HFlight รีวิวสายการบิน โรงแรม จองโรงแรมทั่วโลก - หน้าแรก
- กลับหน้าแรก -
หน้าแรก | จองโรงแรมที่พัก | ข่าวการบิน | Webboard | สายการบิน | กิน-เที่ยว-เดินทาง | รีวิวโรงแรม | คู่มือเที่ยวเมืองนอก | ลงโฆษณา

  
 

« January 2007 | Main | March 2007 »

February 26, 2007

แอร์เอเชีย วางใจ จีอี เอวิเอชั่น เซอร์วิส รับช่วงดูแลฝูงบินโบอิ้ง 737-300

เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2550 สายการบินแอร์เอเชียได้ตกลงเซ็นต์สัญญากับ จีอี คอมเมอร์เชียล เอวิเอชั่น เซอร์วิส (GE Commercial Aviation Service: GECAS) โดยให้ GECAS เป็นผู้จัดการดูแลระบบชิ้นส่วนอะไหล่ทั้งหมดให้แก่เครื่องบินโบอิ้ง รุ่น 737-300 ทั้ง 34 ลำของสายการบินแอร์เอเชีย
ระบบการจัดการชิ้นส่วนอะไหล่ของจีอีดังกล่าว นอกจากจะช่วยให้สายการบินต่างๆ ประหยัดค่าใช้จ่ายในการดูแลจัดการระบบชิ้นส่วนอะไหล่แล้ว ยังช่วยให้การบริหารจัดการชิ้นส่วนอะไหล่ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดและรวดเร็วยิ่งขึ้น
“เนื่องจากเครื่องบินแอร์บัสรุ่น เอ320 กำลังเข้ามาประจำฝูงบินทั้งหมดของสายการบินแอร์เอเชีย จึงเป็นเรื่องน่ายินดีที่ GECAS เข้ามารับช่วงต่อจากเราในการดูแลฝูงบินโบอิ้ง 737-300” ดาโต๊ะ โทนี่ เฟอร์นันเดส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายการบินแอร์เอเชียกล่าว
นอกจากนี้ ดาโต๊ะโทนี่ ยังกล่าวเพิ่มเติมอีกว่า ระบบบริหารการจัดการชิ้นส่วนเครื่องบินของ GECAS นั้นจะเข้ามามีบทบาทกับศูนย์กลางทางการบินของสายการบินแอร์เอเชียทั้งหมด ซึ่งจะเป็นผลทำให้สายการบินแอร์เอเชียสามารถบริหารจัดการระบบอื่นๆ ได้ดีกว่าเดิม และลดต้นทุนการจัดการเรื่องดังกล่าวให้ต่ำลง ทำให้แอร์เอเชียสามารถดูแลในส่วนอื่นๆ ได้ดีกว่าเดิม อันจะก่อให้เกิดประโยชน์แก่ผู้โดยสารของสายการบินฯ ต่อไป

ข่าวจาก สายการบินไทยแอร์เอเซีย
ทีมข่าว HFlight.net รายงาน

เจ้าจำปีกัดฟันบินไปนิวยอร์ก ยันไม่มีนโยบายยกเลิกเส้นทาง เล็งขึ้นค่าโดยสารแก้ขาดทุนยับ

เรืออากาศโทอภินันทน์ สุมนะเศรณี กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงการให้บริการเส้นทางบินตรงกรุงเทพฯ-นิวยอร์ก ซึ่งเป็นเส้นทางที่ประสบปัญหาขาดทุนอยู่ในขณะนี้ว่า การบินไทยอยู่ระหว่างพิจารณาแผนปฏิบัติงาน และผลประกอบการในเส้นทางดังกล่าว เพื่อปรับวิธีการให้เหมาะสม และสามารถทำผลกำไรจากเส้นทางดังกล่าวได้

สำหรับแนวทางแก้ไขที่สามารถดำเนินการได้ทันที คือ การปรับอัตราค่าโดยสารเพิ่มขึ้น เพื่อทดแทนการขาดทุน แต่วิธีการนี้จะมีผลกระทบต่อปริมาณผู้โดยสารที่อาจลดลง ส่วนแนวทางอื่นๆ เช่น การหมุนเวียนเครื่องบินให้มีประสิทธิภาพ การแวะพักที่จุดกลางทางแทนการบินตรง หรือการขายเครื่องบินที่ให้บริการเส้นทางนี้ คือแอร์บัสเอ 340-500 ซึ่งจะใช้เป็นแนวทางสุดท้าย
ทั้งนี้ ตนยืนยันว่าในเบื้องต้น บริษัทยังไม่มีนโยบายในการยกเลิกทำการบินในเส้นทางกรุงเทพฯ-นิวยอร์ก เพราะต้องรอให้ผู้ที่รับผิดชอบจัดทำรายละเอียดแผนมาให้พิจารณา ว่าจะมีทางแก้ไขอย่างไรบ้าง

นายวัลลภ พุกกะณะสุต รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ฝ่ายการพาณิชย์ กล่าวว่า เส้นทางดังกล่าวมีอัตราส่วนการบรรทุกเฉลี่ยในระดับ 90% แม้ว่าอัตราค่าโดยสารค่อนข้างสูง แต่ยังคงประสบปัญหาขาดทุน เพราะเครื่องบินที่ใช้คือ แอร์บัสเอ 340-500 มีจำนวนที่นั่งน้อย ประมาณ 200 ที่นั่งเท่านั้น ส่งผลให้การบินไทย มีต้นทุนสูง

นายสมศักดิ์ ศรีนวล ประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ การบินไทย กล่าวว่า สหภาพฯ ได้คัดค้านการจัดซื้อเครื่องบินแอร์บัส เอ 340-500 มาตั้งแต่แรก เพราะเครื่องบินรุ่นนี้มีถึง 4 เครื่องยนต์ ส่งผลให้สิ้นเปลืองน้ำมันอย่างมาก และยังมีจำนวนที่นั่งเพียง 200 ที่นั่งเท่านั้น ถือว่าน้อยมากไม่คุ้มกับต้นทุนการให้บริการในแต่ละเที่ยว ซึ่งการบินไทยควรใช้วิธีแวะพักแทนการบินตรงในเส้นทางนี้

ที่มา:แนวหน้า(26ก.พ50)

February 24, 2007

บินอย่างอุ่นใจกับแผนประกันภัย Thai AirAsia GoInsure

เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ณ ห้องฟอร์จูน 4 โรงแรมแกรนด์ เมอร์เคียว ฟอร์จูน รัชดาภิเษก สายการบินไทยแอร์เอเชียร่วมมือกับ AIG ได้แถลงข่าวถึงการเปิดตัวแผนประกันภัย Thai AirAsia GoInsure ซึ่งเป็นการเพิ่มความคุ้มครองอุบัติเหตุระหว่างการเดินทาง พร้อมบริการช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง รวมถึงการคุ้มครองอื่นๆอีกมากมายสำหรับลูกค้าสายกการบินไทยแอร์เอเชีย

GoInsure3.jpg สำหรับ

แผนประกันภัย Thai AirAsia GoInsure ซึ่งเป็นแผนประกันภัยที่มอบความคุ้มครองระหว่างการเดินทางให้แก่ลูกค้าสายการบินไทยแอร์เอเชียได้อุ่นใจยิ่งขึ้น โดยแผนประกันภัยอันนี้จะคุ้มครองผู้โดยสารที่มีอายุตั้งแต่ 9 วันขึ้นไป จนถึงผู้มีอายุ 75 ปี หากผู้โดยสารอายุตั้งแต่ 9 วันขึ้นไป จนถึงอายุ 24 เดือน เดินทางพร้อมผู้ปกครองจะได้รับบริการดังกล่าวฟรี
ทั้งนี้ในระยะแรกจะให้บริการแก่ลูกค้าที่สำรองที่นั่งผ่านทางอินเตอ์เน็ตก่อน ซึ่งผู้โดยสารสามารถเลือกบริการดังกล่าวต่อจากการสำรองที่นั่งได้เลย โดยราคาเริ่มที่ 74.90 บาท สำหรับการเดินทางเที่ยวเดียวภายในประเทศ และ 90 บาท สำหรับการเดินทางเที่ยวเดียวระหว่างประเทศ ในส่วนการเดินทางไป-กลับนั้นจะมีราคา 203.30 บาทสำหรับเส้นทางภายในประเทศ และ 210 สำหรับเส้นทางระหว่างประเทศ
แผนประกันภัย Thai AirAsia GoInsure จะแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบได้แก่
1. แผนประกันภัยแบบ In Flight ซึ่งให้ความคุ้มครองแก่ผู้โดยสารที่เลือกโดยสารแบบเที่ยวเดียวทั้งเส้นทางภายในประเทศและเส้นทางต่างประเทศ สิทธิประโยนช์ที่จะได้รับได้แก่
- ประกันอุบัติเหตุระหว่างเที่ยวบิน ในวงเงินสูงสุด 3,000,000 บาท
- ประกันความเสียหายต่อกระเป๋าเดินทางและทรัพย์สินภทยในกระเป๋า ในวงเงินสูงสุด 15,000 บาท
- การบอกเลิกไฟลท์ เนื่องจากไม่สามารถเดินทางได้ จะได้รับการคุ้มครองด้านตั๋วเครื่องบิน
- ประกันเวลาเนื่องจากความล่าช้าของเที่ยวบิน ในวงเงินสูงสุด 10,000 บาท ซึ่งจะได้รับ 1000 บาท ทุกๆ 6 ชั่วโมง
2. แผนประกันภัยแบบ Comprehensive ซึ่งจะให้ความคุ้มครองที่มากกว่าแบบ In Flight และครอบคลุมตลอดการเดินทางของลูกค้าสายการบินไทยแอร์เอเชีย โดยแบบ Comprehensive จะถูกเลือกโดยอัตโนมัติ สำหรับผู้โดยสารที่เลือกการเดินทางแบบไป-กลับ ทั้งเส้นทางภายในประเทศและเส้นทางต่างประเทศ สิทธิประโยนช์ที่จะได้รับเพิ่มเติมจากแบบ In Flight ได้แก่
+ ประกันอุบัติเหตุระหว่างการเดินทาง ในวงเงินสูงสุด 1,250,000 บาท
+ ค่ารักษาพยาบาลเนื่องจากอุบัติเหตุ ในวงเงินสูงสุด 200,000 บาท
+ ประกันภัยการเคลื่อยย้ายฉุกเฉิน ในวงเงิน 1,000,000 บาท
+ การบริการข้อมูลด้านการท่องเที่ยว และการให้ความช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง ฟรี
ปัจจุบันสายการบินไทยแอร์เอเชีย ได้ให้บริการทั้งในและต่างประเทศ โดยเส้นทางในประเทศ มี 9 เส้นทาง ได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย หาดใหญ่ กระบี่ นราธิวาส ภูเก็ต สุราษฎ์ธานี อุบลราชธานี และอุดรธานี และเส้นทางต่างประเทศ 10 เส้นทาง ได้แก่ สิงค์โปร์ พนมเปญ ฮานอย ย่างกุ้ง กัวลาลัมเปอร์ ปีนัง โกตาคินาบาลู มาเก๊า เซี๊ยะเหมิน และลังกาวี
ทั้งนี้สามารถศึกษาหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับแผนประกันภัย Thai AirAsia GoInsure ได้ที่ http://www.airasia.com/goinsure

ข่าวโดย :HFight News Agent

February 21, 2007

ดีเดย์ 25 มี.ค.เปิดดอนเมือง

รักษาการ ทอท.เดินหน้าปรับปรุงอาคารโดยสารดอนเมือง รองรับสายการบินในประเทศ มั่นใจเสร็จเปิดใช้สนามบิน 25 มี.ค.นี้ ยันเป็นช่วงเปลี่ยนตารางบินและมีความเหมาะสมที่สุด พร้อมเรียกถกสายการบินโลว์คอสต์ ทำความเข้าใจการขนย้าย ย้ำ ดอนเมืองเป็นสายการบินเปิดใช้ไม่เกินเที่ยงคืน

นางกัลยา ผกากรอง รักษาการกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย หรือ ทอท. เปิดเผยว่า ขณะนี้เริ่มทำการปรับปรุงอาคารผู้โดยสารสนามบินดอนเมืองเพื่อรองรับเที่ยวบินในประเทศที่จะย้ายกลับมาแล้ว คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในวันที่ 20 มี.ค. จากนั้นจะเปิดให้ใช้ในวันที่ 25 มี.ค. สาเหตุที่เลือกวันดังกล่าวเนื่องจากเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสม และเป็นวันเปลี่ยนตารางบินช่วงฤดูร้อนของสายการบินพอดี

วันที่ 19 ก.พ. จะหารือกับผู้อำนวยการท่าอากาศยานกรุงเทพ เพื่อกำหนดแนวทางทำงาน พื้นที่ใช้งานจำนวนกำลังคน และแผนการอำนวยความสะดวกแก่ผู้โดยสารและสายการบิน หลังจากนั้นจะนัดสายการบินมาหารือเรื่องการขนย้ายและการเตรียมความพร้อม เบื้องต้นคาดว่าสนามบินจะไม่ได้เปิดตลอด 24 ชั่วโมง เนื่องจากเที่ยวบินในประเทศจะหมดไม่เกิน 24.00 น. โดยประมาณค่าใช้จ่ายเบื้องต้นประมาณ 30 ล้านบาทต่อเดือน มีความชัดเจนแล้วว่า สนามบินดอนเมืองจะเปิดใช้ในวันที่ 25 มี.ค.นี้ โดยบริษัทท่าอากาศยานไทย อยู่ระหว่างปรับปรุงอาคาร และจะแจ้งสายการบินให้เรียบร้อยภายในสัปดาห์หน้า

ขณะที่ ร.อ.ท.อภินันท์ สุมนะเศรณี กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เตรียมประชุมร่วมกับ ผู้บริหาร บริษัท ท่าอากาศยานไทย หรือ ทอท. สายการบิน นกแอร์ และวัน ทู โก ในสัปดาห์นี้ เพื่อหารือเกี่ยวกับความพร้อมของสนามบินดอนเมือง รวมทั้งปัญหาอุปสรรค ในการขนย้ายและการแบ่งบริการทั้ง 2 สนามบิน เนื่องจากการบินไทยจะมีการปรับเปลี่ยนตารางการบินประจำฤดูร้อน ซึ่งจะมีความชัดเจนเกี่ยวกับเที่ยวบินที่ต้องแบ่งบริการทั้งสนามบินดอนเมืองและสนามบินสุวรรณภูมิ เพื่อเร่งประชาสัมพันธ์ให้ผู้โดยสารรับทราบล่วงหน้า โดยเบื้องต้นยังคงแผนเดิม คือ เส้นทางบินภายในประเทศทั้งหมดที่ไม่มีการต่อเที่ยวบิน หรือ คอนเนคติ้งไฟลท์ จะให้บริการที่สนามบินดอนเมือง ยกเว้น เส้นทาง ภูเก็ต กระบี่ และเชียงใหม่ ที่จะแบ่งบริการทั้ง 2 สนามบิน ทั้งนี้ หากรัฐบาลและ ทอท.มีความชัดเจนว่าจะเปิดบริการที่สนามบินดอนเมืองตั้งแต่วันที่ 25 มี.ค.นี้ จะยิ่งส่งผลดีต่อการบินไทย เพราะเป็นไปตามกำหนดที่เริ่มใช้ตารางบินใหม่

กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ การบินไทย กล่าวอีกว่า หาก ทอท.ให้การบินไทยได้พื้นที่เดิมที่เคยให้บริการเมื่อครั้งอยู่สนามบินดอนเมือง ก็จะช่วยลดปัญหาเรื่องการขนย้ายมากขึ้น เพราะปัจจุบันการบินไทยยังคงระบบ และอุปกรณ์บางอย่างไว้ ซึ่งจะทำให้การเปิดบริการอีกครั้งเป็นไปอย่างราบรื่น

ด้าน ร.อ.อ.พินิจ สาหร่ายทอง ผู้อำนวยการท่าอากาศยานกรุงเทพ (ดอนเมือง) เปิดเผยว่า ภายหลังการประชุมคณะกรรมการนโยบายการดำเนินกิจการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และท่าอากาศยานกรุงเทพ (ดอนเมือง) วันที่ 16 ก.พ.ที่ผ่านมา ที่ได้สรุปแนวทางการใช้ประโยชน์ท่าอากาศยานกรุงเทพ โดยให้มีการย้ายเที่ยวบินภายในประเทศที่ไม่มีการต่อเครื่องบางเที่ยวบินจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ กลับมาให้บริการที่ดอนเมือง โดยกำหนดกรอบเวลาไว้ว่า จะดำเนินการภายในวันที่ 25 มี.ค.นั้น ในส่วนของการเตรียมความพร้อม มั่นใจว่าสามารถดำเนินการได้ โดยมีการซ่อมแซมหัวทางขับ (รันเวย์) ทางทิศตะวันตก ที่มีรอยนูนเป็นคลื่น โดยคาดว่าจะซ่อมแซมแล้วเสร็จในวันที่ 2 มี.ค.นี้

ร.อ.อ.พินิจ มั่นใจว่า การจัดเตรียมพื้นที่ภายในอาคารผู้โดยสาร ทั้งในส่วนการเตรียมความพร้อมระบบเช็คอิน ด่านศุลกากร และพื้นที่ร้านค้าเชิงพาณิชย์ จะสามารถดำเนินการให้แล้วเสร็จ เกิดความโปร่งใสให้ได้ แม้จะมีปัญหาว่าในขณะนี้ ปริมาณเที่ยวบินที่จะย้ายกลับมาให้บริการยังไม่มีความชัดเจนก็ตาม และหากมีปริมาณเที่ยวบินต่อวันเพียง 71 เที่ยวบิน ก็คิดว่าจะเปิดใช้พื้นที่ ดอนเมือง เฉพาะอาคารผู้โดยสารระหว่างประเทศ ในอาคารที่ 1 ที่ปัจจุบันเปิดให้บริการเที่ยวบินระหว่างประเทศแบบเช่าเหมาลำหรือชาร์เตอร์ไฟลท์ อยู่ ก็เพียงพอ โดยไม่จำเป็นต้องเปิดพื้นที่อาคารผู้โดยสารในประเทศเดิมขึ้นอีก

อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าตัวเลขข้อมูลของปริมาณเที่ยวบินยังมีความสับสน ซึ่งผลการประชุมที่ระบุว่า จะมีเที่ยวบินย้ายกลับดอนเมือง 17% หรือ 71 เที่ยวบินต่อวัน ก็ไม่น่าจะถูกต้อง เนื่องจากหากคำนวณจากปริมาณเที่ยวบินที่ให้บริการที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิทั้งหมด ที่มีปริมาณ 800 เที่ยวบินต่อวัน ทั้งเที่ยวบินในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งตัวเลข 17% ก็ไม่ใช่ 71 เที่ยวบิน เมื่อมองที่ปริมาณเที่ยวบินในประเทศ ซึ่งจะมีปริมาณ 200 เที่ยวบินต่อวัน 17% ก็ไม่ใช่ตัวเลข 71 เที่ยวบินต่อวัน เช่นกัน

ที่มา: บ้านเมืองออนไลน์ (19 ก.พ. 50)

สรุป 4 สายการบินใช้ดอนเมือง 25 มีนาคม

ครม.ได้ข้อสรุปเรื่องย้ายสนามบิน จะมีสายการบินในประเทศ 4 สายการบินกลับมาใช้ดอนเมืองก่อนด้วยความสมัครใจ เริ่มต้นเปิดบินได้ตั้งแต่ 25 มี.ค. นี้เป็นต้นไป แล้วอีก 5-6 เดือนข้างหน้า ก็ย้ายเที่ยวบินต่างประเทศของสายการบินต้นทุนต่ำตามมาอีก มั่นใจระบายความแออัดของสนามบินสุวรรณภูมิลงได้มาก ช่วยให้การซ่อมแซมรันเวย์ที่เสียหายสะดวกขึ้น ทั้งต่อไปก็ไม่จำเป็นต้องลงทุนขยายสนามบินสุวรรณภูมิเฟส 2 ด้วย ทางด้าน "ต่อตระกูล ยมนาค" บ่นดังๆ ชักอึดอัด โดยฝ่ายที่อยากให้ปิดสนามบินหาว่าเปลี่ยนจุดยืน ยันผลตรวจสอบทางวิศวกรรมเป็นจริง สามารถซ่อมไปใช้ไปได้ โวยกก.ทุกคนมีศักดิ์ศรี ไม่สามารถสรุปเป็นอื่นได้

เมื่อวันที่ 20 ก.พ. พล.ร.อ.ธีระ ห้าวเจริญ รมว.คมนาคม เปิดเผยภายหลังการประชุมครม.ว่า ที่ประชุมเห็นชอบตามที่คณะกรรมการนโยบายดำเนินกิจการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิและท่าอากาศยานกรุงเทพ หรือดอนเมือง เสนอให้ใช้สนามบินดอนเมืองเพื่อรองรับเที่ยวบินในประเทศ โดยมีสายการบินไทย นกแอร์ วันทูโก พีบีแอร์ รวม 77 เที่ยวบิน/วัน และทางบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) ก็ยังยืนยันว่าสนามบินดอนเมืองพร้อมจะให้บริการได้ตั้งแต่วันที่ 25 มี.ค.2550 นี้เป็นต้นไป อย่างไรก็ตาม ในอีก 5-6 เดือนข้างหน้า จะมีการประเมินผลการปฏิบัติงานของสนามบินดอนเมือง หากประสบความสำเร็จก็จะพิจารณาให้เที่ยวบินต่างประเทศมาใช้ที่สนามบินดอนเมืองด้วย ซึ่งคาดว่าจะเป็นสายการบินต้นทุนต่ำ ทั้งนี้ การย้ายฐานการบินบางส่วนไปยังสนามบินดอนเมืองจะทำให้การปิดซ่อมบางจุดของสนามบินสุวรรณภูมิมีความสะดวกมากขึ้น เพราะยอมรับว่าปัจจุบันการซ่อมแซมหรือปรับปรุงที่สนามบินสุวรรณภูมินั้นเป็นไปด้วยความล่าช้า เช่น ห้องน้ำ แม้ว่าตนได้กำชับให้เร่งดำเนินการไปแล้วตั้งแต่เข้ามารับตำแหน่ง แต่ก็ยังไม่แล้วเสร็จ เพราะต้องใช้เวลาในการออกแบบก่อสร้าง รวมทั้งจัดให้มีการประกวดราคาการก่อสร้างด้วย ดังนั้น การย้ายการบินในประเทศมายังสนามบินดอนเมืองก็จะทำให้การซ่อมแซมปรับปรุงสนามบินมีความสะดวกมากขึ้น

