียด ทางเราต้องการให้ทุกๆคนในกลุ่มธุรกิจของเราทำงานในหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการนำเสนอผลิตภัณฑ์หรือการบริการในรูปแบบใหม่ๆอีกด้วย” มร.วูฟล์กัง ไมเยอร์ฮูเบอร์ กล่าวอย่างจริงจังที่แฟรงค์เฟริ์ตว่า กลุ่มธุรกิจของเรามีความเชื่อมั่นในศักยภาพ คำนึงความต้องการที่เพิ่มมากขึ้น รวมถึงมีความต้องการที่จะบริหารการเงินอย่างมีประสิทธิภาพด้วยการสร้างสิ่งก่อสร้างใหม่ๆที่เป็นองค์ประกอบที่จำเป็นอย่างยิ่งในการเติบโตของบริษัท กลุ่มบริษัทของลุฟท์ฮันซ่าจึงตัดสินใจที่จะลงทุนมากกว่า 1 พันล้านยูโรเพื่อสร้างตึก อาคาร และสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ในภูมิภาคไรน์-เมน(Rhine-Main region) และด้วยความเป็นมาดังกล่าวนี้ ประธานและประธานผู้บริหารของสายการบินลุฟท์ฮันซ่าจึงอยากให้มีการไตร่ตรองด้วยเหตุผลเพื่อสนับสนุนให้มีนโยบายสำหรับการกำหนดเที่ยวบินในเวลากลางคืนในเมืองแฟรงค์เฟริ์ต “การกำหนดห้ามมิให้มีเที่ยวบินในเวลากลางคืนโดยสิ้นเชิงจะเป็นข้อผิดพลาดที่ร้ายแรงซึ่งส่งผลกระทบโดยรวมไปสู่ทั่วทั้งภูมิภาค การขนส่งสินค้าและการคมนาคมของผู้โดยสารทางอากาศจะถูกย้ายและเปลี่ยนแปลงจากเมืองแฟรงค์เฟริ์ตไปสู่ท่าอาศยานนานาชาติอื่นๆ และจากผลกระทบดังกล่าวนี้จะทำให้ผู้คนกว่าหลายพันคนต้องเสี่ยงกับการว่างงาน”

ตัวเลขผลประกอบการในไตรมาสที่ 3 ของปี 2550

ในช่วงเก้าเดือนแรกของปี 2550 กลุ่มบริษัทลุฟท์ฮันซ่าสามารถสร้างรายได้โดยรวมได้ถึง 16.4 พันล้านยูโร ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 9.3 เมื่อเทียบกับเก้าเดือนแรกของปีที่แล้ว รวมทั้งการสร้างรายได้จากการจราจรทางอากาศที่เพิ่มขึ้นเป็นจำนวนเงินกว่า 12.7 พันล้านยูโร คิดเป็นร้อยละ 9.8 ตัวเลขในไตรมาสที่ 3 นับเป็นครั้งแรกที่มีการรวมผลประกอบการของสายการบินสวิสในผลประกอบการของกลุ่มซึ่งเริ่มมาตั้งแต่เดือนกรกฎาคมถึงเดือนกันยายนที่ผ่านมา ด้วยประสิทธิผลของการรวมกันเป็นหนึ่งและจำนวนผู้โดยสารที่เพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่องที่ถือเป็นองค์ประกอบที่สำคัญอย่างมากต่อการพัฒนาและทำให้รายได้จากผลประกอบการของกลุ่มธุรกิจทั้งหมดเพิ่มขึ้นร้อยละ 9.7 หรือเป็นจำนวนเงินกว่า 17.5 พันล้านยูโร ส่วนของค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานเพิ่มขึ้นทั้งหมดร้อยละ 7.6 หรือ เป็นจำนวนเงิน 16.3 พันล้านยูโร ซึ่งถือเป็นสัดส่วนที่ต่ำกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับอัตราการเจริญเติบโต ค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นส่วนใหญ่นั้นเกิดขึ้นเนื่องจากการขยายตัวทางธุรกิจและการรวมผลประกอบการของสายการบินสวิส อย่างไรก็ตามสายการบินลุฟท์ฮันซ่าได้แสดงผลกำไรจากการประกอบการทางธุรกิจที่สร้างสถิติใหม่ในช่วงไตรมาส 3 ที่เพิ่มมากขึ้นมากกว่าร้อยละ 57 หรือเป็นจำนวนเงินมากกว่า 1.1 พันล้านยูโร เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ 3 ของปีที่แล้ว

กลุ่มบริษัทสามารถเพิ่มผลประกอบการทางการเงินขึ้นกว่า 60 ล้าน เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้วซึ่งมีผลประกอบการคุ้มทุน การเพิ่มขึ้นของผลประกอบการทางการเงินดังกล่าวเป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงภาษีสำหรับบริษัทในประเทศเยอรมันนีในเดือนกรกฎาคม กลุ่มบริษัทของลุฟท์ฮันซ่าได้รับการลดภาษีซึ่งเป็นจำนวนเงินกว่า 211 ล้านยูโร ซึ่งถ้านำไปผนวกกับผลกำไร 503 ล้านยูโรอันได้จากการขายหุ้นของ Thomas Cook จะทำให้ผลประกอบการทางการเงินเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนกว่า 1.6 พันล้านยูโร (ปี2549:414 ล้านยูโร) ส่วนค่าใช้จ่ายทางการลงทุนในช่วงเก้าเดือนแรกของกลุ่มบริษัทคิดเป็นจำนวนโดยรวม 925 ล้านยูโร ซึ่ง 885 ล้านยูโรของค่าใช้จ่ายดังกล่าวถูกใช้ไปกับการสั่งซื้อเครื่องบินโดยสารใหม่ ส่วนจำนวนเงินสดหมุนเวียนนั้นอยู่ที่ 2 พันล้านยูโร และ ในวันที่ 30 กันยายน 2550 กลุ่มบริษัทลุฟท์ฮันซ่าจะมีสภาพคล่องซึ่งเป็นจำนวนเงินทั้งหมด 1.6 พันล้านยูโร

ข่าวประชาสัมพันธ์จากลุฟท์ฮันซ่า

เอทิฮัดเริ่มใช้ข้อบังคับการขนสัมภาระติดตัว

กรุงเทพฯ ประเทศไทย

อาคันตุกะผู้ทรงเกียรติที่ใช้บริการจากสายการบินเอทิฮัด สายการบินแห่งชาติสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ให้บริการเที่ยวบินจากกรุงเทพฯสู่เมืองอาบูดาบีทุกวัน วันละ 2 เที่ยวบิน และอีก 45 จุดหมายปลายทางทั่วโลก จะเริ่มใช้ข้อบังคับใหม่สำหรับสัมภาระติดตัวตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายนเป็นต้นไป โดยจะเริ่มใช้ ณ ท่าอากาศยานกรุงอาบูดาบี อาคาร 1 และ 1A

เพื่อเป็นการตอบรับนโยบาย ที่ใช้บังคับในทวีปยุโรปและอเมริกาในปัจจุบัน ของเหลว สเปรย์ และเจลทุกชนิด ซึ่งผู้โดยสารต้องการนำติดตัวขึ้นบนเครื่องบินจะต้องบรรจุในภาชนะขนาดไม่เกิน 100 มิลลิลิตร และภาชนะทุกชนิดจะต้องบรรจุลงในถุงพลาสติกใสที่ปิดผนึกได้ และความจุรวมของภาชนะทั้งหมดจะต้องไม่เกินหนึ่งลิตร

เพื่อป้องกันความล่าช้าและความไม่สะดวกที่อาจเกิดขึ้น ณ ท่าอากาศยาน ทางเอทิฮัดได้ประชาสัมพันธ์กฎข้อบังคับใหม่ดังกล่าวให้อาคันตุกะผู้ทรงเกียรติทราบ ก่อนเริ่มมีการบังคับใช้

มร. เกียร์ท โบเวน รองประธานเจ้าหน้่าที่บริหาร ฝ่ายขายและบริการ สายการบินเอทิฮัด กล่าวว่า “สายการบินเอทิฮัดได้ประชาสัมพันธ์ข้อบังคับใหม่แก่อาคันตุกะผู้ทรงเกียรติของเราอย่างต่อเนื่องเพื่อจะได้ปฏิบัติตามโดยทั่วกัน เรามีพนักงานประจำอยู่ทั่วท่าอากาศยาน และโต๊ะประชาสัมพันธ์ในจุดต่าง ๆ เพื่อลดความไม่สะดวกต่างๆ อันอาจจะเกิดขึ้นกับอาคันตุกะผู้ทรงเกียรติของเรา”

กฎข้อบังคับใหม่นี้ระบุว่าถุงพลาสติกใสทุกใบจะต้องทำการตรวจสอบโดยเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยประจำท่าอากาศยาน โดยปฏิบัติตามมาตรฐานขององค์กรการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ไอซีเอโอ)

อาคันตุกะผู้ทรงเกียรติที่ซื้อของเหลว สเปรย์ และเจล ซึ่งมีวางจำหน่ายในส่วนจำหน่ายสินค้าปลอดภาษีในบริเวณท่าอากาศยานอาบูดาบีและบนเครื่องบิน จะได้รับ “ถุงที่ผ่านการรับรองด้านความปลอดภัยหรือ STAB (security tamper evident bag)” ฟรีสำหรับบรรจุสินค้าเหล่านี้

ยารักษาโรค อาหารสำหรับเด็กทารก และอาหารพิเศษบางชนิดอาจได้รับการอนุญาตให้นำติดตัวขึ้นไปบนเครื่องบินได้เป็นกรณีพิเศษ หากมีความจำเป็น อย่างไรก็ดี สิ่งที่สายการบินเอทิฮัดต้องการคือความร่วมมือจากอาคันตุกะผู้ทรงเกียรติทุกท่าน เพื่อให้เจ้าหน้าที่ได้ตรวจสอบสัมภาระของทุกท่านให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้


ข่าวประชาสัมพันธ์จากสายการบินเอทิฮัด

November 05, 2007

แอร์เอเชียคว้ารางวัลสายการบินแห่งปีจากคาปา (CAPA)

โทนี เฟอร์นันเดส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายการบินแอร์เอเชีย และนายทัศพลแบเลเว็ลด์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายการบินไทยแอร์เอเชียร่วมกันรับมอบรางวัลสายการบินแห่งปี จากคาปา (สมาคมการบินแห่งเอเชียแปซิฟิก)

พิธีมอบรางวัลดังกล่าวจัดขึ้นเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2550 ที่ประเทศสิงคโปร์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของงานประชุมเรื่องการบินประจำปี 2550 ครั้งที่ 4 ในงานมีบุคลากรด้านการบินของประเทศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก และตะวันออกกลางเข้าร่วมงานกว่า 300 คน

ในการคัดเลือกสายการบินที่สมควรได้รับรางวัลสายการบินแห่งปี คณะกรรมการพิจารณาจากสายการบินที่เป็นผู้นำตลาด เป็นต้นแบบให้แก่สายการบินอื่นๆ และมีมีอิทธิผลต่อการพัฒนาการของอุตสาหรรมการบินในภูมิภาค ซึ่งคณะกรรมการต่างเล็งเห็นว่าสายการบินแอร์เอเชียเป็นสายการบินที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาค อีกทั้งยังมีอิทธิพลต่ออุตสาหกรรมการบินในภูมิภาคนี้อย่างยิ่งยวด จึงเป็นผู้สมควรได้รับรางวัล

“ในประวัติศาสตร์ของอุตสาหกรรมการบิน สายการบินแอร์แอร์เอเชียได้ทะยานเข้าสู่แวดวงอุตสากรรมการบินและเติบโตอย่างก้าวกระโดดในเวลาเพียง 5 ปี และได้สร้างปรากฏการณ์ใหม่ให้แก่ธุรกิจสายการบินราคาประหยัด ทำให้รูปแบบและทัศนคติในการดำเนินนโยบายที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจการบินของรัฐบาลเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น” มร.ปีเตอร์ ฮาบิสัน ประธานกรรมการคาปา (สมาคมการบินแห่งเอเชียแปซิฟิก)

มร.ฮาบิสัน กล่าวเพิ่มเติมว่า “แอร์เอเชียไม่หยุดยั้งที่จะก้าวไปข้างหน้าและครองตำแหน่งผู้นำแห่งตลาดสายการบินราคาประหยัด ด้วยการเปิดตัว AirAsia X สายการบินน้องใหม่ในเครือแอร์เอเชียกรุ๊ปที่ให้บริการในระยะไกล เพื่อยืนยันว่าแอร์เอเชียเป็นผู้สร้างสรรค์นวัตกรรมในอุตสาหกรรมการบินและมีส่วนช่วยกระตุ้นตลาดการท่องเที่ยวในภูมิภาค

