เปิดขยะใต้พรมหลังเร่งเปิดใช้สนามบินสุวรรณภูมิ ต้องตามแก้ปัญหากันอุตลุต คาดอัดงบฯแก้ปัญหาเพิ่มอีกนับหมื่นล้าน ทั้งแก้แบบอาคารผู้โดยสารโลว์คอสต์แอร์ไลน์ พื้นที่ส่งออกสินค้าสด เพิ่มห้องน้ำและสิ่งอำนวยความสะดวกรับผู้โดยสารปีละ 45 ล้านคน รวมทั้งเงินชดเชยแก่ผู้เดือดร้อน ด้าน สผ.เตรียมออกกฎบังคับจัดสรรป้องกันเสียงดัง ผู้ประกอบการร้องจ๊าก ต้นทุนพุ่ง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า โครงการสนามบินนานา ชาติสุวรรณภูมิที่รัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เร่งรัดให้เปิดบริการในเชิงพาณิชย์ตั้งแต่ 28 กันยายนที่ผ่านมาจนถึงวันนี้ได้เกิดความเสียหายตามมาทั้งทางด้านชื่อเสียง ภาพลักษณ์และการบริการ
ส่วนประเด็นสำคัญคืองบประมาณที่ใช้ไปแล้วกับสนามบินใหม่กว่า 1.57 แสนล้านบาทนั้น ขณะนี้งบประมาณยังบานปลายชนิดเลือดไหลไม่หยุด เพราะในสมัยรัฐบาลทักษิณได้ตัดสินใจลดแบบการก่อสร้างทั้งระบบและประกาศเป็น "ผลงาน" ชิ้นโบ แดงในกรณีการประหยัดค่าใช้จ่ายนับหมื่นล้านบาท
แต่วันนี้มีการประเมินจากผู้เชี่ยวชาญหลายฝ่ายแล้ว งบประมาณที่จะต้องก่อสร้างและเพิ่มสิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆ อาจจะใช้งบประมาณเกินกว่า 10,000 ล้านบาทก็เป็นไปได้
รายงานข่าวแจ้งอีกว่า จนถึงขณะนี้ ทอท.ยังไม่สามารถหาข้อสรุปที่ชัดเจนได้ว่า จะต้องจ่ายเงินเพิ่มในส่วนต่างๆ ในอีกหลายเรื่องนอกจากเงินชดเชย ผู้ได้รับความเดือดร้อนแล้วยังมีเรื่องการลงทุนก่อสร้างเพิ่มรอบนอก ซึ่งประกอบด้วย 1.อาคาร ผู้โดยสารต้นทุนต่ำ 2.พื้นที่ขนส่งสินค้าทางอากาศนอกเขตปลอดอากร นำเข้า-ส่งออกสินค้าสดประเภทผัก ผลไม้ ดอกไม้ เนื่องจากเกิดปัญหาภายหลังให้สัมปทานบริษัทไปเรียบร้อย แต่ซอฟต์แวร์ Air Cargo Communication System ของบริษัท ไทย แอร์พอร์ตส กราวด์ เซอร์วิสเซส (TAGS) ผู้รับจ้างเอาต์ซอร์ซทำงานกับผู้ค้าส่งไม่ได้ สร้างความเสียหายด้านส่งออกตั้งแต่วันแรก 500 ล้านบาท 3.การก่อสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกบริเวณอาคารจอดรถโดยสาร และการลงทุนใหม่ก่อสร้างที่พักรถแท็กซี่มิเตอร์คิวขนาดจอดได้ 20,000 คัน
รวมถึงการลงทุนเพิ่มในอาคารผู้โดยสาร เพื่อสร้างห้องน้ำที่เดิมทำไว้ไม่เพียงพอรองรับผู้โดยสาร 45 ล้านคน/ปี ต้องเพิ่มอีกอย่างต่ำ 200-300 ห้อง การจัดหาเก้าอี้ที่นั่งผู้โดยสารเข้ามาติดตั้งใหม่พื้นที่เคาน์เตอร์เช็กอิน และภายในอาคารพื้นที่สะพานเทียบประตู ซึ่งปัจจุบันคิง เพาเวอร์ กรุ๊ป ได้สัมปทานดูแลทั้งหมดกว่า 33,000 ตร.ม. กำลังถกเถียงกันโดยหาข้อยุติแน่นอนไม่ได้ ว่าจะรื้อพื้นที่เชิงพาณิชย์เพื่อติดตั้งเก้าอี้เพิ่มบริเวณใดได้บ้าง
