HFlight รีวิวสายการบิน โรงแรม จองโรงแรมทั่วโลก - หน้าแรก
- กลับหน้าแรก -
หน้าแรก | จองโรงแรมที่พัก | ข่าวการบิน | Webboard | สายการบิน | กิน-เที่ยว-เดินทาง | รีวิวโรงแรม | คู่มือเที่ยวเมืองนอก | ลงโฆษณา

  
 

« December 2006 | Main | February 2007 »

January 31, 2007

รมช.คมนาคมแจง สนช. 5 เหตุต้องย้ายบินในประเทศไปดอนเมือง

15:14 น. นายสรรเสริญ วงศ์ชะอุ่ม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ชี้แจงต่อสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ถึงการแบ่งปริมาณเที่ยวบินภายในประเทศ จากสนามบินสุวรรณภูมิมายังท่าอากาศยานกรุงเทพ (ดอนเมือง) ว่า ในช่วง 4 เดือนที่รัฐบาลเข้ามาบริหารประเทศ ได้พบปัญหาที่สำคัญถึง 5 ด้าน คือ การยุบตัวของทางวิ่ง และลานจอดของแท็กซี่เวย์ อาคารผู้โดยสารมีปัญหาเรื่องความปลอดภัย โครงข่ายเชื่อมโยงการเข้าออกสนามบินมีปัญหา โดยเฉพาะเรื่องแท็กซี่ผี รวมทั้งมลพิษทั้งทางเสียง และอากาศที่ต้องแก้ไข โดยอาจต้องมีการปิดซ่อมบางส่วนขณะที่การรองรับผู้โดยสารที่ออกแบบไว้ 45 ล้านคนต่อปี แต่ปัจจุบันมีผู้โดยสารถึง 43 ล้านคนต่อปี อาจต้องสร้างอาคารเพิ่มโดยใช้เวลาอย่างน้อย 5 ปี ดังนั้น เพื่อให้เกิดความปลอดภัยกับผู้โดยสารมากที่สุด จึงควรใช้สนามบินกรุงเทพฯ ดอนเมือง โดยให้สายการบินที่ไม่ต้องต่อเครื่องพิจารณาด้วยความสมัครใจในการกลับมาใช้สนามบินดอนเมืองเอง จึงได้เสนอต่อคณะรัฐมนตรีพิจารณา


ที่มา:เนชั่นทันข่าว สำนักข่าวเนชั่น (31ม.ค50)

โผล่มาอีกสุวรรณภูมิ-ประตูหนีไฟหนีไม่ได้

บิ๊กบินไทยยันพร้อมย้ายกลับดอนเมือง


แฉอีกจุดห่วยสนามบินสุวรรณภูมิ ประตูหนีไฟอัตโนมัติใช้การไม่ได้ ต้องตัดไฟฟ้าก่อนถึงจะเปิดได้ เครื่องฟอกอากาศในห้องสูบบุหรี่ก็ไม่ทำงาน หลายเครื่องยังไม่ต่อสาย เหตุเร่งรีบส่งมอบงาน แถมระบบแอร์ก็มีปัญหา ด้านรมว.คมนาคมสั่งทำแผนขนย้ายเที่ยวบินภายในประเทศจากสุวรรณภูมิ มาใช้ดอนเมือง ถ้าพร้อมอาจย้ายได้ทันรับช่วงเทศกาลสงกรานต์ คาดใช้เวลาปรับปรุง 45-60 วัน ทั้งรันเวย์ ร้านค้า อุปกรณ์ ระบบบริภาคภาคพื้น ขณะที่ผู้บริหารการบินไทยขานรับกลับมาใช้ดอนเมือง เฉพาะไฟลท์ในประเทศ แต่ยกเว้นเที่ยวบิน เชียงใหม่-กรุงเทพฯ กระบี่-กรุงเทพฯ และภูเก็ต-กรุงเทพฯ ยังใช้สุวรรณภูมิตามเดิม เพราะผู้โดยสารต่างชาติต้องต่อเครื่องไปต่างประเทศ ยืนยันพร้อมแล้ว

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 30 ม.ค. ที่รัฐสภา มีการประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญ ศึกษาและติดตามการแก้ไขปัญหาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ โดยมี พล.ร.อ.บรรณวิทย์ เก่งเรียน รองปลัดกระทรวงกลาโหม และสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เป็นประธาน ใช้เวลาประชุมนาน 2 ชั่วโมง

พล.อ.อ.ธเรศ ปุณณะศรี ประธานคณะอนุกรรมาธิการศึกษาและแก้ไขปัญหาการรักษาความสะอาด และสภาพแวดล้อมภายในท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ กล่าวถึงผลการลงพื้นที่ตรวจสอบสภาพการใช้งานในท่าอากาศยานสุวรรณภูมิว่า พบว่าประตูหนีไฟ ซึ่งเป็นแบบอัตโนมัติหลายจุดไม่สามารถใช้การได้ ต้องตัดกระแสไฟทิ้งถึงสามารถเปิดได้ แม้เจ้าหน้าที่จะใช้บัตรเปิด แต่ไม่สามารถเปิดได้ และโครงสร้างของบริเวณประตูทุกบานยังเป็นโลหะ หากเกิดไฟไหม้บานประตูจะเกิดความร้อนสูง ถือเป็นอันตรายอย่างยิ่ง

ประธานคณะอนุกรรมาธิการศึกษาและแก้ไขปัญหาการรักษาความสะอาด และสภาพแวดล้อมภายในท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ กล่าวต่อว่า ส่วนห้องสูบบุหรี่ยังมีเครื่องฟอกอากาศและดูดอากาศที่ไม่ทำงาน และมีหลายเครื่องที่ยังไม่ต่อสาย เพราะความเร่งรีบในการส่งมอบงาน นอกจากนี้ระบบพีซีแอร์ 400 เฮิร์ตซ ซึ่งเป็นระบบทำความเย็นภายในอาคารสนามบินยังเกิดปัญหาบางจุด ที่มีรอยเชื่อมต่อโครงหลังคายังมีความร้อนสูง ซึ่งจะเกิดปัญหาในช่วงหน้าร้อน ทั้งนี้คณะอนุกรรมาธิการฯจะเชิญเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคนิคที่เกี่ยวข้องของ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือทอท. มาชี้แจงเพื่อปรับปรุงแก้ไข

ด้านพล.อ.ปฐมพงษ์ เกษรศุกร์ สนช. และประธานคณะอนุกรรมาธิการติดตามตรวจสอบสัญญาการก่อสร้างท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ กล่าวถึงการตรวจสอบสัญญาของบริษัท คิง เพาเวอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด กรณีใช้สถานที่ในท่าอากาศยานสุวรรณภูมิว่า จากการตรวจสอบสัญญาพบว่าใช้สถานที่เกินกว่าที่กำหนดในสัญญา โดยในสัญญาใช้คำว่าไม่ต่ำกว่า 5,000 ตารางเมตร แต่บริษัท คิง เพาเวอร์ฯ กลับใช้พื้นที่สร้างร้านค้าปลอดอากร และคลังสินค้าของตัวเองสูงถึง 11,820 ตารางเมตร ส่วนสัญญาโครงการจัดกิจกรรมเชิงพาณิชย์ ที่บริษัท คิง เพาเวอร์ฯ ได้รับอนุมัติคือ 20,000 ตารางเมตร แต่ในการใช้พื้นที่จริงกลับสูงถึง 37,600 ตารางเมตร และยังพบว่ามีการใช้พื้นที่เพิ่มเติมเพื่อทำ ซิตี้ การ์เด้น อีก 25,827.67 ตารางเมตร นอกจากนี้ยังพบว่าแก้ไขแบบจากเดิมเป็นทางเลื่อน แต่ปรับเป็นร้านค้าทั้งหมด เป็นเรื่องที่ทอท.ต้องตอบให้ได้

ส่วน พล.ร.อ.บรรณวิทย์ ให้สัมภาษณ์หลังประชุม ถึงมติของกระทรวงคมนาคมที่ให้ย้ายเที่ยวบินภายในประเทศบางสายการบินไปยังท่าอากาศยานกรุงเทพ หรือดอนเมือง ว่าเป็นไปตามข้อเสนอของมติที่ประชุมของคณะกรรมการบริหาร ทอท. เมื่อ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ที่มีมติให้ย้ายเที่ยวบินภายในประเทศไปใช้ดอนเมือง เนื่องจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิยังไม่มีการก่อสร้างอาคารผู้โดยสารภายในประเทศ ทำให้เกิดปัญหาระหว่างผู้โดยสารภายในประเทศ และผู้โดยสารต่างประเทศ การที่รัฐบาลชุดที่แล้วไปคุยว่า สามารถลดค่าก่อสร้างได้หลายพันล้านบาทนั้น เป็นเพราะสาเหตุไม่ยอมสร้างอาคารผู้โดยสารภายในประเทศ เป็นการพูดความจริงไม่หมด

"ปัญหาเรื่องการก่อสร้างสนามบินสุวรรณภูมิ คณะกรรมาธิการฯ กำลังเข้าไปรื้อดูสัญญาทั้งหมด เพื่อจะเอาผิดกับบริษัทผู้รับเหมา ที่สนามบินเพิ่งเปิดใช้ได้ 3-4 เดือน ยังอยู่ในช่วงการรับประกันที่บริษัทต้องรับผิดชอบ และจะดูว่าใครเป็นผู้ตรวจรับงาน ตรงนี้จะมีผลที่สุดในการที่จะลากเอาตัวคนผิดมาลงโทษ เท่าที่ดูข้อมูลการทุจริตในทุกโครงการ ล้วนสาวไปถึงตัวอดีตนายกฯ ทั้งหมด และผมเชื่อว่าจะสามารถเอาตัวคนผิดมาลงโทษได้ ภายในระยะเวลา 3 เดือนที่คณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ได้รับมอบหมาย" พล.ร.อ.บรรณวิทย์ กล่าว

พล.ร.อ.ธีระ ห้าวเจริญ รมว.คมนาคม กล่าวถึงการเตรียมความพร้อมเปิดให้บริการเที่ยวบินในประเทศที่ท่าอากาศยานกรุงเทพว่า มอบหมายให้กรมการขนส่งทางอากาศ ไปหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อจัดทำแผนรายละเอียดการย้ายเที่ยวบินภายในประเทศมาที่ท่าอากาศยานกรุงเทพ โดยแผนดังกล่าวจะต้องเป็นรูปธรรมชัดเจนว่าใครรับผิดชอบอะไร และต้องดำเนินการอย่างไรบ้าง ในการย้ายท่าอากาศยานจะต้องคำนึงถึงความปลอดภัยสูงสุด ส่วนจะสามารถย้ายก่อนช่วงเทศกาลสงกรานต์หรือไม่นั้น หากมีความพร้อมและสามารถย้ายได้ก่อนก็ดี เพราะช่วงเทศกาลสงกรานต์จะมีผู้โดยสารเป็นจำนวนมาก แต่หากย้ายไม่ทันก็ต้องดำเนินการตามแผน จะไม่เร่งรัด ในเบื้องต้นคาดว่าจะใช้เวลาเตรียมความพร้อมประมาณ 45 วัน รมว.คมนาคมกล่าวต่อว่า ส่วน ทอท.จะใช้อาคารระหว่างประเทศ หรืออาคารภายในประเทศ เพื่อเปิดใช้บริการ ก็เป็นสิทธิของทอท.ที่จะพิจารณาตามความเหมาะสม อย่างไรก็ตาม กระทรวงคมนาคมยังต้องรอการตัดสินใจของครม. ก่อนว่าจะเห็นด้วยหรือไม่ หากครม.เห็นว่าไม่สมควรย้ายเที่ยวบินในประเทศ มาให้บริการที่ท่าอากาศยานกรุงเทพ ก็จะต้องปรับแก้ต่อไป โดยกระทรวงคมนาคมจะพยายามนำเรื่องเสนอให้ที่ประชุมครม.พิจารณาอนุมัติให้ทันในวันที่ 6 ก.พ.นี้

ด้านนายชัยศักดิ์ อังค์สุวรรณ อธิบดีกรมการขนส่งทางอากาศ กล่าวว่าจะเสนอเรื่องขอย้ายเที่ยวบินในประเทศไปใช้ท่าอากาศยานกรุงเทพ ต่อที่ประชุมครม.เพื่อขอความเห็นชอบ ส่วนการเตรียมความพร้อมในการย้ายนั้น ขณะนี้คณะกรรมการ ทอท. สั่งให้ทอท.เร่งปรับปรุงพื้นผิวทางวิ่งที่ท่าอากาศยานกรุงเทพ จะใช้เวลาปรับปรุง 45 วัน นอกจากนี้ ทอท.ยังต้องจัดเตรียมสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อให้บริการผู้โดยสาร โดยจะต้องจัดหาร้านค้า ร้านอาหาร และจัดเตรียมระบบบริการภาคพื้น รวมทั้งอุปกรณ์ต่างๆ เพื่ออำนวยความสะดวกให้สายการบินในประเทศ คาดว่าจะใช้เวลาดำเนินการประมาณ 45-60 วัน หลังจาก ครม.อนุมัติ ส่วนการจัดระบบด้านการบิน เมื่อเปิดใช้ท่าอากาศยาน 2 แห่งควบคู่กัน เชื่อว่าจะไม่มีปัญหา เพราะเป็นการแยกให้บริการเที่ยวบินในประเทศกับระหว่างประเทศ โดยท่าอากาศยานสุวรรณภูมิจะใช้รหัส บีเคเค ขณะที่ท่าอากาศยานกรุงเทพจะใช้รหัส ดีเอ็มเค

นายต่อตระกูล ยมนาค คณะกรรมการ ทอท. กล่าวว่า เมื่อวันที่ 29 ม.ค. คณะกรรมการกลางตรวจสอบสาเหตุแท็กซี่เวย์ รันเวย์ร้าวที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เข้าไปขุดเจาะหลุมแรกพื้นผิวรันเวย์ และแท็กซี่เวย์แล้ว โดยในวันที่ 30 ม.ค. เป็นการขุดเจาะเพิ่มเติม โดยจะเจาะจนถึงชั้นทรายล่างสุด และจะนำชั้นผิวทุกชั้นมาตรวจสอบ คาดว่าในสัปดาห์หน้าจะมีความคืบหน้าในเรื่องนี้ โดยในขณะนี้อยู่ระหว่างการหาผู้เชี่ยวชาญด้านยางมะตอย มาตรวจสอบชั้นยางมะตอย และในวันศุกร์ที่ 2 ก.พ. คณะกรรมการกลางตรวจสอบฯ จะประชุมร่วมกันที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ในเวลา 10.00 น. พร้อมทั้งจะนำสื่อมวลชนเข้าไปดูขั้นตอนการทำงานในการตรวจสอบพื้นผิวรันเวย์แท็กซี่เวย์ด้วย

ส่วน นายโชติศักดิ์ อาสภวิริยะ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ทอท.กล่าวว่า สั่งการให้ ร.อ.พินิจ สาหร่ายทอง ผอ.ท่าอากาศยานสากลกรุงเทพ ทำแผนการใช้ประโยชน์จากสนามบินดอนเมือง โดยกำหนดให้นำมาเสนอก่อนวันที่ 6 ก.พ. เพราะต้องนำแผนเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการทอท. ก่อนจะเข้ารายการต่อที่ประชุมครม.ต่อไป ส่วนจะเป็นผู้ประกอบการรายเดิมที่เคยให้บริการภาคพื้นดินที่สนามบินดอนเมือง เช่น บริษัท ไทย แอร์พอร์ต เซอร์วิสเซส จำกัด หรือไม่ ขึ้นอยู่กับแผนการที่ผอ.ท่าอากาศยานสากลกรุงเทพ จะเสนอมา สำหรับโครงการก่อสร้างอาคารผู้โดยสารเพิ่มเติม เพื่อรองรับการเติบโตของจำนวนผู้โดยสารในอนาคต ต้องขึ้นอยู่กับการพิจารณาของคณะกรรมการทอท. และแผนการใช้ประโยชน์ของดอนเมือง ว่าสามารถรองรับผู้โดยสาร เพื่อแบ่งเบาภาระของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิได้มากน้อยแค่ไหน

ร.อ.พินิจ กล่าวว่า จะสามารถเปิดดำเนินการได้ทันทีภายหลังจากที่ครม.ได้รับทราบรายงานและเห็นชอบ สำหรับการซ่อมแซมพื้นที่ต่างๆ ในส่วนที่จะใช้เวลานานที่สุด คือบริเวณจุดทัชดาวน์ของรันเวย์ จะต้องตัดผิวลูกคลื่นและทำให้มีความเรียบ ใช้ระยะเวลาไม่เกิน 45 วัน จะสามารถดำเนินการไปพร้อมกับการปรับปรุงงานในส่วนอื่น สำหรับวงเงินงบประมาณที่ใช้ปรับปรุงทั้งสิ้น 33 ล้านบาท แบ่งเป็นค่าซ่อมผิวรันเวย์ 16 ล้านบาท ในส่วนที่เหลือจะเป็นการจัดจ้างบุคลากรเพิ่มเติม ในเบื้องต้นจะว่าจ้างพนักงาน ทอท. 23 คน และลูกจ้างอีก 151 คน

ร.ท.อภินันทน์ สุมนะเศรณี กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ให้สัมภาษณ์ในรายการโทรทัศน์ ถึงการย้ายเที่ยวบินภายในประเทศไปใช้ที่ท่าอากาศยานกรุงเทพว่า การบินไทยพร้อมอยู่แล้ว โดยจะมีเพียงเที่ยวบินในประเทศบางส่วน เช่น เชียงใหม่-กรุงเทพฯ กระบี่-กรุงเทพฯ และภูเก็ต-กรุงเทพฯ บางเที่ยวบินที่จะยังใช้ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิต่อไป เพราะมีผู้โดยสารต่างชาติที่ต้องต่อเครื่องไปต่างประเทศ ขณะนี้ฝ่ายวางแผนของการบินไทยเริ่มเตรียมการแล้ว ว่าจะต้องขนย้ายอุปกรณ์อะไรกลับไปบ้าง เชื่อว่าจะมีค่าใช้จ่ายไม่มาก เพราะอุปกรณ์บางอย่าง เช่น ฝ่ายช่าง และอุปกรณ์สำนักงานบางส่วน ยังคงอยู่ที่ท่าอากาศยานกรุงเทพ

กรรมการผู้อำนวยการใหญ่บริษัทการบินไทยฯ กล่าวต่อว่า อย่างเร็วที่สุดคาดว่าการบินไทยจะใช้เวลาเตรียมการประมาณ 1 เดือน แต่ช่วงเวลาที่เหมาะสมน่าจะเป็นปลายเดือนมี.ค.นี้ เพราะปกติการบินไทยจะปรับเปลี่ยนตารางการบินทั่วโลกปีละ 2 ครั้ง โดยในช่วงปลายเดือนมี.ค.จะเปลี่ยนไปใช้ตารางบินสำหรับฤดูร้อน ซึ่งจะต้องประกาศตารางบินใหม่ไปทั่วโลกอยู่แล้ว หากการโยกย้ายล่าช้าออกไปอีก จะทำให้ต้องปรับเปลี่ยนตารางการบินหลายครั้ง และอาจขลุกขลักบ้าง ขณะเดียวกัน จะทำหนังสือถึงทอท. ขอใช้อาคารผู้โดยสารในประเทศเดิม ซึ่งออกแบบสำหรับให้บริการเที่ยวบินในประเทศอยู่แล้ว ผู้โดยสารเข้าไปเช็กอินเดินต่อไปอีกเพียงไม่กี่ก้าว ก็ขึ้นเครื่องบินได้ทันที อุปกรณ์ต่างๆ ก็มีพร้อมอยู่แล้ว ทอท.ไม่ต้องลงทุนเพิ่ม ถือว่าพร้อมที่สุด ส่วนสายการบินนกแอร์จะต้องย้ายด้วยหรือไม่ ต้องให้ผู้บริหารของนกแอร์พิจารณา แต่โดยส่วนตัวเห็นว่าควรจะย้ายเช่นกัน

วันเดียวกัน ที่โรงแรมเซ็นทรัลโซฟิเทล ลาดพร้าว นายนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษากฎหมายของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี แถลงว่า ขณะนี้มีความพยายามจะโยงปัญหาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เกิดจากการทุจริตให้เป็นความรับผิดชอบของรัฐบาลเก่าและอดีตนายกฯ จากการพูดคุยกับพ.ต.ท.ทักษิณ ฝากให้ชี้แจงว่า พ.ต.ท.ทักษิณสนับสนุนการตรวจสอบอย่างเต็มที่ เพื่อหาผู้รับผิดชอบ ไม่ว่าผลตรวจสอบจะพบว่ามีคนในรัฐบาลที่ผ่านมา ก็ต้องว่าไปตามนั้น ไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย ขอให้ว่าไปตามจริงอย่ากลั่นแกล้ง และไม่อยากให้นำเอาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ มาเป็นตัวทำลายกลุ่มอำนาจเก่าการเมือง หรืออดีตนายกฯ ที่ออกมาพูดไม่ได้หมายความว่า อดีตนายกฯ และรัฐบาลที่ผ่านมาจะไม่รับผิดชอบ แต่อยากให้แยกแยะพิจารณาตามส่วนหน้าที่ความรับผิดชอบ เพราะท่าอากาศยานแห่งนี้สร้างมาหลายรัฐบาล

ที่มา:ข่าวสด(31ม.ค50)

ต่อตระกูลเผย'แท็กซี่เวย์-รันเวย์'สุวรรณภูมิวิกฤติ ต้องปิดซ่อม


31 มกราคม 2550 14:46 น.
"ประธานคณะกรรมการตรวจฯท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ"ระบุปัญหาแท็กซี่เวย์-รันเวย์ สุวรรณภูมิเสียหายเข้าขั้นวิกฤติเมื่อขุดเจาะพื้นผิวลึก 2-3 เมตร พบโครงสร้างด้านล่างเสียหายทั้งหมด รายงานรมว.คมนาคม 2 กุมภาพันธ์นี้ เสนอทางเลือก 2 แนวทาง คือซ่อมแซม หรือทุบสร้างใหม่

นายต่อตระกูล ยมนาค กรรมการบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. และประธานคณะกรรมการตรวจสอบปัญหาแท็กซี่เวย์และรันเวย์ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เปิดเผยว่า คณะทำงานได้ขุดเจาะพื้นผิวลงถึงชั้นทรายลึกประมาณ 2 - 3 เมตร และนำทรายไปตรวจในห้องแล็บว่ามีคุณสมบัติตรงตามสเปก สามารถรับน้ำหนักได้หรือไม่

โดยวันที่ 2 กุมภาพันธ์นี้ จะรายงานผลต่อ รมว.คมนาคม และเร่งแก้ไขปัญหาโดยเร็ว เพราะความเสียหายของผิวแท็กซี่เวย์ และรันเวย์ยังเกิดขึ้นต่อเนื่อง และลุกลามไปทั่วแสดงให้เห็นชัดเจนว่า โครงสร้างด้านล่างเสียหายหมดแล้ว เมื่อเครื่องบินลงท่าอากาศยานวิ่งผ่านไปจุดใด ก็เกิดรอยล้อเป็นทางยาว

นายต่อตระกูล กล่าวว่า ตัวอย่างกรณีที่ต้องปิดซ่อมรันเวย์ฉุกเฉินเมื่อวันที่ 25 มกราคมที่ผ่านมา เนื่องจากมีนักบินแจ้งต่อหอบังคับการบินว่า พบเห็นรันเวย์แตกร้าวที่อาจกระทบต่อความปลอดภัย ทั้งที่ก่อนหน้านั้นไม่กี่ชั่วโมง คณะกรรมการได้ลงตรวจสอบพื้นที่แล้ว ซึ่งหากรอยแตกเพิ่มเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ภายในไม่เกิน 24 ชั่วโมง แสดงว่าผิวแท็กซี่เวย์ และรันเวย์เข้าขั้นวิกฤติ และต้องปิดซ่อมทั้งหมด