นายทัศพล แบเลเว็ลด์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายการบินไทยแอร์กล่าวถึงความภาคภูมิใจในนามของสายการบินในเครือแอร์เอเชียกรุ๊ปว่า “ไทยแอร์เอเชียภูมิใจในรางวัลสายการบินแห่งปีเป็นอย่างมาก เราไม่หยุดยั้งที่จะพัฒนาตัวเองให้สมกับรางวัลที่ได้รับ นอกจากนี้ ไทยแอร์เอเชียกำลังก้าวเข้าสู่ศักราชใหม่ของการให้บริการ ด้วยการสั่งซื้อเครื่องบินแอร์บัสรุ่น A320 จำนวน 40 ลำ เราเชื่อว่าฝูงบินใหม่ป้ายแดงของเราจะทำให้เราสามารถเติบโตขึ้นอย่างมีเสถียรภาพ สามารถเพิ่มเส้นทางการบินที่น่าสนใจ เชื่อมการเดินทางจากศูนย์กลางการบินแต่ละเมืองได้มากขึ้น นั่นหมายถึง เราจะสามารถเพิ่มคุณภาพในการให้บริการลูกค้าได้มากขึ้น ผู้โดยสารของเราจะชื่นชมในความสะดวกสบายของแอร์บัส ชื่นชอบเบาะหนังนั่งสบาย บริเวณพักขาที่กว้างขึ้น ทำให้การเดินทางของทุกคนเต็มไปด้วยความสุข”

นายทัศพลได้กล่าวเพิ่มเติมว่า “เครื่องบินแอร์บัสลำแรกเริ่มให้บริการบินไปยังเส้นทางต่างๆ แล้วและในเดือนพฤศจิกายนและธันวาคมเราจะรับเครื่องบินรุ่นนี้เพิ่มอีก 2 ลำ โดยคาดว่าน่าจะบินไปยัง กัวลาลัมเปอร์ หาดใหญ่ ภูเก็ต และเชียงใหม่ และจาร์กาต้า

เครื่องบินแอร์บัส รุ่น A320 กำลังเข้ามาแทนเครื่องบินโบอิ้ง 737-300 ซึ่งประจำฝูงบินของสายการบินไทยแอร์เอเชียอยู่ มีพิสัยการบิน 5,700 กิโลเมตร หรือ 3,000 ไมล์ทะเล ด้วยการออกแบบทางวิศวกรรมที่มีประสิทธิภาพทำให้เครื่องบินรุ่นนี้เหมาะกับสายการบินราคาประหยัดเป็นอย่างมาก และเครี่องบินรุ่นนี้กลายเป็นเครื่องบินรุ่นที่ขายดีที่สุด ด้วยการออกแบบที่คำนึงถึงประโยชน์การใช้งานสูงสุด พร้อมด้วยความสะดวกสบายในห้องโดยสาร อีกทั้งยังมีช่องเก็บสัมภาระเหนือศีรษะที่กว้างขวางขึ้น นอกจากนี้ยังเป็นเครื่องบินที่ประหยัดพลังงานมากและมีมลภาวะทางเสียงและอากาศต่ำมาก

ข่าวประชาสัมพันธ์จากสายกาีรบินไทยแอร์เอเชีย

November 04, 2007

ลุฟท์ฮันซ่ารับรางวัลสายการบินยุโรปยอดเยี่ยมจากงาน TTG Asia Travel Awards 2007 ครั้งที่ 18

กรุงเทพฯ 5 พฤศจิกายน 2550 – ลุฟท์ฮันซ่าสายการบินเยอรมันได้รับรางวัลอันทรงเกียรติในการเป็นสายการบินยุโรปยอดเยี่ยมจากงาน TTG Asia Travel Awards 2007 ครั้งที่ 18 ที่จัดขึ้น ณ กรุงเทพฯ ในวันที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2550

“ปี พ.ศ. 2550 เป็นปีที่วิเศษสุดของสายการบินลุฟท์ฮันซ่าในภูมิภาคเอชีย-แปซิฟิค พวกเรายังคงนำเสนอบริการที่มีคุณภาพซึ่งสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้าของเราอย่างต่อเนื่อง การได้รับรางวัลสายการบินยุโรปยอดเยี่ยม แห่งภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิค จากงาน TTG Asia Travel Awards 2007 ครั้งที่ 18 ถือเป็นบทพิสูจน์สำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจของเราที่จะรักษามาตรฐานที่ดีที่สุดเอาไว้ ไม่ว่าจะเป็นการขยายเครือข่ายที่เพิ่มมากขึ้น การริเริ่มสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ การรักษาคุณภาพ การตรงต่อเวลา รวมทั้งการสร้างความเชื่อมั่นและเป็นที่ไว้วางใจสูงสุดจากลูกค้า” มร. อูเว่ มูลเลอร์ รองประธานผู้บริหารของสายการบินลุฟท์ฮันซ่าประจำภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิค กล่าว

ลุฟท์ฮันซ่าสายการบินเยอรมันให้บริการเที่ยวบิน ไป-กลับระหว่างกรุงเทพฯ และ เมืองแฟรงค์เฟิร์ต ทุกวัน โดย 3 เที่ยวบินสามารถเชื่อมเส้นทางต่อไปยังนครโฮจิมินท์ และอีก 4 เที่ยวบินสามารถเชื่อมเส้นทางต่อไปยังกรุงกัวลาลัมเปอร์ เส้นทางการบินดังกล่าวทำให้สายการบินลุฟท์ฮันซ่าถือเป็นสายการบินยุโรปชั้นนำที่ให้บริการในภูมิภาคนี้ ด้วยเที่ยวบินเชื่อมต่อที่มากที่สุดไปสู่และจากทวีปยุโรป รวมทั้งไปสู่เมืองสำคัญอีกสองเมืองภายในภูมิภาค

ข่าวประชาสัมพันธ์จากสายการบินลุฟท์ฮันซ่า

November 02, 2007

เอทิฮัดสร้างสถิติจำนวนผู้โดยสารเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

กรุงเทพฯ ประเทศไทย

สายการบินเอทิฮัด สายการบินแห่งชาติสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ให้บริการเที่ยวบินจากกรุงเทพฯสู่เมืองอาบูดาบีทุกวัน วันละ 2 เที่ยวบิน และอีก 45 จุดหมายปลายทางทั่วโลก ให้บริการผู้โดยสารกว่า 3.3 ล้านคนในช่วงเก้าเดือนแรกของปี พ.ศ. 2550 เปรียบเทียบกับจำนวน 1.95 ล้านคนในช่วงเดียวกันของปี พ.ศ. 2549 โดยเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 70

สายการบินเอทิฮัดมีจำนวนผู้โดยสารเฉลี่ยร้อยละ 75 ทั่วทั้งเครือข่ายครอบคลุม 45 จุดหมายในช่วงไตรมาสที่สามของปี พ.ศ. 2550 ซึ่งครอบคลุมเดือนกรกฎาคม สิงหาคม และกันยายน

เมื่อเปรียบเทียบกับปี พ.ศ. 2549 จำนวนผู้โดยสารเพิ่มขึ้นร้อยละ 9 ในขณะที่เอทิฮัดขยายเครือข่ายครอบคลุมทั่วโลกและเพิ่มจำนวนเครื่องบินอย่างต่อเนื่อง

มร. เจมส์ โฮแกน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายการบินเอทิฮัด กล่าว “ช่วงไตรมาสสุดท้ายเป็นช่วงที่ดีสำหรับเอทิฮัดเสมอมา ด้วยจำนวนผู้โดยสารในทุกชั้นที่นั่งที่เพิ่มขึ้นอย่างน่าประทับใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเห็นว่าการเพิ่มขึ้นนี้กระจายทั่วทั้งเครือข่ายพร้อมทั้งเส้นทางใหม่และเส้นทางเดิมก็ได้รับการตอบรับอย่างดีเยี่ยม”

“ตารางการบินใหม่ของทางสายการบินเอทิฮัดในช่วงฤดูหนาว ซึ่งเริ่มไปเมื่อวันที่ 28 ตุลาคม ที่ผ่านมา จะช่วยเพิ่มจำนวนเที่ยวบินต่อสัปดาห์อีกร้อยละ 29 ซึ่งคาดว่าจำนวนผู้โดยสารจะเกินกว่าเป้าหมายที่เราคาดการณ์ไว้ที่ 4.5 ล้านคนสิ้นปีนี้”

ในช่วงไตรมาสที่สามของปี พ.ศ. 2550 ทุกเที่ยวบินของเอทิฮิดมีจำนวนผู้โดยสารเพิ่มขึ้นพร้อมทั้งสร้างสถิติจำนวนผู้โดยสารมากเป็นประวัติการณ์ในเส้นทางหลัก ซึ่งรวมถึงเครื่องบินซึ่งมีจำนวนผู้โดยสารกว่าร้อยละ 85 ในชั้นประหยัดบนเส้นทางลอนดอน ฮีทโธรว์ มะนิลา และโตรอนโต้

บริการใหม่สู่กรุงดับบลินได้รับการตอบรับอย่างรวดเร็วในฐานะที่เป็นเส้นทางที่ได้รับความนิยมสูงสุด โดยมีจำนวนผู้โดยสารโดยรวมร้อยละ 81 ส่วนเส้นทางซิดนี่ย์ซึ่งเปิดให้บริการในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ก็ประสบความสำเร็จอย่างยอดเยี่ยมโดยการมีจำนวนผู้โดยสารชั้นประหยัดเฉลี่ยร้อยละ 80 ในไตรมาสนี้

นอกจากนั้น ชั้นธุรกิจของเอทิฮัดยังมีจำนวนผู้โดยสารเพิ่มขึ้นในช่วงไตรมาสที่สามของปี พ.ศ. 2550 โดยจำนวนผู้โดยสารบนเส้นทางลอนดอน ฮีทโธรว์ เฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 82 โตรอนโต้เฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 86 นิวยอร์กเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 77 และซิดนี่ย์เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 74

เส้นทางในตะวันออกกลาง ซึ่งประสบผลสำเร็จอย่างดีในช่วงไตรมาสรวมถึงดามัสกัสและอัมมาน ซึ่งจำนวนผู้โดยสารเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 72 และ 75 ตามลำดับ

เส้นทางบินสู่ตอนเหนือของปากีสถานมีความต้องการจากตลาดอย่างมาก โดยมีจำนวนผู้โดยสารเฉลี่ยในชั้นประหยัดทั้งบนเส้นทางอิสลามาบัดและละฮอร์กว่าร้อยละ 90

มร.โฮแกน กล่าวเสริม “ในขณะที่การเติบโตของเราเป็นไปอย่างรวดเร็ว ผมต้องตระหนักถึงการสนับสนุนและความร่วมมืออย่างใกล้ชิดที่ทางเอทิฮัดมีอย่างต่อเนื่องกับบริษัทท่าอากาศยานอาบูดาบี, อาบูดาบี แอร์พอร์ต เซอร์วิสเซส และกระทรวงคมนาคมในการทำให้เกิดการเติบโตเหล่านี้ขึ้น”

สายการบินเอทิฮัดเปิดให้บริการ 8 เส้นทางบินใหม่ในปี พ.ศ. 2550 ได้แก่ ซิดนีย์ บริสเบน กัวลาลัมเปอร์ สิงคโปร์ โคชิ เตรุวันนันธะปุรัม มิลาน และดับบลิน

สายการบินฯเพิ่มเส้นทางที่ 45 ซึ่งเป็นจุดหมายที่ 9 ในปี 2550 ของเครือข่ายทั่วโลก ในวันที่ 28 ตุลาคม โดยเปิดให้บริการสู่กรุงกาฏมัณฑุในประเทศเนปาล ซึ่งการสำรองที่นั่งล่วงหน้าสำหรับเดือนพฤศจิกายนเพื่อเดินทางสู่เมืองหลวงของประเทศเนปาล มีจำนวนมากกว่าร้อยละ 65 แล้ว

ข่าวประชาสัมพันธ์จากสายการบินเอทิฮัด

October 31, 2007

ไทยแอร์เอเชียปลุกสนามบินระนองอีกครั้ง บินตรง 3 เที่ยวต่อสัปดาห์ หวังนักท่องเที่ยวไปทัวร์สุขภาพ อาบน้ำแร่แช่น้ำนม

