HFlight รีวิวสายการบิน โรงแรม จองโรงแรมทั่วโลก - หน้าแรก
- กลับหน้าแรก -
หน้าแรก | จองโรงแรมที่พัก | ข่าวการบิน | Webboard | สายการบิน | กิน-เที่ยว-เดินทาง | รีวิวโรงแรม | คู่มือเที่ยวเมืองนอก | ลงโฆษณา

  
 

« October 2006 | Main | December 2006 »

November 29, 2006

บางกอกแอร์เวย์สได้รับรางวัลสายการบินยอดเยี่ยมจากสนามบินฮ่องกง

เมื่อเร็วๆนี้ สายการบินบางกอกแอร์เวย์สได้รับรางวัลจากท่าอากาศยานนานาชาติฮ่องกง ในฐานะสายการบินยอดเยี่ยม หรือ “Best New Airline 2005/2006 โดยพิจารณาจากความเจริญเติบโตของจำนวนผู้โดยสารที่มีอัตราเพิ่มสูงเฉลี่ยถึง 28% ต่อปี ตั้งแต่เปิดให้บริการบินสู่ฮ่องกงเมื่อเดือนเมษายน 2548 ที่ผ่านมา

สายการบินบางกอกแอร์เวย์สให้บริการในเส้นทาง สมุย – ฮ่องกง สัปดาห์ละ 5 เที่ยวบินโดยเปิดให้บริการเพิ่มขึ้นจาก 3 เที่ยวบิน ภายในระยะเวลา 1 ปี เครื่องบินที่ใช้เป็นเครื่องบินแบบโบอิ้ง 717 ขนาด 120 ที่นั่ง ใช้เวลาในการเดินทางบินประมาณ 2 ชม. 30 นาที จึงทำให้เกาะสมุยเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายในกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวฮ่องกง

ทั้งนี้ทางสายการบินมีแผนการที่จะเพิ่มเที่ยวบินภายในปีหน้า

ที่มา: บางกอกแอร์เวย์ (28 พ.ย. 49)

สรรเสริญถกโลว์คอสต์ต้นปีหน้า หารือข้อเสนอย้ายกลับ"ดอนเมือง"

นายสรรเสริญ วงศ์ชะอุ่ม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ในต้นเดือนมกราคมปีหน้า จะเชิญสายการบินและผู้ที่มีธุรกิจเกี่ยวข้องภายในสนามบิน รวมทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาหารือเกี่ยวกับกรณีการใช้ประโยชน์สนามบินดอนเมืองเพื่อให้ได้ข้อยุติว่าไทยควรมีเพียงสนามบินเดียวที่เป็นสนามบินหลัก คือ สนามบินสุวรรณภูมิ หรือควรมีสองสนามบิน คือดอนเมืองและสุวรรณภูมิ ตามที่สายการบินต้นทุนต่ำ (โลว์คอสต์ แอร์ไลน์) เรียกร้องขอย้ายการบริการกลับมาที่สนามบินดอนเมือง

"ถ้าเป็นไปได้ ก็อยากให้ได้ข้อสรุปภายในเดือนมกราคม หรือไม่เกินเดือนกุมภาพันธ์ เพื่อให้มีความชัดเจน เพราะจะได้รู้ว่าทั้งสนามบินสุวรรณภูมิและดอนเมืองจะมีแนวทางการพัฒนาอย่างไรต่อไป รวมทั้งเครือข่ายการขนส่ง เช่น สายสีแดง จะได้มีความชัดเจนด้วย"

ด้านนายจุฬา สุขมานพ โฆษกกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า แนวโน้มภาครัฐต้องการให้ไทยมีสนามบินหลักเพียงแห่งเดียว เพราะการมีสองสนามบินจะทำให้ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น ซึ่งภาระจะไปตกอยู่ที่ผู้โดยสาร แต่ทั้งนี้ยังมีอุปสรรคว่าสนามบินสุวรรณภูมิมีปัญหาในการให้บริการมาก ซึ่งภาครัฐต้องเร่งแก้ไข เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและลดกระแสการเรียกร้องให้มี 2 สนามบิน (กรอบบ่าย)

ที่มา: มติชน (29 พ.ย. 49)

ขู่ประจาน"สุวรรณภูมิ" ไม่ปฏิบัติตามกฎหมายสิ่งแวดล้อม

ที่ประชุม ขอ.- สศช.-สนข.-สวนใหญ่ไม่เห็นด้วยให้โลคอสต์ย้ายกลับดอนเมือง แต่รอชี้ขาดเดือนกุมภาพันธ์ 2550 อีกครั้ง ยอมรับระบบยังไม่เข้าที่ ด้านผู้เดือดร้อน"สุวรรณภูมิ" ยื่นคำขาดรัฐบาลแก้ปัญหามลภาวะทางเสียง ขู่จะเดินขบวนไปประสานถึง "สุวรรณภูมิ" และประจานต่างประเทศ