"ส่วนแนวทางในการแก้ปัญหา มี 2 ทางเลือก คือ ซ่อมแซม หรือทุบสร้างใหม่ ซึ่งคณะกรรมการจะรายงานข้อมูล และค่าใช้จ่ายให้ฝ่ายนโยบายตัดสินใจอีกครั้ง"นายต่อตระกูล กล่าว

ที่มา:กรุงเทพธุรกิจ(31ม.ค50)

"ต่อตระกูล" เผยแท็กซี่เวย์-รันเวย์ สุวรรณภูมิวิกฤติ อาจต้องปิดซ่อมหมด

วันนี้ (31 ม.ค.) นายต่อตระกูล ยมนาค กรรมการ บริษัท ท่าอากาศยานไทยจำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. และประธานคณะกรรมการกลางตรวจสอบปัญหาแท็กซี่เวย์ และรันเวย์ของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เปิดเผยถึงความคืบหน้าการตรวจสอบปัญหาโครงสร้างหลังจากมีการตรวจพบว่าแท็กซี่เวย์และรันเวย์ ยังประสบปัญหาการแตกร้าวอย่างต่อเนื่อง ว่า โดยขณะนี้คณะทำงานได้ทำการขุดเจาะผิววัสดุพิเศษและคอนกรีตลงสู่ชั้นทรายของแท็กซี่เวย์ลึกประมาณ 2-3 เมตร และมีการนำวัสดุทรายเหล่านี้นำส่งห้องแล็ป เพื่อตรวจสอบว่าทรายที่นำมาใช้ในการก่อสร้างเป็นไปตามสเป็กการออกแบบหรือไม่ ซึ่งกำหนดจะแล้วเสร็จภายใน 2 สัปดาห์ โดยวันที่ 2 ก.พ.นี้ คณะทำงานจะเข้ารายงานผลการตรวจสอบชั้นดินให้ พล.ร.อ.ธีระ ห้าวเจริญ รมว.คมนาคม

นายต่อตระกูล กล่าวถึงตัวอย่างของปัญหาที่เกิดขึ้น โดยในวันที่ 25 ม.ค.ที่ผ่านมา ที่ต้องมีการปิดซ่อมรันเวย์เป็นการเร่งด่วนในเวลา 17.00-23.00 น. และส่งผลให้เที่ยวบินล่าช้าและมีการนำเครื่องไปลงจอดที่สนามบินอู่ตะเภาเพื่อเติมน้ำมันนั้นเนื่องจากมีนักบินของสายการบินไทยแอร์เอเชียแจ้งให้หอบังคับการบินทราบว่า พบเห็นวัสดุแตกร้าวอยู่บนรันเวย์ซึ่งตามระเบียบการบินทั่วโลกนักบินจะสามารถแจ้งจุดปัญหาที่เกิดขึ้นที่อาจกระทบต่อความปลอดภัย เพื่อให้มีการปิดสนามบินซ่อมได้ การแจ้งข่าวดังกล่าวส่งผลให้ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิต้องทำการปิดฉุกเฉินในช่วงเวลาดังกล่าว ทั้งที่ก่อนหน้านั้นไม่นานคณะกรรมการเพิ่งจะไปตรวจสอบพื้นที่ แสดงให้เห็นว่าผิวแท็กซี่เวย์และรันเวย์ของสุวรรณภูมิเข้าขั้นวิกฤติและต้องปิดซ่อมทั้งหมด

สำหรับแนวทางในการแก้ปัญหา ซึ่งขณะนี้มี 2 ทางเลือก คือการซ่อมแซมและทุบสร้างใหม่ โดยคณะกรรมการจะนำเสนอผลการตรวจสอบในเชิงวิศวกรรมอย่างตรงไปตรงมามากที่สุดรวมถึงค่าใช้จ่ายในการดำเนินการซ่อมแซมหรือสร้างใหม่เพื่อให้ฝ่ายนโยบายเป็นผู้ตัดสินใจว่าจะเลือกแนวทางไหน


ที่มา:มติชน ข่าวระหว่างวัน (31ม.ค50)

January 30, 2007

ผอ.ท่าอากาศยานกรุงเทพการันตี ปรับปรุงดอนเมืองเสร็จใน45วัน

30 มกราคม 2550 17:10 น.
ผู้อำนวยการท่าอากาศยานกรุงเทพ ยืนยันปรับปรุงดอนเมืองพร้อมบริการภายใน 45 วัน ใช้งบประมาณปรับปรุง 33 ล้านบาท คาดมีผู้โดยสารที่มาใช้บริการหลังเปิดใช้อีกครั้งปีละ 5 ล้านคน

ในวันนี้ เรืออากาศเอกพินิจ สาหร่ายทอง ผู้อำนวยการท่าอากาศยานกรุงเทพ นำคณะสื่อมวลชนตรวจความพร้อมท่าอากาศยานกรุงเทพ หลังจากวานนี้ (29 ม.ค.) ที่ประชุมร่วมระหว่างกระทรวงคมนาคมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้มีมติจะให้ท่าอากาศยานกรุงเทพเปิดทำการบินเชิงพาณิชย์สำหรับเที่ยวบินภายในประเทศที่ไม่มีการต่อเครื่องอีกครั้ง โดยเรืออากาศเอกยืนยันว่า จะสามารถปรับปรุงงานทุกด้าน อาทิ การซ่อมหัวรันเวย์ทางด้านทิศตะวันตก ซึ่งปัจจุบันจุดที่เครื่องบินจะลงแตะพื้นหรือทัชดาวน์มีลักษณะเป็นลอนคลื่นที่จะต้องมีการปรับสภาพผิวให้เรียบ โดยงานส่วนนี้จะใช้ระยะเวลาไม่เกิน 45 วัน รวมทั้งการปรับปรุงความพร้อมด้านบริการ เช่น ร้านค้า ร้านอาหาร ภายในอาคารที่พักผู้โดยสารจะใช้เวลาดำเนินการรวม 30 วัน รวมถึงการจัดรถขนส่งสาธารณะ เช่น รถแท็กซี่ แอร์พอร์ตบัส และรถลีมูซีน ซึ่งเชื่อว่าจะสามารถเปิดบูธให้บริการได้ทันที

ทั้งนี้ จากการสำรวจความพร้อมของท่าอากาศยานกรุงเทพ ได้เริ่มจากบริเวณอาคารผู้โดยสารระหว่างประเทศ อาคารที่ 1 ซึ่งนำมาใช้งานเป็นอาคารผู้โดยสารหลัก หลังจากที่อาคารส่วนนี้ได้ให้บริการผู้โดยสารแบบเช่าเหมาลำ หรือชาร์เตอร์ไฟท์หลังจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเปิดให้บริการไปแล้ว โดยอาคารดังกล่าวจะมีเคาน์เตอร์เช็กอินรวม 8 แถว ซึ่งท่าอากาศยานกรุงเทพจะมีการแบ่งแยกพื้นที่ออกเป็น 2 ฝั่ง และทำฉากกั้น ส่วนหนึ่งจะเป็นพื้นที่ให้บริการผู้โดยสารระหว่างประเทศที่เดินทางมากับเครื่องเช่าเหมาลำ และส่วนที่เหลือจะเป็นพื้นที่ให้บริการสำหรับผู้โดยสารในประเทศ โดยในช่วงแรกของการเปิดให้บริการตามแนวทางที่มีการกำหนดให้ใช้พื้นที่เพื่อรองรับเที่ยวบินในประเทศแบบไม่ต่อเครื่อง ประมาณการว่าจะมีผู้โดยสารใช้บริการประมาณปีละ 5 ล้านคน

สำหรับพื้นที่ตรวจคนเข้าเมือง ผู้อำนวยการท่าอากาศยานกรุงเทพ ยืนยันว่าสามารถนำเจ้าหน้าที่เข้ามาดำเนินการได้ทันทีเมื่อมีความต้องการเริ่มเปิดเที่ยวบินอีกครั้ง ส่วนพื้นที่ด้านในหลังจากนี้จะเป็นโซนร้านค้า ร้านอาหาร ซึ่งท่าอากาศยานกรุงเทพจะมีการจัดร้านค้าให้มีปริมาณเพียงพอเหมาะสมกับปริมาณผู้โดยสารที่จะใช้บริการ ขณะที่การซ่อมแซมพื้นที่ต่าง ๆ ในส่วนที่จะใช้เวลานานที่สุด คือ บริเวณจุดทัชดาวน์ของรันเวย์ ซึ่งจะต้องมีการตัดผิวลูกคลื่นและทำให้จุดดังกล่าวมีความเรียบใช้ระยะเวลาไม่เกิน 45 วัน จะสามารถดำเนินการไปพร้อมกับการปรับปรุงงานในส่วนอื่น

ทั้งนี้ วงเงินงบประมาณที่จะใช้ปรับปรุงทั้งหมดจะมีทั้งสิ้น 33 ล้านบาท แบ่งเป็นค่าซ่อมผิวรันเวย์ 16 ล้านบาท ส่วนที่เหลือจะเป็นการจัดจ้างบุคลากรเพิ่มเติม ซึ่งในเบื้องต้นจะมีการว่าจ้างในส่วนของพนักงาน ทอท. 23 คน และลูกจ้างอีก 151 คน

เรืออากาศเอกพินิจ กล่าวด้วยว่า ด้านการจัดรถสาธารณะอำนวยความสะดวกผู้ใช้บริการนั้น จะมีการเปิดบูธให้บริการรถแท็กซี่แก่ผู้โดยสารอีกครั้ง รวมถึงการจัดรถโดยสารท่าอากาศยานหรือแอร์พอร์ตบัส ซึ่งจะมีอย่างน้อย 2-3 เส้นทางผ่านจุดสำคัญในกรุงเทพฯ และรถลีมูซีน กลับมาเริ่มให้บริการอีก เชื่อว่าจะใช้ระยะเวลาไม่นานนัก แต่สิ่งสำคัญท่าอากาศยานกรุงเทพจะดูแลให้ดำเนินการเป็นไปอย่างโปร่งใส ปลอดผู้มีอิทธิพลและพวกกินหัวคิวเหมือนข่าวที่เคยมีมาในอดีต

ที่มา:กรุงเทพธุรกิจ(30ม.ค50)

การบินไทยพร้อมย้ายเที่ยวบินในประเทศกลับปลายมี.ค.

30 มกราคม 2550 13:00 น.
ดีดีการบินไทยเผยพร้อมย้ายเที่ยวบินในประเทศบางเส้นทางกลับไปใช้ท่าอากาศยานกรุงเทพภายใน 1 เดือน ช่วงเวลาเหมาะสมที่สุดน่าจะเป็นปลายเดือนมีนาคมนี้ เสนอใช้อาคารผู้โดยสารในประเทศเดิมพร้อมที่สุด ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายมาก

เรืออากาศโทอภินันทน์ สุมนะเศรณี กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บมจ.การบินไทย ให้สัมภาษณ์ในรายการ "ภาษาเศรษฐกิจ" ทางโมเดิร์นไนน์ ทีวี เมื่อเช้าวันนี้ (30 ม.ค.) กรณีที่กระทรวงคมนาคมตัดสินใจให้ย้ายเที่ยวบินในประเทศที่ไม่ต้องต่อเครื่อง กลับไปใช้ท่าอากาศยานกรุงเทพโดยสมัครใจ ว่า การบินไทยพร้อมอยู่แล้ว โดยจะมีเพียงเที่ยวบินในประเทศบางส่วน เช่น เชียงใหม่-กรุงเทพฯ กระบี่-กรุงเทพฯ และภูเก็ต-กรุงเทพฯ บางเที่ยวบินที่จะยังใช้สนามบินสุวรรณภูมิต่อไป เพราะมีผู้โดยสารต่างชาติที่ต้องต่อเครื่องไปต่างประเทศ

ขณะนี้ฝ่ายวางแผนของบริษัทได้เริ่มเตรียมการแล้วว่าจะต้องขนย้ายอุปกรณ์อะไรกลับไปบ้าง แต่เชื่อว่าจะมีค่าใช้จ่ายไม่มาก เพราะอุปกรณ์บางอย่าง เช่นฝ่ายช่าง และอุปกรณ์สำนักงานบางส่วนยังคงอยู่ที่ท่าอากาศยานกรุงเทพ ส่วนที่จะต้องขนย้ายกลับไปจะมีเฉพาะรถกราวน์เซอร์วิสและอุปกรณ์ไอทีสำหรับระบบเช็กอินผู้โดยสารเท่านั้น

"อย่างเร็วที่สุดคาดว่าการบินไทยจะใช้เวลาเตรียมการประมาณ 1 เดือน แต่ช่วงเวลาที่เหมาะสมน่าจะเป็นปลายเดือนมีนาคมนี้ เพราะปกติการบินไทยจะปรับเปลี่ยนตารางการบินทั่วโลกปีละ 2 ครั้ง โดยในช่วงปลายเดือนมีนาคมจะเปลี่ยนไปใช้ตารางบินสำหรับฤดูร้อน (Summer Program) ซึ่งจะต้องมีการประกาศประชาสัมพันธ์ตารางบินใหม่ไปทั่วโลกอยู่แล้ว หากการโยกย้ายล่าช้าออกไปอีก จะทำให้ต้องปรับเปลี่ยนตารางการบินหลายครั้งและอาจขลุกขลักบ้าง"

ส่วนความพร้อมของท่าอากาศยานกรุงเทพ เรืออากาศโทอภินันทน์ กล่าวว่า การบินไทยได้ทำหนังสือถึง บมจ. ท่าอากาศยานไทย หรือ ทอท. ขอใช้อาคารผู้โดยสารในประเทศเดิม ซึ่งออกแบบสำหรับให้บริการเที่ยวบินในประเทศอยู่แล้ว ซึ่งผู้โดยสารเข้าไปเช็กอินเดินต่อไปอีกเพียงไม่กี่ก้าว ก็ขึ้นเครื่องบินได้ทันที อุปกรณ์ต่าง ๆ ก็มีพร้อมอยู่แล้ว ทอท.ไม่ต้องลงทุนเพิ่มเลย ถือว่าพร้อมที่สุด ส่วนสายการบินนกแอร์จะต้องย้ายด้วยหรือไม่ ต้องให้ผู้บริหารของนกแอร์พิจารณา แต่โดยส่วนตัวเห็นว่าควรจะย้ายเช่นกัน


ที่มา:กรุงเทพธุรกิจ(30ม.ค50)

คมนาคมสั่งใช้ดอนเมือง เฉพาะในประเทศ-ชงครม.6กพ.-อีก45วันย้ายได้


โพสต์ทูเดย์ — คมนาคม ตัดสินย้ายสายการบินในประเทศไปใช้ที่ดอนเมือง แต่ให้ขึ้นกับความสมัครใจ เตรียมเสนอ ครม.เห็นชอบ 6 กุมภาพันธ์นี้

พล.ร.อ.ธีระ ห้าวเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า ใน การสรุปผลของการใช้ประโยชน์ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิมีข้อยุติว่า จำเป็นต้องย้ายสายการบินในประเทศที่ไม่ต้องต่อเครื่องระหว่างประเทศ ไปใช้สนามบินนานาชาติกรุงเทพ (ดอนเมือง) เป็นการชั่วคราวก่อน โดยขอให้สายการบินเป็น ผู้สมัครใจย้ายเองเท่านั้น โดยจะเร่งเสนอเรื่องให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) ภายในวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2550 นี้


ส่วนการจะย้ายบริการสายการบินในประเทศเป็นการชั่วคราวหรือถาวรนั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องสรุปร่วมกันอีกครั้งหนึ่ง


สำหรับสาเหตุที่ต้องให้ย้าย เนื่องจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิมีปัญหาหลายประการ อาทิ แท็กซี่เวย์ รันเวย์ หลุมจอด แตกร้าว ฯลฯ ซึ่งก่อให้เกิดความแออัดในท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเป็นอย่างมาก


“หลังการประชุมครั้งนี้คงไม่มีการเรียกสายการบินมาหารืออีก เพราะการประชุมของกระทรวงคมนาคมถือว่าสิ้นสุด ส่วนจะย้ายเมื่อไรนั้น คาดว่าหลัง ครม.อนุมัติแล้ว อาจต้องใช้ระยะเวลาประมาณ 45–60 วัน ในการเตรียมการ” พล.ร.อ.ธีระ กล่าว


ร.ท.อภินันทน์ สุมนะเศรณี กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ (ดีดี) บริษัท การบินไทย กล่าวว่า ในส่วนของการบินไทย พร้อมที่จะย้ายเที่ยวบินกลับมาใช้ที่ ดอนเมืองทุกเส้นทาง แต่เส้นทางหลักที่มีนักท่องเที่ยวต่างประเทศที่ต้องการต่อเที่ยวบิน เช่น กรุงเทพฯ เชียงใหม่ ภูเก็ตกระบี่ การบินไทยจะคงมีทั้ง 2 สนามบิน คือ ดอนเมือง และสุวรรณภูมิ


นายทัศพล แบเลเว็ลด์ ประธาน เจ้าหน้าที่บริหาร สายการบินไทยแอร์เอเชีย กล่าวว่า ไทยแอร์เอเชียไม่สามารถย้ายกลับมาได้ เนื่องจากไทยแอร์เอเชียต้องใช้เครื่องบินหมุนเวียนทั้งเส้นทางภายในประเทศและระหว่างประเทศ จึงไม่สามารถแบ่งการบริการบางส่วนกลับมาที่สนามบินดอนเมืองได้ เพราะต้องมีฐานปฏิบัติการอยู่ในที่เดียวกัน


นายพินิจ สาหร่ายทอง ผู้อำนวยการท่าอากาศยานดอนเมือง กล่าวว่า พร้อมรองรับเที่ยวบินที่จะกลับมาใช้ดอนเมือง หากเร่งด่วนสามารถใช้เวลา 2 สัปดาห์ก็กลับมาใช้ได้ แต่ถ้าจะให้มีความปลอดภัย และความสะดวกต้องใช้เวลา 45 วัน

ที่มา:โพสต์ทูเดย์(30ม.ค50)

January 29, 2007

สิงคโปร์สบช่องสุวรรณภูมิเดี้ยง ชิงเบอร์1เอเชีย-จี้รัฐเร่งผ่าทางตัน

วิกฤต "สุวรรณภูมิ" ไทยพลาดท่าชิงความเป็น "ฮับการบิน" ภูมิภาคเอเชีย "สิงคโปร์" วางกลยุทธ์ลึกล้ำ ดันสนามบินชางยี-คอมเพล็กซ์กาสิโนดูดเงินจากนักท่องเที่ยวทั่วโลก จับตา "เวียดนาม" ชูนโยบายสร้างสนามบินใหม่เทียบฟอร์มเมืองลอดช่อง "คมนาคม" ผ่าทางตันแก้ปัญหาซ้ำซาก ประกาศย้ายเที่ยวบินในประเทศ 30% กลับดอนเมือง ล้มข้อเสนอเอกชนขอรันเวย์เพิ่ม "หมอเสริฐ" ชี้ปมพื้นผิวลานบินร้าวไม่หยุดเพราะใช้ทรายและปูนหมดอายุ การบินไทยพร้อมย้ายในหนึ่งเดือน ผู้ประกอบธุรกิจดอนเมืองตีปีก TAGS ฉวยจังหวะขอสัมปทานคลังสินค้าดอนเมือง 4 หมื่น ตร.ม.คืน

ท่ามกลางมรสุมที่ถาโถมเมกะโปรเจ็กต์สนามบิน "สุวรรณภูมิ" กำลังมีแนวโน้มว่าประเทศไทยอาจต้องสูญเสียโอกาสทางธุรกิจไปอย่างน่าเสียดายในปีนี้ โดยเฉพาะความเป็นศูนย์กลางเอเชียด้านการบินและการท่องเที่ยว (ฮับ)

จากจำนวนผู้โดยสารที่ตั้งเป้าจะได้ 45 ล้านคน รายได้จากการท่องเที่ยวรวมทั้งนักท่องเที่ยวต่างชาติและคนไทยกว่า 8.4 แสนล้านบาท การส่งออก-นำเข้า สินค้าทางอากาศระหว่างประเทศกว่า 1.5 แสนล้านบาท การช็อปปิ้งจากร้านปลอดอากรและร้านค้าพาณิชย์สนามบิน 2 หมื่นล้านบาท รวมถึงการบินไทยซึ่งหวังจะทำยอดขายจากผู้โดยสารรวม 2 แสนล้านบาท

"สิงคโปร์" มีแต่ได้กับได้

ผู้เชี่ยวชาญด้านการบินวิเคราะห์ว่า ภาพรวมที่กล่าวมา โอกาสที่จะนำรายได้เข้าประเทศดูเหลือน้อยเต็มที เท่ากับว่า "อนาคตของชาติอาจต้องแขวนไว้กับสุวรรณภูมิ" เพราะระหว่างที่สุวรรณ ภูมิกำลังเพลี่ยงพล้ำจากปัญหาต่างๆ กลายเป็นว่า ชอตแรก "สิงคโปร์" สามารถใช้ประโยชน์จากจุดอ่อนเหล่านี้ขับเคลื่อนสนามบินชางยีเป็นโลว์คอสต์ฮับได้ง่ายขึ้น

ด้วยกลยุทธ์การผลักดันจากสมาชิกการบินเอเชียที่ปลดล็อกสิทธิการบิน โดยเปิดทางให้โลว์คอสต์แอร์ไลน์บินได้เสรี อีกทั้งก่อนหน้านี้กลางปี 2549 สิงคโปร์เปิดบริการอาคารผู้โดยสารต้นทุนต่ำ (low cost terminal) และปลายปีก็ประกาศร่วมทุนโดยถือหุ้นใหญ่เปิดโลว์คอสต์แอร์ไลน์

แกนหลักมีไทเกอร์ แอร์เวย์ส, เจ็ตสตาร์ แอร์เวย์ส และซิลแอร์ ซึ่งวางโครงข่ายจุดบิน โดยใช้สนามบินภูมิภาคไทยถึง 5 แห่งคือ เชียงใหม่ กระบี่ ภูเก็ต หาดใหญ่ อุดรธานี เป็นฐานโลว์คอสต์เชื่อมโครงข่ายสนามบินชางยี-ไทย-เอเชีย

ชอตสองดึงให้สัมปทานกลุ่มทุนสหรัฐอเมริกาเป็นเวลา 30 ปี มูลค่าประมาณ 3 แสนล้านบาท เพื่อขยายกิจการระดับโลกเปิด "แซนด์ ลาสเวกัส คอมเพล็กซ์ เอ็นเตอร์เทนเมนต์" บริเวณอ่าวที่ไม่ห่างจากสนามบินชางยีเท่าใดนัก และเปิดเกาะเซนโทซาให้นักลงทุนสร้าง "ยูนิเวอร์แซล สตูดิโอ"

"สิงคโปร์ตั้งเป้าว่า เมื่อ 2 ธุรกิจเปิดให้บริการในปี 2551 จะดึงกำลังซื้อจากทั่วโลกเข้าประเทศได้ ไม่ต่ำกว่าปีละ 20 ล้านคน ถือเป็นยุทธศาสตร์ระดับประเทศที่ต้องการเติบโตแบบก้าวกระโดด"

จับตา "เวียดนาม" ก๊อบปี้โมเดลเดียวกัน

คู่แข่งอีกประเทศคือ "เวียดนาม" ที่วางโครงสร้างคล้ายสิงคโปร์ โดยจะเปิดสนามบินนานาชาติแห่งใหมˆปลายปี 2550 เพื่อรองรับผู้โดยสารได้เกินกว่า 40 ล้านคน ระหว่างปี 2550-2553 ให้สัมปทานการทำโซนนิ่งเขตเศรษฐกิจพิเศษและนิคมฯท่องเที่ยว