วันที่ 30 ตุลาตม 2550 ณ โอเอซิส สปา กรุงเทพ ซอยสุขุมวิท 31 สายการบินไทยแอร์เอเชียได้แถลงเปิดเส้นทางบินกรุงเทพ - ระนองอย่างเป็นทางการ โดยนายทัศพล แบเลเว็ลด์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายการบินไทยแอร์เอเชียกล่าวว่าสายการบินจะเริ่มทำการบินเส้นทางบินกรุงเทพ - ระนอง แบบไปกลับ 3 เที่ยวบิน ต่อสัปดาห์ทุกวันอาคาร ศุกร์ และวันอาทิตย์ โดยจะเริ่มบิน 23 พฤศจิกายนนี้ โดยนายทัศพลมองว่าระนองมีศักยภาพด้านการท่องเที่ยว มีสถานที่ท่องเที่ยวด้านสุขภาพอย่างบ่อน้ำแร่ต่าง ๆ มากมาย ซึ่งในปัจจุบันนี้ได้มีการทำเป็นธุรกิจสปาที่ได้รับความนิยมจากทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ นอกจากนั้นยังมีแหล่งท่องเทียวอื่น ๆ มีอาหารทะเลสด รวมไปถึงการข้ามต่อยังไปเกาะสองของสหภาพเมียนมาร์ สำหรับเรื่องที่ระนองเป็นจังหวัดเล็กและไม่น่าจะมีผู้โดยสารมากนักนายทัศพลมองว่าเมื่อบินไปสักระยะสายการบินน่าจะทำตลาดและน่าจะอยู่ได้เช่นเดียวกับที่นราธิวาส เพราะเส้นทางบินนี้สายการบินได้รับการคุ้มครองสิทธิตามกฎของกรมขนส่งทางอากาศเช่นเดียวกัน
นางกาญจนาภา กี่หมัน ผู้ว่าราชการจังหวัดระนองซึ่งร่วมในการแถลงข่าวครั้งนี้ด้วยได้กล่าวว่ารู้สึกยินดีที่มีสายการบินกลับไปบินที่ระนองอีกครั้ง เพราะระนองเป็นจังหวัดที่เดินทางเข้าถึงลำบาก จะเดินทางโดยเครื่องบินยังสนามบินในจังหวัดข้างเคียงก็ไม่สะดวกนัก โดยที่ระนองมีสถานที่ท่องเที่ยวมากมายเช่น บ่อน้ำแร่ ภูเขา ธรรมชาติ ชายทะเล คิดว่าน่าจะเป็นที่สนใจของนักท่องเที่ยวหากมีการคมนาคมที่สะดวกไปถึงได้ง่าย นอกจากนั้นรัฐบาลได้ส่งเสริมให้ระนองเป็นเมืองสปาที่กำลังได้รับความนิยมอยู่ในขณะนี้
นายทัศพลยังได้กล่าวถึงแผยการเปิดเส้นทางบินใหม่อื่น ๆ นั้นว่าเส้นทางใหม่อีกหนึ่งเส้นทางที่น่าจะเปิดได้ภายในปีนี้คือกรุงเทพ - จาการ์ต้า และในการแถลงข่าวครั้งนี้รองอธิบดีกรมขนส่งทางอากาศ ประธานหอการค้าจังหวัดระนองและนายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดระนองยังได้ร่วมงานด้วย
สายการบินไทยแอร์เชียจะทำการบินเส้นทางบินกรุงเทพ - ระนอง 3 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ด้วยเครื่องบินโบอิ้ง 737-300 ขนาด 148 ที่นั่ง ในวันอังคาร ศุกร์และอาทิตย์ ออกจากกรุงเทพฯ เวลา 15.10 น. ถึงระนองเวลา 16.15 น และออกจากระนอง 16.45 น. ถึงกรุงเทพ 17.50 น. สำหรับโปรโมชันเริ่มต้นในขณะนี้คิดราคาตั๋ว 99 บาท ไม่รวมภาษีและค่าธรรมเนียมต่าง ๆ
สำหรับจังหวัดระนองนั้นนับว่าเป็นจังหวัดที่มีประชากรน้อยที่สุดของไทย ในอดีตก่อนหน้าไทยแอร์เอเชียจะมาบินเส้นทางนี้สายการบินภูเก็ตแอร์เคยทำการบินอยู่ แต่ต้องหยุดบินไปในปี 2548 หลังจากสายการบินภูเก็ตแอร์ประสบปัญหาเรื่องมาตรฐานความปลอดภัยและประสบปัญหาด้านเศรษฐกิจ

ทีมข่าว HFlight.net รายงาน

October 30, 2007

INTERNATIONAL LEASE FINANCE CORPORATION

International Lease Finance Corporation (ILFC) และแอร์บัสบรรลุข้อตกลงในการเปลี่ยนแปลงคำสั่งซื้อจากเดิมที่สั่งซื้อเครื่องบินแอร์บัสเอ350 จำนวน16ลำ เป็นเครื่องบินแอร์บัสเอ350เอ็กซ์ดับเบิ้ลยูบี จำนวน20ลำ ILFC อันเป็นบริษัทในเครือ American International Group ถือเป็นบริษัทบริการเช่าซื้อเชิงพาณิชย์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกเมื่อคิดจากมูลค่าของฝูงบิน ซึ่งการเปลี่ยนแปลงคำสั่งซื้อนี้ครอบคลุมทั้งเครื่องบินรุ่นเอ350-800 และรุ่นเอ350-900ในคำสั่งซื้อเดิม นอกจากนั้นยังให้สิทธิ์ ILFC ในการเลือกสั่งซื้อเครื่องบินรุ่นเอ350-1000 ได้หากต้องการ การเปลี่ยนมาสั่งซื้อเอ350เอ็กซ์ดับเบิ้ลยูบีครั้งนี้ ทำให้ยอดคำสั่งซื้อรวม ณ ปัจจุบันของเอ350เอ็กซ์ดับเบิ้ลยูบีเพิ่มเป็น 196 ลำจากลูกค้า 9 ราย

“แอร์บัสได้พัฒนาเครื่องบินที่มีความเป็นสุดยอดในทุกๆด้านและสามารถตอบสนองต่อความต้องการของ ILFC และตลาดโดยรวมได้เป็นอย่างดี” มร. สตีเว่น อัดวาร์ ฮาซี่ ประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของILFC กล่าว

“คำสั่งซื้อจาก ILFC ในครั้งนี้ สามารถกล่าวได้ว่าเป็นการยืนยันอีกครั้งจากผู้ประกอบการในภาคส่วนการเงินว่าเครื่องบินเอ350เอ็กซ์ดับเบิ้ลยูบี คือสุดยอดผลิตภัณฑ์ที่มีความเป็นเลิศและเป็นตัวเลือกอันยอดเยี่ยมสำหรับบริษัทบริการเช่าซื้อชั้นนำ เอ350เอ็กซ์ดับเบิ้ลยูบีโดดเด่นเหนือคู่แข่งทั้งในด้านประสิทธิภาพการปฏิบัติการและความประหยัดต้นทุน ขณะที่ผู้โดยสารจะได้รับความสะดวกสบายเพิ่มขึ้นภายในห้องโดยสารที่ยกระดับทั้งในด้านขนาดและความทันสมัยของเทคโนโลยี นอกจากนั้นเอ350เอ็กซ์ดับเบิ้ลยูบียังกำหนดมาตรฐานใหม่ในประเด็นความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมจากคุณสมบัติด้านประสิทธิภาพการเผาผลาญน้ำมันเชื้อเพลิงและความเงียบขณะทำการบิน”มร. ทอม เอนเดอร์ ประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของแอร์บัส กล่าว

ด้วยยอดการสั่งซื้อเครื่องบินในปัจจุบันมากกว่า 600 ลำ ทำให้ ILFC นับเป็นลูกค้าบริษัทรายเดี่ยวที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของแอร์บัส ILFC ได้ทำการสั่งซื้อเครื่องบินของแอร์บัสมาทุกประเภท และยังเป็นบริษัทแรกที่สั่งซื้อเครื่องบินรุ่น เอ319 เอ321 เอ330-200 เอ330-300 เอ340-600 และเอ380 ซึ่งแต่ละรุ่นถือเป็นผู้นำของเครื่องบินในระดับเดียวกันอีกด้วย

เครื่องบิน เอ350 เอ็กซ์ดับเบิ้ลยูบี ที่สร้างโดยใช้พื้นฐานจากแอร์บัสเอ380และนำมาพัฒนาขึ้นไปอีกระดับ จะจัดเป็นเครื่องบินที่มีเทคโนโลยีทันสมัยที่สุดของโลกเมื่อนำขึ้นให้บริการในปี พ.ศ.2556 เอ350 เอ็กซ์ดับเบิ้ลยูบี ได้รับการออกแบบเพื่อเพิ่มประสิทธิผลด้านการบินและมอบความสะดวกสบายแก่ผู้โดยสารอย่างที่ไม่เคยปรากฎมาก่อน ทั้งยังมีความเงียบเพิ่มขึ้น ลดการปล่อยมลพิษและใช้น้ำมันเชื้อเพลิงอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น นอกจากนั้นยังมอบต้นทุนดำเนินการและต้นทุนไมล์ต่อที่นั่งที่ต่ำที่สุดในเครื่องบินประเภทนี้อีกด้วย เมื่อพิจารณาจากประเด็นความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและการใช้ต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพแล้ว เอ350 เอ็กซ์ดับเบิ้ลยูบี ถือเป็นหนึ่งในเครื่องบินที่มีประสิทธิภาพการเผาผลาญน้ำมันเชื้อเพลิงและมีความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมสูงที่สุดเท่าที่เคยผลิตในอุตสาหกรรม

เครื่องบิน เอ350 เอ็กซ์ดับเบิ้ลยูบี ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ Rolls Royce Trent XWB และประกอบด้วยรุ่นต่างๆจำนวน 3 รุ่นในพิสัยการบินสูงสุดถึง 8,300 ไมล์ทะเล (15,400 กิโลเมตร) ได้แก่รุ่นเอ350-800 ที่สามารถรองรับผู้โดยสารได้ 270 ที่นั่งในสามระดับชั้นโดยสาร รุ่นเอ350-900 ที่สามารถรองรับผู้โดยสารได้ 314 ที่นั่ง และรุ่นเอ350-1000 ที่สามารถรองรับผู้โดยสารได้มากถึง 350 ที่นั่ง

แอร์บัส เป็นบริษัทในเครือ EADS

ข่าวประชาสัมพันธ์จากแอร์บัส

นกแอร์ สนับสนุนการแข่งขัน “วอลเลย์บอลชายหาดเวิลด์ทัวร์ สวอท์ช เอฟไอวีบี 2007” อย่างเป็นทางการ

นกแอร์ ได้รับเกียรติเป็นสายการบินหลัก ที่ให้การสนับสนุนการแข่งขัน

“วอลเลย์บอลชายหาดเวิลด์ทัวร์ สวอท์ช เอฟไอวีบี 2007” อย่างเป็นทางการ

นกแอร์ สายการบินของคนไทย ให้บริการทุกเที่ยวบินด้วยรอยยิ้ม ได้รับเกียรติให้เป็นสายการบินหลัก ที่ให้การสนับสนุนการแข่งขัน “วอลเลย์บอลชายหาดเวิลด์ทัวร์ สวอท์ช เอฟไอวีบี 2007” อย่างเป็นทางการ ซึ่งจะจัดขึ้น ณ ชายหาดกะรน จ.ภูเก็ต ระหว่างวันที่ 31 ตุลาคม ถึง 4 พฤศจิกายน 2550 อันเป็นรายการแข่งขันระดับโลก ซึ่งนกแอร์ถือเป็นสายการบินผู้ให้การสนับสนุนอย่างเป็นทางการ ในการอำนวยความสะดวกนักกีฬาและคณะเจ้าหน้าที่จากกรุงเทพฯสู่พื้นที่การแข่งขันจ.ภูเก็ต ทั้งนี้การแข่งขันรายการดังกล่าว ได้รับความสนใจจากทีมชั้นนำของโลกเข้าร่วมมากมายถึง 80 ทีม จาก 30 ประเทศ อาทิ ประเทศไทย บราซิล เยอรมนี จีน คิวบา สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น รัสเซีย ยูเครน ฟินแลนด์

ข่าวประชาสัมพันธ์จากสายการบินนกแอร์

October 29, 2007

สายการบินลุฟท์ฮันซ่าร่วมมือกับพันธมิตรใหม่เพื่อขยายช่องทางการจองโรงแรมและให้บริการรถเช่าชั้นนำ

สายการบินลุฟท์ฮันซ่าร่วมมือกับพันธมิตรใหม่เพื่อขยายช่องทางการจองโรงแรมและให้บริการรถเช่าชั้นนำ

ผ่านทางเว็บไซต์ www.lufthansa.com

นับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปผู้โดยสารของสายการบินลุฟท์ฮันซ่าสามารถวางแผนการเดินทางได้อย่างสะดวกสบายและง่ายดาย เนื่องจากสายการบินลุฟท์ฮันซ่าได้ทำข้อตกลงร่วมมือกับเครือข่ายพันธมิตร HRS บริษัทที่มีชื่อเสียงในการให้บริการด้านการจองโรงแรม รวมถึง Sixt และ Avis บริษัทรถเช่าชั้นนำเพื่อทำการขยายขอบเขตการให้บริการที่เพิ่มมากขึ้นผ่านทางเวบไซต์ www.lufthansa.com

ด้วยการร่วมมือกับบริษัท HRS ผู้โดยสารของสายการบินลุฟท์ฮันซ่าจะสามารถจองโรงแรมล่วงหน้าได้มากกว่า 225,000 โรงแรมทั่วทุกมุมโลกในทุกระดับราคา โดยโรงแรมดังกล่าวนี้ได้รับการคัดสรรมาเป็นอย่างดีเพื่อรองรับความต้องการของผู้โดยสารของสายการบินลุฟท์ฮันซ่า โจเซฟ บอกดานสกี้ รองประธานฝ่ายขายประจำประเทศเยอรมันนีและฝ่ายบริการลูกค้ารายใหญ่ทั่วโลกของสายการบินลุฟท์ฮันซ่า กล่าวว่า “นอกเหนือจากการจองเที่ยวบินผ่านทางเวบไซต์ ในปัจจุบันบริษัทของเรายังได้เพิ่มบริการกับบริษัทพันธมิตรที่มีประสบการณ์สูงอีกด้วย ด้วยข้อตกลงความร่วมมือทางธุรกิจนี้ ทำให้สายการบินลุฟท์ฮันซ่าสามารถขยายบริการในส่วนของการให้บริการการจองโรงแรมและบริการรถเช่าผ่านทางระบบออนไลน์เพิ่มมากขึ้น” นักธุรกิจหรือ นักท่องเที่ยวสามารถสำรองที่พักผ่านทางระบบอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งจะมีระบบยืนยันการจองตอบรับทันที โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ยิ่งไปกว่านั้นสมาชิกไมล์ แอนด์ มอร์ (Miles & More) จะสามารถทำการค้นหาโรงแรมในเครือพันธมิตรที่สามารถสะสมไมล์ได้ โดยระบบพิเศษนี้ได้ทำการติดตั้งอยู่ในระบบแล้ว