ด้านสามารถเทลคอม ยืนยันระบบไอทีสุวรรณภูมิสมบูรณ์แบบเต็มที่แล้ว นายสรรเสริญ วงค์ชะ อุ่ม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยภายหลังการหารือร่วมกับ กรมขนส่งทางอากาศ (ขอ.) สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่ง ชาติ (สศช.) และสำนักงานนโยบาย และแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) มาตรวจสอบข้อมูลแนวทางการใช้ประโยชน์ระหว่างสนาม บินสุวรรณภูมิ และสนามบิน ดอนเมือง เพื่อการพิจารณาว่าจะ ให้มีการใช้สนามบินเดียวหรือ 2 สนามบินควบคู่ ทั้งนี้ ตนจะเชิญสายการบินต้นทุนต่ำ และสายการบินอื่น ๆ ร่วมถึง ขอ. สนข. สศช. และผู้ที่มีบทบาทเกี่ยวข้อง เข้าประชุมหารืออีกครั้ง ภายในต้นเดือนมกราคมนี้ เพื่อให้ข้อสรุปในการใช้สนามบินอย่าง ชัดเจนภายในเดือนกุมภาพันธ์ 2550 นาย ชัยศักดิ์ อัง ค์สุวรรณ อธิบดีขอ. กล่าวว่า ที่ประชุมมอบหมายให้ทุกหน่วยงานทำการประชุมและรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับการใช้ระบบ สนามบินเดียว และสองสนามบินและจะดำเนินการทำ ประชาพิจารณ์และสัมมนาเพื่อระดมความคิดเห็นจากทุกฝ่ายทั้งภาค รัฐ เอกชนและผู้ใช้บริการว่ามีความต้องการ อย่างไร เพื่อจะได้ดำเนินการตามความต้องการของ เสียงส่วนใหญ่ ทั้งนี้ ยืนยันว่าหากเปิดใช้ทั้งสองสนามบินทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็พร้อมจะเข้ามาบริหารจัดการเพื่ออำนวยความสะดวกให้ กับผู้โดยสาร และการเปิดใช้ทั้งสองสนามบินก็ไม่ ได้มีผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของสนามบินเพราะสนามบินดังกล่าวมีขนาด ใหญ่ และเพิ่งเปิดให้บริการในเดือนก.ย.ที่ ผ่านมา

แหล่งข่าวจากที่ประชุม กล่าวว่า เสียงส่วนใหญ่ในที่ประชุม ค่อนข้าง เห็นชอบว่าควรใช้สนามบินสุวรรณภูมิเพียงแห่งเดียว ซึ่งจะได้รับความสะดวกต่อการ บริหารจัดการภายในสนามบินเดียว มากกว่าการเปิดใช้ควบคู่ไปกับสนามบินดอนเมือง โดยอาจส่งผลกระทบให้การบริหาร จัดการเป็นไปได้ยากขึ้น รวมถึงผู้โดยสารที่เดินทางมาจากต่างประเทศ หากต้องการ ต่อเครื่องของสายการบินต้นทุนต่ำ ไปยังต่างจังหวัด จะไม่ได้รับความสะดวก

อย่างไรก็ตาม การเปิดใช้สนามบินสุวรรณภูมิใหม่ยังใหม่ จึงมีปัญหาเรื่องระบบ บริการไม่เทียบเท่ากับสนามบินดอนเมือง ซึ่งอาจเป็นอีกสาเหตุที่ทำให้สายการบินต้นทุนต่ำทุกสาย อยากกลับมาใช้สนามบิน ดอนเมือง

ด้านกลุ่มผู้ได้รับผลกระทบจากการสร้างสนามบินสุวรรณภูมิ นำโดย นางจุฑารัตน์ จันทร แกนนำกลุ่มฯ พร้อมสมาชิกกว่า 100 คน เดินทางเข้ายื่นหนังสือร้องทุกข์ถึง พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี เพื่อขอให้เร่งแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนจากการเปิดใช้สนามบินสุวรรณภูมิ โดยมีข้อเรียกร้อง คือ ขอให้พิจารณายกเลิกการใช้เส้นทางการบินผ่านหมู่บ้านทุกหมู่บ้านที่ได้รับผลกระทบ และหากไม่สามารถดำเนินการได้ตามนี้ ให้มอบหมายผู้มีอำนาจในการตัดสินใจแทน บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. มาพบกับประชาชน เพื่อเจรจาขอซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างจากประชาชนที่เดือดร้อนทุกหมู่บ้าน ในวันที่ 3 ธันวาคมนี้ เวลา 10.00 น. จนกว่าจะได้ข้อยุติทั้งหมด ซึ่งราคาที่ชดเชยจะต้องมีความยุติธรรม อยู่ใกล้เคียงชุมชนเดิม และ ทอท. ต้องจ่ายค่าชดเชยการก่อมลพิษทางเสียงและมลพิษทางอากาศให้กับประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน เป็นต้น