นอกจาก "โฮจิมินห์และฮานอย" รัฐบาลเวียดนามยังสร้างทำเลใหม่ โดยให้สัมปทานกลุ่มทุนยักษ์ใหญ่ของโลก 5 ชาติ มีสิงคโปร์ ญี่ปุ่น รัสเซีย สหรัฐอเมริกา และบรูไน หอบเงินกว่า 2 แสนล้านเข้าไปปักธงตามเมืองท่องเที่ยว เช่น ดานัง เกาะฟูกว้วกไอส์แลนด์ และอีกหลายเมือง เนรมิตเมืองใหม่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวครบวงจร ทั้งเมืองตากอากาศ เมืองรีสอร์ต เมืองมารีน่า เมืองสวนสนุกและเมืองท่องเที่ยวครบวงจร

สรุปว่า ทั้งสิงคโปร์และเวียดนามต่างเร่งการ ลงทุนเพื่อชิงความเป็น "ศูนย์กลาง" จากไทยได้ทุกเวลา โดยได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มทุนขนาดใหญ่ของโลกที่พร้อมให้ความช่วยเหลือ

คมนาคมยอมรับ 4 ปัญหาหลัก

ผลจากการสนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิมีปัญหาต่อเนื่องมา 4 เดือน ตั้งแต่เปิดใช้เมื่อ 28 กันยายน 2549 ลุกลามจนความจริงปรากฏจุดบกพร่อง 2 บริเวณใหญ่ซึ่งเป็นหัวใจของการบริหารและให้บริการสนามบิน คือ 1) การวางผังพื้นที่ใช้งานอาคารผู้โดยสารหลัก (main terminal) เทคโนโลยีสารสนเทศการบริหารสนามบิน (Airport Information Management Systems : AIMS) และสิ่งอำนวยความสะดวกเกือบทั้งหมด 2) การก่อสร้างในลานบินทั้งทางขับเครื่องบิน (taxi way) กับทางวิ่งเครื่องบิน (runway) พื้นผิวร่อนร้าวมากถึง 25 จุด ต้องปิดซ่อมสร้างกะทันหันมาตลอดเดือนมกราคม 2550

พลเรือเอกธีระ ห้าวเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า ยอมรับสุวรรณภูมิมีปัญหาครบวงจร 4 ส่วน ได้แก่ 1) ปัญหาทางเทคนิคการก่อสร้างในลานบินแท็กซี่เวย์และรันเวย์ร่อนร้าว พื้นผิวที่เกิดจากแรงดันน้ำและดินใต้สนามบินทรุดขยายพื้นที่เพิ่มขึ้นตามลำดับ 2) ปัญหาการบริหารจัดการพื้นที่และสิ่งอำนวยความสะดวกอาคารผู้โดยสาร 3) ข้อจำกัดการให้บริการเที่ยวบินขึ้นและลงขณะปิดซ่อมบางส่วนปรับปรุงทุกวัน 4) การพิจารณาจะย้ายเที่ยวบินในประเทศบางส่วนจากสุวรรณภูมิกลับดอนเมือง 30%

เอกชนชำแหละแผนซ่อม-สร้าง

นายแพทย์ปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ ผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด เจ้าของบางกอกแอร์เวย์ส และเจ้าของสนามบินอินเตอร์ 3 แห่ง เกาะสมุย เกาะช้าง สุโขทัย และนักวิเคราะห์การบินทั้งไทยและนานาชาติ กล่าวกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ในลักษณะเดียวกันคือรัฐบาลไทยและกระทรวงคมนาคมต้องเร่งตัดสินใจผ่าทางตันปัญหาสุวรรณภูมิ มีทางเลือกที่ทำได้ทันทีวันนี้พรุ่งนี้ที่ทำพร้อมกันได้ 3 วิธี

วิธีที่ 1 ย้ายเที่ยวบินภายในประเทศที่ไม่ต้องต่อเที่ยวบินไปยังจังหวัดอื่นหรือต่างประเทศจากสุวรรณภูมิกลับดอนเมืองทันที 30-35% ของเที่ยวบินที่มีอยู่ทั้งหมดขณะนี้ประมาณ 470 เที่ยว/วัน เพื่อบรรเทาความบอบช้ำของพื้นผิวรันเวย์สุวรรณภูมิ รันเวย์ 1 และ 2 สามารถปิดซ่อมได้ เมื่อเที่ยวบินลดลง 30% การจัดจราจรบนน่านฟ้าและการเตรียมสิ่งอำนวยความสะดวกในลานบินกับการซ่อมบำรุงก็จะทำให้เสร็จเร็วขึ้น จากปัจจุบันยังไม่รู้ว่าพื้นผิวแท็กซี่เวย์กับรันเวย์ที่ร่อนร้าวไปจนถึงตัวอาคารจะทำให้เสร็จภายในเวลากี่เดือน เมื่อแบ่งการจราจรชั่วคราวกลับไปดอนเมือง ก็จะสามารถควบคุมกรอบเวลาการซ่อมที่ชัดเจนให้ไม่เกินได้ไม่เกิน 6-8 เดือน

วิธีที่ 2 รัฐบาลต้องมีนโยบายให้บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) "ทอท." ลงทุนสร้างรันเวย์เฟส 2 ทันที เพิ่มรันเวย์ 3 และ 4 ให้แล้วเสร็จภายในไม่เกิน 18 เดือน คาดว่าจะใช้เงินลงทุนอีกรันเวย์ละประมาณ 12,000 ล้านบาท แต่เชื่อได้ว่ามีแหล่งเงินพร้อมสนับสนุนเต็มที่

แต่ต้องเปลี่ยนวิธีการก่อสร้างรันเวย์ใหม่ทั้ง หมด เพราะของเดิมที่ใช้ระบบ PVD เนื่องจากสุวรรณภูมิเป็นหนองน้ำขนาดใหญ่มาก่อน แต่รัฐบาลที่ผ่านมาดันมีนโยบายประหยัดงบฯก่อสร้างจาก 1.5 แสนล้านบาท เหลือประมาณ 1.2 แสนล้านบาท ประกาศเป็นผลงานว่าช่วยชาติประหยัดต้นทุนได้ถึง 3.6 หมื่นล้านบาท

การประหยัดโดยไม่จำเป็นได้ก่อให้เกิดความเสียหายมาถึงวันนี้และอนาคต เรื่องใหญ่คือการลงทุนด้านเทคนิคถมพื้นที่สนามบินด้วยการใช้ท่อพลาสติกสวมลงไปนำทรายที่ไม่ได้สเป็กหรือหมดอายุการใช้งานมาอุดไว้ มาถึงวันนี้ก็เห็นแล้วว่าการลดสเป็กและวัสดุก่อสร้างใต้ดินขาดคุณภาพกันน้ำซึมใต้พื้นผิวดินไม่ได้จึงมาผิวรันเวย์ร่อนร้าวเสียหายมหาศาล

วิธีที่ 3 ต้องปิดซ่อมรันเวย์ 1 และ 2 ซึ่งขณะนี้ใช้งานรองรับเครื่องบินขึ้น-ลงได้เพียง 70% เท่านั้น เพราะนอกจากปัญหาเทคนิคพื้นผิวรันเวย์ต้องซ่อมแล้ว ยังมีปัจจัยเรื่องมลพิษเสียงไปกระทบชุมชน ถึงขั้นต้องหลีกเลี่ยงการใช้งานรันเวย์เป็นขึ้นทางเดียว ลงทางเดียว ถูกข้อจำกัดบีบจนเหลือทาง ออกน้อยมาก

ผู้เชี่ยวชาญการบินจากทุกกลุ่มยืนยันว่า ถ้ารัฐบาลรีบตัดสินใจด้วยการใช้ทั้ง 3 วิธีไปพร้อมกัน การคลี่คลายสถานการณ์การใช้สุวรรณภูมิและดอนเมืองจะผ่าทางตันได้เร็วมากขึ้นเท่านั้น แต่ถ้ารัฐบาลยังยืดเยื้อไม่ตัดสินใจผลกระทบที่จะก่อให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจจะยิ่งบานปลาย

ทั้งผลด้านการบินโดยตรงที่ ทอท.ควรจะมีรายได้ปีละ 12,000 ล้านบาท อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวปีนี้ควรจะได้อย่างต่ำ 8.4 แสนล้านบาท บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ควรจะได้ 2 แสนล้านบาท การขนส่งสินค้าทางอากาศควรจะทำเงินเข้าประเทศปีละ 1 แสนล้านบาท และธุรกิจร้านค้าเชิงพาณิชย์ควรจะดึงกำลังซื้อหมุนเวียนให้เป็นไปตามเป้า 2 หมื่นล้านบาท

เงื่อนไขทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่การตัดสินใจของรัฐบาลและกระทรวงคมนาคมในวันนี้พรุ่งนี้ ไม่สามารถซื้อเวลาได้ต่อไป

"ธีระ" สรุปผ่าทางตัน 2 แนวทาง

พลเรือเอกธีระ ห้าวเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยภายหลังการให้นโยบายด้านการบิน เมื่อวันที่ 26 มกราคมที่ผ่านมาว่า ขณะนี้สุวรรณภูมิมีปัญหารอบด้าน ในเบื้องต้นขอย้ำจุดยืนว่ารัฐบาลจะใช้สนามบินนานาชาติทั้ง 2 แห่งควบคู่กันไป

โดยให้ย้ายเที่ยวบินในประเทศบางส่วนกลับสนามบินดอนเมือง ส่วนสุวรรณภูมิให้ปิดพื้นที่เร่งซ่อมแซมเพื่อให้กลับมาใช้งานได้ตามมาตรฐานการบินอย่างเร็วที่สุด

"ขอให้ทุกฝ่ายยึดหลักปฏิบัติเดียวกันภายใน 1 เดือนนี้ เพื่อให้งานสัมฤทธิ์ผลตาม 2 แนวทาง

แนวทางแรก ต้องย้ายเที่ยวบินในประเทศบางส่วนกลับไปดอนเมืองรัฐบาลจะทำแน่นอน เพราะตนเองก็รู้มาก่อนตั้งแต่วันเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีแล้วว่าต้องเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ ส่วนจะย้ายไปดอนเมืองถาวรหรือไม่หรือจะย้ายกลับสุวรรณภูมิอีกครั้ง จะรอดูองค์ประกอบที่เป็นเงื่อนไขตามจริง เช่น แผนขยายการลงทุนมีจำกัดเรื่องงบประมาณใหม่ การซ่อมแซมแท็กซี่เวย์และรันเวย์ไม่เป็นไปตามเป้าหมาย

แนวทางสอง การปิดพื้นที่บางส่วนในลานบินที่ชำรุดซ่อมแซมให้ใช้งานได้ตามปกติ พื้นแท็กซี่เวย์ที่ร้อนจนร้าวได้รับรายงานจากฝ่ายบริหาร ทอท.แล้วว่าฝ่ายเทคนิคสามารถซ่อมให้เสร็จได้ทุกแผลภายในไม่เกิน 2 สัปดาห์

การบินไทยพร้อมย้ายภายใน 1 เดือน

กัปตันอภินันทน์ สุมนะเศรณี กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า เมื่อคมนาคมมีนโนบายให้ย้ายเที่ยวบินในประเทศบางส่วนกลับดอนเมืองก็สั่งการฝ่ายปฏิบัติงานเตรียมพร้อมทันที โดยขอเวลาให้รัฐบาลบอกล่วงหน้า 1 เดือน เพราะต้องทำเรื่องใหญ่ฮาร์ดแวร์ไอทีสนามบินที่จะให้บริการในดอนเมือง เช่น เคาเตอร์เช็คอิน รวมถึงการแบ่งฝูงบินไปใช้งาน 2 สนามบิน ทุกหน่วยพร้อมทำงานทันที

สำหรับเที่ยวบินในประเทศจุดต่อจุดที่การบิน ไทยจะย้ายกลับอาจมีถึง 80 % เพราะแต่ละวันมีมากกว่า 100 เที่ยวใน 13 เส้นทาง มีบางเที่ยวช่วงเวลาบินกลางวันจากสนามบินเชียงใหม่แทบจะไม่มีผู้โดยสารต่อเครื่องควรย้ายไปบินดอนเมือง แต่ส่วนเที่ยวบินในประเทศจากสนามบิน 3 จังหวัดที่มีผู้โดยสารต่างประเทศคับคั่ง ภูเก็ต เชียงใหม่ (บางส่วน) กระบี่ จะใช้สุวรรรภูมิเป็นหลัก

นายอนุพงษ์ โรจน์นครินทร์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทย แอร์พอร์ตส กราวด์ เซอร์วิสเซส จำกัด (TAGS) กล่าวว่าในฐานะที่เคยเป็นบริษัทลูกของ ทอท.ทำธุรกิจในดอนเมืองมายาวนานทั้งการให้บริการภาคพื้นดินแก่สายการบิน บริการคลังสินค้าระหว่างประเทศ (cargo/friegther) ล้างเครื่องบิน บริการระบบไฟฟ้าเครื่องบิน 400 เฮิร์ตและระบบปรับอากาศ PC-AIR

ทันทีที่รัฐบาลมีนโยบายจะย้ายเที่ยวบินกลับดอนเมือง TAGS ได้ทำหนังสือส่งถึงพลเอกสพรั่ง กัลยาณมิตร ประธานและบอร์ด ทอท.เมื่อ 2 สัปดาห์ที่แล้ว ขอให้พิจารณา TAGS ใช้ใบอนุญาตทำคลังสินค้าดอนเมืองขนาด 40,000 ตร.ม.ได้สิทธิ์นี้ต่อไปโดยไม่ต้องประมูลแข่งกับใคร


ที่มา:ประชาชาติธุรกิจ (29ม.ค50)

หนองงูเห่าเน่า100รายการ

‘สรรเสริญ’ชู5มาตรการด่วน ฟื้นศรัทธานักลงทุนไทย/เทศ

โพสต์ทูเดย์ — “สรรเสริญ” ไล่บี้สะสางปัญหาสนามบินสุวรรณภูมิ พบมีปัญหากว่า 100 รายการ เดินหน้า 5 มาตรการฟื้นฟูความเชื่อมั่นจากไทย-เทศ


นายสรรเสริญ วงศ์ชะอุ่ม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า ปัจจุบันปัญหาที่เกิดขึ้นและกระทบต่อความสะดวกปลอดภัยของผู้โดยสารในสนามบินมีกว่า 100 รายการ อาทิ หลังคารั่ว ห้องน้ำไม่เพียงพอ ระบบทำความเย็นหรือแอร์กระจายไม่ทั่วถึง เป็นต้น จึงได้มอบหมายให้คณะกรรมการบริหาร บริษัท ท่าอากาศยานไทย (ทอท.) ซึ่งมีคณะ อนุกรรมการดูแลเรื่องนี้เข้ามาตรวจสอบรายละเอียด และศึกษาข้อมูลที่เกี่ยวข้องทั้งหมด เนื่องจากบางรายการยังอยู่ในช่วงการรับประกันของเอกชน


ขณะนี้ทางกระทรวง คมนาคมจำเป็นต้องเร่งแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นภายในสนามบินสุวรรณภูมิให้แล้วเสร็จโดยเร็ว เพราะจะต้องผลักดันให้สนามบินดำเนินการได้ตามปกติ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้โดยสารและผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด


ทั้งนี้ ได้วางแผนฟื้นฟูเบื้องต้น ได้แก่ 1.ปรับปรุงเรื่องการอำนวยความสะดวก และความปลอดภัยให้แก่ผู้โดยสาร 2.การบริหารจัดการภายในอาคารผู้โดยสารให้มีระเบียบปราศจากสิ่งกีดขวางในการเดินทาง 3.การบริหารจัดการคลังสินค้า เพื่อสนองความต้องการของผู้ประกอบการส่งออก-นำเข้า 4.อำนวยความสะดวกในการเดินทางแก่ผู้โดยสาร โดยเฉพาะการขจัดปัญหาแท็กซี่ผีภายในสนามบิน และ 5.แก้ไขปัญหามลพิษทางเสียงให้แก่ประชาชนบริเวณรอบๆ สนามบินสุวรรณภูมิ


ที่ผ่านมา ปัญหามลพิษทางเสียงที่กระทบต่อประชาชนที่อยู่อาศัยใกล้สนามบินสุวรรณภูมินั้น ทำให้ประชาชนรู้สึกว่า ทอท.ไม่มีความจริงใจในการแก้ไขปัญหา ฉะนั้น ต่อไปจะต้องเร่งดำเนินการเรื่องนี้ ซึ่งจะต้องจ่ายค่าชดเชยให้ประชาชนเร็วที่สุด โดยเฉพาะประชาชนที่อยู่ใกล้สนามบินในระยะ 200 เมตร เพราะ ได้รับผลกระทบจากเสียงเครื่องบินมากที่สุด


อย่างไรก็ตาม หากกระทรวงคมนาคมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหารือและได้ข้อสรุปเรื่องการย้ายสายการบินบางส่วนกลับสู่สนามบินดอนเมืองแล้ว คาดว่าจะสามารถแก้ไขปัญหาเรื่องแท็กซี่ผีได้อย่างรวดเร็วเช่นกัน ซึ่งข้อยุติเรื่องการย้ายสายการบินบางส่วนนั้น คาดว่าจะมีข้อสรุปในช่วงปลายเดือนมกราคม 2550 นี้


นายสรรเสริญ กล่าวอีกว่า ในอนาคตสนามบินสุวรรณภูมิจะต้องมีแผนขยายการดำเนินงานอย่างแน่นอน อาจก่อสร้างอาคารผู้โดยสาร รันเวย์ ฯลฯ เพิ่มเติม รองรับปริมาณผู้โดยสารที่เพิ่มขึ้นในแต่ละปี และแผนงานดังกล่าวจะต้องมีความชัดเจน เพราะการลงทุนใดๆ จะต้องไม่ก่อให้เกิดภาระหนี้สินแก่ ทอท. หรือกระทบเศรษฐกิจการเงินของประเทศด้วย


ที่มา:โพสต์ทูเดย์ (29ม.ค50)

January 28, 2007

สุวรรณภูมิป่วน ‘บินไทย’ดีเลย์ หนีจราจรแน่น

โพสต์ทูเดย์ — รันเวย์สุวรรณภูมิป่วน ส่งผลการจราจรทางอากาศหนาแน่น ทำเครื่องบินไทยดีเลย์ตลอดบ่าย แถมท่อห้องน้ำในอาคารผู้โดยสารชั้น 2 แตกอีก

แหล่งข่าวจากวงการการบิน เปิดเผยว่า ตั้งแต่ช่วงบ่ายวันที่ 27 มกราคม ที่ผ่านมา ปริมาณการจราจรทางอากาศ เหนือสนามบินสุวรรณภูมิ มีปัญหาอย่างมาก เนื่องจากบริษัท ท่าอากาศยานไทย ยังไม่สามารถจัดการในเรื่องการจราจรทางอากาศได้


“เครื่องบินที่ร่อนลงต้องใช้เวลานาน กว่าจะแล่นเข้าสู่พื้นที่จอดได้ เพราะต้องหลบหลีกรันเวย์ และแท็กซี่เวย์ที่เสียหาย ส่งผลให้การจราจรทางอากาศบนสนามบินสุวรรณภูมิมีความหนาแน่นมากกว่าปกติ ทำให้บริษัท การบินไทย ตัดสินใจเลื่อนเวลาการบิน (ดีเลย์) เที่ยวบินต่างๆ ในช่วงบ่ายวันที่ 27 มกราคม เป็นเวลากว่า 1 ชม.เพื่อหลีกเลี่ยงการบินวนเหนือสนามบินเพื่อรอการลงจอด” แหล่งข่าวระบุ


ด้านแหล่งข่าวจากบริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย (บวท.) เปิดเผยว่า กรณีที่เครื่องบินภายในประเทศของบริษัท การบินไทย ดีเลย์ตลอดบ่ายวันที่ 27 มกราคม อย่างต่อเนื่อง ไม่ได้เกิดจากปัญหาการซ่อมแซมแท็กซี่เวย์ของบริษัท ท่าอากาศยานไทย (ทอท.) แต่อย่างใด


“สาเหตุที่แท้จริง เนื่องจากการจราจรทางอากาศภายในสนามบินสุวรรณภูมิ ช่วงเวลา 15.00-16.00 น. เป็นช่วงที่มีปริมาณเครื่องบินขึ้น-ลงมากเป็นปกติ ส่งผลให้เครื่องบินของสายการบินต่างๆ ล่าช้าได้ แต่ไม่เกิน 5-10 นาทีเท่านั้น ไม่ช้าเป็นชั่วโมงอย่างแน่นอน” แหล่งข่าวระบุ


อย่างไรก็ตาม ในส่วนของบริษัท วิทยุการบินฯ ได้เตรียมหารือเพื่อหาทางแก้ไขปัญหาการจราจรของเครื่องบิน และการเสียเวลาในการบินวนของเครื่องบินที่ต้องขึ้น-ลงบริเวณสนามบินสุวรรณภูมิ คาดว่าจะสามารถหาข้อสรุปได้ในไม่ช้า


ในขณะที่ช่วงเช้าวันเดียวกัน ได้เกิดเหตุท่อน้ำแตกบนฝ้าเพดานของห้องรับฝากกระเป๋า บริษัท CUNBB บริเวณชั้น 2 ของอาคารผู้โดยสารสนามบินสุวรรณภูมิ ซึ่งอยู่ติดกันกับสำนักงานตำรวจท่องเที่ยว ทำให้น้ำไหลนองพื้นจนพรมปูพื้นของห้องดังกล่าวได้รับความเสียหาย รวมจนถึงสัมภาระต่างๆ ที่วางกับพื้นได้รับความเสียหายไปด้วยเช่นกัน


นายสมชัย สวัสดีผล ผู้อำนวยการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เปิดเผยว่า ได้รับแจ้งเหตุดังกล่าวแล้ว และเมื่อลงพื้นที่ตรวจสอบ พบว่ามีท่อน้ำแตกจริงในห้องน้ำชั้น 2 และในขณะนี้ได้สั่งการให้มีการปิดวาล์วน้ำ เพื่อสำรวจความเสียหาย และทำการแก้ไขแล้ว


นายสมชัย เปิดเผยต่อว่า ปัญหาดังกล่าวเป็นเรื่องเล็กน้อยที่สามารถแก้ไขและซ่อมแซมได้อย่างรวดเร็ว


ที่มา:โพสต์ทูเดย์ (28ม.ค50)

วุ่นไม่รู้จบสุวรรณภูมิ ประปารั่วกระจกตึกมีรอยร้าว

แฉอีกสนามบินสุวรรณภูมิมีปัญหาหลายจุดนอกจากรันเวย์-แท็กซี่เวย์ที่ร้าวแล้ว อาคารสินค้าเขตปลอดอากรที่ไม่มีการถมทรายในชั้นรากฐาน และการก่อสร้างหลังคาที่ไม่ได้มาตรฐาน อาจพังลงมาได้ทุกเวลา และอาคารผู้โดยสารหลังเกิดทรุดจนกระจกบางส่วนเริ่มแตกร้าวแล้ว "อลงกรณ์ พลบุตร" จี้ตรวจสอบโดยด่วน พร้อมเสนอย้ายการบินในประเทศไปอยู่ดอนเมืองเพื่อลดความคับคั่ง ส่วนที่สุวรรณภูมิยังวุ่นไม่เลิกท่อประปาแตกอีก น้ำทะลักเข้าอาคารและห้องควบคุมไฟฟ้า ผอ.สุวรรณภูมิอ้างแค่ท่อในห้องน้ำแตกเท่านั้น แต่ให้ตรวจละเอียดว่าจะมีปัญหาในจุดอื่นๆ อีกหรือไม่