ยิ่งไปกว่านั้นบริการรถเช่าของบริษัท Avis ที่มีศูนย์บริการครอบคลุมมากกว่า 4,900 แห่งใน161 ประเทศ รวมถึง บริษัท Sixt ซึ่งมีศูนย์บริการครอบคลุมมากกว่า 3,500 แห่งใน 85 ประเทศ พร้อมด้วยบริการรถลิมูซีนรับ-ส่ง สำหรับนักธุรกิจกว่า 600 จุดหมาย ทำให้นักท่องเที่ยวสามารถเดินทางได้อย่างสะดวกสบาย พร้อมกับการรับบริการชั้นเยี่ยม สำหรับการจองรถกับบริษัททั้งสองแห่ง ผู้โดยสารที่เป็นสมาชิกไมล์ แอนด์ มอร์ (Miles & More) จะสามารถสะสมไมล์ รวมถึงการได้รับบริการในเงื่อนไขพิเศษ ทางสายการบินลุฟท์ฮันซ่าได้ทำการเซ็นสัญญาข้อตกลงความร่วมมือทางธุรกิจกับเครือข่ายโรงแรมพันธมิตร และ บริษัทรถเช่าชั้นนำดังที่กล่าวมาแล้วในระยะยาวอีกด้วย

ลุฟท์ฮันซ่าสายการบินเยอรมันให้บริการเที่ยวบิน ไป-กลับระหว่างกรุงเทพฯ และ เมืองแฟรงค์เฟิร์ต ทุกวัน โดย 3 เที่ยวบินสามารถเชื่อมเส้นทางต่อไปยังนครโฮจิมินท์ และอีก 4 เที่ยวบินสามารถเชื่อมเส้นทางต่อไปยังกรุงกัวลาลัมเปอร์ เส้นทางการบินดังกล่าวทำให้สายการบินลุฟท์ฮันซ่าถือเป็นสายการบินยุโรปชั้นนำที่ให้บริการในภูมิภาคนี้ ด้วยเที่ยวบินเชื่อมต่อที่มากที่สุดไปสู่และจากทวีปยุโรป รวมทั้งไปสู่เมืองสำคัญอีกสองเมืองภายในภูมิภาค

ข่าวประชาสัมพันธ์จากสายการบินลุฟท์ฮันซ่า

October 25, 2007

Minor Aviation เปิดตัวธุรกิจเช่าเหมาเจ็ทส่วนตัว หวังไทยเบียดฮ่องกงสิงคโปร์เป็นฮับในภูมิภาค

เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2550 ณ ห้องรับรองพิเศษ ท่าอากาศยานดอนเมือง บริษัท ไมเนอร์ เอวิเอชัน จำกัด ได้เปิดตัวธุรกิจให้บริการเช่าเหมาเครื่องบินเล็กส่วนตัว โดยมีท่าอากาศยานดอนเมืองเป็นฐาน โดยนายวุฒิชัย สิงหมณี ผู้อำนวยการสำนักมาตรฐานความปลอดภัยในการเดินอากาศ กรมขนส่งทางอากาศ ได้กล่าวถึงธุรกิจลักษณะนี้ว่า เพิ่งเริ่มในประเทศไทยไม่นานนักและยังไม่แพร่หลายมาก โดยในภูมิภาคนี้ไทยมีส่วนแบ่งในตลาดประมาณสิบเปอร์เซ็นต์ ส่วนผู้นำในตลาดคือฮ่องกงและสิงคโปร์ กลุ่มเป้าหมายของธุรกิจนี้เป็นกลุ่มนักธุรกิจและนักท่องเที่ยวที่ต้องการความสะดวก ความเป็นส่วนตัวและบริการที่เหนือกว่า รวมไปถึงการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยและปฏิบัติการทางการแพทย์เร่งด่วน

นายวิลเลียม ไฮเน็คกี้ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทไมเนอร์ เอวิเอชัน จำกัด ได้กล่าวถึงการให้บริการของบริษัทว่าจะให้บริการบรรดานักธุรกิจที่ต้องการบริการชั้นหนึ่งเหนือระดับกว่าทั่วไป และถึงแม้ในขณะนี้ไทยยังตามหลังฮ่องกงและสิงคโปร์อยู่มากในธุรกิจนี้แต่ไทยเองมีศักยภาพ มีตลาดรองรับที่เพียงพอ และมีระบบสาธารณูปโภคที่ดีรองรับรวมไปถึงทำเลที่ตั้งที่เหมาะสม ทำให้ธุรกิจนี้สามารถขยายตัวได้ บริษัทฯในขณะนี้พร้อมให้บริการโดยใช้ดอนเมืองเป็นฐานด้วยเครื่องบินสองลำ และจะรับลำที่สามมาให้บริการในเร็ว ๆ นี้

นายแมทธิว กิจโอธาน ประทานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการของไมเนอร์เอวิเอชัน ได้กล่าวว่าบริษัทยินดีที่กรมขนส่งทางอากาศได้ออกใบอนุญาตให้บริษัทประกอบกิจการนี้ และเชื่อว่าจะสามารถทำให้ไทยมีส่วนแบ่งในตลาดมากขึ้นในเร็ว ๆ นี้ โดยขณะนี้บริษัทฯ ก็สามารถต่อยอดกับกลุ่มนักท่องเที่ยวที่มาเข้าพักในโรงแรมระดับห้าถึงหกดาวของเครือไมเนอร์ได้ และนอกจากธุรกิจเช่าเหมาลำเครื่องบินส่วนตัวแล้วบริษัทฯ ก็ยังเป็นตัวแทนนำเข้าเครื่องบินของบริษัทเซสน่า (Cessna) ในประเทศไทยอีกด้วย

จากนั้นกรรมการของบริษัทไมเนอร์ เอวิเอชัน จำกัด ได้นำสื่อมวลชน ชมเครื่องบิน Cessna แบบ Citation CJ3 ซึ่งบริษัทให้บริการในขณะนี้ โดยเป็นเครื่องบินเจ็ทขนาด 7 ที่นั่ง สามารถบินได้เร็ว 773 กิโลเมตรต่อชั่วโมง พิสัย 3475 กิโลเมตร หรือสามารถบินตรงจากกรุงเทพไปถึงไทเปหรือมุมไบได้ นอกจากนั้นในวันนี้ทางบริษัทผู้ผลิตเครื่องบิน Cessna ได้นำเครื่องบิน Citation Mustang ซึ่งเป็นเครื่องบินรุ่นใหม่ที่สุดในแบบ Citation ซึ่งกำลังเดินทางไปแสดงรอบโลกอยู่ในขณะนี้มาแสดงในประเทศไทยพร้อมกันด้วย และยังเป็นเครื่องแบบ Citation ที่เล็กที่สุดมีความจุผู้โดยสารสี่ที่นั่ง

ในขณะนี้นอกจาก Citation CJ3 แล้ว บริษัทไมเนอร์เอวิเอชันยังมีเครื่องบินแบบ Piper Malibu Mirage ซึ่งเป็นเครื่องบินแบบใบพัด (Propeller) ขนาดสี่ที่นั่งบินได้เร็ว 480 กิโลเมตรต่อชั่วโมง พิสัย 1800 กิโลเมตร หรือสามารถให้บริการได้จากกรุงเทพไปยังจุดหมายปลายทางในประเทศไทยและเพื่อนบ้านใกล้เคียง ส่วนเครื่องบินอีกแบบที่บริษัทจะรับเข้ามาในปี 2551 นั้นคือเครื่อง Cessna Citation X ซึ่งเป็นเครื่องบินเจ็ทขนาด 8-10 ที่นั่งบินได้เร็วถึง 973 กิโลเมตรต่อชั่วโมง พิสัย 5689 กิโลเมตร หรือสามารถให้บริการจากกรุงเทพไปยังประเทศญี่ปุ่นได้

ทีมข่าว HFlight.net รายงาน
ชมภาพข่าวที่ http://www.hflight.net/forum/b-htravel/m-1193296511/

October 18, 2007

สายการบิน วัน ทู โก ออกแคมเปญราคาจริงใจลด 200 บาท ในช่วง 3 ชั่วโมงก่อนเครื่องออก

สายการบิน วัน ทู โก ออกแคมเปญราคาจริงใจ

ลด 200 บาท ในช่วง 3 ชั่วโมงก่อนเครื่องออก

ล่าสุด บริษัท วัน ทู โก แอร์ไลน์ จำกัด ประกาศจุดยืนเพื่อมุ่งมั่นบริการด้วยใจจริง ด้วยการเสนอราคาที่เป็นจริง ในแคมเปญ ราคาจริงใจหรือเรียกว่า Go Show Fare ลด 200 บาท เมื่อซื้อตั๋วเครื่องบิน วัน ทู โก ในช่วงเวลา 3 ชั่วโมงก่อนเวลาเครื่องบินออกในทุกเส้นทางและทุกที่นั่งที่ว่าง ถือว่าเป็นการเสนอโอกาสและให้ประโยชน์โดยตรงกับผู้โดยสาร โดยไม่เอาเปรียบผู้โดยสารในนาทีสุดท้ายเมื่อมีความจำเป็นต้องใช้บริการเที่ยวบินนั้นๆ โดยมี คุณมนัสนันท์ ตันติประสงค์ชัย ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด นำทีมเพื่อการรณรงค์การเสนอราคาที่เป็นจริงในแคมเปญ “ราคาจริงใจ” เริ่มตั้งแต่วันนี้ ตุลาคม ถึง 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550

ข่าวประชาสัมพันธ์สายกาีรบินวันทูโก

October 15, 2007

แอร์บัส เอ380 ลำแรกส่งมอบแก่สายการบินสิงคโปร์ แอร์ไลน์แล้วในวันนี้

15 ตุลาคม 2550

แอร์บัสเฉลิมฉลองการส่งมอบเครื่องบินเอ380 ลำแรกให้แก่ลูกค้ารายแรกอันได้แก่สายการบินสิงคโปร์ แอร์ไลน์ในวันนี้ โดยพิธีเฉลิมฉลองได้รับการจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ระหว่างเวลา 10.00 -11.30 นาฬิกาตามเวลามาตรฐานของทวีปยุโรป (CET-Central European Time) ณ ศูนย์การส่งมอบเครื่องบินของแอร์บัสในเมืองตูลูส ประเทศฝรั่งเศส โดยมีแอร์บัส สายการบินสิงคโปร์ แอร์ไลน์ และบริษัทRolls Royce เป็นเจ้าภาพร่วมกัน เนื่องจากเครื่องบินลำแรกที่ทำการส่งมอบในครั้งนี้ ใช้เครื่องยนต์ Rolls Royce Trent 900 ในการขับเคลื่อน

“วันนี้นับเป็นหนึ่งในวันแห่งประวัติศาสตร์ของโครงการเครื่องบินเอ380 ผมขอขอบคุณอย่างจริงใจต่อทุกฝ่ายที่ล้วนมีส่วนทำให้เครื่องบินเอ380 ก้าวมาถึงจุดนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบรรดาทีมงานที่ทุ่มเททั้งแรงกายแรงใจ ทำงานอย่างหนักทั้งกลางวันและกลางคืน ไม่ว่าจะเป็นวันธรรมดาหรือวันหยุด เพื่อผลสำเร็จอันน่าชื่นชมสมกับความเหน็ดเหนื่อยซึ่งวันนี้เป็นที่ประจักษ์แล้วต่อเราทุกคน” มร. ทอม เอ็นเดอร์ ประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของแอร์บัสกล่าว

เครื่องบินเอ380 ที่ทำการส่งมอบในวันนี้ ได้รับการตกแต่งภายในอย่างสมบูรณ์แบบยอดเยี่ยมตามมาตรฐานสูงสุดของสายการบินสิงคโปร์ แอร์ไลน์ สุดยอดอากาศยานที่มีหรูหรา กว้างขวางและสะดวกสบายที่สุดนี้ จะบินออกจากเมืองตูลูสในวันที่ 16 ตุลาคมและเดินทางถึงท่าอากาศยานนานาชาติชางฮีของสิงคโปร์ในวันถัดไป นับเป็นการส่งมอบเอ380 ลำแรกซึ่งจะเข้าให้บริการในเส้นทางบินสิงคโปร์ – ซิดนี่ย์ของสิงคโปร์ แอร์ไลน์ และทางสายการบินยังได้จัดให้มีเที่ยวบินพิเศษของเอ380ในเส้นทางดังกล่าวระหว่างวันที่ 25 และ 26 ตุลาคม ซึ่งรายได้จากการประมูลตั๋วที่นั่งจะทำการส่งมอบเพื่อสาธารณกุศล เที่ยวบินเชิงพาณิชย์ปกติจะเริ่มให้บริการตั้งแต่วันที่ 28 ตุลาคมเป็นต้นไป