วัสดุสเป็กต่ำ ปัญหาบานปลาย
ต่อมาก็เป็นเรื่องการจัดซื้อวัสดุ อุปกรณ์ สนามบิน ตลอด 5 ปีที่รัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณมอบหมายให้รัฐมนตรีกระทรวงคมนาคมตั้งแต่ยุคนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ จนถึงยุคสุดท้ายนายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล ล้วนถูกร้องเรียนเรื่องการลดวงเงินงบประมาณในอาคาร ผู้โดยสาร จากเดิมรัฐบาลประชาธิปัตย์กำหนดไว้ในบัญชีอย่างชัดเจน 45,000 ล้านบาท รัฐบาลไทยรักไทยประกาศเป็นความชอบว่าสามารถลดวงเงินเหลือ 36,000 ล้านบาทได้
แต่ผลปรากฏว่าสเป็กวัสดุ อุปกรณ์ ที่นำมาใช้มีปัญหาเรื่องคุณภาพ ตั้งแต่หลังคาผ้าใบไปจนถึงเรื่องจิปาถะในห้องน้ำ และภาพรวมการก่อสร้าง เทอร์มินอลผู้โดยสาร น้ำไม่ไหล ไฟไม่สว่าง กระแสไฟฟ้าเคาน์เตอร์เช็กอินไม่เพียงพอ แอร์ปรับอากาศไม่เย็น กลายเป็นมุมอับที่สร้างปัญหาอื่นตามมาเรื่องความไม่ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของพนักงาน ถูกแรงงานก่อสร้างลวนลาม
การจัดซื้ออุปกรณ์อื่นก็มีเรื่องฉาวโฉ่ ถูกตรวจสอบว่าขาดความโปร่งใสอย่างเอิกเกริก เช่น เครื่องตรวจวัตถุระเบิดซีทีเอ็กซ์-9000 จำนวน 26 ตัว มูลค่ากว่า 2,400 ล้านบาท การจัดซื้อต้นราชาวดีจากกลุ่ม "เสี่ยเช" หุ้นใหญ่ บริษัท จีอี อินวิชั่น จำกัด นายหน้าขายเครื่องซีอีเอ็กซ์ได้สิทธิขายต้นราชาวดีเพื่อนำมาปลูกทั่วสนามบินมูลค่ากว่า 600 ล้านบาท" ผลคือต้นไม้ที่นำเข้ามาปลูกอยู่ในสุวรรณภูมิถูกร้องเรียนว่าไม่ได้ขนาด ต่ำกว่าสเป็กที่กำหนดไว้ และในช่วงแรกตายไปเป็นจำนวนมาก
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การจ้างเหมาบริษัทเอาต์ซอร์ซเข้ามารับงานภาคปฏิบัติหลังเปิดใช้สุวรรณภูมิ จำนวน 47 โครงการ สัญญา 5, 7, 10 ปี/โครงการ มูลค่าการจ้างตลอดสัญญารวมกันไม่ต่ำกว่า 80,000 ล้านบาท และโครงการจ้างเอาต์ซอร์ซส่วนใหญ่มีการล้มประมูลเขียนทีโออาร์ขึ้นมาหลายครั้ง และถูกตั้งข้อสังเกตว่าขาดความโปร่งใส ถึงขั้นพนักงานและเจ้าหน้าที่หลายฝ่ายส่งข้อมูลให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) เข้ามาตรวจสอบเร่งด่วน
เช่นเอาต์ซอร์ซโครงการระบบให้บริการพื้นที่เขตปลอดอากรสินค้าทางอากาศ (free zone operation) บริษัท ไทย แอร์พอร์ตส กราวด์ เซอร์วิสเซส จำกัด (TAGS) ได้งาน 10 ปี มูลค่ากว่า 10,000 ล้านบาท และโครงการย่อยอีก 5 รายการ มูลค่ารวมกว่า 18,000 ล้านบาท โครงการระบบให้บริการเครื่องบินไฟฟ้า 400 เฮิรตซ์ และระบบปรับอากาศ PC-AIR สัญญา 7 ปี มูลค่ากว่า 1,700 ล้านบาท โครงการรถเข็นสัมภาระกระเป๋าผู้โดยสารสนามบินของ TAGS โครงการจ้างบริษัทรักษาความปลอดภัย (รปภ.) จ้างบริษัท ล็อกซเล่ย์ จำกัด (มหาชน) 10 ปี มูลค่าการจ้างประมาณ 5,800 ล้านบาท
