นายกฯ สั่งเอง ฟันทุจริตการบินเวียดนาม
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 26 มิถุนายน 2550 02:26 น.
กรุงเทพฯ-- นายกรัฐมนตรีเวียดนามเหวียนเติ๋นยวุ๋ง (Nguyen Tan Dung) ได้ออกชี้นำให้คณะผู้บริหารระดับสูงของเวียดนามแอร์ไลน์พิจารณาบทบาทของตัวเอง โดยใช้หลักจริยธรรมและคุณธรรม พร้อมทั้งให้มีการลงโทษบุคคลที่เกี่ยวข้องทุกระดับ เพื่อเป็นการลงโทษต่อความผิดพลาดต่างๆ ที่ตรวจพบเมื่อเร็วๆ นี้
คณะกรรมการตรวจสอบการทุจริตและประพฤติมิชอบแห่งรัฐ ใช้เวลาตรวจสอบการกล่าวหาสวายการบินแห่งชาติยืดเยื้อมาเป็นเวลานานข้ามปี และเพิ่งส่งรายงานผลการตรวจสอบต่อนายกรัฐมนตรีเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว
นับเป็นครั้งแรกที่ผู้นำรัฐบาลได้ก้าวลงมาแทรกแซงการตรวจสอบดังกล่าว โดยขอให้ผู้บริหารของสายการบินเวียดนามที่รู้ตัวว่าเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดที่ทำให้เกิดความเสียต่อรัฐต้องพิจารณาตัวเอง หรือไม่ก็ต้องเผชิญกับการลงโทษจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
เป็นที่ทราบกันมานานแล้วว่า คณะกรรมการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่นได้เข้าตรวจสอบสายการบินแห่งชาติตามที่มีการร้องเรียนอย่างน้อย 2 ประเด็น
ประเด็นแรกคือ การที่ผู้บริหารบางคนได้แทรกแซงบังคับให้ฝ่ายที่รับผิดชอบให้ทุนการศึกษาต่างประเทศแก่ บรรดาลูกท่านหลานเธอซึ่งผิดต่อกฎระเบียบของสายการบินที่ให้ทุนเฉพาะลูกหลานพนักงานบริษัทที่เรียนดี เป็นทุนในการศึกษาต่อเพื่อกลับไปปฏิบัติงานให้กับสายการบินต่อไป
ที่ผ่านมาผู้ปกครองของเด็กที่ได้รับทุนจากสายการบินแห่งชาติจำนวนหนึ่ง ได้ส่งเงินคืนแก่เวียดนามแอร์ไลน์จนครบหมดแล้ว ด้วยสำนักในความผิดพลาด แต่การลงโทษผู้บริหารที่เกี่ยวข้องยังจะต้องดำเนินต่อไป
ประการที่สองคือการจัดซื้อจัดจ้างในสายการบินเวียดนาม ซึ่งรวมทั้งการจัดซื้อเครื่องบินโบอิ้ง 777-200 (Extended Range) ในช่วงปี 2543-2544 แต่ใช้งานไม่ได้ตามนโยนบาย ของการจัดซื้อ และ ต่อมาได้มีการเช่าเครื่องบินโบอิ้ง 777-200ER อีกจำนวนนึ่งในอัตราที่แพงกว่าท้องตลาด
ในรายงานที่ส่งถึงนายกรัฐมนตรีเวียดนามนั้น คณะกรรมการตรวจสอบได้พบการกระทำความผิดใน 12 กรณีในสายการบินแห่งชาติ ซึ่งทำให้รัฐเสียหายเป็นมูลค่าหลายล้านดอลลาร์ ทั้งนี้เป็นรายงานของหนังสือพิมพ์เตื่อยแจ๋ (Tuoi Tre)
คณะกรรมการฯ ได้พบว่าเฉพาะเรื่องทุนการศึกษาอย่างเดียว ผู้บริหารสายการบินแห่งชาติได้ทำให้เกิดการสูญเสียเป็นมูลค่าราว 188,000 ดอลลาร์ ทั้งหมดได้มอบให้แก่ลูกหลานญาติพี่น้องของพนักงานหรือผู้บริหารสายการบิน ที่เป็นการจัดต่อกฎระเบียบ