ด้วยรูปลักษณ์ที่สะอาด เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มีเสียงเงียบที่สุดขณะทำการบิน อีกทั้งมีความชาญฉลาดเป็นเลิศ ทำให้ เอ380 นับเป็นสุดยอดอากาศยานแห่งศตวรรษที่21 และสร้างมาตรฐานใหม่ด้านความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมสำหรับอุตสาหกรรมการขนส่งทางอากาศ เอ380 มีโครงสร้างตัวเครื่องแบบสองชั้น เมื่อเปรียบเทียบต่อจำนวนผู้โดยสารแล้ว เอ380 คือเครื่องบินที่มีประสิทธิภาพด้านการเผาผลาญน้ำมันเชื้อเพลิงที่สุดยอดด้วยการบริโภคน้ำมันน้อยกว่า 3 ลิตรต่อระยะทาง 100 กิโลเมตร

เครื่องบินเอ380 มอบความสะดวกสบายที่มากกว่าในทุกระดับชั้นโดยสาร รวมทั้งให้พื้นที่เพื่อการพักผ่อนที่กว้างขวางมากกว่าเครื่องบินโดยสารเชิงพาณิชย์ทุกรุ่นที่เคยมีมา ผู้โดยสารจะได้รับความรื่นรมย์ตลอดการเดินทางภายในห้องโดยสารที่ให้ความเงียบอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน ประสิทธิภาพและเทคโนโลยีระดับสุดยอดที่นำมาใช้ ทำให้เอ380 มีความยืดหยุ่นในการปฏิบัติการสูงอีกทั้งยังช่วยประหยัดต้นทุนการปฏิบัติการได้อย่างยอดเยี่ยม โดยเครื่องบินเอ380 สามารถเดินทางด้วยพิสัยการบินมากกว่า 8,000 ไมล์ทะเล (15,000 กิโลเมตร) และมีต้นทุนในการบรรทุกผู้โดยสารต่อระยะทางในการบิน(seat-mile cost) ที่ลดลงถึงร้อยละ20 เมื่อเปรียบเทียบกับเครื่องบินโดยสารเชิงพาณิชย์ขนาดใหญ่ที่สุดที่มีมาก่อนหน้านี้

ปัจจุบันเครื่องบินเอ380 มียอดการสั่งซื้อและให้คำมั่นในการสั่งซื้อรวมทั้งสิ้น 189 ลำจากลูกค้า 16 ราย โดยเครื่องบินเอ380 ลำต่อๆไปของ สิงคโปร์ แอร์ไลน์ รวมทั้งสำหรับสายการบินอื่น อาทิ เอมิเรตส์ แอร์ไลน์ส และแควนตัส แอร์เวย์ ต่างล้วนคืบหน้าตรงตามกำหนดการเช่นกัน

แอร์บัส เป็นบริษัทในเครือ EADS

* * *
หมายเหตุ : พิธีเฉลิมฉลองการส่งมอบสามารถรับชมได้ทาง www.airbus.com หรือสามารถชมได้จากระบบโทรทัศน์ดาวเทียมแบบดาวน์ลิงส์ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ตามรายละเอียดด้านล่างดังต่อไปนี้

ตั้งโหมดการส่งสัญญาณไปที่ “PROGRAMME”

พิธีเฉลิมฉลองจะได้รับการส่งสัญญาณด้วยดาวเทียมจำนวน 3 ดวง ครอบคลุมพื้นที่ทวีปยุโรป เอเชีย ออสเตรเลีย อเมริกา และภูมิภาคตะวันออกกลาง

1. เวลาการส่งสัญญาณ

15 ตุลาคม 2550 ระหว่างเวลา 07.20 ถึง 09.45 นาฬิกาตามเวลามาตรฐานกรีนิช และระหว่างเวลา 09.20 ถึง 11.45 นาฬิกาตามเวลามาตรฐานของทวีปยุโรป

ส่งสัญญาณทาง DVB QPSK 4.2.0

2. ส่งสัญญาณทางEutelsat W3 @ 7◦ ตะวันออก

ดาวน์ลิงส์ : 11 043.5 เมกะเฮิร์ซ แบนด์ KU

พิกัดขั้วโลก : เส้นแวง

ระดับสัญญาณ : 6.6665

FEC : 7/8

3. ส่งสัญญาณทางAsiasat 2 @ 100.5◦ ตะวันออก

ดาวน์ลิงส์ : 4049.5 เมกะเฮิร์ซ แบนด์ C

พิกัดขั้วโลก : เส้นแวง

ระดับสัญญาณ : 6.6665

FEC : 7/8

4. ส่งสัญญาณทาง NSS806 @ 319.5◦ ตะวันออก

ดาวน์ลิงส์ : 4 193.5 เมกะเฮิร์ซ แบนด์ C

พิกัดขั้วโลก : เส้นแวง

ระดับสัญญาณ : 6.6665

FEC : 7/8


ข่าวประชาสัมพันธ์จากแอร์บัส

สายการบินเอทิฮัดเตรียมเพิ่มเที่ยวบินจากซิดนีย์

สายการบินเอทิฮัด สายการบินแห่งชาติสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ให้บริการเที่ยวบินจากกรุงเทพฯ สู่เมืองอาบูดาบีทุกวัน วันละ 2 เที่ยวบิน และอีก 45 จุดหมายปลายทางทั่วโลก เตรียมเพิ่มเที่ยวบินในเส้นทางจากประเทศออสเตรเลีย เนื่องจากเส้นทางบินสู่ซิดนีย์ สายการบินเอทิฮัดประสบความสำเร็จเป็นอย่างสูง

สายการบินเอทิฮัด เตรียมเพิ่มเที่ยวบินซิดนีย์-อาบูดาบี จาก 7 เป็น 11 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ ภายในเดือนมีนาคม 2551 การประกาศเพิ่มเที่ยวบินได้ถูกกล่าวในงานเปิดตัวเส้นทางบินใหม่ไปสู่กรุงบริสเบน จุดหมายปลายทางที่สองของประเทศออสเตรเลียเมื่อเดือนกันยายน ที่ผ่านมา

ความถี่ของจำนวนเที่ยวบินในซิดนีย์เพิ่มขึ้นสูงมากตั้งแต่เปิดตัวไปเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ผู้โดยสารจำนวนกว่า 40,000 ราย ได้ใช้บริการเส้นทางบินระหว่างซิดนีย์-อาบูดาบี คิดเป็นร้อยละ 68 สำหรับชั้นประหยัด ร้อยละ 85 สำหรับชั้นธุรกิจ และร้อยละ 78 สำหรับชั้นหนึ่ง

มร. เจมส์ โฮแกน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายการบินเอทิฮัด กล่าวว่า “ซิดนีย์เป็นจุดหมายปลายทางที่ประสบความสำเร็จสูงสุดของสายการบินเอทิฮัด นับตั้งแต่ปี 2546 ที่ได้เปิดสายการบินมา ทำให้เราขยายขอบข่ายการให้บริการสู่ชาวออสเตรเลียมากขึ้น ด้วยการเปิดตัวเส้นทางบินไปกรุงบริสเบน ในช่วงปลายเดือนกันยายน 2550 และเราจะเพิ่มเที่ยวบินสู่ซิดนีย์ประมาณปีหน้า"

ช่วงครึ่งปีแรกของ พ.ศ. 2550 สายการบินเอทิฮัดได้ให้บริการแก่อาคันตุกะผู้ทรงเกียรติไปแล้วทั้งสิ้น 1.9 ล้านคน หากเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันในปี 2549 มีจำนวน 900,000 คน ซึ่งเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 111

ตั้งแต่เดือนมกราคมถึงมิถุนายน 2550 เครือข่ายการบินทั่วโลกของสายการบินเอทิฮัดมีอัตราค่าเฉลี่ยจำนวนที่นั่งเต็มทั้งหมด สูงถึง ร้อยละ 65

มร. รัสเซล บาลดิ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ท่าอากาศยานกรุงซิดนีย์ ได้แสดงความยินดีกับสายการบินเอทิฮัดเกี่ยวกับการเพิ่มเที่ยวบินว่า

“นับตั้งแต่สายการบินเอทิฮัดเริ่มบินสู่สนามบินของกรุงซิดนีย์ในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เอทิฮัดสามารถพิสูจน์ให้เห็นถึงความนิยมจากผู้โดยสารเป็นอย่างสูง เอทิฮัดมีส่วนช่วยผลักดันและพัฒนาอุตสาหกรรมการบินของออสเตรเลียเป็นอย่างมาก เที่ยวบินที่เพิ่มขึ้นสามารถบ่งชี้ได้ถึงความเป็นสากลของท่าอากาศยานซิดนีย์ ซึ่งเปรียบเสมือนประตูสู่ประเทศออสเตรเลียก็ว่าได้ และย้ำให้เห็นถึงความสำคัญของท่าอากาศยานแห่งกรุงซิดนีย์ ไปจนถึงศักยภาพทางเศรษฐกิจของกรุงซิดนีย์และรัฐนิวเซาธ์เวลล์

"ความสำเร็จของเอทิฮัดและคำมั่นสัญญาที่จะสร้างชื่อเสียงสู่กรุงซิดนีย์ นับว่าเป็นข่าวดียิ่งสำหรับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและสำหรับชาวออสเตรเลียที่ต้องการเดินทางไปยังต่างประเทศที่นับวันจะมีจำนวนสูงขึ้นเรื่อยๆ ในแต่ละปี อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของซิดนีย์จะได้รับผลประโยชน์จากการต้อนรับนักเดินทางที่มีจำนวนเพิ่มขึ้นนับพัน ที่ได้ใช้บริการจากสายการบินเอทิฮัดเพื่อเดินทางมาสู่กรุงซิดนีย์"

จากการเป็นส่วนหนึ่งของการเติบโตอย่างไม่หยุดยั้งของสายการบิน เอทิฮัดจึงได้เริ่มเปิดเที่ยวบินจากอาบูดาบี ศูนย์กลางการบิน ไปสู่มิลาน และจะเริ่มบริการเส้นทางสู่บริสเบน สิงคโปร์ และกาฎมัณฑุในอีกสองเดือนข้างหน้า

ข่าวประชาสัมพันธ์จากสายการบินเอทิฮัด

October 10, 2007

นกแอร์เปิดเที่ยวบินตรงกรุงเทพ-อุบล ชวนเที่ยวอีสานใต้พร้อมโปรโมชัน 3 บาท

9 ตุลาคม 2550 - สายการบินนกแอร์ ได้จัดเที่ยวบินมงคลฤกษ์เพื่อเปิดเที่ยวบินระหว่างกรุงเทพและอุบลราชธานีอย่างเป็นทางการ หลังจากเริ่มบินในเส้นทางใหม่กรุงเทพ-เชียงรายและกรุงเทพ-อุบลราชธานีตั้งแต่ 1 ตุลาคมที่ผ่านมา เที่ยวบินมงคลฤกษ์นี้คือเที่ยวบินที่ DD9310 ออกเดินทางจากท่าอากาศยานดอนเมืองเวลา 06.20 น.และถึงท่าอากาศยานนานาชาติอุบลราชธานีเวลา 07.30 น. โดยเที่ยวบินนี้นายสีหพันธ์ ชุมสาย ณ อยุธยา รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการตลอดพร้อมด้วยสื่อมวลชนร่วมเดินทางไปด้วย

เมื่อเครื่องบินเดินทางถึงท่าอากาศยานนานาชาติอุบลราชธานี นางอัมพวัน วรรณโกผู้อำนวยการท่าอากาศยานฯ หัวหน้าส่วนราชการ ตัวแทนหอการค้าและภาคเอกชนรอให้การต้อนรับผู้โดยสารในเที่ยวบินนี้ด้วยมาลัยดอกไม้ พร้อมทั้งการแสดงนาฏศิลป์ของภาคอีสาน

จากนั้นเวลาประมาณ 08.15 น. ณ โรงแรมลายทอง นายชวน ศิรินันท์พร ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี นายชวลิต องควานิชประธานหอการค้าจังหวัดอุบลราชธานี พร้อมด้วยแขกผู้มีเกียรติได้กล่าวต้อนรับการเปิดเที่ยวบินสู่อุบลราชธานีของสายการบินนกแอร์ในครั้งนี้ โดยหวังว่าจะทำให้ชาวจังหวัดอุบลราชธานีมีการเดินทางที่สะดวกมากขึ้นและจะช่วยส่งเสริมเศรษบกิจและการท่องเที่ยวของอุบลราชธานี

ด้านนายสีหพันธ์ ได้กล่าวยินดีที่ได้มีโอกาสเปิดเส้นทางบินใหม่นี้หลังจากสายการบินนกแอร์ได้เปิดเที่ยวบินสู่อุดรธานีและเลย 2 เมืองในภาคอีสานตอนบนไปก่อนหน้านี้ สำหรับเที่ยวบินของนกแอร์นั้นขณะนี้ทำการบินระหว่างท่าอากาศยานดอนเมืองและท่าอากาศยานอุบลราชธานีไปกลับ 2 เที่ยวบินต่อวัน โดยมีเที่ยวบินในช่วงเช้าตู่และตอนดึก เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวแบบไปเช้าเย็นกลับ และสะดวกสำหรับคนที่จะเดินทางมาทำงานที่อุบลฯ หรือชาวอุบลที่เดินทางไปทำงานที่กรุงเทพฯ และอาจเพิ่มเที่ยวบินที่ 3 ในอนาคต

สำหรับเที่ยวบินระหว่างกรุงเทพฯ และอุบลราชธานีนี้นกแอร์จะทำการบินด้วยเครื่องบิน Boeing 737-400 ขนาด 168 ที่นั่ง(ไม่มีนกพลัส) โดยมีตารางบินดังนี้
ดอนเมือง-อุบล อุบล-ดอนเมือง
DD9310 ออกเดินทาง 06.20 น. ถึง 07.30 น. DD9311 ออกเดินทาง 07.55 น. ถึง 09.00 น.
DD9318 ออกเดินทาง 19.55 นง ถึง 21.05 น. DD9319 ออกเดินทาง 21.30 น.ถึง 22.35 น.