ภาพรวมการลงทุนที่บานปลายของสนามบินสุวรรณภูมิซึ่งการก่อสร้างและการเร่งรัดจนแล้วเสร็จเกิดขึ้นในยุครัฐบาล "ทักษิณ" ส่วนปัญหามาโผล่ในรัฐบาล "พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์"
เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2549 กระทรวงคมนาคม ผู้กำกับดูแล ทอท. และกระทรวงการคลัง ผู้ถือหุ้นใหญ่ใน ทอท. ตัดสินใจเปลี่ยนบอร์ดใหม่ยกแผง ให้ "ศรีสุข จันทรางศุ" พ้นหน้าที่ประธาน เปิดทางให้ "พลเอกสพรั่ง กัลยาณมิตร" รองผู้บัญชาการทหารบก เข้ามาแทน และรายชื่อคณะกรรมการอีก 13 คน ประกอบด้วย นายคัมภีร์ แก้วเจริญ นายวุฒิพันธุ์ วิชัยรัตน์ นายชวลิต เศรษฐเมธีกุล นายชัยศักดิ์ อังค์สุวรรณ พลอากาศเอกณรงค์ศักดิ์ สังขพงศ์ นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ พลอากาศโทอิทธิพร ศุภวงศ์ นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม นายนนทพล นิ่มสมบุญ นายต่อตระกูล ยมนาค นายยอดเยี่ยม เทพธรานนท์ นายวรากรณ์ สาม โกเศศ และนายโชติศักดิ์ อาสภวิริยะ
สผ.เสนอคุมเข้มจัดสรรใหม่
แหล่งข่าวจากสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ วันที่ 23 พฤศจิกายนนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องประกอบด้วย สผ. กรมควบคุมมลพิษ กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม ฯลฯ เตรียมเสนอให้คณะกรรมการหยิบยกประเด็นปัญหามลพิษทางเสียงจากการเปิดใช้สนามบินสุวรรณภูมิมาพิจารณา เพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบที่เกิดขึ้นกับผู้อยู่อาศัยและชุมชนบริเวณโดยรอบสนามบิน ขณะเดียวกันจะเสนอให้มีการกำหนดมาตรการป้องกันแก้ไขปัญหาดังกล่าว
โดยอาศัยอำนาจตาม พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม พ.ศ.2535 กำหนดให้ ผู้ประกอบการโครงการบ้านจัดสรรและคอนโดฯ ติดตั้งระบบป้องกันเสียงภายในบ้านและห้องชุดในคอนโดฯ เพื่อลดระดับความดังของเสียงให้อยู่ในระดับที่ไม่เป็นอันตรายต่อผู้อยู่อาศัย นอกจากนั้นจะให้โครงการจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบด้านเสียง รวมทั้งแนวทางในการแก้ไขปัญหาดังกล่าวไว้ในรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) ที่จัดทำเสนอให้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติพิจารณาด้วย