คณะกรรมการฯ ยังได้พบร้องรอยการทุจริตอีกจำนวนหนึ่ง แต่การทุจริตที่หนักหน่วงรุนแรงที่สุดเป็นกรณีการจัดซื้อเครื่องมืออุปกรณ์บางรายการซึ่ง "ทำให้รัฐเสียหายอย่างหนัก" สื่อของทางการเวียดนามกล่าว
คณะกรรมการฯ ได้ส่งหลักฐานต่างๆ ให้แก่เจ้าพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินการในขั้นต่อไปแล้ว
ในการก่อสร้างโรงซ่อมเครื่องบินที่ท่าอากาศยานโนยบ่าย (Noi Bai) กรุงฮานอย มีการจัดซื้อเหล็กกล้าจำนวนมหาศาล แต่คณะกรรมการได้พบว่าจำนวนที่ได้รับมาจริงกับจำนวนที่ปรากฏในใบสั่งซื้อนั้นมีต่างกันอยู่เกือบ 210 ตัน
คณะกรรมการตรวจสอบได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องกับการก่อสร้างและการจัดซื้อจัดจ้างในโครงการที่ท่าอากาศยานโนยบ่าย ต้องส่งเงินคืนให้แก่รัฐเป็นเงิน 247,217 ดอลลาร์ เตื่อยแจ๋กล่าว
อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการเปิดเผยในชั้นรายละเอียดต่างๆ เกี่ยวกับโครงการและการทุจริตในสายการบินแห่งชาติ แต่สื่อของทางการหลายสำนักรายงานเมื่อ 2 เดือนก่อนว่า คณะกรรมการตรวจสอบกำลังพยายามทวงค่าเสียหายประมาณ 93.7 ล้านดอลลาร์ จากเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตหลายกรณี
สายการบินเวียดนามได้จัดซื้อเครื่องบินโบอิ้ง 777-200ER จำนวน 4 ลำ แต่ได้สั่งซื้อเครื่องยนต์ไม่ตรงขนาดความต้องการที่ขออนุญาตต่อรัฐบาล ทำให้ไม่สามารถบินระยะไกลไปยังสหภาพยุโรปได้ ต้องเช่าเครื่องบินรุ่นเดียวกันอีกจำนวน 4 ลำ ในอัตราค่าเช่าที่สูงมาก
ตามรายงานของสื่อก่อนหน้านี้ สายการบินแห่งชาติได้ทำสัญญาเช่าซื้อเครื่องบินดังกล่าวในระยะยาว แต่ก็ได้พบว่ายิ่งยาวนานค่าเช่าก็ยิ่งสูงขึ้นตามไปด้วย ซึ่งขัดต่อหลักการในท้องตลาด และ เรื่องนี้อาจจะไม่เกี่ยวกับการทุจริตคอร์รัปชั่น แต่ก็ทำให้รัฐเสียหาย
ทางการเวียดนามกำลังเร่งปราบปรามการทุจริตในหมู่เจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐ ตามนโยบายของพรรคคอมมิวนิสต์ที่เรียกสิ่งนี้ว่า "ความชั่วร้ายทางสังคม"
เมื่อสัปดาห์ที่แล้วศาลอุทธรณ์กรุงฮานอยได้ยืนคำพิพากษากรณีรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการค้าทุจริตโควตาส่งออก แม้จะมีการลดโทษจำคุกให้น้อยลง แต่ทั้งรัฐมนตรีและผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดก็จะถูกลงโทษตามกฎหมาย
เมื่อต้นเดือนนี้ นายกรัฐมนตรีเวียดนามได้ออกชี้นำให้ผู้ว่าการธนาคารแห่งรัฐหรือ SBV (State Bank of Vietnam) พิจารณาตัวเอง และลงโทษเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อการทำให้รัฐสูญเสียเป็นเงินกว่า 100 ล้านดอลลาร์ในการแลกเปลี่ยนเงินตราที่เกิดขึ้นในปี 2548-2549
กรณีดังกล่าวเชื่อว่าไม่ใช่การทุจริต แต่เป็นการกระทำบกพร่องต่อหน้าที่ ซึ่งทำให้รัฐเสียหาย.