สำหรับสองเส้นทางใหม่คืออุบลราชธานีและเชียงรายนกแอร์ได้ขยายเวลาโปรโมชันราคาเริ่มต้นที่ 3 บาทสามารถจองได้จนถึงวันที่ 12 ตุลาคมนี้

ทีมข่าว HFlight.net รายงาน

สายการบินเวียดนาม แอร์ไลน์สั่งซื้อแอร์บัส เอ350เอ็กซ์ดับเบิ้ลยูบี

สายการบินเวียดนาม แอร์ไลน์ ได้ลงนามบันทึกความเข้าใจ สำหรับการสั่งซื้อเครื่องบินแอร์บัสเอ350-900 เอ็กซ์ดับเบิ้ลยูบี จำนวน 10 ลำและเครื่องบินแอร์บัสเอ321 เพิ่มเติมอีกจำนวน 20 ลำ จากการสั่งซื้อในครั้งนี้ทำให้เวียดนาม แอร์ไลน์ ถือเป็นลูกค้าเชิงกลยุทธ์สำหรับโครงการเครื่องบินเอ350เอ็กซ์ดับเบิ้ลยูบี และเป็นหนึ่งในผู้ให้บริการการบินด้วยเครื่องบินแอร์บัสที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย

ปัจจุบันสายการบินเวียดนาม แอร์ไลน์ มีเครื่องบินแอร์บัสอยู่ในการให้บริการทั้งสิ้น 23 ลำ ประกอบด้วยเครื่องบินรุ่นเอ320 จำนวน 10 ลำ รุ่นเอ321 จำนวน 10 ลำ และรุ่นเอ330 จำนวน 3 ลำ (เอ330-200 2 ลำ และเอ330-300 1 ลำ) โดยเครื่องบินเอ321 จำนวน 5 ลำที่มีการสั่งซื้อไปก่อนหน้านี้ยังอยู่ในระหว่างรอการส่งมอบ

“เราได้ทำการพิจารณาอย่างถี่ถ้วนต่อโครงการเครื่องบินเอ350เอ็กซ์ดับเบิ้ลยูบีของแอร์บัส ผลลัพธ์ที่ได้ทำให้เรามั่นใจอย่างยิ่งว่าเอ350เอ็กซ์ดับเบิ้ลยูบีจะเป็นเครื่องบินที่กำหนดมาตรฐานใหม่ในด้านความสะดวกสบายของผู้โดยสาร การประหยัดต้นทุนการดำเนินงาน และความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมให้แก่ตลาดเส้นทางบินระยะไกล อีกทั้งขนาดของเครื่องบินเอ350-900 เอ็กซ์ดับเบิ้ลยูบี ยังมีความเหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับการใช้งานในธุรกิจการบินที่จะเติบโตขึ้นตลอดช่วงสิบปีข้างหน้า เครื่องบินแอร์บัสรุ่นเอ330 ที่เราใช้งานอยู่ได้แสดงถึงประสิทธิภาพอันน่าประทับใจด้านการประหยัดต้นทุนและการมอบความสะดวกสบายแก่ผู้โดยสาร เครื่องบินเอ350เอ็กซ์ดับเบิ้ลยูบีจะเข้ามาเพิ่มระดับความสำเร็จและความก้าวหน้าของสายการบินในอนาคตได้อย่างแน่นอน” มร. นูยาน ซี ฮุง ประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของสายการบินเวียดนาม แอร์ไลน์ กล่าว

“เราภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่สายการบินซึ่งประสบความสำเร็จและได้รับการยอมรับเป็นอย่างสูง ดังเช่นสายการบินเวียดนาม แอร์ไลน์ ได้ตัดสินใจสั่งซื้อเครื่องบินแอร์บัสเอ350เอ็กซ์ดับเบิ้ลยูบี ซึ่งเมื่อรวมกับคำสั่งซื้อเครื่องบินรุ่นเอ321 เพิ่มเติมอีกถึง 20 ลำ ทำให้กล่าวได้ว่าแอร์บัสได้เข้าร่วมเป็นส่วนสำคัญในการเสริมสร้างและขยายเครือข่ายเส้นทางการบินที่เป็นไปอย่างต่อเนื่องของเวียดนาม แอร์ไลน์ ซึ่งเป็นเรื่องที่เรารู้สึกยินดีเป็นอย่างมากทั้งยังหวังว่าแอร์บัสจะได้เป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จอื่นๆที่จะตามมาในอนาคตของเวียดนาม แอร์ไลน์” มร. ทอม เอนเดอร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของแอร์บัส กล่าว

เมื่อรวมการสั่งซื้อจากสายการบินเวียดนาม แอร์ไลน์ ในครั้งนี้แล้วทำให้ยอดการสั่งซื้อและคำมั่นในการสั่งซื้อของโครงการเครื่องบินเอ350เอ็กซ์ดับเบิ้ลยูบี มีจำนวนรวมทั้งสิ้น 264 ลำ (154 รายสำหรับการสั่งซื้อและ 110 รายสำหรับการให้คำมั่นในการสั่งซื้อ)

เครื่องบิน เอ350 เอ็กซ์ดับเบิ้ลยูบี ถือเป็นเครื่องบินรุ่นล่าสุดของแอร์บัส อันมีเทคโนโลยีล้ำสมัยที่สุดของโลก เอ350 เอ็กซ์ดับเบิ้ลยูบี ได้รับการออกแบบมาโดยเฉพาะเพื่อเพิ่มประสิทธิผลทางการใช้งาน และยกระดับความสะดวกสบายของผู้โดยสารอย่างไม่เคยมีมาก่อนของเครื่องบินประเภทเดียวกัน นอกจากนั้นยังมอบต้นทุนดำเนินการที่ต่ำที่สุด และต้นทุนไมล์ต่อที่นั่งที่ต่ำที่สุดในเครื่องบินประเภทนี้อีกด้วย เมื่อพิจารณาจากประเด็นความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและการใช้ต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพแล้ว เอ350 เอ็กซ์ดับเบิ้ลยูบี ถือเป็นหนึ่งในเครื่องบินที่มีประสิทธิภาพการเผาผลาญน้ำมันเชื้อเพลิงดีที่สุดเท่าที่เคยผลิตในอุตสาหกรรม

เครื่องบิน เอ321 ถือเป็นเครื่องบินที่เป็นตัวเลือกอันดับหนึ่งของสายการบินและผู้ให้บริการด้านอากาศยาน จำนวนมากมายทั่วโลก จากส่วนแบ่งการตลาดและยอดลูกค้าผู้สนใจสั่งซื้อที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่องทำให้ แอร์บัสเอ321 จัดเป็นผู้นำอย่างแท้จริงในบรรดาเครื่องบินประเภทเดียวกัน เอ321 เป็นหนึ่งในเครื่องบินแอร์บัสตระกูลเอ320 และสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันให้แก่บรรดาผู้ให้บริการในปัจจุบัน ด้วยต้นทุนในการปฏิบัติการต่อหนึ่งที่นั่งที่ต่ำอย่างมาก รวมทั้งการมีห้องโดยสารที่กว้างขวางและสะดวกสบายที่สุดในเครื่องบินประเภทเดียวกัน

แอร์บัส เป็นบริษัทในเครือ EADS

ข่าวประชาสัมพันธ์จากแอร์บัส

October 02, 2007

สายการบินเอทิฮัดมุ่งขยายเส้นทางการบินสู่นครต่างๆในอินเดีย

กรุงเทพฯ ประเทศไทย

สายการบินเอทิฮัด สายการบินแห่งชาติสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ให้บริการเที่ยวบินจากกรุงเทพฯสู่เมืองอาบูดาบีทุกวัน วันละ 2 เที่ยวบิน และอีก 45 จุดหมายปลายทางทั่วโลก เตรียมขยายเส้นทางการบินจากอาบูดาบี สู่อีก 8 เมืองสำคัญในอินเดีย

มร.เจมส์ โฮแกน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายการบินเอทิฮัด ใช้เวลาสองวันในนครนิวเดลีเมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมา เพื่อพบกับ มร.พราฟัล พาเทล รัฐมนตรีกระทรวงการบินพลเรือน และเจ้าหน้าที่ระดับอาวุโสของรัฐบาล เพื่อพูดคุยถึงการขยายเส้นทางบินในอนาคต ระหว่างนครต่างๆของอินเดียและเมืองหลวงของประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

ในปัจจุบัน สายการบินเอทิฮัดถูกจำกัดด้วยข้อตกลงทวิภาคีระหว่างรัฐบาลของทั้งสองฝ่าย โดยสามารถให้บริการเส้นทางการบินจากอาบูดาบี สู่อินเดียได้เพียง 28 เที่ยวบินต่อสัปดาห์

ระหว่างการเดินทางเยือนอินเดียในครั้งนี้ มร.โฮแกนได้เปิดเผย 8 เมืองในอินเดียที่สายการบินเอทิฮัดต้องการจะเปิดเส้นทางการบินจากอาบูดาบี ได้แก่ บังกาลอร์ เชินไน ไฮเดอราบัด กาลิคัต อาเมดาบัด อัมมฤติสา ชัยปุระ และกัลกัตตา

“ในขณะนี้ ความต้องการเดินทางระหว่างอาบูดาบีและอินเดียมีจำนวนมาก และความต้องการนั้นยังมีแนวโน้มที่จะเพิ่มมากขึ้นในอนาคต เนื่องจากการพัฒนาระบบสาธารณูปโภคและอสังหาริมทรัพย์ของอาบูดาบีที่มีอย่างต่อเนื่อง”

“การเปิดเสรีทางตลาดการบิน ทำให้เกิดผลดีมากต่อผู้บริโภคและเศรษฐกิจในภูมิภาค ผมหวังว่าสายการบินเอทิฮัดจะได้มีโอกาสเชื่อมโยงกับเมืองที่กำลังเติบโตเหล่านี้ของอินเดีย”

ในขณะนี้ สายการบินเอทิฮัดให้บริการเที่ยวบินจากอาบูดาบีไปยังมุมไบ เมืองศูนย์กลางการค้าขายและ นิวเดลี เมืองหลวงของประเทศอินเดียทุกวัน รวมถึงยังมีเที่ยวบินจากอาบูดาบีไปยังเตรุวันนันธะปุรัม สัปดาห์ละสามเที่ยวบิน และเที่ยวบินไปยังโคชิ สัปดาห์ละสี่เที่ยวบินอีกด้วย เส้นทางสู่เคราลาทั้งสองนี้ จะได้ขยายเพิ่มเติมเป็นเที่ยวบินรายวันในเดือนตุลาคม ซึ่งจะทำให้จำนวนเที่ยวบินของสายการบินเอทิฮัด จากอาบูดาบีไปยังอินเดียมีจำนวน 28 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ตามจำนวนที่จำกัดไว้

นอกจากนั้น ในระหว่างการเยือนอินเดีย มร.โฮแกนยังได้เข้าพบ ฯพณฯ อับดุลลาห์ อิบราฮิม อัล เชไฮ เอกอัครราชทูตสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ประจำประเทศอินเดีย และผู้แทนอาวุโสด้านการท่องเที่ยวและการค้าของอินเดียอีกด้วย

อาบูดาบีและอินเดียมีความสัมพันธ์ทางการค้าที่แข็งแกร่งและมั่นคงเสมอมา โดยมูลค่าการส่งออกจากอินเดียไปยังอาบูดาบีในปี 2549 มีจำนวนถึง 239 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปี 2548 กว่า 48 เปอร์เซ็นต์ และ 137 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบจากปี2545

ข่าวประชาสัมพันธ์จากสายการบินเอทิฮัด

สินค้าในกลุ่มที่ไม่ใช่น้ำมัน ซึ่งส่งออกจากอาบูดาบีไปยังอินเดียในปี 2549 มีมูลค่าทั้งสิ้น 149 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยเพิ่มขึ้นถึง 114 เปอร์เซ็นต์จากปี 2548 และ 782 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับปี 2545

