เมกะโปรเจ็กต์มารีน่าแซนด์สบี้สุวรรณภูมิ สิงคโปร์ทิ้งไทยชิงขึ้นเวิรลด์คลาสเอเชีย
"สิงคโปร์" เร่งฝุ่นตลบ แผนพัฒนาการลงทุนเมกะโปรเจ็กต์ได้ "ลาส เวกัส แซนด์ส" หนุนภายใน 3 ปีเนรมิต "มารีน่า เบย์ แซนด์ส" คอมเพล็กซ์เอ็นเตอร์เทนเมนต์กาสิโน ดันขึ้นตำแหน่งเวิรลด์คลาสท่องเที่ยวชุมทางธุรกิจคุมฮับบินเอเชีย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การช่วงชิงโอกาสและจังหวะขึ้นเป็นผู้นำเอเชียระหว่างไทยกับสิงคโปร์ โดยการใช้กลยุทธ์เมกะโปรเจ็กต์เป็นแรงส่งสร้างศูนย์กลางการบิน (aviation hub) และเส้นทางท่องเที่ยวยอดนิยมระดับโลก หรือ world class destination ผลปรากฏว่าไทยหลังเมกะโปรเจ็กต์สนามบินสุวรรณภูมิเปิดให้บริการเพียง 4 เดือน ต้องเผชิญปัญหาฝุ่นตลบจนถึงรัฐบาลประกาศย้ายบางส่วนกลับใช้ดอนเมืองภายใน 45 วัน
เป็นจังหวะที่สิงคโปร์โชว์พลังความเป็นผู้นำทันที โดยอาศัยศักยภาพของเมกะโปรเจ็กต์ใหม่ "มารีน่า เบย์ แซนด์" สร้างเวิรลด์คลาสท่องเที่ยวและเจ้าตลาดแห่งไมซ์ (MICE KING) ผนวกเข้ากับฮับการบิน เนรมิตศูนย์ช็อปปิ้งเทรนด์ใหม่แห่งเอเชีย มีแบรนด์และร้านค้าปลีกจากทั่วโลกมาร่วมเป็นพันธมิตร ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศล้ำสมัย และศูนย์กลางพิพิธภัณฑ์ศิลปะทางวิทยาศาสตร์ยิ่งใหญ่ระดับโลกของ Moshe Safdie
นายเชลดอน เอเดลสัน ประธานกรรมการ บริหาร ลาส เวกัส แซนด์ส คอร์ป บินด่วนจากสหรัฐอเมริกาเมื่อ 8 กุมภาพันธ์ 2550 เชิญสื่อมวลชนทั่วเอเชียกว่า 100 คน พร้อมทั้งกล่าวว่า ในฐานะนักลงทุนกาสิโนคอมเพล็กซ์รายใหญ่ของโลกพร้อมเร่งเมกะโปรเจ็กต์ มารีน่า เบย์ แซนด์ส สิงคโปร์ มูลค่ากว่า 1.7 แสนล้านบาท (5,000 ล้านเหรียญสหรัฐอเมริกา) หนุนประเทศสิงคโปร์ชิงผู้นำเวิรลด์คลาสด้านท่องเที่ยวและชุมทางธุรกิจ MICE (meeting-incentive-convention-exhibition) ของโลกภายในไม่เกิน 3 ปีนี้
ในปี 2552 เมื่อเมกะโปรเจ็กต์มารีน่า เบย์ แซนด์ส แล้วเสร็จทันทีที่เปิดให้บริการจุดพลุความฝันเปิดศูนย์กลางลาสเวกัสเอเชียแบบครบวงจร หวังดูดตลาดใหญ่ของโลก 2 ประเทศ สาธารณรัฐประชาชนจีน และอินเดีย เข้ามาใช้บริการ