เมื่อวันที่ 27 ม.ค. นายอลงกรณ์ พลบุตร รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะประธานคณะทำงานตรวจสอบการทุจริต กล่าวถึงกรณีการตรวจสอบพบปัญหาจากการทุจริตในสนามบินสุวรรณภูมิเพิ่มเติม ภายหลังพบปัญหาแท็กซี่เวย์และรันเวย์ร้าวหลายจุดก่อนหน้านี้ ว่า จากการตรวจสอบพบจุดอันตรายในสนามบินเพิ่มเติมอีก 2 จุด คือ 1.อาคารสินค้าเขตปลอดอากรที่ไม่มีการถมทรายในชั้นรากฐาน และการก่อสร้างหลังคาที่ไม่ได้มาตรฐาน อาจพังลงมาได้ทุกเวลา และ 2.อาคารผู้โดยสารหลักอาจเกิดการทรุดตัวของอาคาร โดยพบว่ากระจกด้านริมอาคารเริ่มที่จะปริแตก ซึ่งทางท่าอากาศยานไทย(ทอท.)ควรเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงในเรื่องนี้โดยเร็ว ซึ่งทอท.สามารถตรวจสอบข้อมูลการก่อสร้างกับบริษัทที่ปรึกษาการก่อสร้างสนามบินสุวรรณภูมิ หรือบริษัทพีเอ็มซี ก็จะทราบถึงปัญหาที่รัฐบาลชุดที่แล้วหมกเม็ดไว้ จึงเห็นว่ากระทรวงคมนาคมจะต้องเร่งตัดสินใจเกี่ยวกับอนาคตของสนามบินสุวรรณภูมิให้เสร็จสิ้นภายในเดือนมีนาคมนี้ เพราะอาจส่งผลกระทบต่อการเป็นศูนย์กลางการบินของเอเชียได้

"ปัญหารันเวย์และแท็กซี่เวย์ทรุด พรรคได้เคยเสนอให้รัฐบาลที่แล้วได้พิจารณาแก้ไขก่อนการเปิดใช้สนามบินในเดือนกันยายนปี 2549 แต่กลับไม่ได้รับความสนใจ ดังนั้นรัฐบาลปัจจุบันจะต้องให้คณะตรวจสอบการกระทำอันก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ(คตส.) ดำเนินการเอาผิดกับอดีตนายกฯและประธานคณะกรรมาธิการบริหารการพัฒนาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ(กทภ.) รวมไปถึงรัฐมนตรีคมนาคมทุกคน นับตั้งแต่รัฐบาลทักษิณหนึ่งและสองเข้ามาบริหารประเทศ เพราะถือว่ามีส่วนร่วมในการสร้างความเสียหายแก่รัฐโดยตรง" นายอลงกรณ์ กล่าว

นายอลงกรณ์ กล่าวด้วยว่า กระทรวงคมนาคมสมควรกำหนดวันที่จะเปิดใช้สนามบินดอนเมืองในเดือนเมษายนนี้ และสมควรย้ายเที่ยวบินภายในประเทศแบบ Point to point และสายการบินต้นทุนต่ำกลับไปทั้งหมด เพื่อเป็นการลดภาระของสนามบินสุวรรณภูมิในการรองรับผู้โดยสารกว่า 9 ล้านคนต่อปี นอกจากนี้ทางทอท.ยังสามารถที่จะนำยุทธศาสตร์การแก้ไขปัญหาที่พรรคประชาธิปัตย์เคยเสนอแนะไปก่อนหน้านี้มาพิจารณาปรับใช้โดยไม่ต้องปิดการใช้งานสนามบินทั้งหมดได้อีกด้วย

เมื่อเวลา 11.00 น. วันเดียวกันท่าอากาศยานสุวรรณภูมิได้ระดมพนักงานรักษาความสะอาดกว่า 20 คน พร้อมอุปกรณ์ทำความสะอาดและเครื่องดูดฝุ่นขนาดใหญ่ มาเก็บกวาดน้ำที่ทะลักท่วมภายในอาคารผู้โดยสาร ชั้น 2 เนื่องจากข้อต่อท่อน้ำประปาที่ติดตั้งอยู่บริเวณชั้น 3 ของอาคารได้หลุดร่วงลงทำให้ท่อน้ำขาดและน้ำทะลักออกมา บางส่วนไหลท่วมห้องควบคุมระบบไฟฟ้า ท่อร้อยสายไฟ รวมทั้งห้องปฏิบัติการของศุลกากร สร้างความตกตะลึงให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวที่มาใช้บริการสนามบินจำนวนมาก

นายสมชัย สวัสดีผล ผู้อำนวยการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ กล่าวว่าเป็นเพียงท่อในห้องน้ำบริเวณด้านทิศตะวันออกของอาคารผู้โดยสารแตกเท่านั้น ทำให้น้ำไหลนองบริเวณหน้าห้องศุลกากร ซึ่งเป็นที่เก็บกระเป๋า ส่วนเรื่องความเสียหายขณะนี้กำลังให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบอยู่ โดยในเบื้องต้นจะตรวจสอบว่าน้ำที่ไหลลงมาบริเวณห้องแอร์และห้องศุลกากรนั้น สร้างปัญหาให้กับตัวอาคารหรือไม่ อย่างไรก็ตามในเบื้องต้นได้ดำเนินการปิดวาล์วเเละทำการซ่อมเเซมเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ก่อนหน้านี้ ได้เกิดอุบัติเหตุบริเวณเสาตอม่อ โครงการแอร์พอร์ตลิ้งก์ ซึ่งเป็นโครงเหล็กล้มทับคนงานของ บริษัท ซิโนไทย เสียชีวิต 1 ราย ทราบชื่อ คือนายรุ่งชัย มุ่งพูนกลาง อายุ 18 ปี และบาดเจ็บ 4 คน โดยเกิดจากรถบรรทุก 6 ล้อไปเกี่ยวลวดสะลิงยึดโครงเหล็กขาด จึงเสียสมดุลและล้มลง

นายชัยศักดิ์ อังค์สุวรรณ อธิบดีกรมการขนส่งทางอากาศ (ขอ.) กล่าวถึงใบอนุญาตทำการบินชั่วคราว (Interim Aerodrome Certificate) ของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ที่หมดอายุไปแล้วว่า จะไม่ส่งผลกระทบกับการทำการบินของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิในขณะนี้ เนื่องจากใบอนุญาตดังกล่าว ไม่ได้เป็นตัวกำหนดว่าท่าอากาศยานจะทำการบินได้หรือไม่ โดยปกติท่าอากาศยานนานาชาติแห่งอื่น เช่นท่าอากาศยานกรุงเทพ (ดอนเมือง) ท่าอากาศยานหาดใหญ่ รวมถึงท่าอากาศยานแห่งอื่นๆ ทั่วโลก ก็ไม่ได้มีใบอนุญาต ทั้งชั่วคราว และถาวร ที่เรียกว่า Aerodrome Certificate เช่นกัน แต่ก็สามารถทำการบินได้ตามปกติ

ส่วนสาเหตุที่ขอ. ยังไม่ออกใบอนุญาตทั้งชั่วคราวและถาวรให้สนามบินสุวรรณภูมิ อธิบดีกรมการขนส่งทางอากาศ กล่าวว่า เนื่องจากยังมีปัญหาการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่หลายส่วนในสนามบิน ตามคู่มือที่เรียกว่า Aerodrome Operation Manual ขององค์กรการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (International Civil Aviation Organisation) หรือ ICAO ยังไม่มีความสัมพันธ์กัน โดยหลังจากนี้จึงถือว่าอยู่ในขั้นตอนของการปรับปรุงเพื่อรอกระบวนการทางกฎหมาย

"สำหรับการออกใบอนุญาตชั่วคราวหรือถาวรในอนาคต จะเป็นไปตามกระบวนการของกฎหมาย และระเบียบการบินใหม่ ซึ่งต้องมีการออกใบอนุญาต โดยการแก้ไขพระราชบัญญัติขนส่งทางอากาศ ให้การทำการบินระหว่างประเทศ สนามบินจะต้องมีใบอนุญาตที่เรียกว่า Aerodrome Certificate รับรอง โดยการแก้ไขกฎหมายในขณะนี้อยู่ระหว่างการแก้ไขกฎกระทรวง ซึ่งได้มีการเสนอร่างให้สำนักงานกฤษฎีกาพิจารณา คาดว่าจะแล้วเสร็จภายใน 2-3 เดือนข้างหน้า" นายชัยศักดิ์ กล่าว

ที่มา:ข่าวสด(28ม.ค50)

January 27, 2007

สั่งปิดซ่อม1ปีรันเวย์สุวรรณภูมิ คาดใช้งบถึง3พันล."ดอนเมือง"สำรอง!

สั่งปิดซ่อมแล้วรันเวย์สนามบินสุวรรณภูมิ คาดนานหลายเดือนอาจถึง 1 ปี ใช้งบประมาณถึง 3 พันล้านบาทพร้อมขุดเจาะพื้นทรายใต้สนามบินนำมาตรวจสอบในห้องแล็บ "ธีระ ห้าวเจริญ"สั่งเร่งซ่อมแซมให้เสร็จโดยเร็ว "สุรยุทธ์ จุลานนท์"เชื่อไม่ถึงขั้นต้องปิดสนามบิน ด้านทอท.อนุมัติงบ 15 ล้านปรับปรุงรันเวย์สนามบินดอนเมืองไว้รองรับ กำหนดเสร็จภายใน 45 วัน บรรหาร แนะปิดสุวรรณภูมิแล้วหันมาใช้ดอนเมืองแทน "สนธิ บุญยรัตกลิน"ประธานคมช.อาย ไม่อยากพูดถึงปัญหาสุวรรณภูมิ หลังซีเอ็นเอ็นขอสัมภาษณ์

เมื่อเวลา 10.50 น. วันที่ 26 ม.ค. ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงปัญหารอยร้าวในสนามบินสุวรรณภูมิว่า นายต่อตระกูล ยมนาค กรรมการ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. รายงานในที่ประชุมครม. เมื่อวันที่ 23 ม.ค. ที่ผ่านมาว่า จะต้องใช้เวลาตรวจสอบความเสียหายที่เกิดขึ้นบริเวณแท็กซี่เวย์และรันเวย์ประมาณ 2 สัปดาห์ โดยจะใช้หลักวิชาการเข้ามาตรวจสอบจากหน่วยงานที่เป็นกลาง ขณะนี้สนามบินสุวรรณภูมิยังสามารถบริหารจัดการโดยยืนอยู่บนพื้นฐานของความปลอดภัยของผู้โดยสาร แต่อาจจะมีความลำบากบ้าง แต่กระทรวงคมนาคม และ ทอท. ยังยืนยันว่าสามารถบริหารจัดการได้

"ใน 2 สัปดาห์ เราจะตรวจสอบว่าปัญหาที่เกิดขึ้นอยู่ในระดับไหน สามารถแก้ไขซ่อมแซม โดยใช้เวลามากหรือน้อยเพียงใด และขณะนี้ยังไม่จำเป็นต้องปิดการใช้สนามบิน ขอรอดูผลการตรวจสอบก่อน" นายกฯกล่าว

เมื่อถามว่า ปัญหาที่เครื่องบินบางส่วนไม่สามารถลงจอดได้ ต้องเปลี่ยนไปลงที่สนามบินอู่ตะเภา จะส่งผลต่อความเชื่อมั่นของต่างประเทศหรือไม่ พล.อ.สุรยุทธ์ กล่าวว่า ขณะนี้เครื่องบินยังลงจอดได้ เพียงแต่ไม่สะดวก คือบริเวณหลุมจอดชำรุดไปพอสมควร ทำให้งวงที่จะรับผู้โดยสารเข้าไม่ได้ประมาณ 10 แห่งจาก 50 แห่ง ถือว่ายังอยู่ในเกณฑ์ที่ยอมรับได้

ผู้สื่อข่าวถามว่าความบกพร่องที่เกิดขึ้นมาจากอะไร นายกฯ กล่าวว่า ต้องรอผลการตรวจสอบ บ้านพักของตนอยู่บริเวณนั้นทราบดีว่าพื้นดินมีการทรุดตัวค่อนข้างมาก โดยเฉพาะอาคารที่สร้างมานานแล้วจะเห็นได้ชัดว่าพื้นดินทรุดตัวต่ำลงไป เมื่อถามว่าจะส่งผลต่อความเชื่อมั่นของสายการบินต่างประเทศหรือไม่ พล.อ.สุรยุทธ์กล่าวว่า ในแง่ความเชื่อมั่น มีหน่วยงานและองค์กรการบินระหว่างประเทศตรวจสอบดูแลอยู่ รมว.คมนาคมก็บอกแล้วว่าจะเร่งตรวจสอบเรื่องนี้ให้เร็วที่สุด โดยคำนึงถึงความปลอดภัยในชีวิตของผู้โดยสารที่เดินทางไปมา ซึ่งเป็นความจำเป็นสูงสุดที่เราต้องคำนึงถึงเรื่องของความเชื่อมั่นเป็นปัจจัยที่เกี่ยวโยงกับความปลอดภัยในชีวิตของผู้โดยสาร จึงขอให้ทุกฝ่ายเข้าใจว่าเราตระหนักและพยายามที่จะทำให้เกิดความเชื่อมั่นมากที่สุด

ด้านพล.ร.อ.ธีระ ห้าวเจริญ รมว.คมนาคม กล่าวว่า ให้นโยบายกับผู้บริหาร บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. เร่งดำเนินการซ่อมแซมทางวิ่ง หรือรันเวย์ และทางขับ หรือแท็กซี่เวย์ ที่มีปัญหาแตกร้าวโดยเร็ว เพื่อไม่ให้กระทบต่อความปลอดภัยของผู้โดยสาร และกระทบความเชื่อมั่นของสายการบินต่างๆ ที่มาใช้บริการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ แต่ทั้งนี้ยังมีความกังวลว่าการแก้ไขปัญหาด้วยการทยอยซ่อมรันเวย์ทีละจุดนั้น เป็นการแก้ไขปัญหาที่ตรงจุดหรือไม่

พล.ร.อ.ธีระ กล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการที่มีนายต่อตระกูล ยมนาค เป็นประธาน ซึ่งมีผู้เชี่ยวชาญจะประเมินหาแนวทางแก้ไขปัญหาโดยเร็ว พร้อมทั้งต้องสร้างความเชื่อมั่นในการใช้บริการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิโดยเร็วที่สุด เพราะปัญหาที่เกิดขึ้นยอมรับว่าส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของสายการบินต่างๆ แล้ว แต่ยืนยันว่าจะไม่เป็นการปิดรันเวย์ทั้งหมด แต่จะเป็นการปิดซ่อมแซมรันเวย์ในส่วนที่มีปัญหาเท่านั้น

"ปัญหาที่เกิดขึ้น ทำให้แนวคิดที่จะให้สายการบินโดยเฉพาะเที่ยวบินภายในประเทศต้องกลับไปใช้สนามบินดอนเมืองนั้นมีความเป็นไปได้มากขึ้น เพราะจะช่วยให้การซ่อมแซมเสร็จสิ้นอย่างสมบูรณ์ และยังเป็นการลดความแออัดของปริมาณการจราจรทางอากาศในท่าอากาศยานสุวรรณภูมิได้อีกทางหนึ่งด้วย ส่วนจะย้ายไปใช้สนามบินดอนเมืองเป็นการชั่วคราวหรือถาวรนั้นยังต้องหารือรายละเอียดอีกครั้ง โดยวันที่ 29 ม.ค.นี้จะชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาหารือเพื่อหาข้อสรุปอีกครั้ง แต่ยืนยันว่าจะไม่ปิดท่าอากาศยานสุวรรณภูมิทั้งหมด เพื่อกลับไปใช้สนามบินดอนเมืองอย่างแน่นอน" พล.ร.อ.ธีระ กล่าว

พล.ร.อ.ธีระ กล่าวต่อว่า ส่วนข้อเสนอที่จะให้มีการก่อสร้างรันเวย์ที่ 3 และ 4 เพิ่มเติมนั้นต้องพิจารณาให้รอบคอบ เพราะจะต้องใช้วงเงินก่อสร้างค่อนข้างสูง ขณะนี้ ทอท. ก็มีค่าใช้จ่ายที่จะต้องใช้แก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น เช่นปัญหาเรื่องเสียง

เรืออากาศโท ภาสกร สุระพิพิธ รองผู้อำนวยการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ กล่าวว่า เช้ามืดวันที่ 27 ม.ค. ตั้งแต่เวลา 02.00-06.00 น. ทอท. จะทำการปิดรันเวย์ฝั่งตะวันออก เพื่อซ่อมแซมรอยแตกล่อนหลังจากหน่วยปฏิบัติการของ ทอท. ตรวจสอบสภาพรันเวย์แล้ว พบว่าผิวรันเวย์บางส่วนยังมีรอยแตกล่อนอยู่ เพื่อความปลอดภัย ทอท.จึงสั่งปิดรันเวย์ทางด้านทิศตะวันออกทั้งหมด แล้วประสานไปยังหอบังคับการบินให้แจ้งกับสายการบินต่างๆ ที่จะลงจอดในช่วงเวลาดังกล่าวให้ย้ายรันเวย์ไปใช้ฝั่งทิศตะวันตกแทน ในช่วงเวลาดังกล่าวเป็นช่วงที่มีปริมาณการจราจรทางอากาศน้อยที่สุด และจะกระทบกับเที่ยวบินที่จะลงจอดและบินขึ้นจากสนามบินสุวรรณภูมิจำนวน 40 เที่ยวบินซึ่งเป็นเที่ยวบินจากต่างประเทศ 34 เที่ยวบิน และอีก 6 เที่ยวบินเป็นเที่ยวบินภายในประเทศ ซึ่งเที่ยวบินทั้งหมดจะต้องย้ายไปใช้รันเวย์ฝั่งตะวันตกทั้งหมดในช่วงเวลาดังกล่าว

"สำหรับการปิดแท็กซี่เวย์ที่เชื่อมต่อกับรันเวย์ฝั่งตะวันตกเมื่อเวลา 14.58 น. เมื่อวันที่ 25 ม.ค.ที่ผ่านมา ยอมรับว่าเป็นการปิดเพื่อซ่อมแซมรอยแตกร้าวของแท็กซี่เวย์และช่วงปลายรันเวย์ฝั่งตะวันตก เพื่อให้เกิดความปลอดภัยกับผู้โดยสาร จากการปิดรันเวย์และแท็กซี่เวย์ดังกล่าวส่งผลให้มีเที่ยวบินของการบินไทย 2 เที่ยวบินต้องบินวนและลงจอดเติมน้ำมันชั่วคราวที่สนามบินอู่ตะเภา อย่างไรก็ตามผลกระทบจากการปิดแท็กซี่เวย์และรันเวย์ดังกล่าวส่งผลให้มีหลุมจอดไม่เพียงพอต่อจำนวนเที่ยวบินที่ลงจอดและเกิดปัญหาการจราจรทางอากาศหนาแน่นกว่าปกติ แต่ทำการแก้ไขปัญหาเรียบร้อยแล้ว คาดว่าการปิดรันเวย์ฝั่งตะวันออกไม่น่าจะส่งผลกระทบต่อสายการบินต่างๆ มากนัก

นายต่อตระกูล ยมนาค กรรมการ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. กล่าวว่า การซ่อมแซมผิวรันเวย์และแท็กซี่เวย์ของสนามบินสุวรรณภูมินั้นยังไม่สามารถกำหนดได้ว่าจะใช้เวลานานเท่าใด แต่เบื้องต้นคาดว่าจะใช้เวลาหลายเดือนหรือสูงสุดกว่า 1 ปี และคาดว่าจะใช้วงเงินในการซ่อมแซมไม่น้อยกว่า 300 ล้านบาท หรือสูงสุด 3 พันล้านบาท

"การซ่อมแซมขณะนี้ยังไม่สามารถกำหนดเวลาว่าจะแล้วเสร็จเมื่อใด เนื่องจากหากมองในแง่ร้ายอาจต้องมีการทุบพื้นที่เพื่อก่อสร้างใหม่หรือมองในแง่ดีก็จะมีการซ่อมเพื่อปรับปรุงผิวแท็กซี่เวย์ให้สามารถใช้งานได้" นายต่อตระกูล กล่าว

นายต่อตระกูล กล่าวต่อว่า การซ่อมเมื่อวานนี้ เป็นการปิดซ่อมเร่งด่วน ใช้เวลาดำเนินการ 5 ชั่วโมง เพื่อให้รันเวย์เป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัย สำหรับการปิดซ่อมหลังจากนี้ ทอท.จะประสานงานไปยังกองทัพอากาศเพื่อขอใช้ท่าอากาศยานกรุงเทพ หรือดอนเมือง เป็นสนามบินสำรอง

นายต่อตระกูล กล่าวด้วยว่า การจะขอให้สนามบินดอนเมืองเป็นสนามบินสำรองหากมีการซ่อมแซมผิวรันเวย์ และแท็กซี่เวย์ของสนามบินสุวรรณภูมินั้นคงต้องใช้เวลาอีกประมาณ 45 วัน เนื่องจากขณะนี้สนามบินดอนเมืองอยู่ระหว่างการซ่อมผิวยางมะตอยของรันเวย์เช่นกัน ทั้งนี้จะมีการตรวจสอบรายละเอียดถึงผู้รับผิดชอบต่อความเสียหายของแท็กซี่เวย์ทั้งในส่วนของ ทอท., ผู้ออกแบบ หรือผู้รับเหมา ซึ่งจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบในการซ่อมแซมทั้งหมด

วันเดียวกัน นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย กล่าวถึงปัญหาแท็กซี่เวย์สนามบินสุวรรณภูมิชำรุดว่า หากตนเป็นพล.ร.อ.ธีระ ห้าวเจริญ รมว.คมนาคม จะไม่บอกว่าจะไม่ย้ายสนามบิน ตอนนี้ท่านต้องเตรียมการสนามบินดอนเมืองได้แล้ว ลงไปตรวจสอบแล้ว หากเกิดเหตุกะทันหันขึ้นมาจะทำอย่างไร ต้องเตรียมให้พร้อมแล้ว เพราะสันนิษฐานตามที่นายต่อตระกูล ยมนาค นายกสมาคมวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ พูดนั้นคงจะไม่ใช่แค่ 100 จุด มันจะเกิดทั่วไปหมดหลายร้อยจุดจนเครื่องบินลงไม่ได้ เพราะตอนนี้แท็กซี่เวย์ก็ลงไม่ได้แล้ว เมื่อวันที่ 25 ม.ค. เครื่องบินการบินไทยต้องบินไปเติมน้ำมันที่อู่ตะเภา ถือว่าเสียชื่อมากที่สุด ไม่ควรจะปิดบังอะไรแล้ว แต่สมควรที่จะต้องย้ายบางส่วนไปก็ได้

"เวลาเครื่องบินลงจะกระแทกกับพื้น จุดที่กระแทกจะมีปัญหา เพราะจุดที่ไม่ได้กระแทกอย่างแท็กซี่เวย์ยังร้าว เนื่องจากรับน้ำหนักไม่ได้มาก ดังนั้นพื้นส่วนอื่นๆ จะเป็นปัญหาด้วยในอนาคต เมื่อก่อนมีแค่ 10 จุด ตอนนี้กลายเป็น 100 จุดแล้ว คงไม่ไหว ผมว่าตอนนี้ถึงขั้นวิกฤตแล้ว ต้องเตรียมการรองรับได้แล้ว จะบอกว่าไม่ย้ายไม่ได้ ไม่ถูกต้อง หากเครื่องบินลงไม่ได้เลยจะทำอย่างไร จะเป็นอัมพาตกันทั้งสนามบิน" นายบรรหาร กล่าว