แหล่งข่าวกล่าวว่า ในอนาคตจำเป็นต้องเพิ่มความเข้มงวดในการควบคุมการก่อสร้างอาคารโดยเฉพาะที่ใช้สำหรับอยู่อาศัยและทำงาน รวมทั้งโครงการบ้านจัดสรรและคอนโดฯในทำเลสุวรรณภูมิมากขึ้นเป็นพิเศษ ซึ่งนอกจากใช้มาตรการทางด้านผังเมืองและกฎหมายควบคุมอาคารแล้ว จะอาศัย พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมฯ ออกประกาศควบคุมหรือกำหนดเงื่อนไขป้องกันปัญหาผลกระทบที่จะเกิดขึ้นตามมาด้วย เช่น ให้โครงการที่เกิดใหม่ใช้วัสดุป้องกันเสียง
"ต้องยอมรับว่าการอยู่อาศัยในพื้นที่ดังกล่าวไม่ว่าจะอยู่ในหรือนอกเส้นเสียงของเครื่องบิน ต่างได้รับผลกระทบด้านเสียง เพียงแต่จะมากหรือน้อยเท่านั้น ถ้าระดับเสียงดังเกินกว่า 40 เดซิเบล ซึ่งอยู่ในระดับที่เป็นอันตราย ก็ควรจะย้ายไปอยู่ที่อื่น
จัดสรรร้องจ๊าก
นายธำรงค์ ปัญญาสกุลวงศ์ ประธานกรรมการ บริษัท นิรันดร์เรสซิเด้นท์ จำกัด เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า ตนไม่เห็นด้วยในประเด็นที่ สผ.จะออกมาตรการทางกฎหมายเพื่อบังคับให้ผู้ประกอบการติดตั้งวัสดุป้องกันเสียงในการสร้างบ้านที่อยู่รอบสนามบินสุวรรณภูมิ เนื่องจากเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ
สำหรับพื้นที่ที่มีปัญหาในแนวเส้นเสียงนั้น ตนเห็นว่าวิธีแก้ไขปัญหาที่ดีที่สุดคือยอมจ่ายค่าชดเชยให้ แล้วให้ชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบย้ายออกจากพื้นที่ ส่วนพื้นที่ที่เวนคืนมาก็นำมาทำเป็นพื้นที่ สันทนาการที่เกิดประโยชน์ต่อสังคมต่อไป
ด้านนายศักดา โควิสุทธิ์ นายกสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน เปิดเผยว่า หากมีการออกข้อบังคับให้การก่อสร้างบ้านโดยรอบสนามบินสุวรรณภูมิต้องใช้วัสดุป้องกันเสียงถือเป็นเรื่องที่ดี และจะสามารถลดระดับความดังของเสียงที่รบกวนได้ไม่ต่ำกว่า 50% แต่จะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นไม่เกิน 1 ใน 4 ของราคาบ้าน เช่น บ้านที่มีพื้นที่ใช้สอย 100-200 ตร.ม. จะเสียค่าใช้จ่ายไม่เกิน 5 หมื่นบาท สำหรับวัสดุป้องกันเสียงได้แก่ ประตู หน้าต่างที่ทำจาก UPVC หรือไวนิล หลังคาบุด้วยโฟม รวมทั้งผนังที่ทำจากอิฐมวลเบาที่เพิ่มความหนาจากปกติ 10.5 ซ.ม.เป็น 10-12 ซ.ม. เป็นต้น
ชดเชยให้เหมาะสมกับความเสียหาย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะเดียวกันคณะกรรมการนโยบายสิ่งแวดล้อมแห่งชาติจะมีการหารือมาตรการชดเชยความเสียหายให้กับผู้ได้รับผลกระทบจากการเปิดใช้สนามบินสุวรรณภูมิ โดยจะกำหนดหลักเกณฑ์เงื่อนไขในการจ่ายเงินค่าชดเชยร่วมกับกรมธนารักษ์
