3เดือนสุวรรณภูมิ ไร้อนาคต"ฮับ"การบิน
จากวันที่ 28 ก.ย.49 ถึงปัจจุบัน ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เปิดทำการมานาน 3 เดือนแล้ว ภายใต้การบริหารของ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. ถือเป็นของขวัญอีกชิ้นหนึ่งของคนไทยที่รอคอยกันมานานแสนนานกว่า 40 ปี
สนามบินแห่งนี้ถูกคาดหวังให้เป็นประตูสู่เอเชีย เป็นศูนย์กลางทางการบินในภูมิภาค (ฮับ) และยิ่งใหญ่ไม่แพ้สนามบินแห่งใดในโลก
ประกอบกับได้คาดการณ์การเจริญเติบโตของผู้โดยสารในอนาคตว่ามีผู้โดยสารเข้าออก กว่า 45 ล้านคนต่อปี จากเดิมที่ท่าอากาศยานกรุงเทพหรือดอนเมืองรองรับได้ 38 ล้านคนต่อปี
เฉพาะในส่วนของบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) โดย นายวัลลภ พุกกะณะสุต รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ฝ่ายการพาณิชย์ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) คาดการณ์ว่า จำนวนผู้โดยสารในปี"50 จะโตขึ้น 5-6% จากเดิมในปี"49 เพิ่มขึ้นเพียง 2-3% ขณะที่อัตราความสามารถในการบรรทุกผู้โดยสารจะเพิ่มขึ้น 4%
นายพาที สารสิน กรรมการผู้จัดการบริษัท สายการบินนกแอร์ จำกัด ให้ความเห็นว่า ธุรกิจการบินในปี"50 นั้นจะขยายตัวมากขึ้นแม้ว่าในประเทศจะยังมีปัญหาด้านการเมือง แต่ไม่ส่งผลกระทบต่อธุรกิจดังกล่าวเพราะปัจจุบันประชาชนเห็นความจำเป็นของการเดินทางโดยเครื่องบินมากยิ่งขึ้น เพราะได้รับความสะดวกสบายและราคาค่าตั๋วก็ไม่สูงนัก
อย่างไรก็ตาม การเปิดใช้สนามบินสุวรรณภูมินั้นเห็นว่ายังมีข้อบกพร่องคือระบบการขนส่งมวลชนยังไม่พร้อม ทำให้ประชาชนไม่ได้รับความสะดวกและค่าใช้จ่ายของสายการบินต่างๆ ก็สูงขึ้น จึงเห็นว่าควรจะแยกสายการบินในประเทศให้ขึ้นลงที่สนามบินดอนเมืองเหมือนเดิม
นายอุดม ตันติประสงค์ชัย ประธานกรรมการสายการบินวันทูโก แสดงความคิดเห็นว่า ถ้าจะให้คะแนนสุวรรณภูมิตอนนี้ติดลบในทุกด้าน เสียดายเวลา เสียดายงบประมาณที่ลงทุนไปเป็นแสนล้าน เวลาที่ก่อสร้างกว่า 40 ปี แต่เรากลับทำได้แค่นี้ ประตูด่านแรกของประเทศ แต่ไม่ได้ทำให้เกิดความประทับใจเลย ทั้งๆ ที่ประเทศเราได้เปรียบในแง่ของการเป็นศูนย์กลางการบินมากกว่าประเทศเพื่อนบ้านใกล้คียง แต่หากยังปล่อยให้เป็นอย่างนี้ต่อไป สิงคโปร์ มาเลเซีย จะกลายเป็นศูนย์กลางทางการบินแทน
นอกจากนั้น ยังเห็นว่าภาครัฐควรอนุมัติให้สายการบินในประเทศทุกแห่งกลับมาใช้สนามบินดอนเมืองได้อีกครั้ง ซึ่งจะทำให้ผู้โดยสารได้รับความสะดวกในการเดินทาง ที่สำคัญทำให้ ทอท.ประหยัดงบประมาณในการก่อสร้างอาคารสำหรับผู้โดยสารสายการบินโลว์ คอสต์ ที่ใช้งบฯกว่า 1,000 ล้านบาท
ย้อนไปวันเปิดใช้สนามบินเชิงพาณิชย์อย่างเป็นทางการ ท่ามกลางเสียงคัดค้านของหลายฝ่ายก่อนหน้านั้น เพราะการก่อสร้างทั้งในและนอกอาคารผู้โดยสารยังไม่แล้วเสร็จ
แม้จะมีการทดสอบความพร้อมในทุกด้านทั้งการขึ้นลงของเครื่องบิน ความพร้อมของระบบสายพานลำเลียงกระเป๋าและสัมภาระ การเช็กอินตั๋วโดยสาร เป็นต้น และผู้บริหารของท่าอากาศยานก็ยืนยันหนักแน่นว่าพร้อม 100% มั่นใจว่าการเปิดใช้จะไร้ปัญหา
แต่นับตั้งแต่วันเปิดใช้ความโกลาหลเกิดขึ้นแทบทุกส่วนบริการ เช่น ระบบเช็กอินตั๋วโดยสารบางเคาน์เตอร์ของบางสายการบินไม่มีพนักงานมาให้บริการ ผู้โดยสารได้รับกระเป๋าล่าช้าเฉลี่ยนานไม่ต่ำกว่า 1 ชั่วโมง และมีอีกไม่น้อยที่รอไม่ไหวจนต้องสละกระเป๋าสัมภาระและแจ้งเคลมภายหลัง เพราะหากรอต่อไปอาจตกเครื่อง ฯลฯ