นายบรรหารกล่าวด้วยว่า ตนได้ฟังจากบางคนที่เกี่ยวข้อง พูดว่า "เป็นผม ผมปิดสนามบินไปแล้ว" แต่เขาไม่กล้าพูด ส่วนการตรวจสอบการทุจริตในสนามบินสุวรรณภูมิก็เห็นใจ คตส. เพราะส่วนราชการบางส่วนขอความร่วมมือก็ไม่ได้รับ เป็นตนก็เหนื่อยใจแทน สอบอะไรก็มีปัญหาติดขัดอยู่เรื่อย ส่วนการจะเอาผิดกับต้นตอทุจริตก็ขึ้นกับหลักฐานทั้งหมด

ด้านนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์กรณีที่สนามบินสุวรรณภูมิมีปัญหาว่า เป็นความเจ็บปวดสำหรับคนไทย เป็นบทเรียนที่สะท้อนให้เห็นว่าการมีผู้นำแม้จะมาจากประชาธิปไตย แต่ถ้าใช้อำนาจเกินขอบเขตชี้นำทุกอย่าง ผลก็ออกมาอย่างที่เห็น คนไทยถูกหลอกมาตลอดว่าจะสร้างสนามบินให้ดีที่สุด ถูกที่สุด ตนเคยโต้แย้งในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรว่าถูก ก็แสดงว่าใช้ของไม่ดี ในที่สุดความจริงก็โผล่ออกมาว่าที่ทำไปนั้นเสียหาย จับตรงไหนก็เสียหายตรงนั้น ทุกสัญญา ทุกเรื่องที่มีการประมูลก่อสร้าง มีการทุจริตคอร์รัปชั่นกันอย่างมโหฬาร เชื่อว่าจะต้องมีคนติดคุกจากกรณีของสนามบินสุวรรณภูมิ คิดว่าเป็นเรื่องดี จะได้เป็นเยี่ยงอย่างที่ชัดเจน

"เราต้องสรุปบทเรียนจากกรณีสนามบินสุวรรณภูมิว่า อย่าไปยึดติดเฉพาะรูปแบบประชาธิปไตย ถ้าเนื้อในมันไม่ใช่ จะเสียหายมาก ผมยังคิดว่าถ้าจำเป็น พล.ร.อ.ธีระ ห้าวเจริญ รมว.คมนาคม และพล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร ประธานบอร์ด ทอท. คงต้องตัดสินใจปิดสนามบิน หากเห็นว่าสนามบินสุวรรณภูมิใช้ไปมีแต่ทำให้เกิดความอัปยศขายหน้าประเทศชาติ และอาจจะเป็นอันตรายต่อการขึ้นลงของเครื่องบิน บางทีอาจจะต้องตัดสินใจกลับไปใช้สนามบินดอนเมือง เพื่อปรับปรุงซ่อมแซมทุกอย่างให้ได้มมาตรฐานโลกอย่างแท้จริง ไม่ใช่ฉาบเฉพาะผิวหน้า จนทำให้อับอายขายหน้าคนอื่นอย่างนี้" นายสุเทพ กล่าว

เมื่อเวลา 14.00 น. ที่กองบัญชาการกองทัพบก พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ผบ.ทบ. ในฐานะประธาน คมช. กล่าวภายหลังให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ซีเอ็นเอ็นว่า ทางสถานีโทรทัศน์ซีเอ็นเอ็นไม่ได้สอบถามเรื่องสนามบินสุวรรณภูมิ แต่ว่าในคำตอบมีเกี่ยวข้อง

เมื่อถามว่าเป็นห่วงหรือไม่ เพราะสนามบินสุวรรณภูมิถือเป็นหน้าตาของประเทศไทย พล.อ.สนธิ กล่าวว่า เราพูดอย่างนั้นไม่ได้ เราอายเขา เหมือนกับบ้าน เราเก็บไว้แก้ปัญหาของเราดีกว่า อย่าให้เขาได้รับรู้ในสิ่งที่มันไม่ดี

ที่มา:ข่าวสด(27ม.ค50)

คาดค่าซ่อมรอยร้าวพุ่ง3พันล./ปิดทุบรื้อใหม่1ปี สั่งปิดรันเวย์หนองงูเห่า

คาดค่าซ่อมรอยร้าวพุ่ง3พันล./ปิดทุบรื้อใหม่1ปี
สั่งปิดรันเวย์หนองงูเห่า
ฝั่งตะวันออกแก้รอยแตกร่อน/ทอท.ชี้กระทบ40เที่ยวบิน
"สุรยุทธ์"ใจแข็ง10หลุมจอดพังยังอยู่ในเกณฑ์ยอมรับได้
รมว.คมนาคมแย้มสายการบินภายในส่อย้ายไปดอนเมือง
"สนธิ"รับสุดอายถูกCNNสอบถามทุจริตสุวรรณภูมิ

เมื่อวันที่ 26มกราคม เรืออากาศโทภาสกร สุรพิพิธ รองผู้อำนวยการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ กล่าวว่า เช้ามืดวันที่ 27มกราคมนี้ เวลา 02.00น.-06.00น.บริษัทท่าอากาศยานไทย จำกัด(มหาชน)หรือ ทอท.ได้ปิดรันเวย์ฝั่งตะวันออก เพื่อทำการซ่อมแซมรอยแตกร่อนของรันเวย์ด้านทิศเหนือของสนามบินสุวรรณภูมิ หลังจากหน่วยปฏิบัติการของ ทอท.ตรวจสอบสภาพรันเวย์แล้วพบว่า ผิวรันเวย์บางส่วนมีรอยแตกร่อนอยู่ ดังนั้นเพื่อความปลอดภัย ทอท.จึงสั่งปิดรันเวย์ทางด้านทิศตะวันออกทั้งหมด ยืนยันว่าช่วงเวลาดังกล่าวมีปริมาณการจราจรทางอากาศน้อยที่สุด โดยจะกระทบเที่ยวบินที่จะลงจอดและบินขึ้นจากสนามบิน จำนวน 40เที่ยวบิน ซึ่งเที่ยวบินทั้งหมดจะต้องย้ายไปใช้รันเวย์ฝั่งตะวันตกในช่วงเวลาดังกล่าว

ด้าน พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงปัญหารอยแตกร้าวบนผิวแท็กซี่เวย์และรันเวย์ในสนามบินสุวรรณภูมิ ว่า นายต่อตระกูล ยมนาค กรรมการบริษัท ทอท.ชี้แจงในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)ครั้งที่ผ่านมาว่า ต้องใช้เวลาตรวจสอบทางวิชาการไม่เกิน 2สัปดาห์ อย่างไรก็ตามที่ได้รับทราบคือ ยังสามารถบริหารจัดการอยู่บนพื้นฐานของความปลอดภัยของผู้โดยสารได้ อาจจะมีความลำบาก แต่กระทรวงคมนาคมและทอท.ยืนยันว่าบริหารจัดการได้ จึงยังไม่จำเป็นต้องปิดสนามบิน

ต่อข้อถามว่าการซ่อมจะส่งผลต่อความไว้วางใจของต่างประเทศหรือไม่ นายกฯกล่าวว่า การลงจอดนั้นสามารถลงจอดได้ แต่ว่าไม่สะดวก หมายถึงหลุมจอดชำรุดพอสมควร แม้กระทั่งบริเวณงวงช่างที่จะรับคนโดยสารก็เข้าไม่ได้ประมาณ 10แห่ง จากทั้งหมด 50แห่ง เราก็ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ยอมรับได้ อย่างไรก็ตามก็ต้องผลของการตรวจสอบก่อน

ขณะที่ พล.อ.สนธิ บุญรัตกลิน ผบ.ทบ.และประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ( คมช.)เปิดเผยหลังให้สัมภาษณ์สถานีโทรทัศน์ซีเอ็นเอ็น ซึ่งได้นำเทปออกอากาศในเวลา 18.00น.- 19.00น.ตามเวลาประเทศไทย ว่า ได้อธิบายให้ซีเอ็นเอ็นฟังถึงปัญหาของสุวรรณภูมิ ซึ่งตนไม่อยากพูดมาก เพราะจะทำให้ประเทศเสียหายและตนอายต่างชาติ เรื่องนี้เราเก็บไปแก้ปัญหาของเราดีกว่า

ส่วน นายต่อตระกูล ยมนาค กรรมการ ทอท.กล่าวว่า การซ่อมแซมผิวรันเวย์และแท็กซี่เวย์ของสนามบินสุวรรณภูมินั้น ยังไม่สามารถกำหนดได้ว่าจะใช้เวลานานเท่าใด เบื้องต้นคาดว่าจะใช้เวลาหลายเดือนหรือสูงสุดกว่า 1ปีและคาดว่าจะใช้วงเงินซ่อมแซมไม่น้อยกว่า 300ล้านบาท หรือสูงสุด 3พันล้านบาท สำหรับการปิดซ่อมหลังจากนี้ทอท.จะประสานงานไปยังกองทัพอากาศเพื่อขอใช้ท่าอากาศยานกรุงเทพ(ดอนเมือง)เป็นสนามบินสำรอง แต้ต้องรออีก 45วัน เนื่องจากสนามบินดอนเมืองอยู่ระหว่างซ่อมผิวยางมะตอยของรันเวย์เช่นกัน พร้อมกันนี้ จะตรวจสอบรายละเอียดถึงผู้รับผิดชอบต่อความเสียหายของแท็กซี่เวย์ ทั้งในส่วนของ ทอท., ผู้ออกแบบ หรือผู้รับเหมา ซึ่งจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบในการซ่อมแซมทั้งหมด

ด้าน พล.ร.อ.ธีระ ห้าวเจริญ รมว.คมนาคม เรียกผู้บริหารบริษัทการบินไทย จำกัด(มหาชน)และคณะผู้บริหาร ทอท.เข้าประชุม หลังประชุม พล.ร.อ.ธีระ กล่าวว่า ได้ให้นโยบายกับผู้บริหาร ทอท.ให้เร่งซ่อมรันเวย์และแท็กซี่เวย์โดยเร็ว เพื่อไม่ให้กระทบต่อความปลอดภัยของผู้โดยสารและกระทบความเชื่อมั่นของสายการบินต่างๆ แต่ตนมั่นใจคณะกรรมการที่มี นายต่อตระกูล เป็นประธาน ยืนยันว่าจะไม่ปิดรันเวย์ทั้งหมด แต่จะปิดซ่อมในส่วนที่มีปัญหาเท่านั้น จึงมีโอกาสมากขึ้นที่จะให้สายการบินในประเทศกลับไปใช้สนามบินดอนเมือง แต่จะใช้เป็นการชั่วคราวหรือถาวรนั้น สัปดาห์หน้าจะเรียกผู้ที่เกี่ยวข้องมาหารืออีกครั้งหนึ่ง

ส่วน นายนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษาฝ่ายกฎหมายครอบครัวชินวัตร กล่าวถึงการตรวจสอบสนามบินสุวรรณภูมิที่พบปัญหามากมายทั้งที่เปิดใช้มาแค่ 4เดือน ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ก็ติดตามข่าวสารนี้ แต่ช่วงนั้น พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นหัวหน้ารัฐบาลที่กำกับดูแลนโยบายต่างๆ ในภาพรวม และได้มอบหมายให้ผู้ที่เกี่ยวข้องรับไปดำเนินการ แต่มันจะมีอะไรผิดพลาดในขั้นตอนนั้นๆ ก็ต้องไปตรวจสอบ พ.ต.ท.ทักษิณ สนับสนุนการตรวจสอบและลงโทษคนผิด แต่ขอให้ดำเนินการด้วยความเป็นธรรมและโปร่งใส เพื่อให้ประชาชนรับรู้ด้วย

นายไกร ตั้งสง่า ประธานคณะกรรมการประชาสัมพันธ์ วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์(ว.ส.ท.)กล่าวหลังสัมมนาโต๊ะกลม"จับตาดอนเมือง เหมาะสมโลว์คอสต์จริงหรือ"โดยระบุว่า ปัญหาต่างๆที่เกิดกับสุวรรณภูมินั้น รัฐบาลต้องเร่งแก้ไขด้วยความรวดเร็ว ซึ่งอาจต้องใช้เวลาอย่างน้อย 1-2 ปี จึงควรกลับไปใช้สนามบินดอนเมือง

ขณะที่ นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย กล่าวถึงปัญหาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ว่า ขณะนี้ส่วนที่เกี่ยวข้องควรเตรียมสนามบินดอนเมืองให้พร้อม หากเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉิน เพราะตามที่ นายต่อตระกูล เปิดเผยว่า เกิดรอยร้าวกว่า 100จุด ก็ทำให้เห็นว่า ต่อไปจะขยายเป็นวิกฤติ อย่าไปปกปิดและอย่ามัวสร้างภาพอยู่เลย ถ้าเป็นตน สั่งปิดสนามบินไปแล้ว

วันเดียวกัน คณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษาสัญญาการดำเนินงานของบริษัท คิง เพาเวอร์อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ในส่วนของคณะกรรมาธิการการคมนาคม สภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.)นำโดย พล.อ.ปฐมพงษ์ เกษรศุกร์ ประธานคณะอนุกรรมาธิการฯพร้อมคณะเดินทางไปตรวจดูงานพื้นที่ร้านค้าปลอดภาษีภายในอาคารผู้โดยสารสนามบินสุวรรณภูมิ

หลังการตรวจ พล.อ.ปฐมพงศ์ กล่าวว่า จากการตรวจสอบสัญญาระหว่างทอท.และบริษัทคิงเพาเวอร์ พบว่า มีการทำสัญญาที่ทำให้ ทอท.สูญเสียรายได้จากเอกชนถึง 2,000ล้านบาท เนื่องจากบริษัทคิงเพาเวอร์ฯได้ยื่นข้อเสนอในการประกวดราคา เพื่อเป็นผู้บริหารพื้นที่ภายในอาคารผู้โดยสาร โดยเสนอผลตอบแทนขั้นต่ำปีแรก เป็นเงิน 1,431ล้านบาทและเสนอในท้ายคำเสนอสัญญาว่า จะชำระค่าตอบแทนให้แก่ ทอท.เพิ่มเติม นอกเหนือจากจำนวนเงินที่เสนอไว้ ในข้อเสนอราคาข้างต้นเป็นเงิน 2,000ล้านบาท แต่เมื่อบริษัทคิงเพาเวอร์ได้รับการคัดเลือกและทำสัญญาจริง กลับไม่พบเงินเพิ่มเติมดังกล่าว

ดังนั้น ทางคณะอนุกรรมาธิการฯ จะเชิญ นายวุฒิพันธุ์ วิชัยรัตน์ กรรมการ ทอท.ซึ่งเป็นประธานกรรมการพิจารณาคัดเลือกสัญญาดังกล่าว มาสอบถามรายละเอียดเกี่ยวกับเงินจำนวน 2,000ล้านบาทว่า เงินดังกล่าวหายไปไหนและไปอยู่กับใคร เพราะที่ผ่านมาได้สอบถามผู้บริหารของบริษัทคิงเพาเวอร์ฯ ได้รับการชี้แจงว่าเงินดังกล่าว เป็นเงินล่วงหน้า มิใช่ผลประโยชน์เพิ่มเติม


ที่มา:แนวหน้า(27ม.ค50)

‘จำปี’สั่งเครื่องบินตุนน้ำมัน

ผวารันเวย์พ่นพิษบินวนรอบสอง ‘เจิมศักดิ์’แหกโผนั่งบอร์ดทอท.

โพสต์ทูเดย์ — ซ่อมรันเวย์สุวรรณภูมิ ทำสายการบินเหนื่อย การบินไทยยอมรับต้องสำรองน้ำมันเพิ่ม ระหว่างบินวนรอนำเครื่องลง ทำต้นทุนพุ่งแน่

ร.ท.อภินันทน์ สุมนะเศรณี กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท การบินไทย กล่าวถึงกรณีที่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย ปิด รันเวย์ฝั่งตะวันตกเมื่อช่วงเย็นวันที่ 25 มกราคม ส่งผลให้เครื่องบินต้องบินวนเพื่อรอคิวลงสนามบิน และสุดท้ายเครื่องบินของการบินไทย 2 ลำน้ำมันใกล้หมด ต้องแวะลงไปเติมน้ำมันที่สนามบินอู่ตะเภานั้น เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้การบินไทยต้องสำรองน้ำมันเครื่องบินของการบินไทยเพิ่มขึ้น ทั้งสำหรับการบินวนและเพื่อรอลงจอด และการรอขึ้น-ลงในแท็กซี่เวย์ แต่ขณะนี้ยังไม่สามารถประเมินค่าใช้จ่ายที่จะเพิ่มขึ้นได้ เนื่องจากยังไม่รู้ว่าการแก้ไขปัญหาจะยาวนานขนาดไหน


“เรื่องนี้ได้ชี้แจงให้ทราบแล้วว่า การนำเครื่องบินไปลงที่ท่าอากาศยานอู่ตะเภาจะดีกว่าที่จะมาลงที่ท่าอากาศยานดอนเมือง เพราะอู่ตะเภาเป็นสนามบินที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกรองรับอยู่แล้ว อีกทั้งระยะทางเมื่อเปรียบเทียบระหว่างท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ-ท่าอากาศยานอู่ตะเภา กับท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ-ท่าอากาศยานดอนเมืองนั้นมีระยะทางใกล้เคียงกัน” ร.ท.อภินันทน์ กล่าว


พล.ร.อ.ธีระ ห้าวเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า สัปดาห์หน้าจะเรียกประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อหารือเรื่องสนามบินสุวรรณภูมิ พร้อมหาข้อยุติในการใช้ประโยชน์สนามบินดอนเมือง และยอมรับว่าการปิดซ่อมแซมรันเวย์และแท็กซี่เวย์สนามบินสุวรรณภูมิเริ่มส่งผลกระทบต่อการขึ้น-ลง ของเครื่องบินแล้ว


นอกจากนี้ ยังมีกรณีที่แท็กซี่เวย์มีรอยร้าวและทรุดตัว ทำให้ต้องปิดสะพานเทียบเครื่องบินถึง 11 สะพาน และยังแตกหัก เสียหายอีก 1 สะพาน จึงต้องเร่งพิจารณาให้ย้ายการให้บริการบางส่วนกลับมาที่สนามบินดอนเมือง เพื่อลดความแออัดที่สนามบินสุวรรณภูมิ ซึ่งเบื้องต้นจะย้ายเฉพาะเส้นทางภายในประเทศ โดยให้ขึ้นอยู่กับความสมัครใจของแต่ละสายการบิน


ขณะที่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย แจ้งว่า จะมีการปิดซ่อมแซมรันเวย์ฝั่งตะวันออกในวันที่ 27 มกราคม 2550 ตั้งแต่เวลา 02.00-06.00 น.


นายต่อตระกูล ยมนาค กรรมการ ทอท. ในฐานะประธานคณะกรรมการอิสระในการตรวจสอบการซ่อมแซมรันเวย์และแท็กซี่เวย์ กล่าวว่า วงเงินในการซ่อมปรับปรุงผิวรันเวย์และแท็กซี่เวย์นั้น ขณะนี้ยังไม่สามารถระบุวงเงินในการซ่อมแซมที่ชัดเจนได้ แต่ในเบื้องต้นจะมีมูลค่าไม่น้อยกว่า 300 ล้านบาท หรือสูงสุด 3 พันล้านบาท


พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ในขณะนี้ยังไม่มีความจำเป็นต้องปิดสนามบินสุวรรณภูมิ นายต่อตระกูล ได้ชี้แจงในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ครั้งที่ผ่านมาว่า ต้องใช้เวลาในการตรวจสอบในทางวิชาการ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของแท็กซี่เวย์และรันเวย์ จากหน่วยงานที่ถือว่าเป็นกลาง คิดว่าน่าจะใช้เวลาไม่เกิน 2 สัปดาห์ อย่างไรก็ตาม ที่ได้รับทราบคือ ยังสามารถบริหารจัดการอยู่บนพื้นฐานของความปลอดภัยของผู้โดยสารได้


รายงานข่าวจาก ทอท. แจ้งผลการประชุมผู้ถือหุ้นใหญ่ประจำปี 2549 ว่า ที่ประชุมได้เสนอให้ นายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง ปัจจุบันดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) เป็นกรรมการเพิ่มอีก 1 ตำแหน่ง


นอกจากนี้ จะมีการเสนอให้กรรมการที่ดำรงตำแหน่งปีแรกลาออกด้วยวิธีจับสลาก 5 คน กลับมาดำรงตำแหน่งอีกวาระหนึ่ง ประกอบด้วย พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร นายวุฒิพันธุ์ วิชัยรัตน์ พล.อ.ท.อิทธพร ศุภวงศ์ นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม และนายโชติศักดิ์ อาสภวิริยะ


ที่มา:โพสต์ทูเดย์ (27ม.ค50)

สนามบินสุวรรณภูมิถึงเวลา 'ซ่อมใหญ่'

รัฐบาลต้องยอมรับความจริงแล้วว่า สนามบินสุวรรณภูมิ จำเป็นต้องต้องมีการซ้อมกันครั้งใหญ่ มิอาจใช้กรอบคิดวิธีปะแต่งเช่นซ่อมถนนได้อีกแล้ว เพราะความเสียหายรันเวย์และแท็กซี่เวย์ร้าวนั้นใหญ่หลวงยิ่ง

ซึ่งเป็นวาระสำคัญที่รัฐบาลต้องเร่งฟื้นความมั่นใจสายการบินทั่วโลกให้กลับมาโดยเร็ว แน่นอนว่าความเชื่อมั่นจะกลับมาได้นั้น เราต้องแสดงให้เห็นว่าการซ่อมแซมอย่างจริงจังได้มาตรฐาน และจัดการกับทุกปัญหาที่เกิดความสงสัยก่อนหน้านี้ ที่สำคัญไม่จำกัดขอบเขตเพียงแค่รันเวย์และแท็กซี่เวย์ร้าวเท่านั้น แต่ต้องดูไปถึงโครงสร้างอาคารผู้โดยสาร และองค์ประกอบในภาพรวมทั้งหมด เพราะทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาล และบริษัท ท่าอากาศยานไทย คงทราบดีว่า การดำเนินการเปิดอย่างเป็นทางการเมื่อ 28 กันยายน 2549 นั้น อยู่ภายใต้ของความไม่พร้อม

รัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี จำเป็นต้องเปิดตามกรอบที่รัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร วางเอาไว้ ซึ่งก่อนหน้านี้มีหลายฝ่าย พยายามออกมาเตือนรัฐบาลแล้วว่า ไม่จำเป็นต้องเดินตามเกมที่คนอื่นเขาวางไว้ แต่เราพอเข้าใจได้ว่า ทำไมรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จึงเลือกที่จะเปิดตามกำหนดเดิมแม้จะทราบดีว่า 'ไม่พร้อม' ที่เกิดจากความเร่งรีบของรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ จนทำให้ผู้ก่อสร้างต้องดำเนินการอย่างรีบเร่ง ฝ่ายราชการก็ไม่มีใครกล้าคัดค้าน เพราะ พ.ต.ท.ทักษิณ ตั้งธงไว้แล้วว่า 'อย่างไรต้องเป็น 28 กันยายน 2549' ดังนั้นทั้งภาคเอกชนที่ก่อสร้างและราชการ หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง จึงเลือกที่จะหนุน พ.ต.ท.ทักษิณ แทนที่จะขัดขวาง เพราะทราบดีว่าในยามที่ 'เขามีอำนาจ' การขัดขวางทำได้ยากยิ่ง แม้จะบอกความจริงก็ตาม

รัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ เลือกที่จะเปิดตามกำหนดการเดิม เพราะห่วงกระทบความเชื่อมั่น ภาพพจน์ประเทศยิ่งเสียเพิ่มขึ้น เพราะเพียงแค่ทำการรัฐประหาร เมื่อ 19 กันยายน 2549 ก็ส่งผลเสียหายอย่างใหญ่หลวงมากพอแล้ว หากเลื่อนเปิดสนามบินสุวรรณภูมิ อีกย่อมไม่ดีแน่ เพราะก่อนหน้านั้นช่วง 15 กันยายน 2549 พ.ต.ท.ทักษิณ ทดลองเปิดในเชิงพาณิชย์ไปแล้ว ภาพข่าวผ่านสื่อด้านต่างๆ ดูยิ่งใหญ่ สมกับสนามบินใหม่ที่คนไทยรอคอยมา 45 ปี แต่กลุ่มคนที่ตรวจสอบการคอร์รัปชัน ซึ่งเป็น 'กรอบคิดกระแสรอง' ในขณะนั้น เห็นตรงกันข้ามว่าการทุจริตอย่างใหญ่หลวงในโครงการสุวรรณภูมิ หากรัฐบาลยังไม่สามารถเข้าไปตรวจสอบในทุกระบบแล้ว ในอนาคตปัญหาจะเกิดขึ้นกับสนามบินสุวรรณภูมิ ถึงวันนี้ความคิดกลุ่มกระแสรอง ได้กลายเป็นความคิดหลักของสังคมไปแล้ว

รันเวย์และแท็กซี่เวย์ร้าว และปัญหาโครงสร้างอาคาร เราเห็นว่าถึงเวลาแล้วที่จะมีการซ่อมครั้งใหญ่ แน่นอนการดำเนินการดังกล่าวย่อมส่งผลกระทบต่อการจราจรทางอากาศ ซึ่งทางออกเราเห็นด้วยหากบริษัทการท่าอากาศยานไทย จะเลือกให้บางสายการบินกลับไปใช้สนามบินดอนเมือง เป็นการชั่วคราว โดยเฉพาะกลุ่มสายการบินต้นทุนต่ำ แต่ทั้งนี้ต้องระบุให้ชัดเจนว่า 'ชั่วคราว' นั้น จำนวนกี่วัน เพื่อให้สายการบินสามารถวางแผนตารางการบิน และเชิงธุรกิจของตัวเองได้ เหตุที่ระบุว่าเป็นการชั่วคราวนั้น เพราะเราไม่เห็นด้วยที่จะหันกลับไปใช้สนามบินดอนเมืองอีกครั้ง เพราะหากเราหวังจะให้สุวรรณภูมิเป็นศูนย์กลางการบินอย่างแท้จริง ทุกสายการบินควรที่จะอยู่จุดเดียวกัน เพื่อความสะดวกในการบิน ไม่ว่าจะเป็นสายการบินต้นทุนต่ำก็ตาม

ที่มา:กรุงเทพธุรกิจ(27ม.ค50)

ธีระเตือนบินไทยซื้อเครื่องบินต้องระวัง


โพสต์ทูเดย์ — “พล.ร.อ.ธีระ” สั่งการบินไทยเน้นประสิทธิภาพการวางแผนและดำเนินการ ย้ำต่อรองแอร์บัสให้เกิดประโยชน์กับการบินไทยเต็มที่

พล.ร.อ.ธีระ ห้าวเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ได้ให้นโยบายบริษัท การบินไทย เรื่องการเน้นความมีประสิทธิภาพในการจัดการให้มาก โดยเฉพาะเรื่องที่ต้องใช้เงินลงทุนสูง จำเป็นต้องพิจารณาให้เหมาะสมกับการเป็นสายการบินแห่งชาติ ส่วนเรื่องการจัดซื้อเครื่องบินนั้นหากต้องกู้เงินมาซื้อเครื่องบินใหม่ต้องมีการจัดการบริหารที่ดี โดยเบื้องต้นหากเรื่องอยู่ระหว่างการพิจารณา อาจจะมีการเช่าเครื่องบินจากที่อื่นเข้ามา ใช้ก่อน


นอกจากนี้ ให้การบินไทยปรับปรุงแผนวิสาหกิจ 5 ปี ให้แล้วเสร็จภายใน 1 เดือน เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน โดยเฉพาะธุรกิจการบินที่พัฒนาไปมาก เพราะแผนจะต้องมีความชัดเจนเพื่อกำหนดทิศทางในการจัดหาเครื่องบินใหม่ ซึ่งกรณีที่การบินไทยกำลังเจรจากับบริษัท แอร์บัส อินดัสตรี เรื่องการชดเชยที่แอร์บัสเลื่อนส่งมอบเครื่องบิน เอ 380 นั้น ถือว่ายังไม่ได้ข้อยุติ


ด้าน พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุข ผู้บัญชาการทหารอากาศ ในฐานะประธานคณะกรรมการ บริษัท การบินไทย (บอร์ด) กล่าวว่า การประชุมบอร์ดการบินไทยวันที่ 25 มกราคม ยังไม่ได้ข้อสรุปกรณีที่แอร์บัสเลื่อนส่งมอบเครื่องบิน เอ 380 จำนวน 6 ลำ ซึ่งบอร์ดได้ตั้งตัวแทน คือ นายศิรินทร์ นิมมานเหมินท์ นายพิชัย ชุณหวชิร นายศิวะพร ทรรทรานนท์ และ ร.ท. อภินันทน์ สุมนะเศรณี กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ เพื่อเจรจากับแอร์บัส ทั้งในประเด็นเงินมัดจำที่ได้จ่ายไปแล้วแต่แอร์บัสไม่จ่ายกลับคืนเป็นเงินสด


หากผลการเจรจาตกลงกันไม่ได้ ก็อาจยกเลิกการจัดซื้อครั้งนี้ ส่วนเงินมัดจำที่จ่ายไปแล้วประมาณ 97 ล้านเหรียญสหรัฐ ก็คงต้องฟ้องร้องเพื่อเรียกคืน โดยข้อสรุปจะออกมาอย่างไรก็ต้องเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณา


ร.ท.อภินันทน์ สุมนะเศรณี กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท การบินไทย กล่าวว่า แอร์บัสได้ต่อรองการจ่ายค่าปรับการส่งมอบเครื่องบินแอร์บัส เอ 380 ล่าช้า ในลักษณะการเสนอลดราคาการซื้อเครื่องบินรุ่นใหม่ เอ 330-300 อีก 8 ลำ และมี ออปชันให้เลือกอีก 4 ลำ โดยลดราคาลง 10 ล้านเหรียญสหรัฐต่อลำ หรือเหลือลำละ 90 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งการบินไทยกำลังเริ่มมีปัญหาเนื่องจากเครื่องบินที่มีอยู่เริ่มทยอยครบกำหนดอายุ 20 ปี และต้องปลดประจำการ โดยในช่วง 5 ปีข้างหน้า ต้องซื้อเครื่องบินใหม่ 24 ลำ และในช่วง 10 ปีข้างหน้าต้องจัดซื้ออีก 40 ลำ


ที่มา:โพสต์ทูเดย์ (27ม.ค50)

วสท.ออกโรงแนะ อย่าปิดสุวรรณภูมิ

โพสต์ทูเดย์ — ว.ส.ท. แนะดึงโลว์คอสต์ แอร์ไลน์ และสายการบินในประเทศกลับมาใช้ดอนเมืองชั่วคราว เพื่อแก้ไขปัญหาสนามบินสุวรรณภูมิให้เสร็จเรียบร้อยก่อน ยันไม่ควรปิดสนามบินสุวรรณภูมิ

นายไกร ตั้งสง่า ประธานคณะกรรมการประชาสัมพันธ์ วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (ว.ส.ท.) กล่าวถึงแนวคิด ที่จะปิดการใช้บริการสนามบินสุวรรณภูมิจนกว่าจะแก้ปัญหาต่างๆ ให้เสร็จเรียบร้อยก่อนนั้น ว.ส.ท. เห็นว่า แม้สนามบินสุวรรณภูมิจะมีปัญหา แต่ก็ยังสามารถเปิดให้บริการต่อไปได้ และทำการปิดบางส่วนที่จะต้องแก้ไข จึงไม่ควรจะปิดสนามบินทั้งหมด เพราะจะสร้างความเสียหายให้กับประเทศมากขึ้น


อย่างไรก็ตาม จากปัญหาการ ใช้สนามบินสุวรรณภูมิ ทั้งเรื่อง รอยร้าวในบริเวณสนามบิน รวมถึงการบริหารจัดการภายในสนามบินที่มีปัญหาในหลายส่วน ทำให้ศักยภาพการให้บริการของสนามบินสุวรรณภูมิลดต่ำลง จากที่เคยประมาณการว่าจะสามารถรองรับผู้โดยสารได้ 45 ล้านคนต่อปี ถ้าทุกพื้นที่สามารถใช้งานได้ 100%


ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นจึงจำเป็นต้องทำการแก้ไขให้เรียบร้อยก่อนที่จะสร้างความเสียหายให้กับประเทศไปมากกว่านี้ และมีแนวคิดว่าจำเป็นจะต้องกลับไปใช้สนามบินดอนเมืองอีกครั้งเป็นการชั่วคราว โดยย้ายฐานการบินบางส่วนไปใช้สนามบินดอนเมือง ทั้งในส่วนของสายการบินต้นทุนต่ำ และสายการบินภายในประเทศ แต่ไม่เห็นด้วยกับการที่จะเปิดใช้ 2 สนามบิน


“การใช้สนามบินดอนเมืองเป็นการใช้แบบชั่วคราว เพื่อแบ่งเบาภาระสุวรรณภูมิในช่วงที่ต้องซ่อมแซม ซึ่งยังไม่แน่ชัดว่าจะต้องใช้เวลานานเท่าไหร่ โดยกำหนดเงื่อนไขว่าสายการบินที่จะมาใช้สนามบินดอนเมืองต้องเป็นเที่ยวบินแบบจุดต่อจุด โดยต้องบริหารจัดการการจราจรทางอากาศระหว่าง 2 สนามบินให้ดี นอกจากนี้ ว.ส.ท. ยังเห็นว่าดอนเมืองเหมาะสมอย่างยิ่งที่จะเป็นศูนย์ซ่อมเครื่องบินในภูมิภาคนี้” นายไกร กล่าว


ที่มา:โพสต์ทูเดย์ (27ม.ค50)

January 21, 2007

'ชลิต'ตอกย้ำขอคืนดอนเมือง


"ชลิต พุกผาสุก" ลั่นขอคืนพื้นที่ 1 ใน 3 ฝั่งตะวันออกดอนเมืองผุดโรงเก็บเครื่องบินทอ. พ่วงอาคารในประเทศและคลังสินค้า สร้างศูนย์ซ่อมอากาศยานขนาดใหญ่รองรับการขยายธุรกิจของ TAI ที่จะร่วมทุนกับแอร์ฟรานซ์ ด้าน"บิ๊กคมนาคม"ยังไม่ฟันธงย้ายดอนเมืองเผยแค่ฟังข้อมูล ขณะที่ แอร์ไลน์ประสานเสียงย้ายเฉพาะเที่ยวบินในประเทศเท่านั้น


ความคืบหน้ากรณีการกลับมาใช้สนามบินดอนเมือง ภายหลังสนามบินสุวรรณภูมิมีปัญหาความแออัดและต้องซ่อมแซมในบางจุดนั้นยังไม่เป็นที่ยุติ


ล่าสุดพล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุข ผู้บัญชาการทหารอากาศ (ทอ.) เปิดเผยกับ"ฐานเศรษฐกิจ"ว่า ในขณะนี้ทอ.อยู่ระหว่างเจรจากับบริษัทท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน)หรือทอท. เพื่อขอพื้นที่ส่วนหนึ่งของสนามบินดอนเมืองคืน 1 ใน 3 ของฝั่งตะวันออก(ด้านหลังรันเวย์) เพื่อนำมาใช้สร้างโรงเก็บเครื่องบินของกองทัพอากาศ เช่น เฮลิคอปเตอร์ รวมทั้งยังแจ้งไปยังกระทรวงคมนาคาเพื่อขอใช้ประโยชน์อาคารผู้โดยสารภายในประเทศและคลังสินค้า เพื่อรองรับการขยายธุรกิจศูนย์ซ่อมอากาศยาน ของบริษัท อุตสาหกรรมการบิน จำกัด ( TAI) ที่จะใช้เป็นโรงเก็บและศูนย์ซ่อมใหญ่


" ขณะนี้ดอนเมืองไม่ได้เปิดใช้งานในเชิง พาณิชย์แล้ว และตามสัญญาที่ได้ตกลงกันไว้ในอดีต ทอ.มีสิทธิขอพื้นที่คืนได้ " ผบ.ทอ.กล่าว และว่า


ในส่วนของแผนการดำเนินงานของ TAI ไม่เพียงแต่จะซ่อมเครื่องบินของภาครัฐ และเครื่องบินทหารทั้ง 3 เหล่าทัพเท่านั้น ปัจจุบันยังรับซ่อมเครื่องบินพาณิชย์ได้ด้วย เช่นเครื่องบินของพีบีแอร์ และยังมีแผนจะร่วมทุนกับ บริษัท แอร์ฟรานซ์ เทคนิค จำกัด ของประเทศฝรั่งเศส ในการพัฒนาขีดความสามารถในการซ่อมเครื่องบินพาณิชย์ขนาดใหญ่ด้วย จึงจำเป็นต้องมีพื้นที่สำหรับสร้างโรงเก็บและโรงซ่อมและตามแผนจะทำให้บริษัทมีรายได้เพิ่มมากขึ้นจากปัจจุบันที่มีกำไรกว่า 150 ล้านบาท


ด้าน พล.อ.ท.วิโรจน์ ระภาพันธ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทอุตสาหกรรมการบิน จำกัด หรือ TAI กล่าวถึงแผยการร่วมทุน กับบริษัทแอร์ฟรานซ์ ฯว่าเป็นสิ่งที่ทั้ง 2 ฝ่ายได้หารือร่วมกันอยู่ เบื้องต้นได้ทำงานใกล้ชิดกันมาในระดับหนึ่งแล้วโดยแอร์ฟรานซ์ฯ เช่าช่างของ TAI ในการซ่อมเครื่องบินโบอิ้ง 737-300 ในไทยหรือประเทศใกล้เคียง


"นับเป็นจุดเริ่มต้นของการร่วมลงทุน ซึ่งTAI มีสถานที่ มีช่าง ส่วนแอร์ฟรานซ์ฯ มีโนฮาว เทคนิค และอุปกรณ์ ซึ่งสามารถร่วมกันทำงานได้ แต่ในขณะนี้ต้องรอเรื่องการขอพื้นที่ส่วนหนึ่งในสนามบินดอนเมืองคืนมาก่อน เพื่อสร้างความมั่นใจกับทั้งสองฝ่ายและเราต้องแสดงให้แอร์ฟรานซ์ฯเห็นว่าจะมีพื้นที่สำหรับสร้างโรงเก็บและซ่อมรองรับการขยายธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง


ปัจจุบันTAI เช่าศูนย์ซ่อมอากาศยานของทอ.ทั้งหมด 3 แห่ง คือ กองซ่อมอากาศยาน 1 กองบิน 4 อ.ตาคลี จ.นครสวรรค์ ,ส่วนซ่อมอากาศยาน โรงเรียนการบิน อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม และส่วนซ่อมอากาศยานขนาดเล็ก ฝูงบิน 604 กองบัญชาการยุทธทางอากาศ ดอนเมือง แค่ซ่อมเครื่องหน่วยงานของรัฐก็ใช้งานจนเต็มพื้นที่แล้ว ดังนั้นการร่วมลงทุนกับแอร์ฟรานซ์ฯจึงมีส่วนสำคัญต่อการผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์นิคมซ่อมอากาศยาน แต่ต้องมีคำตอบที่ชัดเจนในเรื่องของพื้นที่ก่อน หากติดปัญหานี้และไม่สามารถร่วมลงทุนกันได้ เชื่อว่าแอร์ฟรานซ์ฯคงจะไปลงทุนที่เวียดนามแทน "


พล.อ.ท.วิโรจน์ ยังกล่าวอีกว่า นอกจากนี้TAI ยังมีแผนลงทุนในปีนี้อีกกว่า 125 ล้านบาท ในการดำเนินงาน 14 โครงการ เพื่อพัฒนาขีดความสามารถของบริษัท และรองรับการขยายธุรกิจในอนาคต ส่วนแผนงานด้านการตลาดได้จัดทำโครงการFalcon Star ซึ่งเป็นการซ่อมเครื่องของทอ.ในระยะที่สอง จะดำเนินการแล้วเสร็จในอีก 3 ปีข้างหน้า โดยปีนี้ตั้งเป้าว่าจะได้รับงานซ่อมเครื่องบินมูลค่ารวมกว่า 1,500-2,000 ล้านบาท หลังจาก 3 ปีที่ผ่านมารับงานซ่อมเครื่องบินมูลค่ารวมกว่า 7,000 ล้านบาท


ด้าน พล.ร.อ.ธีระ ห้าวเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยภายหลังการประชุม


ร่วมกับสายการบินและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกรณีการใช้ประโยชน์สนามบินดอนเมืองว่า ยังไม่ได้ข้อสรุปที่ชัดเจน เป็นเพียงการมารับทราบปัญหาของแต่ละสายการบิน และจะนำข้อเสนอต่าง ๆ ของแต่ละหน่วยงานมาหารือร่วมกับรัฐมนตรีช่วยและหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องอีกครั้งและต้องดำเนินการอย่างรวดเร็วเพื่อไม่ให้ดอนเมืองเปล่าประโยชน์


สำหรับข้อเสนอของสายการบินนั้น ที่ประชุมมีความคิดเห็นไม่สอดคล้องกัน มีทั้งที่


เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยในการย้ายการบริการกลับมาที่ดอนเมือง การพิจารณาเรื่องนี้ถือเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนจะต้องพิจารณาในทุก ๆ ด้านที่เกี่ยวข้อง ต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติเป็นสำคัญ ซึ่งจะต้องประชุมภายในกันอีก 1-2 ครั้งเพื่อให้ได้ข้อยุติ คาดว่าจะได้ข้อสรุป ภายใน 2-3 สัปดาห์นี้ และจะเสนอต่อครม.พิจารณาต่อไป


ด้านแหล่งข่าวระดับสูงจากผู้ประกอบการธุรกิจการบิน เผยหลังการประชุมกับ รมว.คมนาคมว่า ประชุมเพียงการรับฟังข้อมูลของสายการบิน เพื่อใช้ในการตัดสินใจ ซึ่งมีฝ่ายบริหารของหลายสายการบินเข้าร่วมประชุม อาทิ การบินไทย นกแอร์ และวันทูโก โดย โอเรียนท์ไทยแอร์ไลน์ส ได้แสดงความคิดเห็นว่าสมควรย้ายเฉพาะเที่ยวบินในประเทศกลับสนามบินดอนเมือง


"หากไปกำหนดว่าเป็นเที่ยวบินแบบพ้อยท์ทูพ้อยท์หรือโลว์คอสต์ แอร์ไลน์ส จะทำให้เกิดความวุ่นวายและจะเกิดความขัดแย้งกับสายการบินระหว่างประเทศมาก ส่วนปัญหาเรื่องความไม่สะดวกในการต่อเครื่องก็ไม่ได้เป็นปัญหา เพราะสายการบินต่างๆไม่ได้ย้ายเที่ยวบินในประเทศมาดอนเมืองทั้งหมด เพียงแต่แบ่งเที่ยวบิน เพื่อให้บริการจัดการเหมาะสมได้โดยไม่ได้กระทบการต่อเครื่องของผู้โดยสาร


สนามบินเดิมของประเทศต่าง ๆ ก็จะใช้วิธีนี้ เช่น ญี่ปุ่น สนามบินเดิมคือฮาเนดะ พอหลังสนามบินนาริตะ ก็ปรับฮาเนดะ มารองรับเที่ยวบินในประเทศและชาร์เตอร์ไฟล์ต ประเทศเกาหลีก็เช่นกัน พอเปิดสนามบินอินชอน พอปรับสนามบินเดิมอย่างคิมโป เป็นเที่ยวบินในประเทศและชาร์เตอร์ไฟล์ต มีเพียงไทยแอร์เอเชีย เท่านั้น ที่เสนอว่าควรกำหนดให้ดอนเมืองเป็นสนามบินโลว์คอสต์ หรือหากรัฐไม่มีนโยบายย้ายโลว์คอสต์กลับ ควรจะมองถึงการสร้างโลว์คอสต์ เทอร์มินัล ภายในสนามบินสุวรรณภูมิ เพื่อรองรับการเติบโตของผู้โดยสารของสายการบินต้นทุนต่ำ"แหล่งข่าวกล่าวในที่สุด

ที่มา:หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ (21 ม.ค. - 24 ม.ค. 2550)

ปธ.สอบทุจริตสุวรรณภูมิ พบรอยร้าวแท็กซี่เวย์ 7หมื่นตรารางเมตร

นายประพันธ์ คูณมี ประธานกรรมาธิการวิสามัญตรวจสอบสนามบินสุวรรณภูมิ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.)นำทีมตรวจสอบพื้นที่ที่ชำรุดในท่าอากาศยานสุวรรณภูมิโดยเฉพาะแท็กซี่เวย์ และภายในอาคารผู้โดยสารที่มีรอยแตกร้าว โดยมีเจ้าหน้าที่บริษัท ท่าอากาศยานไทยจำกัด(มหาชน) หรือ ทอท.ที่ดูแลสนามบินมาตอบคำถามและพาดูสถานที่จริง โดยก่อนหน้านี้ สนช.ได้ตรวจสอบพื้นที่ เมื่อวันที่ 13ธันวาคม 2549 พบพื้นที่แตกร้าว 71,000 ตารางเมตร เกิดขึ้นบริเวณพื้นผิวแท็กซี่เวย์


ที่มา:แนวหน้า Breaking News(20ม.ค50)

January 20, 2007

ประชุมเปิดใช้"ดอนเมือง"วุ่น คมนาคมฉุนทอท.แถลงข่าวข้ามหัว

กระทรวงคมนาคม ยังไม่ได้ข้อสรุปเกี่ยวกับ การเปิดใช้ ดอนเมือง ยอมรับที่ประชุม มีความเห็นไม่ตรงกัน ธีระ ยกไปหารือกันอีกรอบในอีก 2-3 สัปดาห์นี้ ติงทอท. ชิงให้ข่าวการย้ายสนามบินทั้งๆ ที่ ครม. ยังไม่อนุมัติ โอเรียนท์ไทย หนุนย้ายสาย การบินในประเทศเพราะสุวรรณภูมิมีปัญหา เมื่อวันที่ 19 มกราคม พล.ร.อ.ธีระ ห้าวเจริญ รมว.คมนาคม ได้ประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ ผู้บริหารสายการบิน บริษัทท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. กรมขนส่งทางอากาศ ถึงการ ใช้ประโยชน์ท่าอากาศยานกรุงเทพ (สนามบิน ดอนเมือง) รมว.คมนาคม กล่าวว่า ขณะนี้ที่ประชุมยังไม่มีข้อสรุปถึงการใช้ประโยชน์ของสนามบินอย่างชัดเจน เนื่องจากในที่ประชุม ยังมีความคิดเห็นไม่ตรงกัน ขณะที่ กระทรวง คมนาคมต้องรับฟังข้อมูลจากทุกฝ่ายให้รอบคอบ โดยจะเรียกทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาหารือ อีกครั้ง และคาดว่าจะได้ข้อสรุปภายใน 2-3 สัปดาห์ ยืนยันจะดำเนินการเรื่องนี้ให้เร็วที่สุด เนื่องจากการปล่อยทิ้งสนามบินดอนเมืองทิ้งไว้ โดยไม่เกิดประโยชน์จะทำให้สนามบินไม่ได้รับ การพัฒนา และทรุดโทรม แต่เรื่องนี้เป็นเรื่องละเอียด จึงต้องใช้ระยะเวลาในการตัดสินใจ โดยการตัดสินใจจะอยู่บนผลประโยชน์ของประเทศชาติ เป็นสำคัญพล.ร.อ.ธีระ กล่าว