อย่างไรก็ตามในส่วนของมาตรการชดเชยความเสียหายนั้น นอกจากจะต้องหาแนวทางการดำเนินการที่เหมาะสม ทั้งวิธีการและวงเงินที่จะชดเชยให้ผู้ได้รับผลกระทบสามารถยอมรับได้แล้ว ยังมีปัญหาเกี่ยวกับตัวเลขผู้ที่อยู่ในข่ายจะได้รับเงินค่าชดเชยที่ปัจจุบันเพิ่มขึ้นจากที่สำรวจไว้เมื่อ 5-6 ปีก่อนมาก เนื่องจากมีการเข้าไปตั้งบ้านเรือน โครงการบ้านจัดสรร คอนโดฯ ในพื้นที่โดยรอบสนามบินสุวรรณภูมิในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาจำนวนมาก
ทั้งนี้ก่อนหน้านี้บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. เคยสำรวจและจัดทำรายงานอีไอเอ โดยเตรียมเงินค่าชดเชยแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสนามบินสุวรรณภูมิประมาณ 500 ล้านบาท มีทั้งสถานที่ราชการ อาทิ อนามัย โรงเรียน โรงพยาบาล ศาสนสถาน บ้านจัดสรร คอนโดฯ เช่น ที่ปลูกสร้างก่อนปี 2544
ด้านพลเรือเอกธีระ ห้าวเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า จากรายงานของ ทอท.ในเบื้องต้น จะมีการชดเชยค่าเสียหายวงเงิน 391 ล้านบาท ให้กับชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบทางเสียง จำนวน 71 ครัวเรือน ซึ่งเป็นชาวบ้านอยู่ในพื้นที่ขั้นวิกฤต เกิน 70 เดซิเบล หรือเกิน 40 NEF มีทั้งชดเชยในรูปแบบซื้อคืนหรือปรับปรุงซ่อมแซมผนังบ้าน เพื่อช่วยลดผลกระทบทางเสียง ซึ่งได้สั่งการให้ทาง ทอท.ไปดำเนินการสำรวจแล้ว ว่ามีที่จะต้องซื้อคืนและให้ปรับปรุงซ่อมแซมให้จำนวนเท่าไหร่ ส่วนเวลานั้นยังไม่ได้กำหนดว่าจะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จเมื่อไหร่ ให้ ทอท.เร่งดำเนินการไปเรื่อยๆ จนกว่าจะหมดปัญหา
ส่วนหลักเกณฑ์การคิดค่าชดเชยให้ จะให้กรมธนารักษ์เป็นคนกลางช่วยประเมินราคาให้ ว่าจะต้องจ่ายให้กับชาวบ้านแต่ละรายเท่าไหร่ โดยใช้ราคาประเมินในปัจจุบัน โดยผู้ที่จะได้รับค่าชดเชยจะเป็นผู้ที่สร้างที่อยู่อาศัยมาก่อนปี 2544 ถ้าหลังจากนั้นคงจะไม่ชดเชยให้ เพราะถือว่ารู้ล่วงหน้าแล้ว
คมนาคมเร่งเคลียร์ 3 ปัญหาใหญ่
นายสรรเสริญ วงศ์ชะอุ่ม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในฐานะกำกับดูแล ทอท. เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า การจัดการแก้ไขปัญหาสนามบินสุวรรณภูมิเป็นเรื่องที่ใหญ่และมีความสำคัญมาก ในขณะนี้ได้จัดลำดับการแก้ปัญหาที่จะทำไปพร้อมกัน 3 เรื่อง คือ การแก้ปัญหาภายในสนามบินทั้งส่วนของผู้โดยสารและส่วนของผู้ขนส่งสินค้าทางอากาศ การเข้าถึงสนามบินและลานจอดรถ เรื่องที่ 2 มลพิษทางเสียงที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนซึ่งขยายไปมากกว่า 20 ชุมชน เรื่องที่ 3 การจัดการระบบบริการที่จะอำนวยความสะดวกให้กับผู้โดยสารและผู้ใช้บริการทุกกลุ่ม โดยจะต้องทำทั้ง 3 เรื่องให้เป็นเรื่องเร่งด่วนแก้ไขให้จบโดยเร็วที่สุด