พล.ร.อ.ธีระ กล่าวว่า สำหรับแผนการใช้สนามบินดอนเมืองเป็นศูนย์ซ่อมนั้น ก็ยังไม่มีการยกเลิกแผนดังกล่าว เพราะแม้ว่าในอนาคตจะมีการย้ายสายการบินภายในและต่างประเทศมาใช้บริการที่สนามบินดอนเมือง แต่ก็ยังมีพื้นที่เพียงพอสำหรับการใช้เป็นศูนย์ซ่อมตามแผนเดิม ทั้งนี้ การระบายสายการบินและผู้โดยสารบางส่วนมายังสนามบินดอนเมือง และหากใช้สนามบินดอนเมืองเต็มศักยภาพ ก็จะทำให้สนามบินสุวรรณภูมิลดความแออัดลงได้ ที่สำคัญคือทำให้ทอท.ไม่จำเป็นต้องเร่งขยายการก่อสร้างเฟส 2 คืออาคารผู้โดยสาร รันเวย์ที่ 3 เพราะสนามบินดอนเมืองและสุวรรณภูมินั้นรวมกันแล้วสามารถรองรับผู้โดยสารได้กว่า 80 ล้านคน ไม่จำเป็นต้องมีการขยายเฟส 2 ในอีก 1-2 ปี อย่างแน่นอน เพราะยอมรับว่าทอท.คงไม่มีงบประมาณสำหรับการลงทุน หากต้องกู้เงินมาลงทุนก็ไม่รู้ว่าจะมีเงินผ่อนชำระหรือไม่

รมว.คมนาคมกล่าวว่า สำหรับการให้บริการในภาคพื้นดินนั้น ตนได้กำชับให้ฝ่ายปฏิบัติการดำเนินการ โดยหากการบินไทยซึ่งเป็นผู้ให้บริการภาคพื้นรายเดิมสามารถให้บริการได้ต่อไปก็จะเป็นการดี อย่างไรก็ตาม หากสามารถเปิดให้มีการแข่งขันได้ก็จะเป็นการดี ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับผู้ปฏิบัติ อย่างไรก็ตาม ตนก็มีความเป็นห่วงในเรื่องของผู้มีอิทธิพลที่จะเข้ามามีอิทธิพลหรือเป็นมาเฟียที่สนามบินดอนเมือง ซึ่งก็ได้กำชับว่าอย่าให้เกิดขึ้น

ที่ทำเนียบรัฐบาล นางกัลยา ผกากรอง รักษาการกรรมการผู้อำนวยการใหญ่บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือทอท. กล่าวว่า หลังจากที่ครม.ให้ความเห็นชอบให้สายการบินภายในประเทศกลับมาใช้ท่ากาศยานกรุงเทพ ดอนเมือง สายการบินมีความพอใจ และสมัครใจกลับมาใช้จำนวน 4 สายการบิน ประกอบด้วยการบินไทย วันทูโก พีบีแอร์ และนกแอร์ ซึ่งทางการท่าอากาศยานฯ จะเข้าไปตรวจความพร้อมของอาคารพักผู้โดยสารระหว่างประเทศสองอาคารและรันเวย์ โดยการซ่อมบำรุงอาคารผู้โดยสาร คาดว่าใช้งบประมาณซ่อมบำรุงประมาณ 15 ล้านบาท ส่วนรันเวย์ประมาณ 10 ล้านบาท

นางกัลยากล่าวว่า จะเปิดใช้ท่าอากาศยานกรุงเทพได้ในวันที่ 25 มี.ค. เนื่องจากวันดังกล่าว เป็นการเปลี่ยนตารางการบินจากฤดูหนาวมาเป็นฤดูร้อน ซึ่งทุกสายการบินมีความพอใจ นอกจากนี้ท่ากาศยานกรุงเทพจะได้จัดเก็บค่าธรรมเนียมสนามบินในอัตราเดียวกับท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เพื่อไม่ให้เกิดการเลือกปฏิบัติ อย่างไรก็ตามจากจำนวนเที่ยวบินที่คาดว่าจะมาใช้บริการประมาณ 70 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ และใช้ตารางเวลาบินเดิม เพียงแต่มาลงที่ท่ากาศยานดอนเมือง ส่วนรายได้ที่ท่าอากาศยานได้รับ คาดว่าเพียงพอเลี้ยงตัวเองได้

เวลา 10.00 น. ที่รัฐสภา มีการประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาและแก้ไขปัญหาสนามบินสุวรรณภูมิ มีพล.ร.อ.บรรณวิทย์ เก่งรียน ประธานคณะกรรมาธิการ ทำหน้าที่ประธานการประชุม โดยเชิญนายเทิดศักดิ์ เศรษฐมานพ อธิบดีกรมทางหลวง และเจ้าหน้าที่ชุดตรวจสอบแท็กซี่เวย์และรันเวย์ เข้าชี้แจง

ระหว่างการประชุม กรรมาธิการหลายคนได้ตั้งคำถามและพยายามไล่เบี้ยถึงหลักเกณฑ์และมาตรฐานที่กรมทางหลวงใช้ตรวจสอบรันเวย์ แท็กซี่เวย์ จนมีการออกมาให้สัมภาษณ์ว่าวัสดุที่ใช้ทั้งทราย หิน หรือแอสฟัลต์ได้มาตรฐานและบางส่วนสูงกว่ามาตรฐาน ซึ่งนายเทิดศักดิ์ชี้แจงว่า การตรวจสอบของกรมทางหลวงดำเนินการไปตามที่ได้รับการร้องขอจากการท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย(ทอท.) เป็นการตรวจสอบเฉพาะจุดตามที่เจ้าหน้าที่ทอท. และคณะกรรมการตรวจสอบปัญหาการชำรุดบริเวณทางขับ (แท็กซี่เวย์) และทางวิ่ง (รันเวย์) ของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ที่มีนายต่อตระกูล ยมนาค เป็นประธาน ระบุมา ไม่ใช่การตรวจสอบทั้งสนามบิน

นอกจากนี้คณะกรรมาธิการยังคงพยายามซักถามประเด็นที่กรมทางหลวงออกมาการันตีคุณภาพของแท็กซี่เวย์และรันเวย์ ว่า กระทำในฐานะอะไร ซึ่งนายเทิดศักดิ์ชี้แจงว่า กรมทางหลวงให้การรับประกันเฉพาะจุดที่เราสุ่มเจาะขึ้นมาตรวจสอบเท่านั้น และเราไม่ใช่คนรับผิดชอบงานทั้งหมด ประกอบกับมีเวลาตรวจสอบเพียง 2 สัปดาห์เท่านั้น ซึ่งเราพยายามทำอย่างดีที่สุดแล้ว แต่หากทางผู้ร้องขอจะให้ตรวจสอบเพิ่มเติมอย่างไรก็ร้องขอมาอีกได้ เราไม่สามารถเข้าไปดูได้ถึงเรื่องการออกแบบสนามบิน การควบคุมการก่อสร้าง รวมถึงบริษัทที่ปรึกษาโครงการ ทำให้พล.ร.อ.บรรณวิทย์กล่าวสรุปว่า ถ้าอย่างนั้นการตรวจสอบของกรมทางหลวงก็ไม่สามารถการันตีได้ว่าพื้นรันเวย์ แท็กซี่เวย์ในส่วนที่ไม่ได้เจาะมาพิสูจน์จะไม่มีปัญหา จึงไม่น่าเป็นการรับรองสนามบินได้ และน่าแปลกใจว่าตอนที่คณะกรรมาธิการเข้าไปตรวจสอบรันเวย์ แท็กซี่เวย์ก็เจอแรงต้านอย่างหนัก ไม่รู้มีอะไรนักหนา

วันเดียวกัน นายต่อตระกูล ยมนาค กรรมการบริษัทท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) อดีตนายกวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ให้สัมภาษณ์ว่า ขณะนี้รู้สึกอึดอัด เพราะฝ่ายต้องการให้ปิดสนามบินสุวรรณภูมิและเคยร่วมเป็นร่วมตายกันมาบางคน ตั้งข้อสังเกตว่าตนเปลี่ยนจุดยืนกรณีเข้าไปตรวจสอบท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ แล้วให้ความเห็นว่าขณะนี้ไม่ต้องการปิด แต่สามารถซ่อมไปใช้ไปได้ เมื่อเห็นความเสียหายจากแท็กซี่เวย์ และรันเวย์ของสนามบินสุวรรภูมิครั้งแรกตนตกใจมาก เพราะความเสียหายเห็นชัดเจนและเกรงว่าจะลุกลาม แต่เมื่อเข้าตรวจสอบข้อมูลทางด้านวิศวกรรมศาสตร์โดยปราศจากความกดดันใดๆแล้ว พบว่ามีความเสียหายร้ายแรงจริงที่แท็กซี่เวย์ แต่อยู่ในขอบข่ายที่สามารถซ่อมไปใช้ไปได้โดยไม่เสียหายต่อความปลอดภัย

นายต่อตระกูล กล่าวต่อว่า ข้อมูลทางด้านวิศวกรรมศาสตร์ย่อมเป็นจริงและไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ ถึงแม้คณะกรรมการตรวจสอบจะมีผลประโยชน์ก็เปลี่ยนแปลงไม่ได้ เพราะข้อมูลจะฟ้องความจริง ตนรวมทั้งคณะกรรมการตรวจสอบคนอื่นต่างมีศักดิ์ศรี ไม่สามารถพูดในสิ่งที่ไม่เป็นความจริงทางวิชาการได้ ถ้าหากถูกโจมตีถูกตั้งข้อสงสัยแม้แต่ในข้อมูลทางวิศวกรรมศาสตร์ ก็เกรงว่าต่อไปจะหาคนเป็นกลางทางวิชาการมาทำงานอย่างนี้ยาก

ที่มา: ข่าวสด (21 ก.พ. 50)

นกแอร์คึกรับเปิดดอนเมืองสิ้นปีเพิ่มสู่ 100 ไฟลต์

"นกแอร์" พร้อมรับแผนย้ายเที่ยวบินสู่ดอนเมือง ลุยเช่าเครื่อง 5 ลำ เพิ่มเที่ยวบินสู่ 100 ไฟลต์ ขณะที่ปี 2549 ทำยอดผู้โดยสาร 2 ล้านคน กำไร 100 ล้านบาท เดินหน้าจัดกิจกรรมนกฮันท์เลือกแอร์โฮสเตสรับแผนเพิ่มฝูงบิน

กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : นายพาที สารสิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายการบินนกแอร์ เปิดเผยว่าขณะนี้การตัดสินใจย้ายไปยังสนามบินดอนเมืองนั้น กำลังรอการประชุมกับภาครัฐอีกครั้งในวันนี้ (21 ก.พ.) อย่างไรก็ตาม นกแอร์พร้อมที่จะย้ายฝูงบินมาให้บริการที่ดอนเมือง โดยขณะนี้นกแอร์มีเครื่องบินจำนวน 7 ลำ ขณะที่มีเที่ยวบินวันละประมาณ 60 เที่ยว (รวมไป-กลับ)

ในปีนี้นกแอร์พร้อมที่จะนำเครื่องบินใหม่เข้ามาเพิ่มอีก 5 ลำ โดยมีการเช่าเครื่องบินแบบโบอิง 737-400 มาให้บริการ รองรับการขยายเส้นทางใหม่สู่เชียงราย อุบลราชธานี และสุราษฎร์ธานี รวมถึงการเปิดบินสู่ต่างประเทศ ที่บังกาลอร์ประเทศอินเดียเป็นครั้งแรก ซึ่งคาดว่าการบินสู่ต่างประเทศจะเริ่มได้ในไตรมาส 2 ส่วนการแยกเที่ยวบินอินเตอร์ไปที่สุวรรณภูมินั้น ก็ไม่น่าจะมีปัญหาแต่อย่างใด

สำหรับผลการดำเนินงานปี 2549 ที่ผ่านมา นกแอร์มีอัตราบรรทุกเฉลี่ยอยู่ที่ 75-80% โดยมีผลกำไรราว 100 ล้านบาท หรือเพิ่มจากปีก่อน 3 เท่า มียอดผู้โดยสารราว 2 ล้านคน ขณะที่เริ่มการให้บริการมาเป็นปีที่ 3 ส่วนปีนี้คาดว่าจะมีการเติบโตใกล้เคียงกับปีก่อน ขณะที่จำนวนเที่ยวบินอาจเพิ่มเป็น 100 เที่ยวบิน

ทั้งนี้นกแอร์ตั้งเป้ามุ่งมั่นสู่เบอร์ 1 ของสายการบินแบบต้นทุนต่ำหรือโลว์คอสท์แอร์ไลน์ และพร้อมแข่งขันกับแอร์เอเชีย โดยล่าสุดยังได้จัดกิจกรรม “นกฮันท์ 2007” ซึ่งเป็นกิจกรรมการคัดเลือกพนักงานต้อนรับที่มีความโดดเด่นไม่เหมือนใคร โดยคัดเลือกด้วยการแข่งกิจกรรมท้าทายต่างๆ ตามฐานทดสอบ 6 ฐาน เพื่อทดสอบทักษะ เช่นด้านภาษา บุคลิกสดใสมีเสน่ห์ กิจกรรมสดใสสุขภาพดี หลังจากที่เคยจัดรายการแนวเรียลลิตี้นกฮันท์ขึ้นในปี 2547 และ 2548 มาแล้ว แต่ได้หยุดไปในปีที่แล้ว เนื่องจากเป็นปีที่มีการย้ายสนามบินไปสู่สุวรรณภูมิ

กิจกรรมนกฮันท์ถือเป็นส่วนหนึ่งของการรองรับการขยายฝูงบิน โดยปีนี้จะมีการคัดเลือกผู้ผ่านเข้ารอบ 60 คนให้เหลือ 34 คน ปัจจุบันนกแอร์มีพนักงานต้อนรับอยู่ราว 160 คน

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ (21 ก.พ. 50)

บางกอกแอร์เวย์สบินสู่ปากเซ-นครโฮจิมินห์ครั้งแรก

สายการบินบางกอกแอร์เวย์สของไทย กำลังจะเปิดบินสู่เมืองปากเซ เมืองเอกของแขวงจำปาสักถิ่นปราสาทหินวัดพู ในภาคใต้ของลาวเป็นครั้งแรก และจะบินเส้นทางกรุงเทพฯ -นครโฮจิมินห์ในภาคใต้เวียดนามเป็นครั้งแรก เช่นเดียวกัน

bangkokair.jpg
เส้นทางบินใหม่ของบางกอกแอร์เวย์ ซึ่งจะเริ่มตั้งแต่ต้นเดือน มี.ค.นี้

บางกอกแอร์เวย์ส สายการบิน "บูติกแอร์ไลน์" ของบริษัทเอกชนไทย ได้เปิดให้บริการบินไปและกลับเส้นทางกรุงเทพฯ-เสียมราฐ มานานหลายปี และบินกรุงเทพฯ-หลวงพระบาง มาตั้งแต่ปี 2544

บริการใหม่บินสู่นครโฮจิมินห์สัปดาห์ละ 3 เที่ยว จะเริ่มวันที่ 2 มี.ค.เป็นต้นไป ส่วนการบินเข้าภาคใต้ของลาวสัปดาห์ละ 2 เที่ยวบิน จะเริ่มตั้งแต่วันที่ 10 มี.ค.

จากเมืองปากเซ บางกอกแอร์เวย์ส โดยการร่วมมือกับสายการบินเสียมเรียบแอร์เวย์ส จะบินไปยังเมืองเสียมราฐ ในวันเดียวกันอีกด้วย เครื่องจะออกจากปากเซเวลา 13.25 น. ถึงเสียมราฐเวลา 14.15 น. ในเที่ยวกลับออกจากเสียมเรียบ 14.45 น. ถึง ปากเซเวลา 15.35 น.

ทางการลาวและไทยได้ร่วมกันเปิดใช้สนามบินเมืองปากเซเมื่อปีที่แล้ว หลังจากการบูรณะที่ได้รับการช่วยเหลือด้านทุนรอนจากประเทศไทยแล้วเสร็จ

นายพุฒิพงษ์ ปราสาททองโอสถ ผู้บริหารของบางกอกแอร์เวย์สกล่าวเมื่อวันอังคาร (20 ก.พ.) ว่า นักท่องเที่ยวต่างชาติมีแนวโน้มที่ จะให้ความสนใจไปสำรวจแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ ในภาคใต้ของลาว มากขึ้น ทั้งนี้เป็นรายงานของสำนักข่าวเอเอฟพี

ในสัปดาห์นี้บางกอกแอร์เวย์สได้ลงโฆษณาส่งเสริมการขายในช่วงที่เปิดให้บริการใหม่นี้ เสนอตั๋วโดยสารไป-กลับ กรุงเทพฯ-โฮจิมินห์ ในราคาเพียง 7,500 บาท จากราคาโดยทั่วไป 9,000-10,000 บาท

สำหรับการบินในประเทศ บางกอกแอร์เวย์สกำลังจะทดลอง ให้บริการ "บิน 3 ปลายทาง" ระหว่างกรุงเทพฯ-เชียงใหม่-เสียมราฐ และ กรุงเทพฯ-เสียมราฐ-ภูเก็ต เพื่อสนองความต้องการของผู้ที่ต้องการเดินทางระหว่างปลายทางต่างๆ โดยที่ไม่ต้องหยุดพักในกรุงเทพฯ อีก

บริการบิน 3 ปลายทางดังกล่าวจะมีสัปดาห์ละ 2 ครั้ง โดยเริ่มทดลองระหว่างวันที่ 15 พ.ค.- 27 ต.ค.ปีนี้ ก่อนจะพิจารณาว่า จะสามารถเปิดให้บริการอย่างถาวรได้หรือไม่

"เราเลือกที่จะเปิดบินเชื่อมเสียมราฐกับเชียงใหม่และภูเก็ต ก็เพื่อสนองความต้องการของนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น" เอเอฟพีอ้างคำกล่าวของนายพุฒิพงษ์

สื่อของทางการเวียดนามรายงานในช่วงปลายปี 2549 ระบุว่า บางกอกแอร์เวย์สกับแปซิฟิกแอร์ไลน์ ได้เปิดเจรจาเพื่อร่วมกันให้บริการบินกรุงเทพฯ-โฮจิมินห์ โดยฝ่ายเวียดนามจะใช้สิทธิ์เปิดบริการบินต้นทุนต่ำจากโฮจิมินห์สู่กรุงเทพฯ ด้วย

อย่างไรก็ตามนับแต่นั้นมาก็ไม่มีรายงานความคืบหน้าของการเจรจาระหว่างสองฝ่ายอีก และ แปซิฟิกแอร์ไลน์ก็ได้เริ่มให้บริการบินต้นทุนต่ำภายในประเทศคือ เส้นทางโฮจิมินห์-ฮานอย มาตั้งแต่ก่อนวันตรุษ.