ขณะที่แหล่งข่าวจากที่ประชุม กล่าวว่า ในที่ประชุม พล.ร.อ.ธีระ ไม่พอใจผู้บริหารระดับ สูงของ ทอท.เป็นอย่างมากที่ออกมาให้ข่าวว่าจะมีการย้ายฐานการบินสายการบินในประเทศจาก ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิมายัง ดอนเมือง โดยที่ยังไม่ส่งข้อมูลมายังกระทรวงคมนาคม อีกทั้งยังไม่ผ่านการพิจารณาจากที่ประชุม คณะรัฐมนตรี(ครม.) ทำให้ประชาชนเกิดความสับสน

นายอุดม ตันติประสงค์ชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท โอเรียนท์ ไทย แอร์ไลน์ และบริษัท วัน ทู โก แอร์ไลน์ จำกัด กล่าวว่า ในความคิดห็นของตนแล้วเห็นด้วยกับการที่จะให้ย้ายฐานปฎิบัติการบินภายในประเทศจากสนามบินสุวรรณภูมิ มายังสนามบินดอนเมือง ซึ่งสอดคล้องกับความเห็นของทุกสายการบินโดยไม่มีการแบ่งแยกว่าเป็นสายการบินต้นทุนต่ำหรือไม่ และการย้ายมาของสายการบินภายในประเทศมายังดอนเมืองนั้นจะส่งผลดีต่อทั้งสายการบินที่เนื่องจากดอนเมืองมีพื้นที่จำนวนมาก
นอกจากนี้ จะส่งผลดีต่อผู้โดยสาร และทำให้ผู้โดยสารที่ไม่สะดวกในการเดินทางมา ขึ้นเครื่องที่สน่ามบินสุวรรณภูมิ มีทางเลือกมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมก็ยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจนเพราะทาง รมว.คมนาคม ต้องการรายละเอียดเพิ่มเติมอีกเพื่อความรอบคอบในการตัดสินใจ ส่วนสายการบินทุกแห่งก็พร้อมที่จะ ให้ความร่วมมือเพียงแต่ต้องการให้ภาครัฐมีความชัดเจนเพื่อไม่ให้ประชาชนและสายการบินเกิดความสับสน นายอุดม กล่าวว่า สาเหตุที่แท้จริงในการพิจารณาย้ายเที่ยวบินบางส่วนกลับมาที่ ดอนเมืองนั้น ไม่ได้เกิดจากความหนาแน่นของอาคารผู้โดยสารหรือการจราจรทางอากาศ แต่อย่างใด แต่เกิดจากระบบการบริหารจัดการ ระบบการอำนวยความสะดวกที่ยังไม่มีการ ปรับปรุงมากกว่า ดังนั้นการย้ายสายการบินในประเทศกลับมายังดอนเมืองก็จะประหยัด งบประมาณและให้นำงบดังกล่าวไปปรับปรุงส่วนต่างๆในสุวรรณภูมิที่ยังเป็นปัญหาและ ยังไม่ได้รับการแก้ไข

ที่มา:แนวหน้า(20ม.ค50)

January 19, 2007

รับแท็กซี่เวย์ทรุด ทอท.ยันไม่เกี่ยว แผนใช้ดอนเมือง

โพสต์ทูเดย์ — “โชติศักดิ์” ยอมรับแท็กซี่เวย์ชำรุดแต่ไม่ใช่สาเหตุย้ายสายการบินกลับดอนเมือง ส่วนความเหมาะสมต้องหารือร่วมกับสายการบินทั้งหมด

นายโชติศักดิ์ อาสภวิริยะ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย (ทอท.) เปิดเผยว่า ในวันที่ 19 มกราคม พล.ร.อ.ธีระ ห้าวเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และนายสรรเสริญ วงศ์ชะอุ่ม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม จะประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ สายการบิน บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย กรมการขนส่งทางบก การรถไฟแห่งประเทศไทย กรมการขนส่งทางอากาศ เพื่อหารือถึงการใช้สนามบินดอนเมืองสำหรับเที่ยวบินพาณิชย์ เพื่อให้ได้ข้อสรุปที่ชัดเจน


อย่างไรก็ตาม ขอยืนยันว่า การกลับมาใช้สนามบินดอนเมืองไม่ได้เกิดจากปัญหาการชำรุดทรุดตัวของแท็กซี่เวย์ แต่เนื่องจากความแออัดของสนามบินสุวรรณภูมิ และนโยบายของรัฐที่ไม่ต้องการให้มีการลงทุนก่อสร้างอาคารผู้โดยสารสำหรับสายการบินต้นทุนต่ำ จึงเห็นว่าควรให้บริการทั้ง 2 สนามบิน


กรณีที่กังวลว่าการให้เที่ยวบินระหว่างประเทศกลับมาใช้สนามบินดอนเมืองนั้น จะทำให้สนามบินสุวรรณภูมิสูญเสียความเป็นศูนย์กลางการบิน (ฮับ) และแข่งขันกับสิงคโปร์ไม่ได้นั้น เห็นว่าความเป็นฮับไม่ได้หมายถึงสนามบินสุวรรณภูมิอย่างเดียว แต่หมายถึงประเทศไทยที่จะเชื่อมโยงการเดินทางทางอากาศกับทุกสนามบินในภูมิภาคทั้งหมด และขอยืนยันว่าสนามบินดอนเมืองในปัจจุบันไม่ได้ปิดให้บริการ ยังเป็นที่ขึ้นลงของชาร์เตอร์ไฟลต์ หรือเครื่องบินเช่าเหมาลำ เครื่องบินทหาร เป็นต้น


“จะเห็นได้ว่าหากใช้บริการสนามบินสุวรรณภูมิของ ทอท. ถึงสิ้นเดือนกันยายน 2550 ปริมาณผู้โดยสารจะสูงถึง 44.7 ล้านคน ขณะที่ขีดความสามารถของสนามบินสุวรรณภูมิเบื้องต้นรองรับผู้โดยสารได้ถึง 45 ล้านคนเท่านั้น” นายโชติศักดิ์ กล่าว


ที่มา:โพสต์ทูเดย์ (19ม.ค50)

January 17, 2007

นกแอร์เปิดเที่ยวบินปฐมฤกษ์ กรุงเทพ - กระบี่ แล้ว

เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2550 ที่ผ่านมา ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ สายการบินนกแอร์ได้เริ่มทำการบินเที่ยวบิน จากกรุงเทพมหานครสู่กระบี่แล้ว โดยในเที่ยวบินปฐมฤกษ์นี้ นายพาที สารสิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร นายปิยะ ยอดมณี รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารอาวุโสสายงานจัดการธุรกิจ นายสีหพันธุ์ ชุมสาย ณ อยุธยา รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการตลาดพร้อมด้วยทีมผู้บริหารได้เดินทางด้วยเที่ยวบิน DD7910 ในเวลา 9.35 น. ซึ่งเป็นเที่ยวบินแรกจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิสู่ท่าอากาศยานนานาชาติกระบี่ โดยมีกัปตันสรรใจ บุญมา รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายปฏิบัติการบิน เป็นกัปตันในเที่ยวบินนี้ นอกจากนั้นนายพาที สารสิน ได้มอบปรกาศนียบัตรให้แก่ผู้โดยสารในเที่ยวบินนี้เพื่อแสดงว่าเป็นผู้โดยสารในเที่ยวบินปฐมฤกษ์ของนกแอร์สู่กระบี่อีกด้วย
จากนั้นเวลา 11.00 น. เครื่องบินโบอิ้ง 737-400 เทียวบินปฐใกษ์ ดังกล่าวได้เดินทางมาถึงท่าอากาศยานนานาชาติกระบี่ โดยมีนายศิวะ ศิริเสาวลักษณ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ นายพิเชษฐ์ พันธุ์วิชาติกุล อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดกระบี่ และบุคคลสำคัญอื่น ๆ ของจังหวัดกระบี่ อาธิ ผู้พิพากษาหัวหน้าศาล ผู้อำนวยการท่าอากาศยาน รอต้อนรับ พร้อมด้วยคณะระบำในชุดชาวเกาะและพวงมาลัยดอกไม้
เมื่อผู้บริหารสายการบินนกแอร์ และแขกผู้มีเกียรติได้เดินเข้าสู่อาคารผู้โดยสารแล้ว นายศิวะ ผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ ได้กล่าวต้อนรับการเปิดเที่ยวบินสู่กระบี่ของนกแอร์ โดยแสดงความยินดี ที่ทำให้ชาวกระบี่และนักท่องเที่ยวมีทางเลือกมากขึ้นและการที่มีสายการบินหลายสายมากขึ้นสู่จังหวัดกระบี่ จะช่วยส่งเสริมเศรษฐกิจการท่องเที่ยวของกระบี่ให้ดียิ่งขึ้น เช่นเดียวกับเมืองท่องเที่ยวอื่น ๆ ของไทย
หลังจากนั้นนายพาที ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายการบินนกแอร์ ได้กล่าวในโอกาสทำการเปิดเที่ยวบินปฐมฤกษ์ครั้งนี้ว่าสายการบินนกแอร์ยินดีอย่างยิ่งที่ได้ทำการบินสู่จังหวัดกระบี่ ซึ่งการขยายเส้นทางบินของนกแอร์ครั้งนี้เป็นไปตามความมุ่งมั่นของสายบการบินที่จะเปิดโอกาสให้คนไทยและนักท่องเที่ยวได้เดินทางได้สะดวกสบายมากขึ้น ด้วยแนวคิดสายการบินต้นทุนต่ำที่มีค่าโดยสารสมเหตุสมผล
ในเวลาต่อมา ผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ ผู้บริหารสายการบินนกแอร์ พร้อมด้วยแขกผู้มีเกียรติท่านอื่น ๆ ได้ร่วมกันตัดริบบินเปิดสำนักงานของสายการบินนกแอร์ที่สนามบินกระบี่อย่างเป็นทางการ พร้อมนิมนต์พระสงฆ์ มาทำพิธีเจิมสำนักงานใหม่นี้เพื่อความเป็นสิริมงคล
สายการบินนกแอร์จะทำการบินในเส้นทาง กรุงเทพ-กระบี่-กรุงเทพ วันละ 2 เที่ยวบิน ตั้งแต่วันที่ 15 มกราคมนี้เป็นต้นไป ด้วยเครื่องบินแบบโบอิ้ง 737-400 ซึ่งมีความจุได้มากถึง 156 ที่นั่ง

HFlight News Agent - รายงาน

January 16, 2007

‘คมนาคม’ย้ำอย่าด่วนสรุปใช้ดอนเมือง

โพสต์ทูเดย์ — “พล.ร.อ.ธีระ” ยันยังไม่สรุปย้ายไม่ย้ายดอนเมือง ชี้ขอรอทุกอย่างชัดเจนเมื่อได้รับข้อมูลจากหน่วยงานรับผิดชอบพร้อมคณะรัฐมนตรีอนุมัติ

พล.ร.อ.ธีระ ห้าวเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า การเปิดใช้สนามบินดอนเมืองยังไม่ได้ข้อสรุป เพราะได้ให้นโยบายแก่กรมการขนส่งทางอากาศ (ขอ.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับไปศึกษา รายละเอียดว่า จะใช้สนามบินดอนเมืองอย่างไรตั้งแต่ช่วงที่เข้ามารับตำแหน่งรัฐมนตรี และให้พิจารณาว่าการกลับมาใช้ประโยชน์สนามบินดอนเมืองจะต้องมีการพิจารณาถึงรายละเอียดอย่างชัดเจน ซึ่งขณะนี้หน่วยงานที่รับผิดชอบยังไม่ได้รายงานเรื่องใดเข้ามา คาดว่าทุกอย่างจะชัดเจนเมื่อได้รับรายงานและเสนอเข้าสู่ ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีพิจารณาตัดสินใจเรียบร้อยแล้ว


“ที่ผ่านมาผู้บริหาร ทอท.บางท่านออกมาให้ข่าวเรื่องการย้ายสนามบิน แต่ผม ไม่เคยแสดงความเห็นว่าเห็นด้วยหรือไม่ กับการกลับมาใช้ดอนเมือง การดำเนินการใดๆ ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจะต้องคำนึงถึง ทุกอย่างให้รอบคอบก่อนที่จะตัดสินใจ อีกทั้งเราเพิ่งเปิดใช้สนามบินสุวรรณภูมิได้ไม่นาน หากให้ย้ายไปย้ายมา จะสร้างความเชื่อมั่นให้กับชาวต่างชาติได้อย่างไร” พล.ร.อ.ธีระ กล่าว


นายทัศพล แบเลเว็ลด์ ประธาน เจ้าหน้าที่สายการบินไทยแอร์เอเชีย เปิดเผยว่า ได้ยื่นหนังสือให้รัฐมนตรี ว่าการกระทรวงคมนาคมเพื่อพิจารณาทบทวนว่าควรจะย้ายสายการบินต้นทุนต่ำ (โลว์คอสต์ แอร์ไลน์) ทั้งในประเทศและต่างประเทศกลับมาให้บริการที่สนามบินดอนเมือง ซึ่งไม่ควรย้ายกลับเพียงแค่การให้บริการเฉพาะภายในประเทศ หรือพอยท์ทูพอยท์ เพียงอย่างเดียว เพราะในส่วนของ ไทยแอร์เอเชีย คงไม่สามารถให้บริการได้อย่างสมบูรณ์ เพราะติดปัญหาเรื่องการให้บริการเครื่องบินมีไม่เพียงพอ รวมถึงพนักงานที่ให้บริการด้วย ทั้งนี้หากรัฐบาลพิจารณาแล้วมีมติเห็นชอบก็ยินดี ที่จะปฏิบัติตามนโยบาย

ที่มา:โพสต์ทูเดย์(16ม.ค50)

January 14, 2007

แอร์เอเชียอัดทอท. ถอยหลังลงคลอง ยืนกรานไม่ขอย้าย ไปบินที่ดอนเมือง

เมื่อวันที่ 13 มกราคม นายทัศพล แบเลเว็ลด์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายการบินไทยแอร์เอเชีย เปิดเผยว่า สำหรับมติที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทท่าอากาศยานไทย จำกัด(มหาชน) ทอท.เมื่อวันที่ 11 มกราคมที่ผ่านมาว่า ที่ประชุมเห็นชอบให้มีการใช้ประโยชน์ท่าอากาศยานดอนเมืองเพิ่มเติม โดยจะมีการเปิดบินเส้นทางการบินภายในประเทศแบบจุดต่อจุดเพิ่มเติมนั้น ไทยแอร์เอเชียเห็นว่าเป็นแนวทางที่สายการบินไม่สามารถปฏิบัติได้
โดยในส่วนของไทยแอร์เอเชียจะเกิดความยุ่งยากในการจัดการฝูงบิน เนื่องจากจะต้องใช้เครื่องบินสลับในการให้บริการทั้งเส้นทางการบินภายในประเทศและต่างประเทศ โดยแนวทางดังกล่าวยังก่อให้เกิดความยุ่งยากในการจัดการฝูงบินแยกสนามบินออกเป็น 2 แห่ง
อย่างไรก็ตาม จากรายงานเบื้องต้นขณะนี้มติของบอร์ด ทอท.ดังกล่าวจะยังต้องมีการเสนอให้กระทรวงคมนาคมเห็นชอบอีกครั้ง แต่หากยังคงผลสรุปเป็นเช่นเดิมนั้น ไทยแอร์เอเชียยืนยันจะไม่กลับไปทำการบินที่ท่าอากาศยานกรุงเทพแน่นอน
"ความเห็นส่วนตัวเห็นว่า มาตรการดังกล่าวเป็นความคิดที่ถอยหลังเข้าคลอง และไม่มีประเทศใดจัดระบบการบินในลักษณะดังกล่าว โดยส่วนใหญ่อาจะมีการกำหนดลักษณะแบบพอยด์ ทู พอยด์ ก็จะไม่มีการจำกัดว่าเป็นเส้นทางการบินภายในประเทศหรือต่างประเทศ แนวทางดังกล่าวนี้นอกจากจะปฏิบัติตามได้ยากแล้ว ยังสร้างความสับสนให้แก่ผู้ใช้บริการ และที่ผ่านมามีผู้ประกอบการธุรกิจสายการบินตั้งคำถามถึงที่มาของวิธีดังกล่าว และกลายเป็นเรื่องขำขันในวงการธุรกิจการบิน" นายทัศพล


ที่มา:แนวหน้า(14ม.ค50)

January 12, 2007

บอร์ด AOT ไฟเขียวใช้ดอนเมืองบินในปท.ตามความสมัครใจ

นางกัลยา ผกากรอง รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ (สายงานแผนงานและการเงิน) บมจ. ท่าอากาศยานไทย (AOT) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการมีมติให้ความเห็นชอบการใช้ท่าอากาศยานดอนเมือง เพื่อรองรับปริมาณการจราจรทางอากาศที่ทำการบินแบบจุดต่อจุด (Point-to-Point) ภายในประเทศ โดยอยู่บนพื้นฐานของความสมัครใจของสายการบิน
ทั้งนี้ จะนำเสนอกระทรวงคมนาคมเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบต่อไป


ที่มา:โพสต์ทูเดย์ Breaking News (12ม.ค50)

January 11, 2007

ทอท.พร้อมดำเนินการย้ายฐานสายการบินภายในกลับดอนเมือง

15:16 น. นายโชติศักดิ์ อาสภวิริยะ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. กล่าวถึงกรณีที่

จะย้ายฐานปฏิบัติการของเส้นทางการบินภายในประเทศกลับมาเปิดให้บริการที่ท่าอากาศยานกรุงเทพ (ดอนเมือง) ทั้งหมด แทนท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ว่า กรณีดังกล่าวมีความเป็นไปได้ ทันทีที่รัฐบาลประกาศนโยบายทาง ทอท.พร้อมดำเนินการตามนโยบายทันที แต่อย่างไรก็ตาม ทอท.ขอเวลาในการเตรียมสถานที่เพื่อรองรับการกลับมาให้บริการที่ท่าอากาศยานกรุงเทพ ของสายการบินต่างๆ อย่างน้อย 45-60 วัน-


ที่มา: สำนักข่าวเนชั่น (11 ม.ค. 50)

ลดเฟสสุวรรณภูมิ หดเหลือ3รันเวย์ โดเมสติกคืนรัง



"สรรเสริญ"ล้มแผนแม่บท"สุวรรณภูมิยุคทักษิณ" ไฟเขียวทอท.ทบทวนแผนลงทุนที่เหลือ 4 เฟต ลดสเกลลง ให้สอดรับกับแผนเปิดใช้ 2 สนามบิน หลังโยก"โดเมสติก"กลับดอนเมือง จัดอันดับ 5 ประเด็นเร่งด่วน เป็นเกณฑ์ตรวจสอบความคืบหน้าแก้สารพัดปัญหานับร้อยเรื่องในสนามบินแห่งใหม่ ระบุผลศึกษาการทบทวนแผนแม่บท ขยายได้มากสุดแค่ 3 รันเวย์


นายสรรเสริญ วงศ์ชะอุ่ม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ"ว่า ได้มอบนโยบายแก่ผู้บริหารบริษัทท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน)หรือทอท.ไปพิจารณาทบทวนแผนแม่บทลงทุนขยายสนามบินสุวรรณภูมิ ที่ต้องปรับปรุงใหม่ให้สอดรับกับแผนย้ายเที่ยวบินในประเทศ(โดเมสติก)กลับมาใช้ที่สนามบินดอนเมือง ซึ่งเอื้อต่อการกระจายการให้บริการผู้โดยสารออกเป็น 2 สนามบิน


ทั้งยังส่งผลให้ประเทศไทยไม่มีความจำเป็นต้องขยายการลงทุนมากมายตามแผนแม่บทเดิมที่วางไว้ เช่น การสร้างรันเวย์ ที่จะเพิ่มเป็น 3-5 รันเวย์ หรือสร้างอาคารผู้โดยสารอีกหลายหลัง ก็ต้องทบทวนให้เหมาะสม ว่าควรจะมีกี่รันเวย์ หรือกี่อาคาร รวมถึงพิจารณากรอบเวลาในการขยายสนามบินใหม่ เพราะหากเปิดใช้ดอนเมือง ก็จะช่วยชลอการลงทุนในแต่ละเฟตของสุวรรณภูมิออกไปอีก และลดภาระทางการเงินของทอท.ด้วย ซึ่งจะต้องปรับปรุงแผนโดยอิงแนวโน้มการขยายตัวของผู้โดยสารเป็นหลัก


ดังนั้นโจทย์ในการตัดสินใจเปิดใช้ดอนเมือง จึงผูกพันกับการปรับปรุงแผนแม่บทของสุวรรณภูมิ ซึ่งได้จี้ให้บอร์ดทอท.เร่งสรุปแผนการเปิดใช้ดอนเมืองภายในเดือนมกราคมนี้ โดยต้องพิจารณาตามผลศึกษาข้อดี ข้อเสียที่จะเกิดขึ้น ก่อนเดินหน้าปรับปรุงแผนแม่บทสุวรรณภูมิ และเสนอให้ภาครัฐพิจารณาต่อไป โดยเหตุผลหลักที่ควรจะเปิดใช้สนามบินดอนเมืองอีกครั้ง มาจาก 3 ปัจจัยหลัก ซึ่งประกอบด้วย


สนามบินสุวรรณภูมิมีความสามารถรองรับผู้โดยสารได้เพียง 45 ล้านคน ขณะที่ปัจจุบันจำนวนผู้โดยสารที่มาใช้บริการมีสูงถึง 43 ล้านคน ขณะนี้สุวรรณภูมิยังไม่ได้ดำเนินการขยายไว้รองรับ และหากก่อสร้างกว่าจะแล้วเสร็จก็ต้องใช้ระยะเวลานาน 4-5 ปี รวมทั้งการเปิดใช้สนามบินสุวรรณภูมิที่ผ่านมายังมีปัญหามากมาย เช่นเรื่องการบริการ ความไม่สะดวกสบาย ซึ่งอาจจะต้องปิดพื้นที่บางจุดเพื่อซ่อมแซมและปรับปรุง ในขณะที่สนามบินดอนเมืองยังใช้งานได้ดี และให้บริการเครื่องบินที่บินชาร์ตเตอร์ไฟล์ทและเครื่องบินวีไอพีอยู่แล้ว ระบบการใช้งานทุกอย่างยังดี และช่วยลดความแออัดของสุวรรณภูมิ ซึ่งสนามบินอื่นๆ ของต่างประเทศก็มีการเปิดใช้สนามบินที่ 1 และ 2 ควบคู่กัน การบริหารจัดการก็สามารถทำได้


"หากย้ายมาใช้ดอนเมืองควบคู่สุวรรณภูมิ ทอท.มิได้เสียประโยชน์แต่อย่างใด แต่


สายการบินอาจมีภาระในเรื่องการขนย้ายและการตกแต่งสำนักงานต่างๆ เพื่อบริการผู้โดยสาร


รวมทั้งหากเปิดบริการใหม่ที่สนามบินดอนเมืองอีกครั้ง การดูแลจัดการกิจการต่างๆ ภายในสนามบินจะต้องเปิดให้เอกชนเข้ามาดูแลจัดการธุรกิจ โดยการเปิดสัมปทานธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องซึ่งเอกชนจะต้องเสนองานเข้ามาอย่างเป็นระบบและจะต้องมีความโปร่งใส"