ปัจจุบัน มีบริษัทอินเดียกว่า 655 แห่งที่จดทะเบียนในอาบูดาบี และชาวอินเดียกว่า 400,000 คน ที่อาศัยอยู่ในประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

ไทยแอร์เอเชียขยายเส้นทางบิน รับฝูงบิน A320 ใหม่เอี่ยม มุ่งเข้าตลาดหลักทรัพย์อีก 3 ปีข้างหน้า

1 ตุลาคม 2550 - นายทัศพล แบแลเว็ลด์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายการบินไทยแอร์เอเชียได้เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวถึงแผนการธุรกิจของสายการบินในอนาคตที่จะมีขึ้นภายหลังการทยอยรับมอบเครื่องบิน Airbus A320 ที่สายการบินสั่งไปทั้งสิ้นจำนวน 40 ลำ โดยเครื่องบินลำแรกจะมาถึงประเทศไทยในวันที่ 21 ตุลาคมนี้และจะเริ่มให้บริการไฟลท์แรกในวันที่ 28 ตุลาคม ส่วนที่เหลือนั้นจะทยอยรับมอบไปเรื่อย ๆ จนครบ 40 ลำในอีก 5 ปีต่อจากนี้ ทำให้เมื่อถึงเวลานั้นสายการบินจะมีฝูงบินที่อายุน้อยที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
นายทัศพล ได้กล่าวถึงประสิทธิภาพของเครื่องบิน Airbus A320 นี้ว่าจะสามารถจุผู้โดยสารมากขึ้นกว่าเครื่องบิน Boeing 737-300 ที่ใช้อยู่ในปัจจุบันจาก 148 ที่นั่งเป็น 180 ที่นั่ง นั่นหมายถึงด้วย Load Factor หรืออัตราส่วนที่นั่งที่ขายได้ในแต่ละเที่ยวบินปรกติที่ขณะนี้อยู่ที่ประมาณ 75-76% นั้นในแต่ละหนึ่งเที่ยวบิน สายการบินจะสามารถได้ผู้โดยสารเพิ่มขึ้นอีกเกือบ 30 คน แต่ด้วยประสิทธิภาพของเครื่องบินที่ใหม่กว่ามีเทคโนโลยีที่ทันสมัยกว่าค่าใช้จ่ายด้านต่าง ๆ จะถูกลงรวมถึงการสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงที่น้อยกว่า นอกจากนี้เครื่อง Airbus A320 นี้ยังมีพิสัยบินที่ไกลกว่า Boeing 737-300 ทำให้สายการบินสามารถขยายเส้นทางการบินได้มากขึ้นด้วย รวมทั้งจะมีช่องทางขยายรายได้จากการบินแบบเช่าเหมาลำหรือชาร์เตอร์ไฟลท์ได้มากขึ้น
สำหรับความสะดวกสบายของผู้โดยสารนั้น ด้วยเครื่องบินที่ใหม่กว่าย่อมอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้โดยสารได้ดีกว่าและเป็นที่ชื่นชอบมากกว่า ในราคาที่เท่าเดิมเพราะแม้จะเป็นเครื่องใหม่แต่การดำเนินการก็ประหยัดกว่า สำหรับห้องโดยสารนั้น Airbus A320 มีลำตัวกว้างกว่า Boeing 737-300 ทำให้ผู้โดยสารได้รับความสะดวกสบายมากขึ้น มีเพดานห้องที่สูงกว่า Airbus A320 นี้ถือเป็นเครื่องบินประเภทลำตัวแคบที่มีช่องทางเดินกว้างที่สุด นอกจากนี้ Airbus A320 ที่ไทยแอร์เอเชียจะรับมอบยังมีระบบเทคโนโลยีและการตกแต่งห้องโดยสารที่แอร์บัสได้ปรับปรุงใหม่ เพิ่งเริ่มใช้ในเครื่องบิน Airbus A320 ที่ส่งมอบไปในปี 2550 นี้เพียงแค่สิบกว่าลำเท่านั้นอีกด้วย ในเครื่องบินรุ่นใหม่นี้ยังมีห้องครัวหรือ galley ที่ดีกว่า คือมีเตาอบสามารถทำให้ให้บริการอาหารร้อนแก่ผู้โดยสารได้และด้วยจำนวนห้องครัวที่กว้างและมากกว่า Boeing 737-300 เดิมจะทำให้ให้บริการได้รวดเร็วขึ้น
เครื่องบิน Airbus A320 ลำแรกที่จะรับมอบมานี้จะเริ่มให้บริการในเส้นทาง กรุงเทพ-ภูเก็ต ภูเก็ต-สิงคโปร์ กรุงเทพ-เชียงใหม่ รวมถึงยังบินไปกัวลาลัมเปอร์ ปีนังและหาดใหญ่ โดยจะเพิ่มตารางบินขึ้นมาใหม่ทำให้สายการบินไปภูเก็ตถึง 7 เที่ยวบินจาก 6 เที่ยวบินต่อวันในขณะนี้ เชียงใหม่เป็น 6 เที่ยวบินจาก 5 เที่ยวบินในขณะนี้ ส่วนแผนการในอนาคตสายการบินยังเน้นจะขยายเส้นทางการบินไปต่างประเทศมากขึ้นโดยเฉพาะเส้นทางไปยังประเทศจีน โดยนายทัศพลเปิดเผยว่าสายการบินมีแผนจะบินไปยังฮ่องกงในเดือนธันวาคมปีนี้ และเมืองอื่น ๆ ที่อาจจะมีเพิ่มขิ้นภายหลังจากนี้อาจได้แก่ คุณหมิง เฉิงตู กวางเจา มะนิลา บาหลี จาการ์ต้า และเมืองต่าง ๆ ในประเทศอินเดีย รวมไปถึงเนปาล
นายทัศพลได้เปิดเผยถึงการเช่าซื้อ Airbus A320 ฝูงนี้ว่าได้ใช้เงินทุนจากการกู้ธนาคาร 3 ธนาคารในประเทศเนเธอร์แลนด์ เยอรมนีและฝรั่งเศส เพราะเป็นจำนวนเงินที่สูง และสายการบินมีแผนที่เข้าตลาดหลักทรัพย์ในอีก 3 ปีข้างหน้าโดยประเมินว่า ณ เวลานั้น สถานะทางการเงิน ศักยภาพทางธุรกิจของสายการบินจะเหมาะสมที่สุดที่จะเข้าไประดมทุนจากตลาดหลักทรัพย์
สำหรับผลจากอุบัติเหตุสายการบินวันทูโกที่ท่าอากาศยานภูเก็ตนั้นนายทัศพลยอมรับว่าส่งผลทำให้ผู้โดยสารตกใจและทำให้ผู้โดยสารใช้บริการของสายการบินไทยแอร์เอเชียลดลงเช่นกัน แต่ไม่มากลดลงไม่ถึงร้อยละ 5 และคาดว่าภายในหนึ่งถึงสองเดือนนี้ผู้โดยสารจะกลับมาใช้บริการในระดับปรกติเช่นเดิม ส่วนสถานการณ์ในพม่าทำให้ในช่วงนี้สายการบินได้ปรับลดเที่ยวบินไปยังย่างกุ้งเหลือเพียง 3 เที่ยวบินต่อสัปดาห์จากเดิมที่บินทุกวัน
สายการบินไทยแอร์เอเชีย เริ่มให้บริการมาตังแต่เดือนกุมภาพันธ์ปี 2547 ด้วยเครื่องบิน Boeing 737-300 จำนวน 2 ลำ ปัจจุบันสายการบินให้บริการด้วยเครื่องบิน Boeing 737-300 ทั้งสิ้นจำนวน 14 ลำ ในปี 2550 นี้สายการบินมีกำหนดรับมอบ Airbus A320 จำนวน 3 ลำหนึ่งในนั้นเป็นเครื่องบินลวดลายพิเศษออกแบบเป็นเอกลักษณ์ไทยที่ได้จัดให้คนไทยทั่วประเทศได้ร่วมกันประกวดไปก่อนหน้านี้ และจะส่งคืน Boeing 737-300 2 ลำในปีนี้

ข่าวโดยทีมข่าว HFlight.net

นกแอร์ เปิดเที่ยวบินปฐมฤกษ์ สู่เชียงรายและอุบลราชธานี

เชียงราย 1 ตุลาคม 2550 - นกแอร์ สายการบินของคนไทย ให้บริการทุกเที่ยวบินด้วยรอยยิ้ม ได้เริ่มให้บริการเที่ยวบินปฐมฤกษ์ในวันนี้ จากฐานการบินท่าอากาศยานดอนเมืองกรุงเทพฯ สู่สองเส้นทางบินใหม่ล่าสุด เชียงรายและอุบลราชธานี อันจะเพิ่มศักยภาพเครือข่ายเส้นทางบินภายในประเทศให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น

สายการบินนกแอร์ ได้เริ่มให้บริการเส้นทางบิน กรุงเทพฯ (ดอนเมือง) – เชียงราย และกรุงเทพฯ (ดอนเมือง) – อุบลราชธานี วันละ 2 เที่ยวบิน แบบไป-กลับ ตลอดสัปดาห์ ด้วยเครื่องบินโบอิ้ง 737-400 ที่สามารถรองรับผู้โดยสารได้มากถึง 168 ที่นั่ง ทั้งนี้ เส้นทางบินดังกล่าวถือเป็นเส้นทางบินที่ 12 และ 13 ตามลำดับ สำหรับเครือข่ายการบินภายในประเทศ

ผู้โดยสารทุกท่านสามารถสำรองที่นั่งได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ผ่านเว็บไซต์ www.nokair.com หรือ โทร.Call Center หมายเลขพิเศษ 02-900-9911 ทั้งนี้ นกแอร์ ได้ขยายโปรโมชั่นพิเศษ “บินเที่ยวเชียงรายและอุบล ในราคาตั๋ว 3 บาท” สำหรับผู้โดยสารทุกท่าน ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 12 ตุลาคม 2550 นี้เท่านั้น ด้วยเที่ยวบินราคา 3 บาท ต่อหนึ่งที่นั่ง เฉพาะเส้นทางบินใหม่ล่าสุดเชียงรายและอุบลราชธานี (ราคาดังกล่าวยังไม่รวมค่าภาษีสนามบิน ค่าประกันภัย ค่าธรรมเนียมน้ำมันและภาษีมูลค่าเพิ่ม) สายการบินนกแอร์ ขอสงวนสิทธิ์ในการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไข โดยมิต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า นอกจากนี้ ผู้โดยสารยังสามารถเลือกที่นั่งได้ก่อนใคร ด้วยบริการ “Pre-seat assignment” อีกหนึ่งคุณค่าความสะดวกที่นกแอร์ มอบให้กับผู้โดยสารทุกท่าน

“นกแอร์ มีความยินดีเป็นอย่างยิ่ง ที่ได้ขยายเส้นทางบินล่าสุดสู่จังหวัดเชียงรายและอุบลราชธานี ซึ่งช่วยให้นกแอร์ ได้ขยายบริการครอบคลุมถึงทั่วทุกภาคของประเทศครับ” คุณพาที สารสิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายการบินนกแอร์ กล่าว “นอกจากนี้แล้ว การเพิ่มบริการดังกล่าวสู่แผนที่เส้นทางบินของนกแอร์ ยังมีความสำคัญที่จะช่วยให้นกแอร์ ก้าวไปถึงจุดมุ่งหมายที่เราตั้งมั่นไว้ได้มากขึ้น นั่นคือการให้บริการแก่พี่น้องชาวไทยได้มีโอกาสเดินทางบ่อยขึ้น เพื่อไปเยี่ยมชมสถานที่ต่างๆของประเทศไทย และได้เยี่ยมเยียนครอบครัว ญาติ พี่น้อง ที่ห่างเหินไปนาน เนื่องจากระยะทางที่อยู่ต่างถิ่น ซึ่งการเดินทางในระยะไกลเช่นนี้จะสามารถทำได้สะดวก ง่ายดาย และรวดเร็วยิ่งขึ้น ด้วยอัตราค่าเดินทางที่สมเหตุสมผลครับ” คุณพาที กล่าวเสริม

สำหรับเส้นทางบินสามารถติดตามได้ที่ http://www.nokair.com/s1000_obj/front_page/page/172.html

ข่าวประชาสัมพันธ์จากสายการบินนกแอร์

สายการบินลุฟท์ฮันซ่าสั่งซื้อเครื่องบินใหม่เพิ่ม 41ลำ

คณะกรรมการที่ปรึกษาของสายการบินลุฟท์ฮันซ่าอนุมัติการลงทุนครั้งใหญ่สำหรับอนาคตด้วยการขยายฝูงบินสุดทันสมัย

คณะกรรมการที่ปรึกษาของสายการบินลุฟท์ฮันซ่าได้อนุมัติการสั่งซื้อเครื่องบินใหม่จำนวน 41 ลำ ระหว่างการประชุมวันนี้ เครื่องบินดังกล่าวนี้เป็น เครื่องบินแอร์บัสตระกูล เอ320 จำนวนถึง 30 ลำ ซึ่งทางลุฟท์ฮันซ่าได้กำหนดที่จะให้บริการบนเส้นทางการบินทั่วภูมิภาคยุโรป ส่วนเครื่องบิน แอร์บัส เอ330-300 ซึ่งเป็นเครื่องบินสำหรับการบินระยะไกลจำนวน 9 ลำและ เครื่องแอร์บัส เอ320 ที่เหลืออีก 2 ลำ จะนำมาใช้บริการในฝูงบินของสายการบินสวิส