ประธานกรรมการบริหาร ลาส เวกัส แซนด์ส คอร์ป กล่าวว่า จากประสบการณ์มั่นใจว่าการสร้างเกม หรือกาสิโนคอมเพล็กซ์เป็นกลยุทธ์ที่จะดึงกำลังซื้อด้านการตลาดท่องเที่ยวและประชุมระดับนานาชาติได้สำเร็จตามเป้าแต่ความสวยหรูนี้จะเกิดขึ้นได้ รัฐบาลของประเทศที่ต้องการให้เปิด ลาสเวกัสต้องสนับสนุนเหมือนที่สิงคโปร์กำลังทำอยู่ขณะนี้ถือว่าสมบูรณ์แบบมาก
นายวิลเลี่ยม เวดเนอร์ กรรมการผู้จัดการและเจ้าหน้าที่บริหาร ลาส เวกัส แซนด์ส คอร์ป กล่าวเสริมว่า เมกะโปรเจ็กต์มารีน่า เบย์ฯ เปิดปีแรกจะเพิ่มกำลังซื้อหรือจำนวนนักท่องเที่ยวเข้าสิงคโปร์ 17 ล้านคน เพิ่มมากกว่า 1 เท่าจากปัจจุบันมีเพียง 9.7 ล้านคน จากการเนรมิตพื้นที่สร้างศูนย์ประชุมไมซ์เนื้อที่ราว 1 แสน ตร.ม.รองรับได้ 2,000 บูท มีพนักงานดูแลกว่า 50,000 คน มีห้องพัก 5 ดาว 3 โรงแรม รวม 2,500 ห้อง ภายในมีสปา ภัตตาคาร สวนประติมากรรม สระว่ายน้ำ จุดชมวิว 360 องศา
รวมทั้งเป็นกาสิโนแห่งแรกที่จะมี Paiza Club สำหรับลูกค้าไฮเอนด์ และมีเชฟแบรนด์มิชชาลีนชื่อก้องโลกมาปรุงอาหารเสิร์ฟเป็นส่วนตัว อีกทั้งมีโรงละครล้ำสมัยนำเสนอเรื่องราวบรอดเวย์
นายมาห์ โบว์ ตัน รัฐมนตรีพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติสิงคโปร์ กล่าวเสริมว่า รัฐบาลสิงคโปร์พยายามค้นหาแนวทางยุทธศาสตร์จนได้ลาสเวกัส แซนด์ส คอร์ป มารับสัมปทานบริหาร 30 ปี เพื่อจุดพลุจุดขายใหม่ให้ยิ่งใหญ่ในเอเชียในการสร้างคอร์ปอเรตรีสอร์ตผนวกกับเอ็นเตอร์เทนเมนต์
เป้าหมายอันดับแรกเล็งถึงผลตอบแทนทางเศรษฐกิจระยะยาว การขับเคลื่อนอุตสาหกรรมท่องเที่ยว การเร่งปั่นเศรษฐกิจเติบโตอย่างรวดเร็ว ขยายการจ้างงาน จากการประเมินเบื้องต้นหากมารีน่า เบย์ แซนด์ส เปิดบริการปี 2552 สิงคโปร์จะมีรายได้ผลผลิตมวลรวมในประเทศ (GDP) เพิ่มทันทีอีกประมาณ 2,500 ล้านเหรียญสิงคโปร์ สร้างงานคุณภาพดีเพิ่มอีก 10,000 งาน
อย่างไรก็ตามผลสรุปโดยรวมขณะนี้การจับมือของสิงคโปร์กับ ลาส เวกัส แซนด์ส คอร์ป สหรัฐอเมริกา นักวิเคราะห์การลงทุนภาคการบิน ท่องเที่ยว บริการ ชั้นนำของไทยและนานาชาติ ระบุว่า สิงคโปร์ได้ผลักดันเมกะโปรเจ็กต์แซงหน้าไทยครองความเป็นฮับและเวิรลด์คลาส และในช่วง 3 ปีนี้ สิงคโปร์มีความชัดเจน แต่ไทยยังไม่ชัดเจนว่าการถอยหลังกลับมาจัดระเบียบการลงทุนและปรับซ่อมสุวรรณภูมิ รวมถึงหาข้อยุติเรื่องการเปิดใช้สนามบินนานาชาติกรุงเทพ 2 แห่ง อย่างถาวรนั้น จะส่งผลดีหรือผลเสียในระยะยาว
ที่มา: ประชาชาติธุรกิจ (12 ก.พ. 50)