ทั้งนี้ หากไม่มีการดำเนินการใด ๆ ตามข้อเสนอดังกล่าว สมาชิกทุกหมู่บ้านที่ได้รับความเดือดร้อนจะเดินขบวนไปที่สนามบินสุวรรณภูมิ พร้อมทั้งให้ข่าวต่อสื่อมวลชนทั้งในและต่างประเทศว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่มีความจริงใจในการแก้ปัญหา ขาดหลักธรรมาภิบาลในการบริหารงาน ยึดประโยชน์ส่วนตนและพวกพ้อง ไม่ปฏิบัติตามกฎหมายสิ่งแวดล้อม

ขณะเดียวกัน ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ได้มีตัวแทนชาวบ้านประมาณ 100 คน จาก 7 หมู่บ้าน ที่มีครัวเรือน 3,000 ครัวเรือน อาศัยอยู่ทิศเหนือของรันเวย์ด้านตะวันตก ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เดินทางมาเพื่อเรียกร้องให้ ทอท. รับผิดชอบผลกระทบจากการเปิดใช้ท่าอากาศยาน โดยนางอุบลวรรณ ศิรคุณาโศภณ กรรมการหมู่บ้านร่มสุข กล่าวว่า นับตั้งแต่เปิดใช้ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ วันที่ 15 กันยายนที่ผ่านมา ได้เกิดมลพิษทางเสียงดังถึง 110 เดซิเบล แรงกดอากาศทำให้หลังคาแตก ผนังบ้านร้าว เกิดแรงสั่นสะเทือนต่อโครงสร้างบ้าน มีเขม่าควันลงในที่เก็บน้ำดื่มน้ำใช้ จนทำให้ประชาชนเกิดความเครียดเป็นโรคภูมิแพ้ เด็ด ๆ มีพฤติกรรมเปลี่ยนไป ประสิทธิภาพการทำงานลดลง และมีผู้เจ็บป่วยมากขึ้น ขณะที่ผู้ป่วยมีอาการทรุดหนัก บางรายถึงขั้นเสียชีวิตไปแล้ว ทั้งหมดยังไม่ได้รับการดูแลจากทางการ ทั้งที่มีการเรียกร้องไปหลายครั้ง ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บมจ.สามารถเทลคอม นำสื่อมวลชนเข้าชมระบบไอทีของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เพื่อยืนยันความพร้อมในฐานะผู้ติดตั้งระบบและเปิดใช้งาน โดยนายไพโรจน์ วโรภาษ รองประธานกรรมการบริหาร บมจ.สามารถฯ กล่าวยอมรับว่า ระบบไอทีของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิมีปัญหาบ้างในสัปดาห์แรกของการเปิดใช้งาน ส่วนใหญ่มาจากความไม่พร้อมของเจ้าหน้าที่ โดยเฉพาะระบบเช็กอิน หรือออกตั๋วโดยสาร แต่ขณะนี้ยืนยันความพร้อมสมบูรณ์แบบแล้ว และหากเทียบกับท่าอากาศยานอื่น พบว่าท่าอากาศยานสุวรรณภูมิมีปัญหาน้อยกว่า และเป็นปัญหาที่ไม่รุนแรง ทั้งนี้ ระบบดังกล่าวมีการวางเครือข่ายใยแก้วนำแสงความยาว 70 กิโลเมตร ติดตั้งกล้องซีซีทีวี จำนวน 108 ตัวทั่วท่าอากาศยานพร้อมระบบจัดเก็บภาพย้อนหลังได้ถึง 2 เดือน

ทั้งนี้ สามารถเทลคอม ยังมีสัญญาบำรุงรักษาระบบไอทีให้กับบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. อีก 2 ปี และสัญญาอีก 1 ปี ในการสนับสนุนการดำเนินงาน ขณะนี้การส่งมอบงานได้แล้วเสร็จตั้งแต่เดือนตุลาคมที่ผ่านมา แต่ ทอท.ยังเหลือเงินที่ต้องชำระให้กับสามารถฯ งวดสุดท้าย ประมาณ 500 ล้านบาท จากมูลค่าโครงการ 2,000 ล้านบาท ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการด้านเอกสาร

ที่มา: แนวหน้า (29 พ.ย. 49)