มร.วูฟล์กัง ไมเยอร์ฮูเบอร์ ประธานและประธานกรรมการบริหารของสายการบินลุฟท์ฮันซ่ากล่าวว่า “ด้วยชื่อเสียงและการมีทีมงานที่แข็งแกร่ง ผนวกกับสภาพคล่องทางการเงินในธุรกิจที่ยอดเยี่ยมของเรา ทำให้การตัดสินใจลงทุนในวันนี้เปรียบเสมือนการลงทุนที่คุ้มค่าสำหรับอนาคต การลงทุนดังกล่าวนี้ถือเป็นสิ่งที่ดีสำหรับผู้ถือหุ้น ลูกค้า พนักงาน และรวมถึงพันธมิตรต่างๆของเรา” นับจากปี พ.ศ.2554 สายการบินลุฟท์ฮันซ่าจะทำการปรับปรุงตลอดจนขยายฝูงบินด้วยเครื่องบินสำหรับการบินระยะใกล้และระยะกลางถึง 30 ลำ เครื่องบินทั้งหมดดังกล่าวนี้จะประกอบไปด้วย เครื่องบินแอร์บัสรุ่น เอ321 จำนวน 20 ลำ รุ่น เอ320 จำนวน 4 ลำ และรุ่น เอ319 จำนวน 6 ลำ “สายการบินของเราได้ทำการพัฒนาฝูงบินยุโรปให้ทันสมัยด้วยเครื่องบินใหม่ล่าสุดเพื่อวัตถุประสงค์ที่จะขยายความเป็นผู้นำของเราในตลาดยุโรป” มร.วูฟล์กัง ไมเยอร์ฮูเบอร์ กล่าวย้ำ

“สำหรับสายการบินสวิสนั้น การลงทุนในครั้งนี้ถือเป็นรางวัลจากการปรับเปลี่ยนโครงสร้างขององค์กรที่ประสบความสำเร็จ การใช้กลยุทธ์ที่ท้าทาย และการปฏิบัติงานอันยอดเยี่ยมของทีมงานของสายการบินสวิส รวมถึงการเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งในกลุ่มธุรกิจของสายการบินลุฟท์ฮันซ่า ด้วยการสั่งซื้อเครื่องบินเพิ่มใหม่ในครั้งนี้ สายการบินสวิสจะมีศักยภาพพร้อมเต็มที่สำหรับการแข่งขัน” มร.วูฟล์กัง ไมเยอร์ฮูเบอร์ กล่าวเสริม เครื่องบินแอร์บัสใหม่ เอ330-300 ดังกล่าวนี้ จะถูกนำมาให้บริการแทน เครื่องบินแอร์บัส เอ330-200 ซึ่งให้บริการอยู่ในฝูงบินปัจจุบันโดยจะมีกำหนดส่งมอบในต้นปี 2552 ส่วนเครื่องบิน เอ 320 จำนวน 2 ลำมีกำหนดให้บริการในฝูงบินสวิสในปีพ.ศ. 2554

เครื่องบินที่ได้สั่งซื้อในครั้งนี้ เป็นเครื่องบินที่มีประสิทธิภาพในการเผาผลาญน้ำมันเชื้อเพลิงสูง การปล่อยมลภาวะในระดับต่ำ และลดมลพิษทางเสียง ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันว่าสายการบินลุฟท์ฮันซ่าและสายการบินสวิสให้ความสำคัญอย่างต่อเนื่องกับเทคโนโลยีการบินที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การวางแผนการปรับปรุงและขยายจำนวนเครื่องบินในฝูงบินที่ปัจจุบันมีอยู่ประมาณ 500 ลำนี้ ทางสายการบินลุฟท์ฮันซ่านั้นได้สั่งซื้อเครื่องบินใหม่ไปเป็นจำนวนกว่า 170 ลำ ซึ่งคิดเป็นมูลค่ามากกว่า 1.4 ล้านล้านยูโร

ลุฟท์ฮันซ่าสายการบินเยอรมันให้บริการเที่ยวบิน ไป-กลับระหว่างกรุงเทพฯ และ เมืองแฟรงค์เฟิร์ต ทุกวัน โดย 3 เที่ยวบินสามารถเชื่อมเส้นทางต่อไปยังนครโฮจิมินท์ และอีก 4 เที่ยวบินสามารถเชื่อมเส้นทางต่อไปยังกรุงกัวลาลัมเปอร์ เส้นทางการบินดังกล่าวทำให้สายการบินลุฟท์ฮันซ่าถือเป็นสายการบินยุโรปชั้นนำที่ให้บริการในภูมิภาคนี้ ด้วยเที่ยวบินเชื่อมต่อที่มากที่สุดไปสู่และจากทวีปยุโรป รวมทั้งไปสู่เมืองสำคัญอีกสองเมืองภายในภูมิภาค


ข่าวประชาสัมพันธ์จากลุฟท์ฮันซ่า

สายการบินเอทิฮัดเตรียมเพิ่มเที่ยวบิน

กรุงเทพฯ ประเทศไทย

สายการบินเอทิฮัด สายการบินแห่งชาติสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ให้บริการเที่ยวบินจากกรุงเทพฯสู่เมืองอาบูดาบีทุกวัน วันละ 2 เที่ยวบิน และอีก 45 จุดหมายปลายทางทั่วโลก เตรียมเพิ่มจำนวนเที่ยวบินขึ้นอีก 21 เปอร์เซ็นต์ ในปลายเดือนตุลาคมนี้ และวางเป้าหมายในการดึงดูดนักเดินทางให้เพิ่มมากขึ้น ด้วยตารางเที่ยวบินใหม่ที่จะช่วยเพิ่มความสะดวกสบายในการเชื่อมต่อเที่ยวบินและวางแผนการเดินทาง

โดยสายการบินเตรียมเพิ่มเที่ยวบินรายสัปดาห์จาก 564 เป็น 716 เที่ยวบิน ตั้งแต่วันที่ 28 ตุลาคมนี้ เพื่อตอบรับกับสีสันของอุตสาหกรรมการบินโลกที่จะคึกคักเป็นพิเศษในช่วงฤดูหนาว โดยจำนวนเที่ยวบินที่เพิ่มขึ้นส่วนใหญ่จะเป็นเส้นทางในแถบกลุ่มสภาความร่วมมือแห่งอ่าวเปอร์เซีย ทวีปยุโรป และอนุทวีป

เที่ยวบินที่เพิ่มจำนวนขึ้นในช่วงเวลาดังกล่าวของเอทิฮัดจะครอบคลุมใน 17 เส้นทางทั่วโลก ยกตัวอย่างเช่น บาห์เรน ซึ่งเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า จาก 14 เป็น 28 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ และมัสกัต เพิ่มขึ้นจาก 7 เป็น 21 เที่ยวบินต่อสัปดาห์

เครือข่ายเส้นทางบินที่แข็งแกร่งของเอทิฮัดในภูมิภาคตะวันออกกลางจะเพิ่มขึ้นด้วยเที่ยวบินในเส้นทางสู่โดฮา จากเดิม 7 เป็น 14 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ อัมมาน จาก 6 เที่ยวบินต่อสัปดาห์เป็นเที่ยวบินรายวัน และดามัสกัสจาก 5 เที่ยวบินต่อสัปดาห์เป็นเที่ยวบินรายวัน

เที่ยวบินของเอทิฮัดที่เดินทางไปแฟรงเฟิร์ตจะเพิ่มจาก 7 เป็น 10 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ เจนีวา เพิ่มจาก 3 เป็น 4 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ ดับบลินเพิ่มจาก 4 เป็น 6 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ และลอนดอน ที่ลงจอด ณ สนามบินฮีทโธร์ล เพิ่มจาก 14 เป็น 19 เที่ยวบินต่อสัปดาห์

มร. เจมส์ โฮแกน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายการบินเอทิฮัด กล่าวว่า “อาคันตุกะผู้ทรงเกียรติจะได้รับประโยชน์อย่างมากจากจำนวนเที่ยวบินที่เพิ่มขึ้นเป็นพิเศษและตารางเที่ยวบินที่ได้รับการปรับปรุงให้สามารถอำนวยความสะดวกในการเดินทางและเชื่อมต่อเที่ยวบินเพิ่มมากขึ้น อันจะส่งผลให้การเชื่อมต่อเที่ยวบินที่อาบูดาบีรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้นกว่าเดิม”

“ด้วยการเพิ่มเที่ยวบินและปรับปรุงตารางเที่ยวบินใหม่ภายในเครือข่ายทำให้เอทิฮัดสามารถมอบประสบการณ์การเดินทางที่แสนง่ายดายและสะดวกสบายเพิ่มขึ้นให้แก่อาคันตุกะผู้ทรงเกียรติทุกท่าน”

เช่นเดียวกันกับการที่เที่ยวบินสู่กลุ่มประเทศในอนุทวีปจะเพิ่มขึ้นอย่างมาก ยกตัวอย่างเช่น เตรุวันนันธะปุรัมและโคชิ อันเป็นสองเส้นทางหลักในรัฐเคราล่าของเอทิฮัด ตลอดจนกรุงดาร์กา เมืองหลวงของบังกลาเทศ ที่จะเพิ่มเป็นเที่ยวบินรายวันทั้งหมด


ข่าวประชาสัมพันธ์จากสายการบินเอทิฮัด

แอร์บัสเปิดตัวแพ็กเกจเพิ่มประสิทธิผลด้านระบบการบินเพื่อใช้กับ A320

แอร์บัสได้ทำการพัฒนา In-Service Enhancement Package (ISEP) อันเป็นแพ็กเกจสำหรับเพิ่มประสิทธิผลด้านระบบการบินที่ครอบคลุมคุณสมบัติอย่างรอบด้านเพื่อใช้กับเครื่องบินตระกูลเอ320 ซึ่งแพ็กเกจใหม่นี้จะช่วยให้ลูกค้าที่มีเครื่องบินตระกูลเอ320อยู่ในการบริการ สามารถเพิ่มประสิทธิผลทางการบินของฝูงบินให้พร้อมต่อสภาพการแข่งขันในตลาดโลกปัจจุบันที่มีความท้าทายอย่างยิ่ง

ISEP คือแพ็กเกจที่เกิดจากการรวบรวมโซลูชั่นการบริการต่างๆของแอร์บัส (Airbus Service Bulletins) ที่ผ่านการพิสูจน์แล้วถึงความยอดเยี่ยม โซลูชั่นการบริการต่างๆที่ถูกนำมารวมไว้ในแพ็กเกจ ISEP ได้รับคัดเลือกจากคุณสมบัติการช่วยส่งเสริมมูลค่าในอนาคต (Residual Value) ของเครื่องบินและการส่งผลบวกต่อหัวข้อสำคัญด้านการบิน อาทิ ความไว้วางใจได้ในการใช้งาน (Operational Reliability หรือ OR) ต้นทุนโดยตรงด้านการซ่อมบำรุง (Direct Maintenance Cost หรือ DMC) ต้นทุนด้านอะไหล่(Spares costs) รวมทั้งการมีส่วนช่วยลดน้ำหนักของเครื่องบิน นอกจากนั้นยังคัดเลือกโดยดูจากการช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติการต่างๆ เช่น การลดปริมาณน้ำมันเชื้อเพลิงที่ใช้โดยช่วยกำหนดพิกัดการบินที่มีประสิทธิภาพที่สุด เป็นต้น แพ็กเกจISEP ถือเป็นการวางพื้นฐานหลักสำหรับการปรับปรุงให้เครื่องบินที่ผลิตขึ้นก่อนหน้าสามารถให้ประสิทธิผลสำคัญทางการบิน ได้เท่าเทียมกับที่มาตรฐานการผลิตในปัจจุบันสามารถให้ได้ อีกทั้งยังช่วยให้เครื่องบินรุ่นเดียวกันระหว่างลำที่ถูกส่งมอบไปก่อนหน้าและลำที่ผลิตล่าสุด มีประสิทธิภาพการปฏิบัติการอยู่ในระดับเดียวกัน

“ลูกค้าแต่ละรายจะสามารถใช้แพ็กเกจ ISEP ที่ยอดเยี่ยมนี้เป็นเครื่องมือสำคัญเพื่อยกระดับประสิทธิภาพของการปฏิบัติการ โดยแอร์บัสสร้างสรรค์แพ็กเกจ ISEP ให้เป็นนวัตกรรมที่ตอบสนองต่อความต้องการทางการแข่งขันในตลาดธุรกิจอากาศยานที่ท้าทายและมีการขยายตัวในปัจจุบัน”มร. ชาร์ล แชมเปี้ยน รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ฝ่ายบริการลูกค้าของแอร์บัส กล่าว

แพ็กเกจ ISEP มีเป้าหมายเพื่อเพิ่มประสิทธิผลของระบบการบินในสองส่วนหลัก ได้แก่ การสื่อสารด้านสภาพการจราจรทางอากาศ (Air Traffic Communications) และการนำร่อง (Navigation) สำหรับด้านการนำร่องนั