ที่มา: ผู้จัดการออนไลน์ (20 ก.พ. 50)

นกแอร์จัด Reality Nok Hunt คัดเลือกพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน

เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ณ ศูนย์การค้า Esplanade สายการบินนกแอร์ ได้จัดกิจกรรม "Nok Hunt New Generation 2007" ขึ้นเพื่อคัดเลือกผู้สมัครไปทำหน้าที่พนักงานต้อนรับบนเครื่องบินของสายการบินนกแอร์ นายพาที สารสิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายการบินนกแอร์กล่าวว่า กิจกรรมคัดเลือกพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินของสายการบินนกแอร์หรือ Nok Hunt ที่จัดแบบ Reality Show นี้ จัดขึ้นมาเป็นครั้งที่ 3 แล้ว เพื่อที่จะคัดเลือกพนักงานต้อนรับที่มีพร้อมทั้งความงาม ความรู้ความสามารถ ปฏิภาณไหวพริบ และบุคลิกลักษณะที่สอดคล้องกับวัฒนธรรมองค์กรของนกแอร์ เพื่อรองรับการเติบโตของสายการบิน
สำหรับกิจกรรม Nok Hunt ในครั้งนี้ นกแอร์ได้ร่วมกับพันธมิตรทางธุรกิจต่าง ๆ อาธิ ธนาคารไทยพานิชย์ แฮปปี้จากดีแทค Slim Up Center คลอเร็ท Scoozi และ Esplanade จัดกิจกรรมเป็นฐานต่าง ๆ 6 ฐานเพื่อวัดความสามารถในแต่ละด้านของผู้สมัคร โดยผู้สมัครที่ผ่านการคัดเลือกในรอบแรกจำนวนทั้งสิ้น 60 คน และการจัดกิจกรรมในวันนี้จะคัดเลือกให้เหลือเพียง 34 คนเพื่อไปทำหน้าที่เป็นพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินต่อไป
ในครั้งนี้ ชมพู่ อารยา เอ-ฮาร์เก็ต ดารานักแสดงยังได้มาร่วมกิจกรรมด้วย โดยชมพู่กล่าวถึงอาชีพพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินหรือแอร์ฮอสเตทว่า เป็นอาชีพที่เด็กผู้หญิงหลาย ๆ คนใฝ่ฝัน เพราะมีทั้งภาพที่สวยงามและดูมีความรู้ความสามารถ นอกจากนั้นการจัดกิจกรรมในครั้งนี้ยังได้รับความสนใจจากประชาชนที่มาจับจ่ายที่ศูนย์การค้าแห่งนี้เป็นอย่างมากอีกด้วย
สายการบินนกแอร์เปิดบริการในรูปแบบสายการบินต้นทุนต่ำมาตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2547 โดยปัจจุบัน ให้บริการด้วยเครื่องบินแบบ Boeing 737-400 ทั้งสิ้น 6 ลำ และ ATR72-200 อีก 1 ลำ โดยให้บริการเที่ยวบินไปสู่จุดหมายใน 10 เมืองของไทย

ทีมข่าว HFlight.net รายงาน

February 13, 2007

สายการบินไทยแอร์เอเชียจัดโครงการ "ระบายสีแอร์บัส ระบัดใสไทยแอร์เอเชีย" ผู้ชนะเลิศรับสิทธิบินฟรีตลอดปี

เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2550 ที่ผ่านมา ณ House Number1 สุขุมวิท 14 สายการบินไทยแอร์เอเชียได้แถงข่าวถึงโครงการใหม่ซึ่งจัดขึ้นเพื่อต้อนรับเครื่องบิน Airbus A320 รุ่นใหม่ที่จะนำมาให้บริการตั้งแต่เดือนตุลาคมนี้ โดยนายทัศพล แบเลเว็ลด์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายการบินไทยแอร์เอเชียได้กล่าวถึงโครงการนี้ว่า เพื่อเปิดโอกาสให้คนไทยทุกคนได้ร่วมกันต้อนรับเครื่องบินแอร์บัส A320 ลำใหม่ โดยการออกแบบลวดลายให้แก่เครื่องบินลำดังกล่าว ภายใต้แนวคิดความเป็นไทย ความแปลกใหม่ ความสนุกสนาน ความเป็นมืออาชีพ และความเป็นผู้นำด้านการบิน โดยโครงการนี้ยังได้รับเกียรติจาก อ.เนาววรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ กวีรัตนโกสินทร์และกวีซีไรท์ ดร.สุชาติ วงศ์ทอง ศิลปินสีน้ำชั้นแนวหน้าของไทย และ ดร.อนุชา ทีรคานนท์ จากสถาบันไทยคดีศึกษาเป็นผู้ตัดสิน ทั้งนี้ผลงานของผู้ได้รับการคัดเลือกจะถูกนำไปตกแต่งบนเครื่องบิน Airbus A320 ลำที่สองของสายการบิน
อ.เนาววรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ได้ตั้งชื่อโครงการนี้ให้ว่า "ระบายสี ระบัดใสไทยแอร์เอเชีย" และในการแถลงข่าวครั้งนี้ ยังได้ร่ายบทกวีสดเพื่อสื่อแรงบรรดาลใจให้กับการประกวดแข่งขันครั้งนี้ความว่า "แผ่นฟ้าแผ่นดินยินดี ไมตรีเรืองรองผ่องใส น้ำใจจากดวงใจไทย ดวงใจไทยแอร์เอเชีย" หลังจากนั้น ดร.สุชาติ วงศ์ทอง ได้รังสรรค์งานศิลปะสีน้ำบนเครื่องบินจำลองเพื่อสร้างแรงบันดาลใจแก่การประกวดครั้งนี้เช่นกัน โดยใช้สีและลายเส้นที่แสดงให้เห็นถึงความรวดเร็วของเครื่องบินและเอกลักษณ์ของไทยเช่นการไหว้ควบคู่กันไป โดยทั้งศิลปินทั้งสองท่านรู้สึกยินดีที่ได้มีส่วนในการต้อนรับเครื่องบินรุ่นใหม่นี้ โดย อ.เนาววรัตน์ ได้กล่าวว่า ตนเคยเขียนหนังสือ "เขียนแผ่นดิน" แต่คราวนี้มีโอกาสได้เขียนบทกวีที่จะได้นำไปไว้บนเครื่องบินที่บินไปบนฟ้าก็นับว่าได้เขียนแผ่นฟ้า
ปัจจุบันสายการบินไทยแอร์เอเชีย ให้บริการด้วยเครื่องบิน Boeing 737-300 ขนาด 148 ที่นั่งทั้งสิ้น 11 ลำ และมีกำหนดที่จะเปลี่ยนฝูงบินใหม่ทั้งหมดไปใช้เครื่อง Airbus A320 ซึ่งจะมีขนาดลำตัวที่กว้างและยาวกว่า Boeing737-300 โดยสามารถจุผู้โดยสารได้ถึง 180 ที่นั่ง ทั้งยังมีขนาดห้องโดยสารและที่เก็บสัมภาระที่กว้างขึ้นรวมถึงอุปกรณ์การบินที่ทันสมัยกว่าอีกด้วย นอกจากนี้เครื่องบิน A320 ยังมีพิสัยบินได้ไกลกว่า โดยสามารถบินได้ราว 5 ชั่วโมงครึ่ง ซึ่งจะทำให้สายการบินขยายจุดบินไปได้ไกลมากขึ้น
สายการบินไทยแอร์เอเชียได้สังซื้อเครื่องบิน Airbus A320 ทั้งสิ้น 40 ลำ จากยอดสั่งซื้อรวมของ AirAsia Family ทั้งหมดที่สั่งซื้อมากกว่า 120 ลำ โดยสายการบินไทยแอร์เอเชียจะได้รับมอบเครื่องบิน A320 ลำแรกในเดือนตุลาคมนี้ จากนั้นจะได้รับลำที่ 2 และ 3 ภายในปี 2550 นี้ โดยลำที่สองนี้เองที่จะมีการประกวดให้คนไทยได้ร่วมออกแบบลายบนเครื่องบิน จากนั้นจะทยอยรับมอบทุก ๆ เดือนเว้นหนึ่งเดือน จนครบสี่สิบลำภายในปี 2556
สำหรับโครงการ "ระบายสีระบัดใสไทยแอร์เอเชีย" นี้บุคคลทั่วไปที่มีสัญชาติไทยหรือพำนักอยู่ในประเทศไทยสามารถเข้าร่วมประกวดได้ โดยมีระยะเวลารับผลงานตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 16 เมษายน 2550 และจะมีการประกาศผลในวันที่ 30 เมษายน 2550 โดยผลงานของผู้ชนะเลิศจากการตัดสินของคณะกรรมการจะถูกนำไปใช้ตกแต่งจริงบนลำตัวเครื่องบิน Airbus A320 และผู้ชนะเลิศยังได้รับสิทธิบินฟรีกับไทยแอร์เอเซียทั้งครอบครัวเป็นเวลา 1 ปีเต็มอีกด้วย สำหรับรายละเอียดการประกวดนั้นสามารถดูได้ที่เว็บไซต์ของาสายการบิน http://www.airasia.com

ทีมข่าว HFlight.net รายงาน

February 12, 2007

เมกะโปรเจ็กต์มารีน่าแซนด์สบี้สุวรรณภูมิ สิงคโปร์ทิ้งไทยชิงขึ้นเวิรลด์คลาสเอเชีย

"สิงคโปร์" เร่งฝุ่นตลบ แผนพัฒนาการลงทุนเมกะโปรเจ็กต์ได้ "ลาส เวกัส แซนด์ส" หนุนภายใน 3 ปีเนรมิต "มารีน่า เบย์ แซนด์ส" คอมเพล็กซ์เอ็นเตอร์เทนเมนต์กาสิโน ดันขึ้นตำแหน่งเวิรลด์คลาสท่องเที่ยวชุมทางธุรกิจคุมฮับบินเอเชีย


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การช่วงชิงโอกาสและจังหวะขึ้นเป็นผู้นำเอเชียระหว่างไทยกับสิงคโปร์ โดยการใช้กลยุทธ์เมกะโปรเจ็กต์เป็นแรงส่งสร้างศูนย์กลางการบิน (aviation hub) และเส้นทางท่องเที่ยวยอดนิยมระดับโลก หรือ world class destination ผลปรากฏว่าไทยหลังเมกะโปรเจ็กต์สนามบินสุวรรณภูมิเปิดให้บริการเพียง 4 เดือน ต้องเผชิญปัญหาฝุ่นตลบจนถึงรัฐบาลประกาศย้ายบางส่วนกลับใช้ดอนเมืองภายใน 45 วัน

เป็นจังหวะที่สิงคโปร์โชว์พลังความเป็นผู้นำทันที โดยอาศัยศักยภาพของเมกะโปรเจ็กต์ใหม่ "มารีน่า เบย์ แซนด์" สร้างเวิรลด์คลาสท่องเที่ยวและเจ้าตลาดแห่งไมซ์ (MICE KING) ผนวกเข้ากับฮับการบิน เนรมิตศูนย์ช็อปปิ้งเทรนด์ใหม่แห่งเอเชีย มีแบรนด์และร้านค้าปลีกจากทั่วโลกมาร่วมเป็นพันธมิตร ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศล้ำสมัย และศูนย์กลางพิพิธภัณฑ์ศิลปะทางวิทยาศาสตร์ยิ่งใหญ่ระดับโลกของ Moshe Safdie

นายเชลดอน เอเดลสัน ประธานกรรมการ บริหาร ลาส เวกัส แซนด์ส คอร์ป บินด่วนจากสหรัฐอเมริกาเมื่อ 8 กุมภาพันธ์ 2550 เชิญสื่อมวลชนทั่วเอเชียกว่า 100 คน พร้อมทั้งกล่าวว่า ในฐานะนักลงทุนกาสิโนคอมเพล็กซ์รายใหญ่ของโลกพร้อมเร่งเมกะโปรเจ็กต์ มารีน่า เบย์ แซนด์ส สิงคโปร์ มูลค่ากว่า 1.7 แสนล้านบาท (5,000 ล้านเหรียญสหรัฐอเมริกา) หนุนประเทศสิงคโปร์ชิงผู้นำเวิรลด์คลาสด้านท่องเที่ยวและชุมทางธุรกิจ MICE (meeting-incentive-convention-exhibition) ของโลกภายในไม่เกิน 3 ปีนี้

ในปี 2552 เมื่อเมกะโปรเจ็กต์มารีน่า เบย์ แซนด์ส แล้วเสร็จทันทีที่เปิดให้บริการจุดพลุความฝันเปิดศูนย์กลางลาสเวกัสเอเชียแบบครบวงจร หวังดูดตลาดใหญ่ของโลก 2 ประเทศ สาธารณรัฐประชาชนจีน และอินเดีย เข้ามาใช้บริการ

ประธานกรรมการบริหาร ลาส เวกัส แซนด์ส คอร์ป กล่าวว่า จากประสบการณ์มั่นใจว่าการสร้างเกม หรือกาสิโนคอมเพล็กซ์เป็นกลยุทธ์ที่จะดึงกำลังซื้อด้านการตลาดท่องเที่ยวและประชุมระดับนานาชาติได้สำเร็จตามเป้าแต่ความสวยหรูนี้จะเกิดขึ้นได้ รัฐบาลของประเทศที่ต้องการให้เปิด ลาสเวกัสต้องสนับสนุนเหมือนที่สิงคโปร์กำลังทำอยู่ขณะนี้ถือว่าสมบูรณ์แบบมาก

นายวิลเลี่ยม เวดเนอร์ กรรมการผู้จัดการและเจ้าหน้าที่บริหาร ลาส เวกัส แซนด์ส คอร์ป กล่าวเสริมว่า เมกะโปรเจ็กต์มารีน่า เบย์ฯ เปิดปีแรกจะเพิ่มกำลังซื้อหรือจำนวนนักท่องเที่ยวเข้าสิงคโปร์ 17 ล้านคน เพิ่มมากกว่า 1 เท่าจากปัจจุบันมีเพียง 9.7 ล้านคน จากการเนรมิตพื้นที่สร้างศูนย์ประชุมไมซ์เนื้อที่ราว 1 แสน ตร.ม.รองรับได้ 2,000 บูท มีพนักงานดูแลกว่า 50,000 คน มีห้องพัก 5 ดาว 3 โรงแรม รวม 2,500 ห้อง ภายในมีสปา ภัตตาคาร สวนประติมากรรม สระว่ายน้ำ จุดชมวิว 360 องศา

รวมทั้งเป็นกาสิโนแห่งแรกที่จะมี Paiza Club สำหรับลูกค้าไฮเอนด์ และมีเชฟแบรนด์มิชชาลีนชื่อก้องโลกมาปรุงอาหารเสิร์ฟเป็นส่วนตัว อีกทั้งมีโรงละครล้ำสมัยนำเสนอเรื่องราวบรอดเวย์

นายมาห์ โบว์ ตัน รัฐมนตรีพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติสิงคโปร์ กล่าวเสริมว่า รัฐบาลสิงคโปร์พยายามค้นหาแนวทางยุทธศาสตร์จนได้ลาสเวกัส แซนด์ส คอร์ป มารับสัมปทานบริหาร 30 ปี เพื่อจุดพลุจุดขายใหม่ให้ยิ่งใหญ่ในเอเชียในการสร้างคอร์ปอเรตรีสอร์ตผนวกกับเอ็นเตอร์เทนเมนต์

เป้าหมายอันดับแรกเล็งถึงผลตอบแทนทางเศรษฐกิจระยะยาว การขับเคลื่อนอุตสาหกรรมท่องเที่ยว การเร่งปั่นเศรษฐกิจเติบโตอย่างรวดเร็ว ขยายการจ้างงาน จากการประเมินเบื้องต้นหากมารีน่า เบย์ แซนด์ส เปิดบริการปี 2552 สิงคโปร์จะมีรายได้ผลผลิตมวลรวมในประเทศ (GDP) เพิ่มทันทีอีกประมาณ 2,500 ล้านเหรียญสิงคโปร์ สร้างงานคุณภาพดีเพิ่มอีก 10,000 งาน

อย่างไรก็ตามผลสรุปโดยรวมขณะนี้การจับมือของสิงคโปร์กับ ลาส เวกัส แซนด์ส คอร์ป สหรัฐอเมริกา นักวิเคราะห์การลงทุนภาคการบิน ท่องเที่ยว บริการ ชั้นนำของไทยและนานาชาติ ระบุว่า สิงคโปร์ได้ผลักดันเมกะโปรเจ็กต์แซงหน้าไทยครองความเป็นฮับและเวิรลด์คลาส และในช่วง 3 ปีนี้ สิงคโปร์มีความชัดเจน แต่ไทยยังไม่ชัดเจนว่าการถอยหลังกลับมาจัดระเบียบการลงทุนและปรับซ่อมสุวรรณภูมิ รวมถึงหาข้อยุติเรื่องการเปิดใช้สนามบินนานาชาติกรุงเทพ 2 แห่ง อย่างถาวรนั้น จะส่งผลดีหรือผลเสียในระยะยาว

ที่มา: ประชาชาติธุรกิจ (12 ก.พ. 50)

February 11, 2007

สายการบินเอส จี เอ เปิดเที่ยวบินปฐมฤกษ์ พร้อมชูเชียงใหม่เป็นฮับในภาคเหนือ

เอส จี เอ พร้อมบินจากเชียงใหม่ จุดศูนย์กลางในภาคเหนือ สู่ปาย และแพร่ เพื่อรองรับการท่องเที่ยวที่เติบโตอย่างต่อเนื่องของภาคเหนือ และตอบสนองกับนโยบายของสายการบินที่จะเชื่อมเมืองในภูมิภาคเข้าไว้ด้วยกัน โดยเที่ยวบินแรกที่ออกจากเชียงใหม่คือ เที่ยวบิน 5E913 เชียงใหม่ - ปาย เที่ยวบินปฐมฤกษ์ วันที่ 1 กุมภาพันธ์ นี้

ดร.เจน ชาญณรงค์ ประธานกรรมการบริหารสายการบิน เอส จี เอ กล่าวว่าจากการที่ เอส จี เอ ได้เปิดบริการในลักษณะ Commuter Airline หรือ เครื่องบินขนาดเล็ก ในเส้นทางบินแบบประจำเป็นรายแรกของไทย จากกรุงเทพฯ ไปยังหัวหิน ขณะนี้เราได้ขยายฐานการบินมายังเชียงใหม่ เพื่อบินเชื่อมกับเมืองต่างๆ ในภาคเหนือ เพื่อรองรับการท่องเที่ยวที่กำลังขยายตัวของภาคเหนือ

“หากจะมองการเติบโตของเครื่องบินเล็ก เราโตแบบช้าๆ แต่แข่งกับการเดินทางโดยรถ จะถือว่าสะดวกสะบายกว่า ประหยัดเวลา ได้ชมวิวที่สวยงาม ราคาไม่แพงแต่มีความปลอดภัย อย่างเช่นไปปายที่มีโค้งนับเป็นพันๆ แต่การเดินทางโดยเครื่องบินใช้เวลาไม่นาน และปลอดภัยมากกว่า เราเชื่อว่าหลังเปิดบินจะมีผู้ให้ความสนใจสูง และการเลือกจุดบินดังกล่าว ก็เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้โดยสาร”

ดร.เจน ยังกล่าวอีกว่า แถบภาคเหนือมีเมืองเล็กๆ ที่มีความน่ารักมีเสน่ห์หลายแห่ง แต่อาจจะไปยาก ทำให้มีการเดินทางน้อย เช่น แพร่หรือน่าน หากไปเที่ยวจะพบว่ามีความน่ารัก มีสีสันอย่างมาก หรือปายที่กำลังเป็นที่นิยมในหมู่นักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างชาติ ถือว่าเป็นเมืองเล็กๆ ที่มีความเป็นธรรมชาติ ทั้งภูเขาและแม่น้ำ รวมทั้งสนามบินเล็กๆ ที่ญี่ปุ่นเคยสร้างไว้สมัยสงครามโลก ต่อมาทางผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอนได้ปรับปรุงและ เชิญให้เอส จี เอ เข้าไปบิน

“เรามองแหล่งท่องเที่ยวไว้หลายแห่ง แต่โจทย์ของเราคือต้องรักษา ไม่ใช่ว่าไปแล้วพาคนไปเป็นพันๆ จนทำลายสภาพธรรมชาติ เราจึงต้องคิดว่าไปอย่างไร ไปแล้วไม่ทำลาย”

ปัจจุบัน เอส จี เอ ได้ปฎิบัติการบินด้วยเครื่องบินแบบ เซสน่า 208บี แกรนด์ คาราแวน จำนวน 2 ลำ ซึ่งเครื่องบินรุ่นนี้มีชื่อเสียงในการบินชมทิวทัศน์กลางอากาศ และใช้ในการเดินทางเข้าสู่เมืองเล็ก ซึ่งเป็นรูปแบบที่ได้รับความนิยมอย่างสูงในต่างประเทศ และมีการใข้งานเครื่องบินรุ่นนี้อยู่กว่า 1,500 ลำ

สรุปผลสอบรันเวย์ร้าว 2จุดอันตราย ทัชดาวน์-เทคออฟชำรุด "แอสฟัลติก คอนกรีต "ไม่ได้มาตรฐาน การก่อสร้างไม่สมบูรณ์แต่ยังเร่งเปิดใช้บริการ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับความคืบหน้าจากการตรวจสอบปัญหาการแตกร้าวของแท็กซี่เวย์และรันเวย์ของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ โดยคณะกรรมการกลางตรวจสอบปัญหาแท็กซี่เวย์และรันเวย์ ที่มีนายต่อตระกูล ยมนาค กรรมการบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) เป็นประธาน โดยหลังจากคณะกรรมการกลางฯ ได้ลงพื้นที่ และประชุมหาข้อสรุปตั้งแต่ช่วงเย็นวันที่ 9กุมภาพันธ์ ถึงเช้าวันที่ 10 กุมภาพันธ์ คณะกรรมการกลางฯ ได้นำเจ้าหน้าที่ของกรมทางหลวง พร้อมอุปกรณ์ตรวจสอบความแข็งของพื้นผิวของแท็กซี่เวย์ ที่เรียกว่า "ดีเทคโทมิเตอร์" จำนวน 4 เครื่อง เข้าดำเนินการตรวจสอบ

ซึ่งได้ข้อสรุปเชิงวิชาการว่า ความแข็งแรงของผิวแท็กซี่เวย์ในบริเวณที่มีความเสียหาย มีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 1,000 (คิดตามสเกลเครื่องตรวจวัด) และพื้นผิวแท็กซี่เวย์ที่มีความปกติ จะมีค่าเฉลี่ยความแข็งแรงอยู่ที่ 4,000 แสดงให้เห็นว่าความเสียหายของผิวแท็กซี่เวย์มีความรุนแรง ตามค่าเฉลี่ย คือ 1 ใน 4 ผิวแท็กซี่เวย์ปกติเท่านั้น

ในขณะที่การตรวจสอบสภาพของผิวรันเวย์นั้น พบว่า มีความแข็งแรงมากกว่าผิวแท็กซี่เวย์มาก โดยจุดที่มีความเสียหายเกิดขึ้น ที่เรียกว่า จุดทัชดาวน์ ซึ่งเป็นจุดแรกที่เครื่องบินสัมผัสพื้นเมื่อจะลงจอด และจุดเทคออฟ ซึ่งเป็นจุดที่เครื่องบินจะทะยานขึ้นสู่อากาศ ความเสียหายที่เกิดขึ้นสามารถซ่อมแซมได้กลับมาแข็งแรงเช่นเดิม ในขณะที่ปัญหาน้ำใต้ดินไม่ส่งผลกระทบกับผิวใต้รันเวย์ เนื่องจากระดับผิวรันเวย์ที่มีความสูงจากระดับน้ำใต้ดิน 1.75 เมตร สูงกว่าระดับความสูงจากระดับน้ำใต้ดินของแท็กซี่เวย์ที่ 75 เซนติเมตร ทำให้น้ำใต้ดินไม่สามารถขึ้นมาถึงผิวใต้รันเวย์ได้ ส่วนสาเหตุความเสียหายที่เกิดขึ้นกับแท็กซี่เวย์นั้น เบื้องต้นมาจาก 3 สาเหตุ คือ ปัญหาน้ำใต้ดิน จากสภาพด้านล่างของแท็กซี่เวย์ในอดีต ซึ่งเคยเป็นบ่อปลา 2,000 บ่อ จากปัญหาในขณะนี้พบว่ามีน้ำจากภายนอกไหลเข้าสู่ชั้นดินของใต้แท็กซี่เวย์ แต่กลับไม่ไหลออก ทำให้ดินมีสภาพอุ้มน้ำตลอดเวลา ซึ่งในส่วนนี้จะต้องแก้ไขปัญหาที่ทางเดินน้ำต่อไป ส่วนที่ 2 คือ ปัญหาการผสมวัสดุปูผิวแท็กซี่เวย์ ที่เรียกว่า "แอสฟัลติก คอนกรีต" มีส่วนผสมที่บกพร่อง ทำให้ผิวคอนกรีตชั้นนี้ ไม่มีความแข็งแรงตามมาตรฐาน รวมถึงปัญหาสุดท้ายคือ การก่อสร้างจากฝีมือของช่างที่ดำเนินการก่อสร้างแท็กซี่เวย์นี้ ซึ่งคณะกรรมการฯ ตั้งข้อสังเกตว่า การเร่งรัดงานเพื่อให้สนามบินเปิดได้ตามกำหนด อาจเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ขั้นตอนก่อสร้าง ช่างก่อสร้าง มีการเร่งรัดงาน จนทำให้งานขาดมาตรฐาน