นายสรรเสริญ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ยังได้จัดหมวดหมู่จัดอันดับความสำคัญ 5 เรื่องหลักเพื่อใช้เป็นเกณฑ์ตรวจสอบความคืบหน้าในการแก้ไขปัญหาต่างๆในสุวรรณภูมิ ซึ่งบอร์ดทอท.ได้สรุปปัญหามากว่า 100 เรื่อง และได้เข้าไปตรวจสอบแล้วพบว่ากว่า 80% เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นจริง โดย 5 เรื่องหลัก ได้แก่ปัญหาพื้นที่รันเวย์ทรุด ปัญหาความไม่สะดวกของอาคารผู้โดยสาร ปัญหาคลังสินค้า ปัญหาโครงข่ายเชื่อมโยงการขนส่ง และปัญหาเรื่องเสียง ซึ่งได้ให้นโยบายแก่ผู้บริหารทอท.ไปตั้งคณะทำงานในแต่ละเรื่อง เพื่อแก้ไขปัญหา คาดว่าต้องใช้เวลากว่า 1 ปี ก็จะเห็นว่าปัญหาต่างๆจะคลี่คลายได้


นอกจากนี้ยังได้แนะนำว่าหลังการเวรคืนที่ดินเพื่อช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบทางเสียงรอบสนามบินสุวรรณภูมิแล้ว ทอท.ควรจะพิจารณานำที่ดินดังกล่าวมาดำเนินกิจกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับสนามบิน เช่น การสร้างคลังสินค้า จุดพักระบบการขนส่งสินค้า เพื่อส่งเสริมกิจกรรมทางด้าน


โลจิสติกส์ ด้วย


ด้านแหล่งข่าวระดับสูงจากบริษัทท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน)หรือทอท. เปิดเผยว่า ในขณะนี้ทอท.อยู่ระหว่างปรับปรุงทบทวนแผนแม่บทของสนามบินสุวรรณภูมิในสมัยรัฐบาลทักษิณ ซึ่งกำหนดแผนขยายไว้ 5 เฟต เพื่อรองรับการเพิ่มผู้โดยสารเป็น 120 ล้านคนในปี2568 ควบคู่ไปกับพิจารณาย้ายเที่ยวบินโดเมสติกและการบินแบบ Point-to-point (จะไม่มีการแวะจอดเครื่องบินบนเส้นทางผ่านเพื่อรับส่งผู้โดยสารที่ต้องการใช้บริการเชื่อมต่อกับเที่ยวบินอื่น)กลับมาไว้ที่สนามบินดอนเมือง ซึ่งผู้บริหารทอท.มีความเห็นว่า หากจะเปิด 2 สนามบินควบคู่กันไปการขยายสนามบินสุวรรณภูมิในเฟต 2 และ 3 ควรจะลดขนาดของโครงการลงทุน


"เช่น ในเฟต 2 ที่จะขยายการรองรับผู้โดยสารเพิ่มเป็น 54 ล้านคน ก็สมควรจะลดขนาดการก่อสร้างอาคารเทียบเครื่องบินรองหลังที่ 1 ลง จากเดิมที่วางความยาวของอาคารไว้ 1,000 เมตร ก็น่าจะลดลงมาครึ่งหนึ่ง ปรับแบบมาเน้นเรื่องความสูงของอาคารเพื่อรองรับการจอดเทียบของเครื่องบินโดยสารขนาดใหญ่ เช่น แอร์บัส 380 เพราะอาคารเทียบผู้โดยสารปัจจุบันเพดานค่อนข้างต่ำไม่เหมาะสำหรับรองรับเครื่องบินขนาดใหญ่


การก่อสร้างรันเวย์ ก็จะสร้างได้สูงสุด 3 รันเวย์ด้านตะวันตกเท่านั้น เพราะหากจะขยายสร้างรันเวย์เส้นที่ 4 ด้านตะวันออก จะต้องเวรคืนพื้นที่รอบสนามบินอีกกว่า6-7 พันไร่ ซึ่งเป็นเรื่องลำบาก หากมี 3 รันเวย์ก็น่าจะเพียงพอต่อการขยายสนามบินในอนาคต ทั้งยังต้องพิจารณากรอบเวลาในการลงทุนด้วย เพราะหากเปิดใช้ดอนเมืองควบคู่ไปกับสนามบินสุวรรณภูมิ ก็จะชะลอการลงทุนในเฟต 2 ไปได้อีกถึงปี 2553-2554 จากแผนเดิมที่รัฐต้องเริ่มลงทุนแล้ว "


อนึ่งแผนแม่บทสนามบินสุวรรณภูมิในยุครัฐบาลทักษิณ วางกรอบไว้ทั้งหมด 5 เฟต โดยเฟตแรก รองรับผู้โดยสาร 45 ล้านคน มีสิ่งก่อสร้างหลัก คืออาคารผู้โดยสารทางด้านทิศเหนือ อาคารเทียบเครื่องบินหลักด้านทิศเหนือ และรันเวย์ 2 รันเวย์ ซึ่งเปิดไปแล้ว มูลค่าลงทุน 1.2 แสนล้านบาท เฟต 2 รองรับผู้โดยสารเพิ่มเป็น 54 ล้านคน สร้างอาคารเทียบเครื่องบินรองหลังที่ 1 ทางวิ่งเส้นที่ 3 กำหนดแล้วเสร็จปี 53 ลงทุนราว 4 หมื่นล้านบาท เฟต3 รองรับผู้โดยสารเพิ่มเป็น 73 ล้านคน แล้วเสร็จปี58 ต้องขยายอาคารผู้โดยสารด้านทิศเหนือ และสร้างอาคารเทียบเครื่องบินรองหลังที่ 2 เฟต 4 รองรับผู้โดยสาร95 ล้านคน เสร็จปี63 สร้างอาคารผู้โดยสารด้านทิศใต้ อาคารเทียบเครื่องบินหลักด้านทิศใต้ รันเวย์เส้นที่ 4 และเฟตที่ 5 รองรับผู้โดยสาร120 ล้านคน เสร็จปี68 โดยขยายอาคารผู้โดยสารด้านทิศใต้และขยายอาคารเทียบเครื่องบินหลักด้านทิศใต้

ที่มา: ฐานเศรษฐกิจ (11-13 ม.ค. 50)

ทะลุ1พันครัวเรือนอ่วมพิษเสียงดัง เครื่องบินขึ้น-ลงสุวรรณภูมิ คมนาคมแบไต๋ใช้ดอนเมือง

ตะลึง! ชาวบ้านได้รับผลกระทบขึ้น-ลงเครื่องบิน "สุวรรณภูมิ" พุ่งกว่า 1 พันหลังคาเรือน "คมนาคม" หน้าแตก สั่ง ทอท.-กรมควบคุมมลพิษตรวจสอบตัวเลขอีกรอบก่อนเสนอ


"ชัยสวัสดิ์" 12 ม.ค.นี้ "สรรเสริญ" แบไต๋ ย้ายกลับดอนเมือง แต่โบ้ยบอร์ด ทอท.ชี้ขาด

นายชลอ คชรัตน์ รองปลัดกระทรวงคมนาคม ในฐานะประธานคณะทำงานศึกษาแนวทางการบริหารจัดการที่ดินบริเวณรอบท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เปิดเผยว่า จากการสำรวจชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบด้านเสียงจากการขึ้น-ลงของเครื่องบิน ล่าสุด พบว่ามีบ้านที่ได้รับผลกระทบทางเสียงขึ้น-ลงเกิน 40 NEF หรือเกิน 70 เดซิเบล กว่า 1,000 หลังคาเรือน ซึ่งจะต้องซื้อคืนพื้นที่ทั้งหมดจากประชาชน จากเดิมที่มีผลกระทบเพียง 71 หลังคาเรือนเท่านั้น

ดังนั้น ได้สั่งการให้ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท.ร่วมกับกรมควบคุมมลพิษ เร่งศึกษาผลกระทบที่เกิดขึ้นว่าข้อเท็จจริงเป็นเช่นไร เพื่อให้ได้ข้อสรุปที่ชัดเจนอีกครั้งเพื่อเสนอนายชัยสวัสดิ์ กิตติพรไพบูลย์ ปลัดกระทรวงคมนาคม ในฐานะประธานคณะกรรมการติดตามการแก้ปัญหามลภาวะทางเสียงสนามบินสุวรรณภูมิ พิจารณาในวันที่ 12 ม.ค.นี้ ก่อนเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่ออนุมัติงบประมาณค่าชดเชยให้กับชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบ

"ตัวเลขที่สำรวจยังไม่แน่นอน แต่เบื้องต้นที่ได้รับผลกระทบทางเสียงเพิ่มก็มีประมาณกว่า 1,000 หลังคาเรือน แต่จริงๆ แล้วมันมีมากกว่านั้นเยอะเลย ซึ่งคณะทำงานกำลังเร่งสรุปตัวเลขให้แน่ชัดอีกครั้ง เพื่อหาข้อสรุปที่ชัดเจน" นายชลอกล่าว

นายชลอกล่าวว่า ได้มอบหมายให้กรมการขนส่งทางอากาศ (ขอ.) เร่งศึกษาข้อมูลจากสนามบินชั้นนำทั่วโลกด้วย เพื่อมาประเมินว่ามีความจำเป็นที่จะต้องขยายทางวิ่ง-ทางขับ หรือรันเวย์สนามบินสุวรรณภูมิ เพิ่มจาก 2 รันเวย์ เป็น 4 รันเวย์หรือไม่ เพราะเกรงว่าหากมีการขยายรันเวย์ ผลกระทบด้านเสียงจะครอบคลุมพื้นที่มากขึ้น

รายงานข่าวแจ้งว่า หลังจากที่ประชุมคณะกรรมการ (บอร์ด) ทอท.มีมติเห็นชอบให้ ทอท.คัดเลือกบริษัทประเมินที่อยู่อาศัย เพื่อทำการสำรวจที่อยู่อาศัยรอบสนามบินสุวรรณภูมิทั้งหมด 42 หมู่บ้าน หรือประมาณ 12,000 หลังคาเรือนว่า ได้รับผลกระทบด้านเสียงมากน้อยแค่ไหน จากนั้นให้ ทอท.ปรับปรุงบ้านในแต่ละหมู่บ้าน ซึ่งอาจทำเป็นบ้านตัวอย่าง 1-2 หลังคาเรือนเป็นการนำร่องในการแก้ปัญหาก่อน ถ้าได้ผล ผู้ที่ได้รับผลกระทบรายอื่นสามารถขอให้ ทอท.ดำเนินการแก้ไขให้ได้

สำหรับบริษัทที่ทำการประเมิน จะคัดเลือกจากบริษัทที่อยู่ในบัญชีรายชื่อของคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (กลต.) ที่มีอยู่ 40 บริษัท ใช้งบว่าจ้างประมาณ 85 ล้านบาท แบ่งเป็นการสำรวจความเสียหายผลกระทบด้านเสียง 60 ล้านบาท และอีก 25 ล้านบาทใช้ในการปรับปรุงซ่อมแซมบ้านเรือนด้วยการติดตั้งอุปกรณ์ป้องกันเสียงให้กับเจ้าของบ้าน

นายสรรเสริญ วงศ์ชะอุ่ม รมช.คมนาคม กล่าวถึงการย้ายกลับมาใช้บริการที่สนามบินดอนเมืองว่า ต้องขึ้นอยู่กับการพิจารณาของ ทอท.ถึงประโยชน์ที่จะกลับมาใช้ดอนเมือง ทั้งนี้ กระทรวงคมนาคมมีหน้าที่รับฟังเหตุผลก่อนที่จะนำเสนอรายละเอียดสู่ที่ประชุม ครม.

"ก่อนหน้านี้ ทอท.ได้รายงานเกี่ยวกับการให้บริการในสนามบินสุวรรณภูมิว่า ขณะนี้มีผู้โดยสารใช้บริการกว่า 43 ล้านคน อีกไม่นานจะเต็มความจุ 45 ล้านคน หากจะสร้างอาคารเพื่อรองรับ จะต้องใช้เวลากว่า 3-4 ปีในการก่อสร้าง ซึ่งนโยบายกระทรวงก็ชัดเจนว่าควรจะใช้ของเก่าให้เกิดประโยชน์ที่สุด อย่างไรก็ตาม ต้องรอผลการประชุมบอร์ด ทอท.วันที่ 11 ม.ค.นี้ ว่าจะมีแนวทางอย่างไร" นายสรรเสริญกล่าว.


ที่มา: แนวหน้า (11 ม.ค. 50)

January 09, 2007

ทอท.ส่งทหารคุมเข้มสุวรรณภูมิ ไม่เชื่อมือ "ล็อกซเล่ย์"ทำหน้าที่รปภ. คมนาคมหาช่องยกเลิกสัญญาว่าจ้าง

พล.ร.อ.ธีระ ห้าวเจริญ รมว.คมนาคม ยอมรับว่ายังไม่พอใจผลการดำเนินงานการรักษาความปลอดภัยในท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ของบริษัท เอเชีย ซิเคียวริตี้ เมเนจเมนท์ จำกัด (บริษัทที่มีล็อกซเล่ย์ เป็นแกนนำ)ที่บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด(มหาชน)หรือ ทอท. ว่าจ้างให้เป็นผู้ดำเนินการ ซึ่งตนได้สั่งการให้บริษัทเร่งเพิ่มบุคลากร และเพิ่มความกวดขันด้านมาตรการต่างๆไปแล้ว

ทั้งนี้ ล่าสุดพล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก ในฐานะประธานกรรมการ(บอร์ด)ทอท. กล่าวว่าได้อยู่ระหว่างการแก้ไขปัญหาดังกล่าว และได้เสริมกำลังทหาร และตำรวจ เพื่อดูแลความปลอดภัยในท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้ใช้บริการสนามบินแล้ว

ขณะเดียวกัน ทอท.อยู่ระหว่างการพิจารณารายละเอียดสัญญาว่าจ้าง ว่า บริษัทดำเนินการตรงตามเงื่อนสัญญาจ้างหรือไม่ หากพบว่าบริษัทดำเนินการไม่ตรงตามเงื่อนไขสัญญา หรือไม่มีผลงานเป็นที่น่าพอใจ ทอท. สามารถยกเลิกสัญญาได้ เพื่อรักษาผลประโยชน์ขององค์กร เพราะเมื่อบริษัทรับงานไปแล้ว จะต้องทำงานอย่างที่ เพื่อให้มีผลงานที่ดีและมีประสิทธิภาพ

ด้านนายโชติศักดิ์ อาสภวิริยะ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ทอท. กล่าวว่า ขณะนี้คณะทำงานแก้ไขปัญ หาทุจริตและประพฤติมิชอบในการจัดซื้อจัดจ้าง และการให้สัมปทาน ซึ่งมีนายคัมภีร์ แก้วเจริญ กรรมการทอท.เป็นหัวหน้าคณะ อยู่ระหว่างการตรวจสอบรายละเอียดสัญญาระหว่างทอท.กับ บริษัท เอเชีย ซิเคียวริตี้ฯ คาดว่าจะแล้วเสร็จและได้ข้อสรุปภายในเดือนมกราคมนี้

"การตรวจสอบรายละเอียดสัญญาว่าจ้างดังกล่าว จะต้องพิจารณาอย่างละเอียดรอบคอบ เพื่อป้องกันการถูกฟ้องเรียกค่าเสียหายที่จะตามมาภายหลังการยกเลิกสัญญา โดยจากการประเมินผลการปฎิบัติงานของบริษัทในช่วงที่ผ่านมา พบว่าการให้บริการรักษาความปลอดภัยไม่ผ่านเกณฑ์การประเมินในหลายด้าน โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ซึ่งมีจำนวนไม่เพียงพอต่อการดูแล และการตรวจตราในจุดต่างๆ ขณะที่ปฎิภาณไหวพริบ และทักษะการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ก็ไม่ผ่านเกณฑ์การประเมินเช่นกัน" นายโชติศักดิ์ กล่าว


ที่มา: แนวหน้า (9 ม.ค. 50)

January 08, 2007

ทอท.ชงคมนาคมอนุมัติใช้2แอร์พอร์ต ย้ายบินในปท.30%กลับดอนเมืองมี.ค.นี้

"ทอท." แบไต๋ชัดเตรียมแผนย้ายเที่ยวบิน 30% กลับ "ดอนเมือง" ดีเดย์มีนาคมนี้ "โชติศักดิ์ อาสภวิริยะ" เปิด 3 ปัจจัยบีบและเร่งต้องตัดสินใจประกาศขอความร่วมมือสายการบินย้ายด่วน เพื่อคลี่คลาย "การลงทุนใหม่" กว่า 5 หมื่นล้านบาท ปริมาณผู้โดยสารแออัดเกิน 45 ล้านคน/ปี และได้ใช้ทรัพย์สินจากดอนเมืองโกยรายได้ตามจริง



นายโชติศักดิ์ อาสภวิริยะ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า แผนปฏิบัติการเปิดบริการสนามบินนานาชาติในกรุงเทพฯ พร้อมกัน 2 แห่งในรูปแบบ dual airport ทั้งดอนเมืองและสุวรรณภูมิมีรูปแบบการดำเนินงานอย่างชัดเจน เตรียมย้ายเที่ยวบินบางส่วนประมาณ 30% ของเที่ยวบินทั้งหมดกลับไปใช้สนามบินพาณิชย์ดอนเมืองให้บริการผู้โดยสารเป็นประจำ คาดว่า ทอท.จะสามารถทำได้ภายในไม่เกินตารางบินฤดูร้อนปลายเดือนมีนาคม 2550

ขณะนี้คณะทำงานร่วมเพื่อการย้ายเที่ยวบินจากสุวรรณภูมิกลับไปดอนเมืองนั้น อยู่ระหว่างพิจารณาว่าจะย้ายทั้งเที่ยวบินในประเทศ (domestic) และระหว่างประเทศ (international) ทั้ง 2 อย่างตามความสมัครใจของแต่ละสายการบินหรือไม่ กลยุทธ์อันดับแรกจะเลือกเที่ยวบินประเภท point to point บินจากต้นทาง-ปลายทางเพียงจุดเดียวเป็นหลัก

เงื่อนไขสำคัญการย้ายครั้งนี้ต้องไม่ไปยุ่งกับเที่ยวบินเชื่อมต่อไปยังจุดต่อไป หรือ connecting flight เป็นภาระหรือส่งผลกระทบต่อสายการบิน และต้องไม่สร้างความลำบากให้แก่ผู้โดยสาร

นายโชติศักดิ์กล่าวว่า จากการรวบรวมข้อมูลในเชิงการศึกษาวิจัยพบว่า ทอท. ต้องตัดสินใจสร้างความกระจ่างทางธุรกิจเพื่อเร่งการพัฒนาธุรกิจสนามบิน และบริการนักท่องเที่ยวเดินทางทั้งคนไทยและต่างประเทศอย่างมีคุณภาพและประสิทธิภาพในระยะยาว รวมถึงการหวังผลระยะยาวด้านการลงทุนของรัฐบาล มีแรงกระตุ้นเร่งด่วนจาก 3 ปัจจัย ได้แก่

1) การลงทุนเมกะโปรเจ็กต์สุวรรณภูมิเฟสแรก ระหว่าง 2549-2551 ออกแบบไว้รองรับผู้โดยสารเพียง 45 ล้านคน แนวโน้มปี 2550 ประเมินแล้วเห็นว่าจะมีผู้โดยสารใช้มากถึง 43 ล้านคน ต้องเร่งตัดสินใจว่าจะใช้ 1 หรือ 2 สนามบินในกรุงเทพฯ เพราะหากใช้สุวรรณภูมิเพียงสนามบินเดียวผู้โดยสารจะเริ่มเต็มตั้งแต่ปี 2551 เมื่อไปวิเคราะห์การลงทุนขยายอาคารผู้โดยสารเพิ่มหลังใหม่ หรือ midfield concord ต้องใช้เวลา 3-4 ปี หรือถ้าจะขยายอาคารผู้โดยสารแบบประหยัด (low cost terminal) ต้องใช้เวลา 10 เดือน

2) งบประมาณลงทุนใหม่ ถ้าจะต้องทำโครงการ อาคารผู้โดยสารหลังใหม่ ต้องใช้เงินขั้นต่ำเพิ่มอีก 50,000 ล้านบาท ถ้าทำโลว์คอสต์เทอร์มินัลต้องใช้เงินขั้นต่ำ 1,500 ล้านบาท แต่ถ้ากลับไปใช้ดอนเมืองก็ไม่ต้องใช้เงินเพิ่ม หากใช้ก็เพียงการตกแต่งเพิ่มเติมไม่เกิน 100 ล้านบาท

3) การใช้ทรัพย์สินเดิมที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจและการพัฒนารายได้อย่างแท้จริง ในการย้ายเที่ยวบินประมาณ 30% จากสุวรรณภูมิกลับไปดอนเมือง ทอท.จะได้ใช้ทรัพย์สินให้เกิดรายได้ ลดการแออัดของเที่ยวบินและผู้โดยสาร ปัญหาความเดือดร้อนจากมลพิษเสียงเครื่องบินในประเทศ 30% ของทั้งหมดที่กระทบชาวบ้านรอบสุวรรณภูมิจะลดลง จะช่วยให้ชุมชนดอนเมืองกลับมามีคึกคักใกล้เคียงสภาพเดิม

สำหรับขั้นตอนการเสนอขอย้ายเที่ยวบิน บางส่วนจากสุวรรณภูมิกลับดอนเมืองนั้น นายสรรเสริญ วงศ์ชะอุ่ม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม กำกับดูแล ทอท.มีนโยบายกับฝ่ายบริหาร ทอท.ให้เร่งสรุปข้อมูลเป็นทางการส่งมายังกระทรวงคมนาคมโดยเร็ว ส่วนกรมการขนส่งทางอากาศจะให้ข้อแนะนำถึงกรอบมาตรฐานการบินตามหลักจราจรสากล เมื่อได้ข้อสรุปทั้งเรื่องปัจจัยสนับสนุนและความเห็นของประชาชน ทอท.จะส่งให้กระทรวงคมนาคมนำเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาอนุมัติ หลังเสร็จสิ้นขั้นตอนมีมติ ครม.เห็นชอบ ทอท. จะสามารถเตรียมการย้ายได้ภายในไม่เกิน 45 วัน หรือภายในไม่เกิน 27 มีนาคม 2550 ทันตามการปรับตารางบินฤดูร้อนของทุกสายการบิน

นายอภินันทน์ สุมนะเศรณี กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ยังคงยืนยันความเห็นเดิม หาก ทอท.จะย้ายเที่ยวบินบางส่วนกลับมาใช้ดอนเมือง เป็นเงื่อนไขบีบให้การบินไทยต้องเสนอลงทุนจัดตั้งสายการบินต้นทุนต่ำ เอื้องหลวงแอร์ไลน์ขึ้นมารักษาส่วนแบ่งตลาดในประเทศ เพราะไม่สามารถพึ่งนกแอร์ได้ แต่จะไปผลกระทบเรื่องโครงสร้างฝูงบินซึ่งมีอยู่อย่างจำกัด 87 ลำ ต้องใช้บินทั้งในและต่างประเทศกว่า 450 เที่ยว/วัน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าสายการบินหลักในประเทศอีก 6 สาย ได้แก่ วัน บางกอก แอร์เวย์ส ทู โก/โอเรียนท์ไทย นกแอร์ พีบีแอร์ อยู่ระหว่างการรอดูท่าทีและความชัดเจนของ ทอท. และกระทรวงคมนาคมว่าจะมีมาตรการใดเข้ามาสนับสนุน