ปัญหาเหล่านี้ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ทำให้เครื่องบินดีเลย์เฉลี่ยไม่ต่ำกว่าชั่วโมง ท้ายสุดต้องให้ทหารมาช่วยลำเลียงกระเป๋าเข้าสายพาน และต้องเพิ่มจำนวนวิทยุติดตามตัว เพื่อให้เจ้าหน้าที่มีช่องทางติดต่อกันได้ ทำให้ปัญหาดังกล่าวคลี่คลายได้อย่างหวุดหวิด
นอกจากนี้ร้านค้าจำหน่ายสินค้าปลอดภาษีที่งอกขึ้นหนาตาจนบดบังป้ายบอกทาง บางจุดก็ขวางทางสัญจรผู้โดยสาร รวมถึงตัวหนังสือบอกตารางการบินก็เล็ก ผู้โดยสารจะต้องเดินเข้าไปเพ่งมองใกล้ๆ
รวมถึงการที่กำหนดให้ไม่มีการประกาศแจ้งเตือนผู้โดยสาร เพราะอ้างว่าเป็นหลักการของสนามบินสากลที่มีความทันสมัย ทำให้ผู้โดยสารจำนวนไม่น้อยต้องเสียเวลาเดินหาประตูขึ้นเครื่อง และยิ่งเสียเวลากับป้ายบอกทางที่มีลูกศรชี้ทางที่สับสน
ส่วนปัญหาที่มองข้ามไม่ได้คือ ห้องน้ำไม่เพียงพอกับจำนวนของผู้โดยสาร แถมที่มีอยู่ก็อยู่ในสภาพที่ไม่เรียบร้อย สกปรก และออกแบบมาไม่เหมาะสม
นอกจากนี้ยังมีกระแสข่าวถึงความไม่ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานในสนามบินสุวรรณภูมิออกมาเป็นระยะๆ ซึ่งทางผู้บริหารของทอท. และเจ้าหน้าที่ตำรวจยืนยันว่าอาจเป็นเพียงข่าวลือ เพราะไม่เคยมีผู้เสียหายมาแจ้งความดำเนินคดี
มีปัญหามลพิษทางเสียงที่เกิดขึ้นจากการขึ้นลงของเครื่องบิน ซึ่งประชาชนที่อาศัยอยู่ในบริเวณใกล้เคียงสนามบิน ได้รับความเดือดร้อนกันถ้วนหน้า
ช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา ทอท.และฝ่ายที่เกี่ยวข้องมีการแก้ไขปัญหาบางอย่างให้ลุล่วง บางเรื่องก็บรรเทาเบาบางลง
แต่บางปัญหาที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข หาก ทอท.ยังเพิกเฉย ก็มีความเป็นไปได้สูงว่า สนามบินสุวรรณภูมิ จะไม่เหลือความภาคภูมิใจให้ได้เห็นอีกต่อไป
วันนี้ ผู้บริหารควรหันมายอมรับความเป็นจริงที่เกิดขึ้นเสียทีว่าการเป็นศูนย์กลางทางการบินของเอเชีย ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการมีปริมาณการขึ้นลงของเครื่องบิน ผู้โดยสารที่คับคั่ง หรือความใหญ่โตโอ่อ่า ของสนามบินเท่านั้น
เพราะจะมีประโยชน์อะไร หากสนามบินที่มีคุณสมบัติเหล่านี้ อย่างสุวรรณภูมิ แต่กลับไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อสนองความต้องการของเจ้าหน้าที่ และผู้ปฏิบัติงานที่สนามบิน รวมทั้งผู้โดยสารซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของสนามบินอย่างแท้จริง เมื่อมีการทักท้วงเพื่อให้มีการแก้ไข แต่กลับได้ข้ออ้างแบบข้างๆ คูๆ ว่า เป็นการออกแบบตามหลักของสนามบินสากลทั่วโลก
เมื่ออ้างกันอย่างนี้ ป้ายบอกทางก็ยังสร้างความสับสนให้กับผู้โดยสารต่อไป ป้ายบอกตารางการบินก็ยังเล็กเหมือนเดิม และอาจรวมถึงการมีพื้นที่เชิงพาณิชย์เต็มพรึ่บ จนทำให้ผู้โดยสารไม่ได้รับความสะดวกในการเดินทางภายในอาคาร
จนมีคนกล่าวว่าสนามบินแห่งนี้เป็นห้างสรรพสินค้า ที่เดินทางมาขึ้นเครื่องบินได้
ทั้งหมดนี้ สะท้อนให้เห็นถึงประสิทธิภาพการบริหารงานของผู้บริหารทอท. ที่ไม่มีประสบการณ์ในการบริหารสนามบิน
ปีหน้าฟ้าใหม่ หวังว่าสนามบินสุวรรณภูมิจะมีการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น สมกับเป็นสนามบินแห่งความภาคภูมิใจของคนไทยทั่วประเทศ
ไม่ได้เป็นเพียงสนามบินถูกใช้เป็นแหล่งแสวงหาผลประโยชน์ของคนไม่กี่กลุ่ม อย่างที่เป็นอยู่
ที่มา: ข่าวสด (31 ธ.ค. 49)