ส่วนประเด็นที่ความเสียหายของแท็กซี่เวย์และรันเวย์นั้น ที่ต้องดำเนินการซ่อมแซมใหญ่ และต้องปิดใช้งานท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเป็นเวลา 6 เดือน ถึง 1 ปีหรือไม่นั้น คณะกรรมการฯ รายหนึ่งยอมรับว่า ประเด็นดังกล่าวคณะกรรมการฯ แต่ละคนยังมีความคิดเห็นที่แตกต่างกัน โดยบางรายเห็นว่า การปิดพื้นที่ทั้งหมดจะทำให้การซ่อมแซมคล่องตัว แต่ก็มีคณะกรรมการฯ บางส่วนเห็นว่า การซ่อมแซมสามารถปิดซ่อมพื้นที่บางส่วนได้ ประกอบกับช่วงนี้เป็นช่วงที่ใกล้หมดฤดูหนาว ซึ่งลมจะมีการเปลี่ยนทิศทางอีกครั้ง ส่งผลให้เครื่องบินต้องมีการเปลี่ยนทิศทางขึ้น-ลง ถือเป็นโอกาสดีที่จะมีการเปลี่ยนแปลงพื้นที่ใช้งานแท็กซี่เวย์และรันเวย์เพื่อประโยชน์ในการซ่อมแซมได้

ด้านพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าในการแก้ไขปัญหา และการซ่อมแซมท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ว่า พล.ร.อ.ธีระ ห้าวเจริญ รมว.คมนาคม รายงานให้ทราบว่า จะมีการประชุมเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว ในวันที่ 12 กุมภาพันธ์นี้ และคงได้ผลสรุปภายในวันที่ 14 กุมภาพันธ์

ส่วนจะปิดท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เพื่อซ่อมแซมให้เสร็จหรือไม่ ต้องรอการตรวจสอบให้ชัดเจนก่อนว่า มีความเสียหายมากน้อยเพียงใด และจะต้องดำเนินการอย่างไรบ้าง เพราะเป็นเรื่องทางเทคนิค ขณะนี้ยังไม่สามารถบอกได้ว่าจะต้องปิดท่าอากาศยานสุวรรณภูมิหรือไม่

"เราพยายามอย่างที่สุด ที่จะไม่ให้ความน่าเชื่อถือของสนามบินเสียหายไป โดยส่วนตัวแล้วเห็นว่า ไม่ควรจะปิดสนามบิน แต่ต้องมีวิธีการที่จะหาทางแก้ไข และซ่อมแซมให้ได้ ควรเปิดใช้งานตามปกติในระหว่างที่มีการซ่อมแซม" นายกรัฐมนตรี กล่าว

นายสรรเสริญ วงศ์ชะอุ่ม รัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงคมนาคม กล่าวในรายการสายตรงทำเนียบรัฐบาล โดยได้มีสื่อมวลชนซักถามถึงการก่อสร้างโครงการรถไฟฟ้า 6 สายทาง ว่าขัดแย้งต่อแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงหรือไม่ โดยนายสรรเสริญกล่าวว่า การก่อสร้างรถไฟฟ้า ซึ่งจะก่อให้เกิดประโยชน์ ทั้งในแง่ของการลดใช้พลังงานน้ำมัน ลดปัญหามลพิษ และสร้างความอยู่ดีมีสุขให้แก่ครอบครัวและสังคม ในทางตรงกันข้าม กระทรวงคมนาคมเห็นว่า แนวทางการก่อสร้างรถไฟฟ้านี้ สอดคล้องกับแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง

สำหรับปัญหาของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ทั้งแท็กซี่เวย์และรันเวย์นั้น นายสรรเสริญ ยอมรับว่าขณะนี้ข่าวมีความสับสนมาก ในเรื่องของการปิดซ่อมสุวรรณภูมิ และการใช้ประโยชน์ท่าอากาศยานซึ่งในวันจันทร์ที่ 12 กุมภาพันธ์นี้ คณะกรรมการ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. จะเป็นผู้ชี้ขาด สรุปความรุนแรงปัญหาที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ แนวทางการซ่อมแซม ซึ่งจะทำให้ภาพการใช้ประโยชน์ท่าอากาศยานดอนเมืองมีความชัดเจน แต่ในเบื้องต้นกระทรวงคมนาคม ยืนยันว่า การที่สายการบินจะกลับไปทำการบินที่ดอนเมืองนั้น จะเป็นไปโดยสมัครใจ ไม่มีการบังคับ ซึ่งสายการบิน ก็จะไม่สามารถเรียกร้องค่าชดเชยในการโยกย้ายและเงินลงทุนสำนักงานแก่ภาครัฐได้ ซึ่งแนวทางดังกล่าวเชื่อว่า ท้ายที่สุดจะมีสายการบินย้ายกลับไปใช้ดอนเมืองไม่มากนัก

ที่มา: แนวหน้า (11 ก.พ. 50)

February 10, 2007

"อลงกรณ์"แฉอันดับสุวรรณภูมิรั้งท้าย

ประธานคณะทำงานสอบทุจริตพรรคประชาธิปัตย์ แฉ ผลสำรวจสนามบินดาวรุ่งเอเชีย สุวรรณภูมิอยู่ท้ายตาราง ได้แค่ 2ดาว ด้าน นายกรัฐมนตรี เผยรู้ผลสรุปสนามบินสุวรรณภูมิ 14 ก.พ. นี้ ส่วนตัวไม่เห็นด้วยกับการปิดซ่อม หวั่น กระทบความน่าเชื่อถือ ด้านคณะกรรมการตรวจสอบความเสียหายเตรียมแถลงผลสอบ 12 ก.พ. นี้


พล.อ. สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ ถึงปัญหาในสนามบินสุวรรณภูมิ โดยย้ำว่า ถึงแม้ว่าจะเกิดปัญหาหลายด้านใน สนามบินสุวรรณภูมิในขณะนี้ จนกระทั่วนำไปสู่การตรวจสอบและการปิดซ่อมแซมบางส่วนโดยเฉพาะ รันเวย์และแท็กซี่ เวย์ ที่แตกร้าว การปิดสนามบินสุวรรณภูมิเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวเป็นสิ่งที่ไม่ควรกระทำ เพราะจะกระทบต่อความเชื่อมั่นของต่างชาติ โดยเฉพาะสายการบินต่างๆ แต่อย่างไรก็ตาม คงจะต้องรอผลการตรวจสอบของคณะกรรมการที่รัฐบาลแต่งตั้งขึ้นก่อน ซึ่งคาดว่าจะได้ข้อสรุปถึงแนวทางในการดำเนินการภายในวันที่ 14 ก.พ. นี้

"ก็พยายามอย่างที่สุดที่จะไม่ให้ความน่าเชื่อถือของสนามบินเสียหายไป แต่ในความคิดเห็นของผมก็คือว่า เราไม่ควรจะปิดเราจะต้องมีวิธีการที่จะหาทางแก้ไข วิธีการที่จะซ่อมแซม "นายกฯ กล่าว และว่า ในวันที่ 12 ก.พ. นี้จะมีการประชุมของคณะกรรมการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการตรวจสอบความเสียหายที่เกิดขึ้นกับสนามบินสุวรรณภูมิก่อนที่จะสรุปผลการพิจารณาครั้งสุดท้าย

นายสรรเสริญ วงศ์ชะอุ่ม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ผลการประชุมตรวจสอบด้านเทคนิครอยร้าวและแท็กซี่เวย์ของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ที่นายต่อตระกูล ยมนาค เป็นประธานคณะกรรมการตรวจสอบรันเวย์และแท็กซี่เวย์ เมื่อคืนที่ผ่านมา ยังไม่ได้รายงานให้ทราบ แต่เชื่อว่าสัปดาห์หน้าคณะกรรมการชุดนี้จะรายงานให้ทราบ เพื่อเสนอต่อ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี และจะมีการแถลงข่าวอย่างเป็นทางการในวันจันทร์ที่ 12 กุมภาพันธ์นี้ ว่ามีความเหมาะสมที่จะให้สั่งปิดเพื่อซ่อมแซมหรือไม่ ซึ่งต้องรอความเห็นอย่างเป็นทางการ หลังจากที่คณะกรรมการฯ ได้หารือถึงผลสอบรันเวย์ตลอดทั้งคืนที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ระบุว่า หากจะมีการสั่งปิดท่าอากาศยานสุวรรณภูมิหรือไม่นั้น ต้องพิจารณาจากความปลอดภัยด้วย

ด้าน นายต่อตระกูล ยมนาค ประธานกรรมการตรวจสอบสาเหตุการชำรุดของทางวิ่งและทางขับท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เปิดเผยถึงความคืบหน้าในการตรวจสอบความเสียหายในขณะนี้ พบว่าทางวิ่งและทางขับ ของสนามบินสุวรรณภูมิ ที่ชำรุดเสียหายมีสาเหตุหลายอย่างและการร้าวของทางวิ่งหรือรันเวย์ เป็นคนละสาเหตุของการร้าวของทางขับหรือแท็กซี่เวย์ส่วนเรื่องของระดับน้ำใต้ผิวดินนั้น ถือเป็นสาเหตุในเรื่องหนึ่งของหลายเหตุที่ทำให้เกิดรอยร้าวขึ้น

นายต่อตระกูล กล่าวว่า สำหรับผลการตรวจสอบทั้งหมดคณะกรรมการจะส่งให้กับ พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร ประธาน บอร์ด ทอท. และจะมีการแถลงต่อสาธารณะในวันจันทร์ ที่ 12 ก.พ. นี้

นายอลงกรณ์ พลบุตร ประธานคณะทำงานตรวจสอบทุจริตของพรรคประชาธิปัตย์ แถลงผลสำรวจสนามบินดาวรุ่งแห่งเอเชีย 6 แห่งของสถาบันจัดอันดับ sky trax ว่า ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิติดอันดับรั้งท้าย ได้รับความนิยมแค่ระดับ 2 ดาว โดยมีจุดบกพร่องคือ ตารางการบินที่ไม่ตรงเวลา และการบริการ ขณะที่ท่าอากาศยานของสิงคโปร์มาเป็นอันดับ 1 ได้รับความนิยมถึง 5 ดาว ส่วนท่าอากาศยานอื่น เช่น ท่าอากาศยานฮ่องกง ดูไบ และมาเลเซีย ต่างได้รับความนิยมในระดับ 4 ดาวทั้งสิ้น


นายอลงกรณ์ กล่าวว่า เรียกร้องให้รัฐบาล และบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. ซ่อมแซมในบางส่วน หรือปิดทั้งหมด และควรทำคำชี้แจงไปยังสายการบินต่าง ๆ บริษัทท่องเที่ยว และองค์การบินระหว่างประเทศ ภายในเดือนกุมภาพันธ์ เพื่อไม่ให้เกิดความสับสน นอกจากนี้ ตนขอให้รัฐบาลและคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ดำเนินการฟ้องร้องทางแพ่งกับผู้กระทำทุจริตในการก่อสร้างท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเพิ่มเติม นอกเหนือจากที่เตรียมดำเนินการทางอาญาในเร็ว ๆ นี้

ทางด้านทางกัลยา ผกากรอง รักษาการกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บ.ท่าอากาศยานไทย จำกัด(มหาชน) หรือ ทอท. กล่าวถึงกรณีที่ นายยอดเยี่ยม เทพธรานนท์ กรรมการ ทอท. และอดีต นายสมาคมสถาปนิกสยาม เปิดเผยถึงการพบ 30 จุดอันตรายร้ายแรง ภายในอาคารผู้โดยสารสนามบินสุวรรณภูมิว่า รู้สึกไม่สบายใจ ในเบื้องต้น ทราบว่าเป็นปัญหาเกี่ยวกับระบบควบคุมไฟ ที่อยู่บนหลังคา ซึ่งจะต้องมีการควบคุมความร้อนไว้ 40 องศาเซลเซียส และขณะนี้อุณหภูมิสูงถึง 50 องศาเซลเซียส หากถึงหน้าร้อนอุณหภูมิจะมากถึง 60 องศาเซลเซียส ซึ่งหากระเบิดจะทำให้มีลูกไฟหล่นลงมาข้างล่าง ทั้งนี้ตนจะเดินทางไปดูในสัปดาห์หน้า ขณะที่เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ฝ่ายวิศวกรรม ของ บ. ได้เตรียมติดตั้งเครื่องปรับอากาศ เพื่อควบคุมอุณหภูมิแล้ว ส่วนที่มีกระจกแตกหลายจุด นั้น ไม่ใช่เพราะโครงสร้างตึกแต่เกิดจากการตกแต่งภายในของอาคาร ซึ่งทำให้ตนสบายใจมากขึ้น

ที่มา: โพสต์ทูเดย์ (10 ก.พ. 50)

ซุกปัญหาสุวรรณภูมิหมื่นล. วิศวกรไม่กล้าเซ็นมอบงาน 1.4 หมื่นล้าน/ชี้มีจุดอันตรายถึง 30 แห่ง

“บอร์ดสุวรรณภูมิ” แฉ ซุกปัญหาใต้พรม งานงวดสุดท้ายมูลค่า 1.4 หมื่นล้านบาท วิศวกรขยาด ไม่กล้าเซ็นส่งมอบงาน

นายต่อตระกูล ยมนาค กรรมการ บริษัท ท่าอากาศยานไทย หรือ ทอท. และอดีตนายกสมาคมวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ เปิดเผยว่า ขณะนี้ยังเหลืองานก่อสร้างในสนามบินสุวรรณภูมิอีก 10% หรือคิดเป็นมูลค่างาน 1.4 หมื่นล้านบาท จากมูลค่างานก่อสร้างรวมของสนามบินรวม 1.4 แสนล้านบาท ที่วิศวกรยังไม่กล้าเข้าไปตรวจสอบ หรือเซ็นเพื่อส่งมอบงาน เพราะเกรงกลัวความผิดที่อาจจะต้องมารับผิดชอบปัญหาสนามบิน


“สนามบินสุวรรณภูมิยังเหลือส่งมอบงานงวดสุดท้ายมูลค่า 1.4 หมื่นล้านบาท ที่ขณะนี้ไม่มีวิศวกรเข้ามารับผิดชอบเซ็นส่งมอบงาน เพราะเกรงปัญหาฟ้องร้องที่ จะตามมาในภายหลังอีก” นายต่อตระกูล เปิดเผย


อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบทางวิ่ง (RUN WAY) และทางขับ (TAXI WAY) พบว่า รันเวย์มีปัญหาเพียง 2 จุด คือรอยร้าวบริเวณหัวและท้าย ซึ่งเป็นจุดที่มีผลต่อความปลอดภัย ขณะที่แท็กซี่เวย์มีปัญหาจำนวนมาก และจะมีการสรุปผลสาเหตุของปัญหาเพื่อนำไปแถลงต่อสาธารณชนในวันที่ 12 กุมภาพันธ์


อย่างไรก็ตาม การซ่อมแซมปรับปรุงรันเวย์และแท็กซี่เวย์ที่มีปัญหายังไม่สามารถระบุได้ว่าต้องปิดท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ หรือต้องปิดซ่อมเป็นเวลาเท่าไหร่ จึงต้องรอผลสรุปสาเหตุของปัญหาก่อน คณะกรรมการตรวจสอบฯ จะพยายามรวบรวมตัวอย่างของพื้นผิว รันเวย์และแท็กซี่เวย์ให้ได้มากที่สุด 50-100 ตัวอย่าง เพื่อให้มั่นใจว่าปัญหาเกิดจากอะไร


ส่วนที่มีการตั้งสมมติฐานว่าเกิดจากทรายไม่ได้มาตรฐานนั้น ก็จะได้ทราบว่ามีทรายไม่ได้มาตรฐานมากน้อยเท่าใด


นายยอดเยี่ยม เทพ ธรานนท์ กรรมการ บริษัท ท่าอากาศยานไทย และ อดีตนายกสมาคมสถาปนิกสยาม เปิดเผยว่า จาก การตรวจสอบพบว่า ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิมีปัญหากว่า 60 จุด แบ่งเป็นปัญหาที่เป็นอันตรายร้ายแรง 30 จุด ที่เหลือเป็นความปลอดภัยทั่วไป ปัญหาที่เป็นอันตรายร้ายแรง เช่น ระบบควบ คุมไฟที่ติดตั้งอยู่บนคานของอาคาร (Lighting Control System) สามารถอยู่ในอุณหภูมิไม่เกิน 40 องศา แต่หน้าร้อนของไทยคาดว่าจะมีอุณหภูมิสูงถึง 60 องศา ดังนั้น อาจทำให้ไฟไหม้ในอาคารได้ ขณะที่ระบบดับเพลิงบริเวณดังกล่าวจะใช้เวลาอย่างน้อย 45 นาที เพื่อให้คนขึ้นไปดับไฟ เพราะไม่มีบันไดและทางหนีไฟ ขณะที่ประตูหนีไฟยังมีสิ่งของกีดขวาง

ที่มา: โพสต์ทูเดย์ (10 ก.พ. 50)

February 09, 2007

ส.สถาปนิกฯชี้มี 30จุดอันตรายในอาคารสุวรรณภูมิ

สมาคมสถาปนิกสยาม ระบุมี 30 จุดอันตรายร้ายแรงภายในอาคารผู้โดยสารสุวรรณภูมิ สุสานผู้ประกอบวิชาชีพสถาปนิก"

กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : นายยอดเยี่ยม เทพธรานนท์ กรรมการ บริษัท การท่าอากาศยานไทย จำกัด(มหาชน) หรือ ทอท. ในฐานะตัวแทนสมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวในการเสวนาเรื่อง“รวมพลังมืออาชีพไทยเพื่อท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ”

โดยระบุว่า ปัญหารันเวย์และแท็กซี่เวย์เกิดความเสียหาย อาจไม่ใช่ปัญหาใหญ่ แต่ปัญหาภายในอาคารผู้โดยสารและอาคารเทียบเครื่องบิน ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ จะมีผลกระทบกับความปลอดภัยของผู้โดยสารมากกว่า เพราะเที่ยวบินหนึ่งมีผู้โดยสาร 300-400 คน แต่มีผู้อาศัยอยู่ในอาคารไม่น้อยกว่าหมื่นคน

จากการตรวจสอบพบว่า ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ มีปัญหากว่า 60 จุด แบ่งเป็นปัญหาที่เป็นอันตรายร้ายแรง 30 จุด ที่เหลือเป็นความปลอดภัยทั่วไป ปัญหาที่เป็นอันตรายร้ายแรง เช่น ตู้ควบคุมระบบไฟที่ติดตั้งอยู่บนคานของอาคาร สามารถอยู่ในอุณหภูมิไม่เกิน 40 องศา แต่ฤดูร้อนประเทศไทยคาดว่าจะมีอุณหภูมิสูงถึง 60 องศา ดังนั้น อาจทำให้ไฟไหม้ในอาคารได้

ขณะที่ระบบดับเพลิงบริเวณดังกล่าวจะใช้เวลาอย่างน้อย 45 นาที เพื่อให้คนขึ้นไปดับไฟ เพราะไม่มีบรรได และทางหนีไฟ เช่น ประตูหนีไฟ ยังมีสิ่งของกีดขวาง

“เมื่อเราทราบปัญหาที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยต้องเร่งแก้ไขทันที ขณะนี้ได้แก้ด้วยการติดตั้งระบบควบคุมอุณหภูมิ มีพัดลมระบายอากาศ จะเสร็จเรียบร้อยก่อนเดือนเม.ย.นี้ เรื่องนี้ผมไม่ต้องการให้ประชาชนตื่นตระหนก เมื่อเราทราบเราก็ต้องเร่งแก้ไข แต่สิ่งที่น่ากลัวคือปัญหาที่เรายังไม่ทราบ เชื่อว่าไม่น่ามีปัญหาที่ไม่ทราบแล้ว” นายยอดเยี่ยม กล่าว

สำหรับที่ได้ดำเนินการปรับปรุงเพื่อป้องกันปัญหาความปลอดภัย เช่น การเคลียร์พื้นที่ทางหนีไฟ ไม่ให้มีสิ่งของกีดขวาง การจัดทำป้ายบอกทางเพิ่มเติม การเพิ่มห้องน้ำ ขอให้ประชาชนสบายใจได้ว่า โครงสร้างของอาคารผู้โดยสารและอาคารเทียบเครื่องที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิมีความแข็งแรง แต่ที่มีปัญหาเป็นเรื่อง ของการออกแบบระบบต่างๆ ภายในอาคาร ซึ่งคาดว่าจะมีการปรับแก้แบบ จึงทำให้เกิดจุดไม่ปลอดภัย

“การออกแบบสนามบินสุวรรณภูมิ ถือเป็นความบัดซบ และเป็นสุสานของผู้ประกอบวิชาชีพนี้ ซึ่งตกเป็นเครื่องมือของบุคคลอื่น มีการปรับแบบจนผู้โดยสารไม่ได้รับความสะดวกสบาย เป็นแบบที่ใจร้ายมาก เช่น ไม่มีห้องน้ำสำหรับคนพิการ จนขณะนี้ยังไม่ทราบว่าใครเป็นคนแก้แบบดังกล่าว แบบที่แก้นี้ไม่ต้องเป็นสถาปนิกแต่เป็นคนร่างแบบก็สามารถทำได้แล้ว” นายยอดเยี่ยม กล่าว

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ (9 ก.พ. 50)

'บรรณวิทย์'ชงปิดสุวรรณภูมิชั่วคราว ซ่อมรันเวย์-แท็กซี่เวย์

"บรรณวิทย์" เสนอปิดสนามบินสุวรรณภูมิชั่วคราว 6-12 เดือน หากต้องปิดซ่อมใหญ่รันเวย์และแท็กซี่เวย์ อ้างเพื่อความปลอดภัยของผู้โดยสารช่วงที่ซ่อมแซม

กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : พล.ร.อ.บรรณวิทย์ เก่งเรียน ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาและติดตามการแก้ไขปัญหาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เปิดเผยภายหลังการตรวจท่าอากาศยานกรุงเทพ วานนี้ (8 ก.พ.) ว่า ตนมีแนวคิดที่จะปิดท่าอากาศยานสุวรรณภูมิทั้งหมด ระหว่างที่มีการซ่อมใหญ่ทางวิ่ง (RUN WAY) และทางขับ (TAXI WAY) ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ

ส่วนจะปิดท่าอากาศยานสุวรรณภูมิทั้งหมดหรือไม่ และจะปิดเมื่อไรนั้น ต้องรอผลสรุปการตรวจจากนายต่อตระกูล ยมนาค ประธานคณะกรรมการตรวจสอบสาเหตุของปัญหาทางขับชำรุด คาดว่าจะได้ข้อสรุปในวันที่ 9 กุมภาพันธ์ นี้

"มีความเป็นไปได้ที่ต้องปิดซ่อมใหญ่รันเวย์และแท็กซี่เวย์ ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และระหว่างการซ่อมก็ไม่มีทางเลือก จำเป็นต้องปิดท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เพราะจะมีผลต่อความปลอดภัยของผู้โดยสารในช่วงที่มีการซ่อมแซม ขณะเดียวกันการซ่อมแซมจะมีความสะดวกรวดเร็ว การปิดท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเพื่อซ่อมแซมนั้น อาจต้องใช้เวลา 6-12 เดือน หลังจากนั้นก็จะเปิดให้บริการใหม่" พล.ร.อ.บรรณวิทย์ กล่าว

ชี้ย้ายเที่ยวบินทอท.ไม่ต้องรับผิดชอบ

ค่าใช้จ่ายของสายการบินที่ต้องย้ายกลับมาที่ท่าอากาศยานกรุงเทพนั้น บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. ไม่จำเป็นต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเหตุการณ์ที่ไม่คาดหมายมาก่อน คณะกรรมการ ทอท.ต้องตัดสินใจว่าจะปิดท่าอากาศยานสุวรรณภูมิหรือไม่ ก่อนเสนอครม.พิจารณา

“ความเสียหายที่เกิดขึ้นหากมีการปิดท่าอากาศยานสุวรรณภูมิจริงๆ ทอท. ไม่ต้องรับผิดชอบ และคาดว่าสายการบินจะไม่สามารถฟ้องร้องเรียกเงินชดเชยได้ เป็นสิ่งที่ไม่คาดหมายมาก่อน เงินลงทุนที่ก่อสร้างท่าอากาศยานสุวรรณภูมิไปกว่าแสนล้านบาทก็ไม่สูญเปล่า เมื่อมีการซ่อมแซมแล้วก็จะเปิดใช้บริการเหมือนเดิม แต่ในระยะนี้ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิอาจเป็นศูนย์อุตสาหกรรมการบินแทนท่าอากาศยานกรุงเทพ ” พล.ร.อ.บรรณวิทย์ กล่าว

ทั้งนี้ ทอท. จะต้องเตรียมความพร้อมของท่าอากาศยานกรุงเทพ เพื่อให้สามารถรองรับเที่ยวบินได้ตลอดเวลา หากต้องปิดซ่อมท่าอากาศยานสุวรรณภูมิสายการบินต่างๆ ต้องย้ายกลับมาที่ท่าอากาศยานกรุงเทพแน่นอน

เบื้องต้นได้รับรายงานจากผู้บริหาร ทอท.ว่าท่าอากาศยานกรุงเทพพร้อมที่จะให้บริการ และอยู่ระหว่างการปรับปรุงผิวทางขับ ซึ่งใกล้จะแล้วเสร็จ มั่นใจภายใน 45 วัน สามารถรองรับเที่ยวบินทั้งในและระหว่างประเทศได้

อ้าง ทอท.ไม่มีเงินลงทุนอาคารผู้โดยสาร

ในเบื้องต้นจะเปิดใช้อาคารที่ท่าอากาศยานกรุงเทพ 2 หลัง คือ อาคารผู้โดยสารระหว่างประเทศ (อาคาร 1) เพื่อรองรับเที่ยวบินระหว่างประเทศ และจะเปิดใช้อาคารผู้โดยสารภายในประเทศ เพื่อรองรับเที่ยวบินภายในประเทศ ตนไม่ต้องการให้เที่ยวบินระหว่างประเทศและเที่ยวบินในประเทศใช้อาคารเดียวกัน เนื่องจากจะเกิดความสับสนของผู้โดยสาร คาดว่าเที่ยวบินที่จะย้ายกลับมาที่ท่าอากาศยานกรุงเทพ จะมีจำนวนเพิ่มขึ้นในอนาคต

“ขณะนี้ ท่าอากาศยานกรุงเทพ มีความพร้อม ทั้งระบบสื่อสาร รันเวย์และแท็กซี่เวย์ไม่มีปัญหาเหมือนที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เชื่อว่าสามารถใช้งานได้อีกแม้ว่าจะเปิดให้บริการมากว่า 90 ปีแล้ว” พล.ร.อ.บรรณวิทย์ กล่าว

พล.ร.อ.บรรณวิทย์ กล่าวอีกว่า การย้ายเที่ยวบินบางส่วนมาที่ท่าอากาศยานกรุงเทพ เพราะ ทอท. ไม่มีเงินลงทุนก่อสร้างอาคารผู้โดยสารภายในประเทศเพิ่มเติม ต้องใช้เงินกว่า 4,000 ล้านบาท ปัจจุบันท่าอากาศยานสุวรรณภูมิไม่มีอาคารผู้โดยสารภายในประเทศ

เรืออากาศเอกพินิจ สาหร่ายทอง ผู้อำนวยการท่าอากาศยานกรุงเทพ กล่าวว่า ทอท.เตรียมความพร้อมของอาคารผู้โดยสารภายในประเทศ และอาคาร 1 ให้สามารถรองรับเที่ยวบินที่จะย้ายกลับมาที่ท่าอากาศยานกรุงเทพ และแม้ว่าแผนเดิมจะใช้อาคาร 1 เพียงอาคารเดียว แต่เมื่อมีความจำเป็นต้องเปิดใช้อาคารภายในประเทศด้วย ก็พร้อมให้บริการ

อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าเมื่อย้ายสายการบินทั้งในประเทศและระหว่างประเทศมาที่ท่าอากาศยานกรุงเทพ จะทำให้มีปริมาณสายการบินมาใช้บริการมากพอที่จะทำให้ผลประกอบการของ ทอท. คุ้มทุนที่จะเปิดใช้ทั้ง 2 อาคาร โดยการเปิด 2 อาคารจะทำให้ค่าใช้จ่ายของ ทอท. เพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันจะทำให้การดูแลรักษาความปลอดภัยลำบากขึ้น แต่เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้โดยสาร ทอท. ก็พร้อมให้บริการ

ระบุ "ไออาต้า" มีสิทธิคัดค้านย้ายสนามบิน

พล.ร.อ. ธีระ ห้าวเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวถึงกรณีที่สมาคมขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศ หรือ ไออาต้า ไม่เห็นด้วยกับการเปิดใช้ 2 ท่าอากาศยานว่า เป็นความเห็นที่ทุกคนสามารถจะแสดงความเห็นได้

การเปิดใช้ท่าอากาศยานกรุงเทพเป็นท่าอากาศยานนานาชาตินั้น ไม่มีความแตกต่างเหมือนกับท่าอากาศยานเชียงใหม่ ประกอบกับท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ อยู่ระหว่างการซ่อมแซมรันเวย์และแท็กซี่เวย์ ส่วนจำนวนผู้โดยสารที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิปัจจุบันมีจำนวนสูงถึง 43 ล้านคน เกือบเต็มขีดความสามารถ หากต้องลงทุนขยายพื้นที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเพิ่มจะไม่ทันกับการเจริญเติบโตของผู้โดยสา

"สรรเสริญ"อ้างเหตุสหรัฐ-อังกฤษย้ายกลับดอนเมือง

ด้าน นายสรรเสริญ วงศ์ชะอุ่ม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวภายหลังการหารือร่วมกับนายชัยศักดิ์ อังค์สุวรรณ อธิบดีกรมการขนส่งทางอากาศ (ขอ.) ถึงกรณีการเปิดใช้ท่าอากาศยานกรุงเทพ ว่า ยืนยันว่าการย้ายเที่ยวบินบางส่วนไปที่ท่าอากาศยานกรุงเทพ จะดำเนินการตามความสมัครใจของแต่ละสายการบิน ซึ่งอาจจะเป็นไปได้ทั้งการบินในประเทศและระหว่างประเทศ

ทั้งนี้ การดำเนินการนั้นกระทรวงคมนาคมจะปฏิบัติตามกฎการบินระหว่างประเทศ ที่ต้องไม่มีการเลือกปฏิบัติว่า จะให้สายการบินใดสายการบินหนึ่งเจาะจงว่าจะให้ใช้ท่าอากาศยานกรุงเทพหรือท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ แต่ให้เป็นความสมัครใจ เชื่อว่าจะมีสายการบินย้ายกลับมาที่ท่าอากาศยานกรุงเทพไม่มากนัก เพราะบางสายการบินได้ลงทุนที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเป็นจำนวนมาก ดังนั้นจึงอาจสมัครใจที่จะใช้ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเหมือนเดิม

กรณีที่มีความเป็นห่วงว่าท่าอากาศยานสุวรรณภูมิกับท่าอากาศยานกรุงเทพมีระยะใกล้กันประมาณ 25 กิโลเมตร ซึ่งอาจจะใกล้กันเกินไปจนทำให้มีปัญหาในการให้บริการได้นั้น นายสรรเสริญ กล่าวว่า ประเทศอื่นๆ ในโลก มีการใช้ 2-3 ท่าอากาศยานเช่นเดียวกัน

เช่น ประเทศสหรัฐในรัฐเวอร์จิเนีย เมืองวอชิงตัน ดี.ซี. มี 2 ท่าอากาศยานซึ่งตั้งไกลกัน 37 กิโลเมตร เมืองนิวยอร์ก มีถึง 3 ท่าอากาศยาน ไกลกันประมาณ 26 กิโลเมตร เมืองลอสแองเจลิส มี 2 ท่าอากาศยานไกลกัน 39 กิโลเมตร เมืองลอนดอน ประเทศอังกฤษ มี 2 ท่าอากาศยานไกลกัน 39 กิโลเมตร กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้มี 2 ท่าอากาศยาน ไกลกัน 34 กิโลเมตร ก็ไม่มีปัญหาในการให้บริการแต่อย่างใด

การบินไทยพร้อมให้บริการ2สนามบิน

พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุข ประธานกรรมการบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่าการบินไทยพร้อมให้บริการทั้งสองสนามบิน แต่ภาพรวมการบินไทยจะให้บริการที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเป็นหลัก โดยเฉพาะเที่ยวบินระหว่างประเทศ เพื่อไม่ให้ประชาชนเดือดร้อนก็อาจให้บริการเที่ยวบินในประเทศที่ท่าอากาศยานกรุงเทพด้วย

แหล่งข่าวจากการบินไทย กล่าวว่า ที่ประชุมผู้บริหารการบินไทยได้สรุปแผนการให้บริการ เมื่อรัฐบาลเปิดใช้ท่าอากาศยาน 2 แห่ง ควบคู่กันว่า จะให้บริการที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเพียงแห่งเดียว เพราะการบินไทยได้ลงทุนที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิมูลค่ากว่า 1 หมื่นล้านบาท ดังนั้นจึงต้องใช้ประโยชน์จากสิ่งที่ได้ลงทุนไปแล้วให้คุ้มค่า ประกอบกับการให้บริการโดยแบ่งฝูงบินเป็น 2 ส่วน จะทำให้การบินไทยมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น

วิศวกรยันไม่จำเป็นต้องปิด "สุวรรณภูมิ"

นายไกร ตั้งสง่า อุปนายกสมาคมวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย (ว.ส.ท.) กล่าวถึงกรณีที่ พล.ร.อ.บรรณวิทย์ ระบุว่า ควรปิดท่าอากาศยานสุวรรณภูมิทั้งหมด ระหว่างที่มีการซ่อมรันเวย์และแท็กซี่เวย์ ว่าเรื่องนี้ไม่น่าจะรุนแรงถึงขั้นต้องปิดทั้งหมด แต่ยอมรับว่าควรปิดซ่อมแซมส่วนที่เสียหาย โดยเฉพาะส่วนของแท็กซี่เวย์ซึ่งเสียหายมาก แต่ยืนยันว่ารันเวย์ส่วนใหญ่ยังมีสภาพดี

ในทางปฏิบัติเชื่อว่ายังคงสามารถปิดซ่อมแซมบางส่วนและเปิดใช้บางส่วนได้ โดยไม่จำเป็นต้องปิดการใช้สนามบินทั้งหมด หากทำเช่นนั้นความเสียหายจะตามมาอย่างมาก สายการบินต่างประเทศคงไม่ยอม ความวุ่นวายการย้ายฐานการบินจะสร้างปัญหาตามมา

ความเสียหายของชั้นดินในพื้นผิวทั้ง 2 ส่วนของแท็กซี่เวย์และรันเวย์ ที่สุวรรณภูมิ มีปัญหาจริง ขณะนี้ดินใต้พื้นก็มีสภาพเหมือนฟองน้ำที่อุ้มน้ำไว้มาก เมื่อถูกแรงกดทับจากน้ำหนักเครื่องบินก็ทำให้ยุบตัวได้ แต่สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่แก้ไขได้ ต้องค่อยๆ ปรับซ่อมและแก้ไขไปเป็นส่วนๆ สามารถทำได้

เสนอผลสอบรันเวย์นายกฯจันทร์นี้

แหล่งข่าวจากคณะกรรมการตรวจสอบความเสียหายทางวิ่งและทางขับที่ในท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ กล่าวว่า ขณะนี้คณะกรรมการอยู่ระหว่างการจัดทำข้อมูลผลการตรวจสอบรันเวย์และแท็กซี่เวย์ เบื้องต้นพบว่าสาเหตุที่ทำให้ทางแท็กซี่เวย์และรันเวย์ ชำรุดเกิดจากน้ำ โดยวันที่ 12 กุมภาพันธ์นี้จะนำผลสรุปและข้อเท็จจริงเสนอต่อนายกรัฐมนตรี

นอกจากนั้นคณะกรรมการจะเสนอแผนซ่อมบำรุงทางรันเวย์และทางแท็กซี่เวย์ ซึ่งมีหลายวิธีแต่เชื่อว่าจะใช้งบซ่อมบำรุงไม่มาก เพราะสามารถใช้วิธีขุดคลองเพื่อระบายน้ำใต้ดิน และใช้เครื่องสูบน้ำออกจากพื้นที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ

"ขอยืนยันว่าแท็กซี่เวย์ของสนามบินสุวรรณภูมิไม่มีปัญหามากจนถึงขั้นต้องปิดซ่อมใหญ่ และต้องปิดสุวรรณภูมิทั้งหมด เพราะบริเวณก่อสร้างทางแท็กซี่เวย์มีความสูงเหนือระดับน้ำถึง 1.4 เมตร ในส่วนของทางรันเวย์จะอยู่บนพื้นที่ต่ำกว่าทางแท็กซี่เวย์ สามารถทยอยปิดซ่อมบางส่วนได้ จากการตรวจสอบพบว่า ยังมีพื้นที่ประมาณ 99% ที่ยังสามารถใช้งานได้ดีอยู่"

ทั้งนี้หลังจากคณะกรรมการตรวจสอบแล้ว ทำให้ทราบว่าหน่วยงานใดบ้างที่ต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น หากไม่สามารถเจรจากับผู้รับผิดชอบได้ ก็อาจต้องตั้งคณะอนุญาโตตุลาการขึ้นมาแก้ปัญหาข้อพิพาท

ส.ตัวแทนการบินรอผลสรุปภาครัฐ

นายไบรอัน ซินแคลร์-ทอมป์สัน ประธานสมาคมตัวแทนธุรกิจสายการบินหรือ บาร์ (BAR : Board of Airline Representatives Business Association) กล่าวกับ "กรุงเทพธุรกิจ" ว่า ในฐานะที่บาร์เป็นตัวแทนสายการบินที่ดำเนินการอยู่ในไทยประมาณ 68 สายการบินว่า รัฐบาลต้องระบุรายละเอียดว่า การเปิดให้ท่าอากาศยานกรุงเทพ เปิดทำการในฐานะสนามบินนานาชาติ จะมีสายการบินใดบ้างที่ได้รับการอนุญาตให้ดำเนินการบิน หรือสายการบินใดที่สามารถดำเนินการต่อไปที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ

โดยเฉพาะแผนการซ่อมสนามบินสุวรรณภูมิ ที่ยังไม่แน่ชัดว่าจะต้องมีการดำเนินการอย่างไร ด้วยกรอบเวลาเท่าใด สมาคมได้มีการหารือว่า จะยื่นหนังสือเพื่อขอคำชี้แจงจาก ทอท. ในเรื่องดังกล่าว

โลว์คอสท์หวั่น45วันย้ายไปดอนเมืองไม่ทัน

นายอุดม ตันติประสงค์ชัย กรรมการผู้อำนวยการ สายการบินวันทูโก บายโอเรียนท์ไทย แอร์ไลน์ กล่าวว่าจากความยืดเยื้อของการดำเนินการตัดสินและสรุปการใช้สนามบินทั้งในส่วนของสุวรรณภูมิว่าจะดำเนินการต่อ ขณะที่จะปิดซ่อมบางส่วน หรือ การย้ายบางสายการบินมาทำการบินที่ดอนเมืองนั้น อาจจะส่งผลทำให้สายการบินที่ต้องการย้ายฐานปฏิบัติการบินที่ท่าอากาศยานกรุงเทพ เกิดความล่าช้า

ทั้งนี้ เนื่องจากกรอบระยะเวลาที่ภาครัฐได้กำหนดไว้คือ จะใช้ระยะเวลาปรับปรุงท่าอากาศยานกรุงเทพ ประมาณ 45 วัน ในขณะที่จะต้องสรุปผล จึงคาดว่าภายในระยะเวลา 45 วัน อาจจะทำการบินได้ไม่ทัน

"ฉลองภพ" หนุน มีสองสนามบินนานาชาติ

ดร.ฉลองภพ สุสังกร์กาญจน์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย(ทีดีอาร์ไอ) มองว่าการมีสนามบินนานาชาติสองแห่ง น่าจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจของประเทศ

เนื่องจากในอนาคตท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ไม่สามารถรองรับนักท่องเที่ยวได้ ถือว่าจะเป็นประโยชน์ในระยะยาว แต่ระยะสั้น รัฐบาลต้องเร่งสร้างความชัดเจนให้ได้ว่า ปัญหาท่าอากาศานสุวรรณภูมิเกิดขึ้นจากอะไร

หากสรุปได้ว่าแท็กซี่เวย์และรันเวย์ชำรุด เกิดจากดินยังไม่อิ่มตัวมากพอ ปัญหาจะไม่น่าห่วงมาก แต่หากสรุปออกมาว่า เป็นการก่อสร้างที่ผิดสเปค ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ (9 ก.พ. 50)

February 02, 2007

“บรรณวิทย์”ชี้ระบบไฟฟ้า-แอร์“สุวรรณภูมิ”ผิดสเปค

คณะกรรมการวิสามัญศึกษาและติดตามแก้ไขปัญหาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ สนช.ลงพื้นที่สำรวจปัญหาของการติดตั้งระบบไฟฟ้า 400 เฮิรตซ์ และเครื่องปรับอากาศพีซีแอร์ ที่ให้บริการแก่เครื่องบิน สรุปผลเบื้องต้น การติดตั้งผิดสเปคทำให้เกิดปัญหาการให้บริการ ทอท. กล่าวโทษผู้เกี่ยวข้อง คตส.พร้อมสอบสุวรรณภูมิร้าว

(2 ก.พ.) พล.ร.อ.บรรณวิทย์ เก่งเรียน ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาและติดตามแก้ไขปัญหาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ลงพื้นที่ตรวจจุดสำคัญในบริเวณอาคารที่พักผู้โดยสาร ที่ได้มีการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้า 400 เฮิรตซ์ เพื่อให้บริการแก่เครื่องบิน รวมถึงห้องผลิตระบบความเย็นเครื่องปรับอากาศพีซีแอร์ ที่ให้บริการปรับอากาศต่อเชื่อมกับเครื่องบินที่เข้ามาเทียบท่ากับอาคารที่พักผู้โดยสาร ก่อนที่จะเดินทางมาสำรวจประตูเทียบเครื่องบิน เพื่อดูระบบการต่อท่อไฟฟ้าและพีซีแอร์สู่อากาศยาน รวมถึงพื้นผิวแท็กซี่เวย์ที่มีปัญหา

พล.ร.อ.บรรณวิทย์ กล่าวว่า จากการตรวจสอบชัดเจน พบว่า การติดตั้งระบบไฟฟ้า 400 เฮิรตซ์ และพีซีแอร์มีปัญหาผิดสเปก ซึ่งเดิมการประมูลจัดจ้างงานดังกล่าวมีปัญหาเกิดขึ้น เนื่องจากบริษัทที่ได้รับงานไม่น่าจะมีความเชี่ยวชาญในงานดังกล่าว ขณะที่บริษัทที่มีประสบการณ์เช่น การบินไทย บริษัทไทยแอร์พอร์ตกราวด์เซอร์วิส กลับไม่ได้งาน นอกจากนี้ จากการสำรวจในห้องควบคุมพบว่า มีการติดตั้งอุปกรณ์ที่ต่ำกว่าสเปกที่กำหนด หรือเปรียบเทียบเหมือนการติดตั้งระบบไฟฟ้าและเครื่องทำความเย็นที่ต้องมีขนาดไม่น้อยกว่า 1 ตัน แต่กลับมีการติดตั้งอุปกรณ์ที่มีสเปกต่ำกว่าครึ่งหนึ่ง ทำให้ระบบทำความเย็นที่ให้แก่เครื่องบินมีไม่เพียงพอ ส่งผลเครื่องบินต่าง ๆ ต้องจอดนอกพื้นที่อาคารเทียบเครื่องบิน และติดเครื่องตลอดเวลา ซึ่งนอกจากจะทำให้ ทอท. ขาดรายได้แล้ว ยังสร้างความสิ้นเปลืองให้แก่เครื่องบินที่ลงจอดท่าอากาศยานสุวรรณภูมิด้วย นอกจากนี้ ยังมีปัญหาที่ระบบท่อแอร์และสายไฟฟ้ามีระยะสั้นเกินไป ทำให้เครื่องบินที่เข้ามาจอด หากต้องมีการติดเครื่องก็อาจทำให้เกิดอันตรายได้