โดยจะใช้บอร์ดชุดที่ได้รับการแต่งตั้งใหม่เมื่อวันที่ 16 พ.ย.ที่ผ่านมา ที่มี พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร เป็นประธานบอร์ด เป็นหัวหน้าทีมปฏิบัติควบคู่กันไปทั้ง 2 ทาง คือ 1.แนวทางการพัฒนาสนามบินไปข้างหน้าให้ดีที่สุด 2.ตรวจสอบในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง อะไรก็ตามทุกเรื่องที่เป็นความเสียหายแก่บ้านเมืองและผลประโยชน์ของประชาชนในความเห็นส่วนตัวคิดว่าในเบื้องต้นบอร์ดต้องสามารถชี้ได้ว่าอะไรที่ผิด และความเหมาะสมในขั้นตอนต่อไปควรอย่างยิ่งที่จะต้องมีบทลงโทษ โดยการหาผู้ที่กระทำความผิดมารับผิดชอบ ทั้งนี้เพื่อพิสูจน์ว่าการเข้ามาของคณะปฏิรูปได้พิสูจน์ให้เห็นว่า จะต้องทำให้ทุกเรื่องที่เกี่ยวกับประเด็นทุจริตคอร์รัปชั่นมีความกระจ่าง
ส่วนปัญหาที่กำลังถกเถียงกันอยู่ในขณะนี้เรื่องของมลพิษเสียงที่กระทบต่อชุมชนนั้น หากจะกล่าวถึงต้นตอของปัญหาก็ควรย้อนกลับไปทบทวนว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องปล่อยให้มีการก่อสร้างหมู่บ้านได้อย่างไร สำหรับทางออกเฉพาะหน้าในขณะนี้คือ 1.ถ้าชุมชนจะอยู่ใกล้ๆ สนามบินต่อไปรัฐบาลก็จะต้องมีมาตรการเสริมที่จะเข้ามาดูแลช่วยเหลือ
2.หากจะต้องย้ายชุมชนออกไปก็ต้องกำหนดการจ่ายค่าชดเชยอย่างชัดเจน แต่สิ่งที่เป็นอุปสรรคอยู่ขณะนี้คือ ขั้นตอนหรือระเบียบปฏิบัติตามขั้นตอนของการจ่ายเงินค่าชดเชยนั้น มีขั้นตอนและวิธีของรัฐวิสาหกิจซึ่งต้องอาศัยเวลาอีกทั้งมูลค่าหรือการตีราคาบ้านแต่ละหลังก็จะต้องทำอย่างรอบคอบโดยต้องหาทีมคณะกรรมการกลางเข้ามา แต่สิ่งที่เป็นไปได้มากที่สุดคือ ทอท.ควรจะไปเจรจากับผู้อยู่อาศัยที่มีความพร้อมและย้ายออกจากพื้นที่ได้ทันที และสามารถรับค่าชดเชยได้ตามกรอบที่เหมาะสม
นอกจากนี้ ยังกล่าวถึงแผนการพัฒนาสนามบินดอนเมืองที่ยังว่างอยู่ในขณะนี้ว่า อย่างไรก็ตาม ดอนเมืองก็ยังมีบทบาทเป็นสนามบินเชิงพาณิชย์อยู่จะพิจารณาให้เป็นสนามบินประจำมีเที่ยวบินประจำขึ้นลงหรือไม่ ยังต้องขอศึกษาในรายเอียดข้อมูลทั้งหมดจากผลการศึกษาเดิมอีกครั้ง และภายในไตรมาสที่ 1 ปี 2550 คาดว่าจะมีแนวทางการพัฒนาที่ชัดเจนในเชิงนโยบายและรูปแบบปฏิบัติออกมา หากกล่าวถึงความเป็นไปได้ดอนเมืองก็เหมาะที่จะเป็นศูนย์กลางสนามบินเอเชียในการฝึกนักบินที่ฝึกบินเครื่องขนาดใหญ่ เพราะปัจจุบันมีความต้องการจากตลาดค่อนข้างสูง
ที่มา: ประชาชาติธุรกิจ (20 พ.ย. 49)