ขณะที่ปัญหาการติดตั้งระบบไฟฟ้าสำรอง เจ้าหน้าที่ ทอท.รายหนึ่งได้รายงานต่อคณะกรรมาธิการฯ ทราบว่า การติดตั้งเครื่องผลิตไฟฟ้าสำรองก็ดำเนินการอย่างผิดสเปก จากเดิมที่ต้องใช้ระบบไดนามิก ยูพีเอส แต่การติดตั้งจริงกลับใช้ระบบ Startic ซึ่งระบบดังกล่าว นอกจากกำลังไฟจะไม่พอแล้ว ยังทำให้ระบบไฟสำรองไม่สม่ำเสมอ

ทั้งนี้ หลังการตรวจสอบ พล.ร.อ.บรรณวิทย์ กล่าวว่า จะดำเนินการสรุปการตรวจสอบครั้งนี้ให้เสร็จภายใน 10 วัน และเสนอผลให้คณะกรรมการ ทอท. พิจารณาก่อนกล่าวโทษผู้เกี่ยวข้อง กรณีการติดตั้งพีซีแอร์และไฟฟ้า 400 เฮิรตซ์ เป็นคดีที่ 3 หลังการกล่าวโทษในคดีการจัดซื้อเครื่องซีทีเอ็กซ์ และท่อร้อยสายไฟฟ้าไปแล้ว โดย ทอท. ในฐานะผู้เสียหาย จะพิจารณาว่าจะกล่าวโทษหน่วยงานใด และเรียกร้องค่าเสียหายในวงเงินเท่าใด ส่วนการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นจะดำเนินการทันที เพื่อให้บริการในพื้นที่ลานจอดกลับมาสมบูรณ์เร็วที่สุด

“นาม”พร้อมสอบทันทีสุวรรณภูมิร้าว

นายนาม ยิ้มแย้ม กล่าวถึงกรณีที่พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ให้ทนายส่วนตัวมายื่นร้องคัดค้านชื่ออนุกรรมการไต่สวน โครงการจัดซื้อเครื่องตรวจวัตถุระเบิดซีทีเอ็กซ์ 9000 ว่า ได้มีการยื่นคัดค้านรายชื่ออนุกรรมการไต่สวนทั้งหมด 3 คน โดยอ้างเหตุผลว่า เป็นบุคคลที่มีส่วนได้ส่วนเสียในเรื่องนี้ เพราะเป็นบุคคลที่ตรวจสอบเรื่องนี้ตั้งแต่ต้น และคาดว่าไม่น่าจะมีใครมายื่นคัดค้านเรื่องนี้อีก

ส่วนโครงการอื่นๆที่ได้ตั้งอนุไต่สวนไปนั้น ขณะนี้ยังไม่มีใครยื่นคัดค้าน แต่คาดว่าต้องมีการยื่นคัดค้านอย่างแน่นอน อย่างเรื่องการซื้อขายที่ดินย่านรัชดาของคุณหญิงพจมาน ชินวัตร

เมื่อถามว่า คตส.จะรับปัญหาที่เกิดจากสนามบินสุวรรณภูมิ มาตรวจสอบเพิ่มหรือไม่ นายนาม กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่มีคนร้อง หากมีคนร้องเข้ามาก็จะรับไว้พิจารณา ถ้าร้องมาก็ทำเลย

นายนามกล่าวถึงกรณีที่มีกระแสข่าวว่า คณะกรรมการกฤษฎีกา จะรับรองหวยบนดินให้ถูกกฎหมายว่า ยังไม่ทราบเรื่อง แต่ส่วนตัวมองว่า ตามหลักการแล้วถ้าเกิดมีการแก้กฎหมายให้ถือว่ามีผลย้อนหลัง ซึ่งจะเป็นไปตามหลักการตามประมวลกฎหมายอาญา ในมาตรา 2 สำหรับประมวลกฎหมายอาญามาตรา 2 บัญญัติว่า บุคคลจักต้องรับโทษในทางอาญา ต่อเมื่อได้กระทำการอันกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำนั้น บัญญัติเป็นความผิด และกำหนดโทษไว้ และโทษที่จะลงแก่ผู้กระทำความผิดนั้น ต้องเป็นโทษที่บัญญัติไว้ในกฎหมาย ถ้าตามบทบัญญัติของกฎหมายที่บัญญัติในภายหลัง การกระทำเช่นนั้นไม่เป็นความผิดต่อไป ให้ผู้ที่ได้กระทำการนั้น พ้นจากการเป็นผู้กระทำความผิด และถ้าได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษแล้ว ก็ให้ถือว่าผู้นั้นไม่เคยต้องคำพิพากษาว่าได้กระทำความผิดนั้น ถ้ารับโทษอยู่ก็ให้การลงโทษนั้นสิ้นสุดลง แต่อย่างไรก็ตามเรื่องนี้กฤษฎีกาก็ยังไม่มีมติอะไรออกมา ดังนั้นทุกอย่างก็ยังไม่แน่ คตส.จึงไม่ต้องหารืออะไร

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับรายชื่อของอนุกรรมการไต่สวน ที่ถูกพ.ต.ท.ทักษิณคัดค้านรายชื่อไม่ให้เป็นอนุกรรมการไต่สวนเนื่องจากมีส่วนได้ส่วนเสียกับคดีดังกล่าว ได้แก่ คุณหญิงจารุวรรณ เมฆกา คตส. และผู้ว่าสตง. นายไพฑูรย์ ทิพยทัศน์ ฝ่ายกฎหมายของสตง. เนื่องจากมีส่วนร่วมในการตรวจสอบเรื่องซีทีเอ็กซ์ตั้งแต่ต้น ส่วนอีก 1 คน คาดว่าจะเป็นพ.ต.อ.(พิเศษ) ชัยทัศน์ รัตนพันธุ์ ผู้อำนวยการสำนักสืบสวนสอบสวนและวินิจฉัย 1 เนื่องจากเคยช่วยงานนายนาม ยิ้มแย้ม โดยเคยดำรงตำแหน่งคณะอนุกรรมการสอบสวนกรณีการยุบพรรคไทยรักไทย และเคยเป็นอนุกรรมการตรวจสอบเรื่องดังกล่าวด้วย

ที่มา: คม ชัด ลึก (2 ก.พ. 50)

"สุวรรณภูมิ"อันตราย! ว.ส.ท.แนะควรซ่อมเสร็จก่อน2ปี

หมายเหตุ : เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ สมาคมวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์(ว.ส.ท.) แถลงผลการสำรวจความเสียหายของพื้นทาง(PAVEMENT) ของทางขับ(TAXIWAY) ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ โดยเชื่อว่าสาเหตุของความเสียหายที่เกิดขึ้นมาจากหลายปัจจัยประกอบกัน และต้องเร่งดำเนินการให้เรียบร้อยภายใน 2 ปี มีรายละเอียดดังนี้

นายฐิติ ปวีณชนา กรรมการอำนวยการ ว.ส.ท.

ปัญหารอยแตกร้าวของแท็กซี่เวย์-รันเวย์ จนถึงขณะนี้เป็นพื้นที่รวมทั้งสิ้น 97,000 ตารางเมตร หรือร้อยละ 5.3 ของแท็กซี่เวย์และแท็กซี่เลนทั้งหมด โดยความเสียหายจากการตรวจสอบเบื้อง ต้นของคณะทำงานศึกษาปัญหาพื้นทางท่าอากาศยานสุวรรณภูมิของ ว.ส.ท. พบว่า ได้เกิดร่องล้อเป็นส่วนใหญ่และรอยร้าวการแตกหลุดเป็นแผ่น ตลอดจนรอยแตกอันเกิดจากแรงเฉือนตามแนวล้อเครื่อง บินเลี้ยว แม้แต่ทางวิ่งตรงก็เกิดความเสียหายลุกลามมากขึ้นตลอดเวลาในช่วงเวลา 3 เดือนที่เปิดใช้ท่าอากาศยาน

นอกจากนี้ยังพบความเสียหายของตัวอย่างวัสดุผิวทางและพบคราบน้ำซึมซับที่ผิวบนของชั้นรองพื้นหินคลุกผสมซีเมนต์ โดยสาเหตุที่เกิดขึ้นทั้งหมด ทั้งโครงสร้างพื้นทาง ปัญหาชั้นทราย และปัญหาระดับน้ำ การระบายน้ำออกจากใต้พื้นทาง ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องควรจะร่วมกันศึกษาเก็บข้อมูล โดยอย่าเร่งฟันธงว่าต้องรื้อสนามบินกันอย่างครึกโครมและเป็นความผิดทั้งหมด แต่ควรศึกษาให้รอบ คอบตามหลักวิชาการที่มีอยู่ และควรให้วิศวกรหรือผู้เชี่ยวชาญจากส่วนอื่นเข้ามามีส่วนร่วมตรวจ สอบสาเหตุ ไม่ใช่เร่งสรุปปัญหาต่างๆ แต่ต้องเร่งหาแนวทางแก้ไข

"แม้การตรวจสอบเบื้องต้นสำหรับแท็กซี่เวย์ จะเป็นรอยลูกคลื่นที่กระทบต่อผลการอ่านข้อ มูลของเครื่องบิน นับว่าเป็นอันตรายต่อระบบการบิน โดยสำหรับหินคลุกผสมซีเมนต์ จะต้องพิสูจน์ว่ามีรอยแตกหรือไม่ และเหตุใดเมื่อโดนน้ำจึงเปื่อยยุ่ย โดยมาตรการฉุกเฉินเฉพาะหน้าในการแก้ปัญ หานั้น เนื่องจากบริเวณความเสียหายที่ซ่อมแซมด้วยวัสดุพื้นทางมีคุณลักษณะดังเดิมได้เกิดความเสีย หายเพิ่มอีก จึงต้องหาวัสดุพื้นทางที่เหมาะสมคงทนมาใช้ในการซ่อมแซมเป็นการเร่งด่วน และเร่งทำการติดตั้งเครื่องมือวัดแรงดันน้ำ บ่อสังเกตการณ์ตรวจวัดระดับน้ำอย่างน้อยในบริเวณที่พบเป็นการเร่งด่วน"

ทั้งนี้พบความเสียหายแท็กซี่เวย์ ทิศเหนือมากกว่าคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 94 ของพื้นที่เสียหายทั้งหมด จึงต้องดูปริมาณเที่ยวบินของทั้ง 2 ฝั่งว่าต่างกันมากน้อยเพียงใด และเบื้องต้นเห็นว่ารอยแตก ร้าวเริ่มทยอยเพิ่มจาก 70,000 เป็น 97,000 ตารางเมตรในปัจจุบัน หากลดเที่ยวบินขนาดใหญ่จะหยุดการลุกลามของความเสียหายได้หรือไม่ ซึ่งในทางวิชาการอยากขอเวลาศึกษาปัญหาให้รอบคอบทุกส่วน และยอมรับว่าการก่อสร้างในส่วนของชั้นรองพื้นทางหินคลุกผสมซีเมนต์ ซึ่งมีการก่อสร้างสลับรอยต่อเหมือนอิฐบล็อก เพื่อไม่ให้มีร่องให้น้ำแทรกขึ้นมาได้ จึงต้องดูว่าวัสดุดังกล่าวมีรอยแตกร้าวหรือไม่

นายสืบศักดิ์ พรหมบุญ นายทะเบียน ว.ส.ท.

เชื่อว่าสาเหตุความเสียหายของพื้นทาง(PAVEMENT) ของทางขับ(TAXIWAY) ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิมาจากหลายปัจจัยประกอบกัน ไม่ว่าจะเป็นระดับน้ำ วัสดุที่ใช้ในการก่อสร้าง กระ บวนการในการก่อสร้างและการออกแบบเพราะความเสียหายเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยปกติอายุใช้งานของพื้นทางอยู่ที่ 1-4 ปี แต่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเปิดให้บริการไม่กี่เดือนก็เกิดความเสียหายแล้ว ถ้าสาเหตุใหญ่มาจากน้ำที่ซึมผ่านพื้นทรายชั้นล่าง ก็ไม่จำเป็นต้องทุบพื้นทางขับทั้งหมดเพื่อก่อสร้าง ใหม่ แต่สามารถเพิ่มระบบระบายน้ำชั้นล่างเพื่อแก้ไขปัญหาโดยที่ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเป็นจำนวนมาก

"คาดว่าวันที่ 2 กุมภาพันธ์ คณะกรรมการตรวจสอบสาเหตุของปัญหาทางขับชำรุด ซึ่งมีนายต่อตระกูล ยมนาค เป็นประธาน จะสามารถสรุปสาเหตุของปัญหาได้ ซึ่งการตรวจสอบสาเหตุและการแก้ไขต้องเร่งดำเนินการให้เสร็จภายใน 2 ปี ซึ่งยังอยู่ในช่วงเวลารับประกัน เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยว ข้องดำเนินการแก้ไข โดยที่บริษัทท่าอากาศยานไทย จำกัด(มหาชน) หรือ ทอท. ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย"

สิ่งสำคัญในขณะนี้ คือ ต้องสร้างความเชื่อมั่น โดยเฉพาะกับผู้โดยสารต่างชาติที่มาใช้บริการให้มีความมั่นใจในการตรวจสอบและซ่อมแซม และถ้าจำเป็นต้องจัดจ้างผู้เชี่ยวชาญต่างชาติในการเข้ามาตรวจสอบก็ต้องทำ นอกจากนั้น ทอท. ควรตรวจสอบพื้นทางขับและทางวิ่งทั้งหมดทุกตารางนิ้ว เพื่อสร้างความมั่นใจด้วย โดยวิธีตรวจสอบทำได้หลายวิธีไม่จำเป็นต้องตรวจแบบขุดเจาะอย่างเดียว

พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุข

ผู้บัญชาการทหารอากาศ(ผบ.ทอ.) และรองประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) กองทัพอากาศมีสนามบินขนาดใหญ่ที่อยู่ในความดูแลหลายแห่ง ที่ต้องได้รับการซ่อมบำรุง เนื่องจากเกิดการกระแทกของเครื่องบินขนาดใหญ่และหนัก ที่ดอนเมืองต้องหมุนเวียนซ่อมบำรุงทั้งปี จึงต้องเข้าใจในจุดนี้ด้วย แม้พื้นรันเวย์จะเป็นคอนกรีต แต่ถ้าถูกกระแทกมากๆก็จะแตกได้เร็วและง่ายกว่าแอสฟัลติกคอนกรีต เนื่องจากแอสฟัลติกคอนกรีตจะยืดหยุ่นมากกว่า ขณะที่คอนกรีตจะแข็งกระ ด้าง ถ้าร้าวก็แตกเลย ส่วนที่มีข่าวว่าการตรวจสอบพบว่าพื้นฐานด้านล่างพังหมดแล้วนั้น จากรายงานล่าสุดของผู้เกี่ยวข้องทราบว่าขณะนี้มีการขุดเจาะเพื่อนำวัสดุออกไป จึงยังอยู่ในขั้นตอนของการตรวจ สอบ ถ้าเราใช้คำว่าพังก็จะพังไปตามปากเรา จึงควรรอผู้เชี่ยวชาญรายงานผลการสำรวจมาก่อน

"ผมอยากให้มองแยกเป็น 2 ภาพ ระหว่างการชำรุดเสียหายที่ซ่อมแซมได้เราต้องทำ ทุกอย่างซ่อมแซมได้ ส่วนการทุจริตเป็นอีกเรื่องหนึ่งต้องแยกกัน ทั้งนี้ต้องนำปัญหานี้มาศึกษาและถือเป็นบท เรียนสำคัญอีกครั้งว่าการสร้างหรือทำอะไรโดยไม่ตรวจสอบ หรือตรวจสอบไม่ได้ในช่วงที่มีการกระ ทำ มันก็จะเป็นอย่างนี้"

ถ้าไม่เปิดใช้ก็ไม่พบปัญหาทรุดหรือแตกร้าว ช่วงนี้เป็นการเปิดทดลองใช้งานเต็มประสิทธิ ภาพ ถ้าไม่มีเครื่องไปลงก็ไม่แตก จึงต้องเปิดใช้เพื่อให้น้ำหนักกดกระแทกจะได้ทราบว่าเป็นอย่างไร นอกจากนี้ในช่วงที่ผมไปตรวจความพร้อมก็ไม่มีใครรายงานว่าไม่เรียบร้อย เมื่อเรียบร้อยจึงให้เปิดใช้ ได้ แผนงานของประเทศมีอยู่ต้องดำเนินการ

"ผมไม่ทราบว่าสนามบินทั่วโลกจะมีปัญหาลักษณะนี้หรือไม่ แต่คิดว่าถ้าประเทศใดมีปัญหาแบบนี้เขาคงไม่โพนทะนาให้โลกรู้ เขาต้องเก็บข้อมูลไว้ในประเทศของเขาเพราะยิ่งทำให้ขยายออก ไปจะยิ่งทำให้ต่างชาติกังวลและไม่เชื่อถือ ผลเสียก็จะเกิดกับประเทศ"

ที่มา: แนวหน้า (2 ก.พ. 50)

โชติศักดิ์ไขก๊อก-เด้งสมชัยล้างบางทอท. "สพรั่ง"รับหนักใจสุวรรณภูมิ วิศวกรรมสถานเผยความเสียหายกินพื้นที่97,000ตร.ม.

โชติศักดิ์ไขก๊อก-เด้งสมชัยล้างบางทอท."สพรั่ง"รับหนักใจสุวรรณภูมิ
เล็งรื้อสัญญา"จ้างยามล็อกซ์เลย์-ร้านค้าคิงพาวเวอร์"
ห่วงแท็กซี่เวย์พัง-รันเวย์ร้าวทำให้การบินไม่ปลอดภัย
วิศวกรรมสถานเผยความเสียหายกินพื้นที่97,000ตร.ม.
ทรท.สงสัยย้ายกลับดอนเมืองมีผลประโยชน์แอบแฝง


ปัญหาโครงสร้างสนามบินสุวรรณภูมิที่ไม่มั่นคงปลอดภัยซึ่งเกิดขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง จนถึงกรณีล่าสุดรันเวย์และแท็กซี่เวย์ร้าวส่อเค้าวิกฤติอาจต้องปิดซ่อมครั้งใหญ่ เป็นฟางเส้นสุดท้ายให้มีการปรับเปลี่ยนผู้บริหารท่าอากาศยานสุวรรณภูมิในที่สุด

ในการประชุมคณะกรรมการ(บอร์ด)บริษัทท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. ที่มีพล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก ในฐานะประธาน บอร์ด ทอท.เป็นประธานเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์

ภายหลังการประชุม นายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง กรรมการ ทอท.แถลงว่า นายโชติศักดิ์ อาสภวิริยะ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัทท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) ได้ยื่นใบลาออกจากตำแหน่งต่อที่ประชุม บอร์ด ทอท.แล้ว โดยให้เหตุผลว่า อายุมากแล้ว และที่ผ่านมาทำงานหนักทำให้มีปัญหาสุขภาพจำเป็นต้องพักรักษาตัว ที่ประชุมจึงอนุมัติโดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 2 กุมภาพันธ์พร้อมกันนี้ที่ประชุมได้แต่งตั้งนางกัลยา ผกากรอง รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ สายแผนงาน และการเงิน ทอท.ขึ้นรักษาการในตำแหน่งแทน ก่อนจะมีการกระบวนการสรรหา กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ คนใหม่ต่อไป

นอกจากนี้ ที่ประชุมได้ปรับเปลี่ยนโยกย้ายผู้บริหารระดับสูง โดยให้ นายสมชัย สวัสดิผล ผู้อำนวยการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ไปเป็นผู้ชำนาญการ 11 ส่วนภูมิภาค แล้วแต่งตั้งนายเสรีรัตน์ ประสุตานนท์ รองผู้อำนวยการท่าอากาศยานภูมิภาคสายปฏิบัติการ ขึ้นดำรงตำแหน่งแทน เพื่อให้การทำงานเป็นทีมคล่องตัวมากขึ้น

นายเจิมศักดิ์ กล่าวต่อว่า ที่ประชุมยังพิจารณาเรื่องสัญญารักษาความปลอดภัยในท่าอากาศยานสุวรรณภูมิที่ทอท.ทำไว้กับบริษัทในกลุ่มล็อกซเล่ย์ ที่เห็นว่าต้องพิจารณาอย่างจริงจัง หลังพบความบกพร่องในอดีตที่ผ่านมา ที่มีการทำสัญญา 10 ซึ่งเห็นว่านานเกินไป และสัญญาเก่าที่ทำไว้อาจมีปัญหา เพราะสัญญาใดที่ทำเกิน 3 ปี อาจมีการเปลี่ยนตัวบุคคล ฉะนั้นบอร์ดชุดนี้ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบว่าจะยกเลิกสัญญาหรือไม่ กรรมการ ทอท.ผู้นี้กล่าวอีกว่า ขณะเดียวกัน ที่ประชุมยังพิจารณากรณีที่บริษัท คิงเพาเวอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล กรุ๊ป จำกัดใช้พื้นที่ร้านค้าเกิน โดยทอท.จะเอาพื้นที่คืน นอกจากนี้ ทอท.จะตรวจสอบสิ่งก่อสร้างที่สร้างขึ้นมาในสวนหรือการ์เด้นซิตี้ ซึ่งพบว่าบริษัทคิงพาวเวอร์ใช้พื้นที่บางส่วนเป็นร้านอาหาร จึงต้องศึกษาดูว่าได้มาถูกต้องหรือไม่ โดยจะให้บริษัทคิงเพาเวอร์ทำหนังสือชี้แจง

ด้านพล.อ.สพรั่ง กล่าวว่า จากที่ได้แต่งตั้งคณะทำงานเข้าไปตรวจสอบปัญหาในท่าอากาศสุวรรณภูมิ ทำให้หนักใจเรื่องความปลอดภัยของสนามบิน จึงต้องจัดระบบทั้งภาคส่วน เพื่อไม่ให้เป็นอุปสรรคต่อการบิน ซึ่งปัญหาเรื่องแท็กซี่เวย์ รันเวย์ร้าวเป็นหนึ่งสาเหตุที่จำเป็นต้องเปิดใช้ท่าอากาศยานดอนเมืองอีกครั้ง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังการประชุมนายสมชัย ได้เดินทางออกมาด้วยสีหน้าไม่ค่อยสู้ดีและ ปฏิเสธการให้สัมภาษณ์

ขณะที่นายโชติศักดิ์ กล่าวภายหลังการประชุมว่า ตนลาออกเพราะมีปัญหาสุขภาพเกี่ยวกับเส้นเลือด และเคยแจ้งให้พล.อ.สพรั่งทราบแล้วก่อนหน้านี้เพื่อขอพักรักษาตัว ไม่เกี่ยวกับความกดดันในการทำงาน และเชื่อว่าการลาออกของตนไม่มีผลต่อการตรวจสอบทุจริตในสนามบินสุวรรณภูมิ เพราะตนพร้อมให้ความร่วมมือกับทุกหน่วยงาน

วันเดียวกัน นายฐิติ ปวีณชนา กรรมการอำนวยการวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ (ว.ส.ท.) เปิดเผยผลการตรวจสอบความเสียหายของแท็กซี่เวย์และรันเวย์ของสนามบินสุวรรณภูมิที่คณะทำงานของ ว.ส.ท.ตรวจสอบพบว่า ปัญหารอยร้าวจนถึงขณะนี้มีพื้นที่รวมทั้งสิ้น 97,000 ตารางเมตร โดยเกิดเป็นร่องล้อและรอยร้าวแตกหลุดเป็นแผ่น ตลอดจนรอยแตกที่เกิดจากแรงเฉือนตามแนวล้อเครื่องบินเลี้ยว ซึ่งความเสียหายลุกลามมากขึ้นช่วงที่เปิดใช้สนามบิน อีกทั้ง ยังพบความเสียหายแท็กซี่เวย์ด้านทิศเหนือถึง 94% ของพื้นที่เสียหายทั้งหมด นายฐิติกล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ยังพบความเสียหายของวัสดุผิวทางและพบคราบน้ำซึมที่ผิวของชั้นรองพื้นหินคลุกผสมซีเมนต์ โดยปัญหาทั้งหมดเกิดจากคุณสมบัติของลักษณะผิวทางในการรับแรงกดทับ ลักษณะชั้นทราย ปัญหาระดับน้ำการระบายน้ำออกจากใต้พื้นทาง อย่างไรก็ตาม ปัญหาฉุกเฉินที่ต้องแก้ไขคือ แท็กซี่เวย์ที่เป็นรอยลูกคลื่น ที่มีผลกระทบต่อการอ่านข้อมูลของเครื่องบิน เป็นอันตรายต่อระบบการบิน ควรต้องหาวัสดุคงทนมาใช้ซ่อมแซมด่วน รวมทั้งเร่งติดตั้งเครื่องมือวัดแรงดันน้ำและบ่อตรวจวัดระดับน้ำในบริเวณที่พบ ทั้งนี้ ไม่อยากให้ทุกฝ่ายที่ฟันธงไปก่อนว่าต้องรื้อสนามบิน แต่อยากเสนอให้นำผู้เชี่ยวชาญส่วนอื่นมาตรวจสอบอย่างละเอียดคาดว่าต้องใช้เวลาพิสูจน์ข้อมูลอย่างน้อย 6 เดือน

ขณะที่นายสืบศักดิ์ พรหมบุญ นายทะเบียน ว.ส.ท.กล่าวเสริมว่า สาเหตุความเสียหายของสนามบินสุวรรณภูมิเกิดจากปัจจัยหลายประการทั้งระดับน้ำ วัสดุที่ใช้ก่อสร้าง กระบวนการก่อสร้าง การออกแบบ ทำให้ความเสียหายเกิดขึ้นเร็วกว่าปกติที่พื้นทางจะใช้งานได้ 1-4 ปี แต่คาดว่าวันที่ 2 กุมภาพันธ์ คณะกรรมการตรวจสอบสาเหตุของปัญหาทางขับชำรุดที่มีนายต่อตระกูล ยมนาค เป็นประธานจะสรุปสาเหตุของปัญหาได้ ซึ่งการตรวจสอบสาเหตุและการแก้ไขจะต้องเร่งดำเนินการภายใน 2 ปี ซึ่งอยู่ในช่วงเวลารับประกัน เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องแก้ไขโดยที่บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท.ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย นอกจากนี้ ทอท.ควรเร่งตรวจสอบพื้นทางขับและทางวิ่งทุกตารางนิ้ว เพื่อสร้างความมั่นใจให้ผู้โดยสาร

ด้านพล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ผู้บัญชาการทหารบก และประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) กล่าวถึงปัญหาของสนามบินสุวรรณภูมิว่า ในฐานะที่ดูแลเรื่องความมั่นคงรู้สึกเป็นห่วงความปลอดภัยของผู้โดยสาร ดังนั้น หลังกลับจากปฎิบัติภารกิจในภาคใต้วันที่ 4 กุมภาพันธ์จะขอให้คณะกรรมการตรวจสอบการทุจริตในสนามบินสุวรรณภูมิรายงานสรุปผลการตรวจสอบว่ามีปัญหาอะไรบ้าง เพราะถ้าเกิดความไม่ปลอดภัยขึ้นมาจะมีผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ

ขณะที่พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุข ผู้บัญชาการทหารอากาศ และรองประธาน คมช. กล่าวถึงความเสียหายที่เกิดขึ้นกับท่าอากาศยานสุวรรณภูมิที่เกิดขึ้นว่า ตนยังไม่เห็นด้วยตา เจ้าหน้าที่ท่าอากาศยานฯเป็นคนที่บอกได้เพราะเห็นและรู้ข้อมูล แต่บางครั้งการให้ข่าวเกินความจริง แล้วสื่อขยายความมากเกินไปส่งผลเสียหายต่อภาพรวมของประเทศ อย่างกองทัพอากาศมีสนามบินขนาดใหญ่ในความดูแลหลายแห่งก็ต้องซ่อมบำรุงตลอดทั้งปี เพราะเกิดจากการกระแทกของเครื่องบิน จึงขอให้เข้าใจด้วยว่า แม้พื้นรันเวย์จะเป็นคอนกรีต แต่ถ้าถูกกระแทกมากๆก็แตกง่ายและเร็ว

"อยากให้มองเรื่องนี้แยกเป็น 2 ประเด็น ระหว่างการชำรุดเสียหายที่ซ่อมแซมได้ เราก็ต้องทำ เราจะยอมให้เงินเป็นแสนล้านบาทใช้สร้างสนามบินขึ้นมา แล้วก็ปิดเพื่อไปใช้เป็นอย่างอื่น ผมว่าไม่ถูกต้อง อีกประเด็นคือเรื่อง การทุจริต คงต้องนำปัญหานี้มาศึกษาถือเป็นบทเรียน"พล.อ.อ.ชลิตกล่าว

มีความเห็นจากนายจำลอง ครุฑขุนทด ประธานคณะทำงานติดตามการบริหารราชการแผ่นดินของพรรคไทยรักไทย ตั้งข้อสังเกตการย้ายเที่ยวบินภายในประเทศไปใช้สนามบินดอนเมืองว่า สงสัยจะมีผลประโยชน์แอบแฝงหรือไม่ เพราะถ้าคำนึงถึงค่าใช้จ่ายที่ต้องปรับปรุงสถานที่แล้วถือว่าไม่คุ้ม และพรรคไทยรักไทยเห็นด้วยที่จะตรวจสอบความเสียหายว่าเกิดขึ้นในขั้นตอนใด ใครเป็นผู้รับเหมา โดยพรรคจะตั้งคณะทำงานขึ้นมาชุดหนึ่งติดตามตรวจสอบดูว่าสุดท้ายแล้วใครที่จะต้องเป็นผู้รับผิดชอบ

ที่มา: แนวหน้า (2 ก.พ. 50)

บินไทยยันซื้อแอร์บัสA380จำนวน6ลำ เจรจาA330-300อีก8

รอยเตอร์รายงานว่าบอร์ดการบินไทย(THAI) มีมติในหลักการสั่งซื้อเครื่องบิน แอร์บัส A380 รวม 6 ลำที่มีปัญหาการจัดส่งล่าช้า และเครื่องบิน A330-300 อีก 8 ลำในราคาส่วนลดตามข้อเสนอ

กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : "ในหลักการ บอร์ดมีมติจะสั่งซื้อ A380 6 ลำ และ A330-300 8 ลำ ในเงื่อนไขมีส่วนลดลำละ 10 ล้านเหรียญ แต่อยู่ระหว่างการเจรจาเรื่องของหากแอร์บัสเกิดเป็นอะไร ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบความเสียหาย"พล.อ.เรืองโรจน์ มหาศรานนท์ กรรมการกล่าวกับ"รอยเตอร์"

การบินไทยได้มีคำสั่งก่อนหน้านี้ที่จะจัดซื้อเครื่องบินซูเปอร์จัมโบ้ A380 ของแอร์บัสจำนวน 6 ลำ เพื่อเพิ่มศักยภาพฝูงบิน แต่แอร์บัสได้แถลงตั้งแต่ปีที่แล้วว่า มีปัญหาขัดข้องส่งผลให้การจัดส่งเครื่องบินดังกล่าวต้องล่าช้ากว่าเดิมราว 2 ปี

หลังจากนั้น แอร์บัสได้เสนอให้การบินไทยซื้อเครื่องบินรุ่นใหม่เพิ่มเติม โดยเป็นรุ่น A330-300 จำนวน 8 ลำ ซึ่งจะมีส่วนลดลำละ 10 ล้านดอลลาร์ และยังซื้อเพิ่มได้อีก 4 ลำ เพื่อชดเชยในการส่งมอบเครื่องบิน A380 ที่ล่าช้า

พล.อ.เรืองโรจน์ กล่าวว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการเจรจาเรื่องรายละเอียดสัญญาว่า หากแอร์บัสส่งมอบเครื่องบิน แอร์บัส A380 และ A330-300 ล่าช้าเหมือนที่ผ่านมา จะชดเชยความเสียหายอย่างไร

เขามองว่า การที่แอร์บัส ส่งเครื่องบิน A380 ล่าช้า ส่งผลกระทบต่อการบินไทย แต่ทางแอร์บัสจะส่งมอบ A330-300 ให้กับทางการบินไทยเร็วกว่า A380 โดยจะเป็นการทยอยส่งมอบ ซึ่งจะเริ่มส่งมอบบางส่วนตั้งแต่ปีหน้า ซึ่งจะเข้ามาทดแทนเครื่องบินขนาดกลางของ THAI ที่จะปลดระวางในปีหน้าประมาณ 4-5 ลำ

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ (2 ก.พ. 50)

February 01, 2007

โชติศักดิ์" ลาออกจากกรรมการบอร์ด ทอท.แล้ว

วันนี้ (1 ก.พ.) รายงานข่าวแจ้งว่า นายโชติศักดิ์ อาสภวิริยะ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. ได้ยื่นใบลาออกจากที่ประชุมบอร์ด ทอท. แล้ว โดยในวันนี้มีการประชุมบอร์ด ทอท. ซึ่งหนึ่งในหัวข้อของการประชุมมีเรื่องการพิจารณาประเมินผลการทำงานของผู้บริหาร ทอท. ซึ่งนอกจากจะมีนายโชติศักดิ์แล้ว ยังรวมไปถึงนายสมชัย สวัสดิผล ผู้อำนวยการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ด้วย

ที่มา: มติชน (1 ก.พ 50)

"โชติศักดิ์"ยื่นลาออกกรรมการผู้อำนวยการทอท.แล้ว

"โชติศักดิ์"กรรมการผู้อำนวยการใหญ่บริษัททอท.ยื่นใบลาออกแล้ว ในระหว่างการประชุมคณะกรรมการบอร์ดวันนี้

กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : นายโชติศักดิ์ อาสภวิริยะ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัทท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) ได้ยื่นใบลาออกจากตำแหน่งกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ทอท.ต่อคณะกรรมการบริหารทอท.ในระหว่างการประชุมวันนี้ ที่มีพล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบกในฐานะประธานกรรมการทอท.เป็นประธานในที่ประชุม

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ ( 1 ก.พ. 50)

"โชติศักดิ์"ไขก็อกรายแรกเซ่นทุจริตสุวรรณภูมิ

"โชติศักดิ์ อาสภวิริยะ" ยื่นใบลาออก ต่อบอร์ด ทอท. แล้ว ด้าน สมาคมวิศวกรรมสถานฯ เผยผลตรวจสอบพื้นผิวรันเวย์และแท็กซี่เวย์ ในสุวรรณภูมิ เสียหายแล้ว 97,000 ตรม. ขณะที่ ประธานคมช..ห่วงความปลอดภัย เตรียมเรียกคณะกก.ตรวจสอบฯ หารือด่วนสัปดาห์หน้า หลังเสร็จสิ้นภารกิจใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้


รายงานข่าวแจ้งว่า ในการประชุมคณะกรรมการบริหารการท่าอากาศยานไทย จำกัด(มหาชน) หรือ ทอท. วันนี้ นายโชติศักดิ์ อาสภวิริยะ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ทอท. ได้ยื่นใบลาออกจากตำแหน่งกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ทอท.ต่อคณะกรรมการบริหารทอท.ในระหว่างการประชุมวันนี้ ที่มีพล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบกในฐานะประธานกรรมการทอท.เป็นประธานในที่ประชุมแล้ว


สมาคมวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย เปิดเผยผลสำรวจเบื้องต้นถึงความเสียหายของแท็กซี่เวย์ และรันเวย์ในสนามบินสุวรรณภูมิ ว่า ความเสียหายที่เกิดขึ้น เมื่อมกราคมที่ผ่านมา รวมทั้งหมด 97,000 ตารางเมตร หรือร้อยละ 5.3 ของพื้นที่แท็กซี่เวย์และรันเวย์ทั้งหมด ความเสียหายที่พบเกิดจากร่องล้อเป็นส่วนใหญ่ รอยร้าวแตกหลุดเป็นหลุมเป็นแผ่น รอยแตกที่เกิดจากแรงเฉือน รวมทั้งตามรอยเลี้ยวของแนวล้อเครื่องบิน และทางวิ่งทางตรงความเสียหายลุกลามมากขึ้น


นอกจากนี้ ยังพบความเสียหายของวัสดุผิวทาง และพบคราบน้ำซึมที่ผิวบนชั้นรอง หรือชั้นหินผสมซีเมนต์ โดยจากสภาพความเสียหายสันนิษฐานได้หลายประเด็นโดยทั้งหมดนำมาสรุปเป็นประเด็นศึกษา และซ่อมแซมใน 4 เรื่องหลัก คือ 1.คุณสมบัติของลักษณะผิวทางว่ามีส่วนผสมและขีดความสามารถในการรับแรงกดทับ 2.ศึกษาลักษณะชั้นทรายในแง่ความสัมพันธภาพกับน้ำใต้ผิวดินว่าทรายสามารถนั้นระบายน้ำ และทรุดตัวอย่างไร 3.ศึกษาระดับน้ำ และการระบายน้ำออกจากใต้ผิวทาง 4.ศึกษาอัตราและลักษณะการทรุดตัวของพื้น


อย่างไรก็ตามนายธิติ ปวีณชนา กรรมการผู้อำนวยการวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย เรียกร้องให้ผู้มีอำนาจอย่าเพิ่งตั้งข้อสันนิษฐานใดๆจนกว่าจะทราบสาเหตุที่แท้จริง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของทรายหรือน้ำ เพราะไม่ใช่ปัญหาใหญ่ที่ทำร้ายโครงสร้างแต่ขอให้ตรวจสอบชัดเจนก่อน ไม่อยากให้วิพากษ์วิจารณ์กันอย่างสะเปะสะปะ เพราะจะเกิดความเสียหายมากกว่าผลดี


ก่อนหน้านี้ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ผู้บัญชาการทหารบก ในฐานะประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ให้สัมภาษณ์ถึงโครงการสนามบินสุวรรณภูมิที่มีปัญหา ที่ขณะนี้มีปัญหาขยายวงกว้างไปเรื่อย ๆ เนื่องจากมีทุจริตคอรัปชั่น ว่า ในฐานประธาน คมช. ซึ่งตนดูแลเรื่องความมั่นคง ตนเป็นห่วงเรื่องความปลอดภัยในชีวิตของผู้โดยสาร หรือสถานที่ต่าง ๆ มากกว่า ซึ่งหลังจากตนกลับจากการปฏิบัติภารกิจในพื้นที่ภาคใต้ในวันที่ 4 ก.พ. นี้ จากนั้นก็จะขอฟังการบรรยายสรุปของคณะกรรมการการตรวจสอบการทุจริตในสนามบินสุวรรณภูมิว่ามีปัญหาอะไรบ้าง หากเกิดความไม่ปลอดภัยขึ้นมาต่อการจราจรก็จะเกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ และความเสียหายของประเทศ


ด้านพล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุข ผบ.ทอ.และรองประธาน คมช. วอนสื่อฯ เสนอข่าวท่าอากาศยานสุวรรณภูมิด้วยความระมัดระวัง พร้อมขอให้แยกเป็น 2 ประเด็น คือ ความเสียหาย ที่สามารถซ่อมแซมได้ และการทุจริตประพฤติมิชอบ ที่ต้องตรวจสอบ แจงสมัยเป็นประธานคณะกรรมการตรวจสอบความพร้อมของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิไม่เห็นปัญหา เพราะยังไม่ได้เปิดใช้จริง จึงไม่รู้ว่าเมื่อมีน้ำหนักกระแทกแล้วจะเป็นอย่างไร อีกทั้งทุกคนยืนยันว่าเรียบร้อย ไม่มีรายงานปัญหาเกิดขึ้น

ที่มา: โพสต์ทูเดย์ (1 ก.พ 50)

วสท.ชี้สุวรรณภูมิชำรุดเร็วเกินไป ซ่อมได้ไม่ต้องทุบสร้างใหม่

1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2550 15:16:00

ว.ส.ท. เผยผลสำรวจเบื้องต้นของปัญหาแท็กซี่เวย์สุวรรณภูมิชำรุด เกิดจากหลายปัจจัยรวมกันทำให้พื้นทางเสียหาย จากปกติน่าจะมีอายุการใช้งาน 1-4 ปี แนะซ่อมแซมไม่จำเป็นต้องทุบสร้างใหม่

กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : นายสืบศักดิ์ พรหมบุญ นายทะเบียนสมาคมวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (ว.ส.ท.) เปิดเผยถึงการสำรวจความเสียหายของพื้นทาง (PAVEMENT) ของทางขับ (TAXIWAY) ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ วานนี้ (1 ก.พ.) ว่า เชื่อว่าสาเหตุของความเสียหายที่เกิดขึ้นมาจากหลายปัจจัยประกอบกัน ไม่ว่าจะเป็นระดับน้ำ วัสดุที่ใช้ในการก่อสร้าง กระบวนการในการก่อสร้าง และการออกแบบ เพราะความเสียหายเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยปกติอายุการใช้งานของพื้นทางจะอยู่ที่ 1-4 ปี แต่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเปิดให้บริการเพียงไม่กี่เดือนก็เกิดความเสียหายแล้ว

ทั้งนี้ เมื่อพบสาเหตุของปัญหาที่แท้จริงแล้ว จะสามารถแก้ไขซ่อมแซมได้ถูกจุด โดยหากสาเหตุใหญ่มาจากน้ำที่ซึมผ่านพื้นทรายชั้นล่าง ก็ไม่จำเป็นต้องทุบพื้นทางขับทั้งหมดเพื่อก่อสร้างใหม่ แต่สามารถเพิ่มระบบระบายน้ำชั้นล่าง เพื่อแก้ไขปัญหาโดยที่ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเป็นจำนวนมาก

อย่างไรก็ตาม คาดว่าในวันที่ 2 กุมภาพันธ์นี้ คณะกรรมการตรวจสอบสาเหตุของปัญหาทางขับชำรุดซึ่งมีนายต่อตระกูล ยมนาค เป็นประธานจะสามารถสรุปสาเหตุของปัญหาได้ ซึ่งการตรวจสอบสาเหตุและการแก้ไขจะต้องเร่งดำเนินการให้เรียบร้อยภายใน 2ปี ซึ่งยังอยู่ในช่วงเวลารับประกัน เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับผิดชอบดำเนินการแก้ไขโดยที่บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท.ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย

“สิ่งสำคัญในขณะนี้คือ ต้องสร้างความเชื่อมั่นโดยเฉพาะกับผู้โดยสารต่างชาติที่มาใช้บริการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิให้มีความมั่นใจในการตรวจสอบและซ่อมแซม และหากมีความจำเป็นต้องจัดจ้างผู้เชี่ยวชาญต่างชาติในการเข้ามาตรวจสอบก็ต้องทำ นอกจากนั้น ทอท. ควรดำเนินการตรวจสอบพื้นทางขับและทางวิ่งทั้งหมดทุกตารางนิ้ว เพื่อสร้างความมั่นใจด้วย โดยวิธีการตรวจสอบสามารถทำได้หลายวิธีไม่จำเป็นต้องตรวจแบบขุดเจาะเพียงอย่างเดียว” นายสืบศักดิ์ กล่าว

นายสืบศักดิ์ ยังกล่าวอีกว่า ว.ส.ท.เข้ามาทำหน้าที่ในฐานะหน่วยงานกลางที่ไม่มีผลประโยชน์เกี่ยวข้องกับโครงการก่อสร้างในท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และได้ทำหน้าที่ในการตรวจสอบปัญหาที่เกิดขึ้น หรือเรียกว่านิติวิศวกรรม ซึ่งต้องหาพยานวัตถุเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมว่า สาเหตุของปัญหาเกิดจากอะไร และผู้รับผิดชอบควรเป็นใคร แต่ไม่ได้ชี้ว่าใครผิดใครถูก กระบวนการดังกล่าวเป็นหน้าที่ของ ทอท. ที่จะต้องไปดำเนินการต่อ


ที่มา:กรุงเทพธุรกิจ (1ก.พ50)

รันเวย์ร้าวขยายวงขั้นวิกฤติจ่อปิดซ่อมใหญ่ "ธีระ"ไฟเขียวรื้อสุวรรณภูมิ

รันเวย์ร้าวขยายวงขั้นวิกฤติ
จ่อปิดซ่อมใหญ่
"ธีระ"ไฟเขียวรื้อสุวรรณภูมิ
"ต่อตระกูล"ปูดโครงสร้างด้านล่างเละไม่มีเหลือ
ชี้เครื่องวิ่งผ่านจุดไหน-เกิอรอยไล่ตามเป็นแถบ
เสนอ2ทางเลือกจะยอมซ่อมหรือทุบทิ้งสร้างใหม่

ปัญหารันเวย์และแท็กซี่เวย์ร้าวภายในสนามบินสุวรรณภูมิ ทำท่าจะบานปลายถึงขั้นวิกฤติ จนอาจจะต้องมีการปิดการให้บริการชั่วคราว เพื่อทำการรื้อซ่อมครั้งใหญ่ โดย นายต่อตระกูล ยมนาค กรรมการบริหารบริษัทท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. ในฐานะประธานคณะกรรมการตรวจสอบปัญหาแท็กซี่เวย์และรันเวย์ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เปิดเผยเมื่อวันที่ 31 กุมภาพันธ์ ว่า คณะทำงานได้เดินทางไปตรวจสอบบริเวณที่เกิดความเสียหาย โดยมีการขุดเจาะผิวดินลงไปถึงชั้นทราย ความลึกประมาณ 2-3 เมตร พร้อมกับให้นำทรายไปตรวจในห้องปฏิบัติการว่า มีคุณสมบัติตรงตามสเปกที่จะสามารถรับน้ำหนักการกดทับได้หรือไม่

โดยในวันที่ 2 กุมภาพันธ์นี้ จะรายงานผลการตรวจสอบทั้งหมดต่อ พล.ร.อ.ธีระ ห้าวเจริญ รมว.คมนาคม เพื่อให้รับทราบข้อมูลทั้งหมดและเร่งแก้ไขปัญหาโดยเร็ว เนื่องจากความเสียหายของพื้นผิวแท็กซี่เวย์และรันเวย์ ยังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและขยายวงลุกลามไปทั่ว ซึ่งแสดงให้เห็นชัดเจนว่าโครงสร้างด้านล่างเสียหายหมดแล้ว เมื่ออากาศยานวิ่งผ่านไปจุดใดก็จะเกิดรอยล้อเป็นทางยาว

"ตัวอย่างกรณีนี้ คือ การต้องสั่งปิดซ่อมรันเวย์ฉุกเฉินเมื่อวันที่ 25 มกราคมที่ผ่านมา เนื่องจากนักบินแจ้งต่อหอบังคับการบินว่า พบเห็นรันเวย์แตกร้าวที่อาจจะกระทบต่อความปลอดภัย ทั้งที่ก่อนหน้านั้นไม่กี่ชั่วโมง คณะกรรมการฯได้ลงไปตรวจสอบในบริเวณเดียวกัน ก็ไม่พบรอยร้าวหรือความผิดปกติใดๆ ซึ่งหากรอยแตกเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วภายในเวลาไม่เกิน 24 ชั่วโมงเช่นนี้ แสดงว่า ผิวแท็กซี่เวย์และรันเวย์เข้าขั้นวิกฤติและต้องปิดซ่อมทั้งหมดแล้ว" นายต่อตระกูล กล่าว

ส่วนแนวทางการแก้ไขปัญหานั้น นายต่อตระกูล กล่าวว่า มีอยู่ 2 ทางเลือก คือ ซ่อมแซมหรือทุบสร้างใหม่ ซึ่งกรรมการฯจะรายงานข้อมูลและค่าใช้จ่ายให้ฝ่ายนโยบายตัดสินใจอีกครั้งหนึ่ง

ด้าน พล.ร.อ.ธีระ ห้าวเจริญ รมว.คมนาคม กล่าวในวันเดียวกันว่า ยังไม่ได้รับรายงานเรื่องความเสียหายของแท็กซี่เวย์และรันเวย์อย่างเป็นทางการ โดยจะเร่งรัดให้ นายต่อตระกูล เร่งสรุปเป็นลายลักษณ์อักษรโดยเร็ว ซึ่งหากชัดเจนว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นมีความรุนแรงมาก และจำเป็นต้องลดเที่ยวบินที่สนามบินสุวรรณภูมิลงอีก เพื่อปิดซ่อมใหญ่ ก็พร้อมจะไฟเขียวให้ดำเนินการ

สำหรับกรณีที่มีกระแสข่าวจากหลายฝ่าย ออกมาโจมตีความเสียหายของสนามบินสุวรรณภูมิอย่างต่อเนื่อง อยากเรียกร้องให้ทุกฝ่ายช่วยกันระมัดระวังการให้ข่าว เพื่อไม่ให้สุวรรณภูมิเสียหายมากกว่านี้

วันเดียวกัน มีการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.)โดยมี นายมีชัย ฤชุพันธ์ ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เป็นประธาน ได้แจ้งต่อที่ประชุมว่ารัฐมนตรีขอใช้สิทธิตามข้อบังคับการประชุมที่23 เพื่อชี้แจงต่อที่ประชุม สนช.

โดย นายสรรเสริญ วงษ์ชะอุ่ม รมช.คมนาคม ได้แถลงข้อเท็จจริงเรื่องการแบ่งปริมาณเที่ยวบินภายในประเทศจากสนามบินสุวรรณภูมิไปยังสนามบินดอนเมือง ว่า การแก้ปัญหาสนามบินสุวรรณภูมิ รัฐบาลมีแนวนโยบายให้ ทอท.ไปแก้ไข 5เรื่อง คือ1.การดูแลทางวิ่ง ทางขับและลานจอด ให้เกิดความปลอดภัยและได้มาตรฐานสากล 2.อาคารผู้โดยสาร จะต้องเกิดความสะดวกและปลอดภัย 3.เรื่องคลังสินค้าที่ให้บริการไม่สะดวกเท่าที่ควรกับการส่งออกนำเข้าในประเทศ 4.โครงข่ายเชื่อมโยงการเข้าออกสนามบินสุวรรณภูมิเพื่อให้ผู้โดยสารเข้าออกได้อย่างสะดวก ปลอดภัยและเป็นธรรม รวมทั้งปัญหาแท็กซี่ผีและ5.มลพิษทางเสียงและอากาศที่มีต่อประชาชนรอบสนามบิน โดยทาง ทอท.ได้ตั้งคณะกรรมการเข้าแก้ไขปัญหาดังกล่าวแล้ว

จากนั้น สมาชิก สนช.ได้อภิปรายแสดงความคิดเห็นและซักถามอย่างกว้างขวาง โดยนายประพันธ์ คูณมี สมาชิก สนช.อภิปรายว่า ในฐานะประธานอนุกรรมาธิการตรวจสอบปัญหาสนามบินสุวรรณภูมิของ สนช.ได้เข้าไปตรวจสอบพื้นที่พบว่ามีปัญหาเกิดขึ้นหลายจุดและมีการปกปิดข้อเท็จจริงมาตลอด อย่างปัญหาการทรุดตัวของแท็กซี่เวย์และรอยร้าวตามจุดต่างๆ รวมแล้วมีพื้นที่ได้รับความเสียหาย 71,638ตารางเมตร ที่ต้องซ่อมแซม โดยก่อนหน้านี้ไม่มีใครทราบมาก่อน เพราะไม่มีใครออกมาพูดความจริง ซึ่งรัฐบาลต้องหาผู้รับผิดชอบให้ได้ ทั้งนี้ จากการที่รัฐบาลตั้งงบประมาณซ่อมแซมเรื่องชั้นดินนั้น ปรากฎกว่ามีการตั้งงบประมาณปรับปรุงดินเพื่อทำอุโมงค์ไปเชื่อมกับแอร์พอร์ทลิงค์เพิ่มเข้ามาอีกด้วย

ด้าน พล.ร.อ.บรรณวิทย์ เก่งเรียน สมาชิก สนช.ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาและติดตามการแก้ไขปัญหาสนามบินสุวรรณภูมิ กล่าวว่า ขอเวลาอีก3 อาทิตย์หนังเรื่องนี้ก็จะรู้ตอนจบ เพราะขนาดแท็กซี่เวย์ยังร้าวแล้ว อยากถามกลับว่า อะไรจะเกิดขึ้นกับรันเวย์

ขณะที่ นายคำนูณ สิทธิสมาน สมาชิก สนช.อภิปรายว่า ปัญหาสนามบินสุวรรณภูมิกำลังยกระดับขึ้นเป็นเรื่องความน่าเชื่อถือ ชื่อเสียงเกียรติภูมิ รวมไปถึงอันตรายใหญ่หลวงถึงชีวิตของผู้โดยสารและอาจถึงขั้นทำลายอุตสาหกรรมการบินทั้งระบบของไทย การตรวจพบรอยทรุดแท็กซี่เวย์100จุดและรันเวย์ทรุดอีก 2 จุด งวงช้างเสียหาย 11ตัวและหลุมจอดทยอยปิดซ่อม หลังเปิดใช้แค่ 4 เดือน ถือเป็นความผิดปกติอย่างรุนแรง ไม่ใช่เป็นความผิดปกติธรรมดาสามัญและเป็นอาการของโรคที่รุนแรง ที่กระทรวงคมนาคมต้องอธิบายให้ได้ว่า เกิดจากสาเหตุใดก่อนที่จะลงมือรักษา

นายคำนูณ อภิปรายอีกว่า ปัญหาสนามบินสุวรรณภูมิมาจาก 2สาเหตุ คือ"2โกง"บวกกับ "2 ชุ่ย"ผลออกมาเป็น "ทรุด+ร้าว" โดย 2 โกงนั้น โกงแรกคือล็อกสเปกโกงวิธีการปรับปรุงดิน โกงที่สองคือ โกงทรายถมผิดสเปก ส่วน 2 ชุ่ยนั้น ชุ่ยแรกคือเร่งรัดและเร่งรีบจนคุณภาพทางวิ่งห่วย ชุ่ยที่สอง คือการบริหารสนามบินเรื่องระบบน้ำห่วย ทั้งนี้ การถมทรายในขณะนั้นมีข้อสงสัยว่าทรายที่ใช้ถมผิดสเปก เพราะไม่ใช้ทรายแม่น้ำ หรือทรายถม แต่ใช้ทรายขี้เป็ด ที่อมน้ำ ไม่รีดน้ำ ซึ่งถูกกว่ามาแทน ดังนั้น แทนที่จะระบายน้ำ กลับมาเป็นตัวอมน้ำ ชั้นของดินก็กลายเป็นชั้นของเลน "อยากเสนอให้รัฐบาลสะสางการทุจริตและปัญหาเรื่องความปลอดภัยในการก่อสร้างให้ครบวงจรในครั้งเดียว อาจออกกฎหมายใหม่ หรือแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อตั้งหน่วยงานพิเศษขึ้นมาสอบสวนแก้ปัญหา โดยอาจจำลองจากระบบอัยการอิสระ(Independent Council)ของสหรัฐอเมริกา หรือระบบอื่นๆที่คล้ายกัน ที่จะทำให้มีอายุการทำงานต่อเนื่องและอยู่เหนือแรงกดดันทางการเมืองจากรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ซึ่งผลการตรวจสอบจะเป็นต้นแบบมาตรฐาน เป็นเครื่องป้องปรามการคิดทุจริตประพฤติมิชอบให้กับสังคมไทยในระยะยาวได้อีกทาง ทั้งนี้ ไม่อยากให้เราถูกบังคับให้ย้ายกลับดอนเมือง เพราะองค์กรมาตรฐานการบินระดับโลกไม่รับรองความปลอดภัยของสนามบินสุวรรณภูมิ ซึ่งจะทำให้เกิดผลเสียมหาศาลตามมา"นายคำนูณ กล่าว

จากนั้น นายสรรเสริญ ชี้แจงในช่วงท้ายว่า ข้อมูลที่รับทราบจากสมาชิกครั้งนี้ ตรงกับที่ตนได้รับมา ซึ่งตนรู้สึกหนักใจและอึดอัดใจเช่นกัน เราเป็นฝ่ายบริหารดูแลนโยบายก็ได้เร่งรัดฝ่ายปฏิบัติการทุกวันว่า ทำไมถึงไม่นำความจริงมาตีแผ่ การได้ทราบข้อมูลวันนี้ถือเป็นใบเสร็จที่ดีที่จะต้องนำไปเร่งรัดกับฝ่ายดำเนินการต่อไป

ส่วน นายโชติศักดิ์ อาสภวิริยะ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ทอท.กล่าวว่า วันที่ 1กุมภาพัน์นี้ ทอท.จะปรับขึ้นค่าธรรมเนียมการใช้ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยค่าธรรมเนียมสำหรับผู้เดินทางในประเทศจะปรับจาก 50บาท เป็น 100บาทและระหว่างประเทศจาก 500บาท เป็น 700บาท

ส่วนข้อสงสัยว่าขณะที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิยังมีปัญหาต้องซ่อมแซม รวมถึงปรับปรุงการบริการอีกมาก ทอท.จะยังปรับขึ้นค่าธรรมเนียมดังกล่าวหรือไม่นั้น นายโชติศักดิ์ กล่าวว่า ในส่วนนี้ ทอท.มีความจำเป็นต้องจัดหารายได้เพิ่มเติมเพื่อมาดำเนินการซ่อมแซมให้เร็วที่สุด

ขณะที่ นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย กล่าวสนับสนุนให้ย้ายสายการบินภายในประเทศกลับไปใช้สนามบินดอนเมือง เพื่อลดความแออัดของสุวรรณภูมิ ซึ่งช่วงที่ออกจากเป็นรัฐบาลได้ข่าวว่าผู้รับเหมาไปเอาทรายบกมาถมที่ในสุวรรณภูมิ แทนที่จะเป็นทรายแม่น้ำ เพราะมีราคาถูกกว่า ดังนั้น จึงเป็นห่วงว่าการทรุดตัวจะเกิดขึ้นอีกเป็นวงกว้าง

"เรื่องถมทรายถ้าไม่ได้มาตรฐาน เกี่ยวพันกับใคร หรือรัฐบาลไหน ต้องว่ากันไปตามหลักฐานข้อมูล ผมห่วงมาก ถ้าเป็นแบบนั้น อาจจะต้องรื้อทำกันใหม่ อาจต้องปิดกันเป็นปี ผมอยากรู้ว่า ใครกล้ารับรองไหมว่าจะไม่เป็นอย่างที่ผมกลัว เพราะแม้กระทั่งวิศวกรยังบอกว่า ต้องขอเจาะสำรวจเอาทรายขึ้นมาตรวจสอบก่อน"นายบรรหาร กล่าว

ที่มา:แนวหน้า(1ก.พ50)

"ชลิต"ลั่นไม่ยอมให้เงินแสนล้านเสียไปแล้วปิดสนามบิน

รองประธานคมช.ยอมรับสนามบินสุวรรณภูมิ รับแรงกระแทกจนทรุด-แตกร้าว ลั่นไม่ยอมให้เงินแสนล้านต้องเสียไปแล้วปิดสนามบิน โวยทุกอย่างซ่อมได้เสมอ

(1กพ.) พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุข ผบ.ทอ. และรองประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ กล่าวก่อนเดินทางไปปฏิบัติภารกิจในพื้นที่ภาคใต้ ถึงความเสียหายของสนามบินสุวรรณภูมิ ที่ส่งผลกระทบต่อประเทศชาติและเสียหน้าประเทศไทย ว่า เรื่องนี้ ผมยังไม่เห็นด้วยตา คนที่สามารถบอกได้คือจนท.ของการท่าอากาศยานฯ ซึ่งเห็นและรู้ข้อมูลว่า สนามบินนานาชาติควรเป็นอย่างไร ปลอดภัยเพียงใด บางครั้งถ้าการให้ข่าวเกินเลยกว่า ความเป็นจริงแล้วสื่อขยายความมากเกินไป ซึ่งจะเสียหายต่อภาพรวมของประเทศ ในเรื่องนี้ ผมคิดว่า กองทัพอากาศมีสนามบินหลายแห่งที่ต้องดูแลกับสนามบินดอนเมือง สนามบินของกองทัพอากาศอยู่มานาน อาทิที่ จว.นครราชสีมา อุบลฯ อุดรฯ ก็ได้ซ่อมบำรุง เพราะได้รับการกระแทกของเครื่องบินขนาดใหญ่ ต้องซ่อมกันทั้งปี หมุนเวียนซ่อมกัน ก็ต้องเข้าใจ แม้จะเป็นรันเวย์ ที่เป็นคอนกรีต เมื่อรับแรงกระแทกมากๆ ก็ต้องแตก และแตกง่ายกว่า แอ็ดซอลติกคอนกรีตที่มีความยืดหยุ่น

เมื่อถามว่า สนามบินสุวรรรภูมิ เปิดใช้งานเพียง 4- 5 เดือนแต่ฐานด้านล่างพังหมดแล้ว ผบ.ทอ. กล่าวว่า ผมยังไม่คิดว่ามีใครบอกว่าพังหมดแล้ว ขณะนี้กำลังมีการขุดเจาะเอาวัสดุออกไป ผู้ที่เกี่ยวข้องรายงานให้ทราบเมื่อวานนี้ ยังอยู่ในขั้นตอนการตรวจสอบ ถ้าเราใช้คำว่าพังก็จะพังไปตามปาก ต้องรอผู้ที่เชี่ยวชาญสำรวจและรอการรายงาน เมื่อถามว่า สื่อควรให้ความสำคัญในการเสนอข่าวหรือไม่ ผบ.ทอ. กล่าว่า สมควรถ้าให้ผมมองสองภาพต้องแยกกันระหว่างความชำรุดเสียหายที่ซ่อมแซมได้ก็ทำไป จะยอมให้เงินเป็นแสนล้าน เพื่อปิดสนามบินที่ทำอย่างอื่นที่ไม่ใช่ก็ไม่ถูกต้อง ทุกอย่างซ่อมได้ทั้งนั้น

เมื่อถามว่า ควรซ่อมไม่ควรปิดใช่ไหม ผบ.ทอ. กล่าวว่าขึ้นอยู่กับคอนเน็คชั่นของมัน ซึ่งการทุจริตก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่ต้องแยกกัน เมื่อถามว่าถือว่า เป็นบทเรียนสำคัญหรือไม่ ผบ.ทอ. กล่าวว่า ก็น่าจะศึกษาต้องถือว่าเป็นบทเรียนอย่างที่ว่า บางครั้งการสร้างหรือทำอะไรที่ไม่มีการตรวจสอบ หรือตรวจสอบไม่ได้ในช่วงของการกระทำ ก็จะเป็นอย่างนี้

เมื่อถามว่า ในฐานะที่เป็นประธานคณะกรรมการตรวจสอบการใช้สนามบินสุวรรณภูมิ ขณะนี้มองเห็นปัญหาอะไรหรือไม่ ทำไมถึงพิจารณาให้เปิดใช้สนามบินได้ ผบ.ทอ. กล่าวว่า ถ้าไม่เปิดใช้ในวันนั้น ตั้งแต่เริ่มมา ก็จะไม่เจอว่า สนามบินมันจะทรุดหรือแตก อะไรต่างๆในช่วงนี้เป็นการเปิดทดลองการใช้งานอย่างเต็มประสิทธิภาพ ถ้าไม่มีเครื่องบินไปลง จะแตกหรือไม่ คงไม่หรอก ต้องทำการเปิดอย่างนี้ ให้น้ำหนักกดกระแทกอะไรถึงจะออกมา โดยในช่วงนั้นไม่มีใครมารายงานว่าไม่เรียบร้อย ทุกคนบอกเรียบร้อย เมื่อเรียบร้อยแผนงานของประเทศมี ก็ต้องดำเนินการ ถ้าไม่มีการชำรุดแล้วไปขอเจาะ คนขอเจาะก็ต้องบอกปัญหาว่ามีสาเหตุอะไร

เมื่อถามว่าวิศวกร ที่เคยออกมายืนยันว่า รันเวย์ร้าวและในช่วงรอยต่อเป็นเรื่องเทคนิค ซึ่งต้องทำให้เป็นอย่างนั้น ถือว่าไม่เคารพต่ออาชีพของตัวเองและต้องดำเนินการอะไรหรือไม่ ผบ.ทอ.กล่าวว่า ผมจำไม่ได้ว่ามีการรายงานของวิศวกร แต่จำได้ว่า มีการพูดถึงรอยต่อ ของอินเตอร์เช็คชั่นระหว่างรันเวย์ กันอะไรสักอย่าง ซึ่งต้องแตกต่างกัน เมื่อถามว่าสนามบินทั่วโลกเคยมีปัญหาแบบนี้หรือไม่ ผบ.ทอ.กล่าวว่า ไม่ทราบแต่ประเทศไหนที่มีก็จะไม่โพทนาให้โลกรู้จะต้องเก็บข้อมูลไว้ภายในประเทศ เพราะจะทำให้ต่างชาติไม่เชื่อถือ ส่งผลเสียหายในประเทศ

เมื่อถามว่า ถ้าครม.มีมติอนุมัติให้กลับไปใช้สนามบินดอนเมือง ในฐานะที่เป็นประธานบอร์การบินไทย จะมีแนวทางดำเนินการอย่างไร ผบ.ทอ. กล่าวว่า การบินไทยได้พูดคุยและเตรียมการเรื่องนี้มาแล้ว และได้เคยพูดคุยกับ บริษัท นกแอร์ ว่าพร้อมจะปฏิบัติตามที่กระทรวงคมนาคมสั่งการ โดยขึ้นอยู่กับความพร้อมของสนามบินดอนเมือง ความสะดวกปลอดภัยของผู้โดยสาร




ที่มา:คม ชัด ลึก(1ก.พ50)

ข่าวสายการบิน | เว็ปบอร์ด | Gallery | Dutyfree Shop | ติดต่อทีมงาน
มาเป็นเพื่อนบ้าน HFlight.net | ติดต่อลงโฆษณา

Copyright (C) 2004. Kosin Yeambunya. All rights reserved.

Hflight.net