มค.ปี50รู้ผลโลว์คอสต์อยู่ไหน

โพสต์ทูเดย์ — คมนาคมไม่สรุปเรื่องย้ายสนามบิน “สรรเสริญ” ซื้อเวลาถึงมกราคมปีหน้า เบื้องต้นเห็นว่าสนามบินแห่งเดียวบริหารจัดการได้ง่ายกว่า

นายสรรเสริญ วงศ์ชะอุ่ม รัฐมนตรี ช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ได้มีการหารือกับหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องกับสนามบิน อาทิ กรมการขนส่งทางอากาศ สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร ฯลฯ เพื่อพิจารณาถึงความจำเป็นในการขอกลับมาใช้สนามบินกรุงเทพ (ดอนเมือง) ของสายการบินต้นทุนต่ำ (โลว์คอสต์แอร์ไลน์) ซึ่งขณะนี้ยังไม่ต้องการสรุป เพราะต้องการฟังข้อมูลจากฝ่ายที่เกี่ยวข้องทั้งหมดก่อน คาดว่าประมาณต้นเดือนมกราคม 2550 นี้ จะเปิดโอกาสให้มีการพูดคุยกันอย่างกว้างขวางเพื่อหาข้อสรุปไม่ให้เกินเดือนมกราคมเช่นเดียวกัน


อย่างไรก็ตาม ในช่วงนี้ยังคงยืนยันว่า สนามบินสุวรรณภูมิจะยึดตามแนวทางการเป็นซิงเกิลแอร์พอร์ต หรือสนามบินแห่งเดียว ดังนั้นกรอบแนวทางในการตัดสินใจนั้น ตอนนี้มีทิศทางที่ชัดเจนอยู่แล้ว แต่ขอรอฟังความเห็นจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเพื่อเป็นข้อมูลการตัดสินใจ ซึ่งจะต้องคำนึงในทุกๆ ปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ทั้งเรื่องของภาระต้นทุนที่เกิดขึ้น การบริหารการจัดการ


“จะรีบนัดประชุมในช่วงต้นเดือน มกราคม 2550 เพื่อจะได้สามารถตัดสินใจ และกำหนดแนวทางได้ชัดเจน เนื่องจากประเด็นที่ทำให้สายการบินต้นทุนต่ำ กลับมาใช้สนามบินดอนเมืองนั้น ยังมีข้อถกเถียงอยู่ เนื่องจากเป็นช่วงที่เพิ่งมีการ เปิดใช้สนามบินสุวรรณภูมิ ในระยะสั้น อาจทำให้เกิดความสับสนได้จึงต้องเดินหน้าให้ใช้สนามบินสุวรรณภูมิไปก่อน และเร่งแก้ไขปัญหาต่างๆ เรื่องความไม่สะดวกที่เกิดขึ้น” นายสรรเสริญ กล่าว


ในระยะกลางหรือระยะยาวอาจมีปัจจัยที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้ จะต้องดูที่ความจำเป็นและปัจจัยที่เปลี่ยนแปลง เพราะสนามบินสุวรรณภูมิสร้าง ขึ้นมาเพื่อเป็นสนามเดียว เมื่อเพิ่งเปิด ใช้สนามบินสุวรรณภูมิ หากจะให้กลับ ไปดอนเมืองใหม่ เป็นเรื่องแปลกพอสมควร แต่หากสุวรรณภูมิเต็มก็อาจกลับไปใช้ได้

ที่มา: โพสต์ทูเดย์ (29 พ.ย. 49)

November 28, 2006

บินไทยจี้แอร์บัสจ่ายเงิน ชดเชยค่าส่งมอบเครื่องช้า

ร.ท.อภินัทน์ สุมนะเศรณี กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ตามที่ บริษัทแอร์บัส ส่งมอบเครื่องบิน6ลำให้กับ การบินไทยล่าช้านั้น คาดว่าแอร์บัสจะส่งมอบ ดีเลย์ไปประมาณ 22 เดือน ซึ่งขณะนี้ ยังอยู่ในช่วงเจรจาให้ แอร์บัสจ่ายเงินชดเชยให้กับ การบินไทย เนื่องจากการบินไทยต้องเสียผลประโยชน์ อย่างไรก็ตามเรื่องนี้ต้องรอข้อสรุปจากที่ประชุมกรรมการฝ่ายบริหาร คาดว่าจะได้ข้อสรุปเร็วขึ้น หรือภายในเดือนเดือนธันวาคมนี้ จากเดิมเดือนกุมภาพันธ์2550 "คาดว่าการบินไทยจะได้รับเครื่องในต้น ปี 2009"กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ การบินไทย กล่าว ร.ท.อภินัทน์ กล่าวอีกว่า ในปีงบประมาณ 2550 (ตุลาคม2549.-กันยายน2550) การบินไทยจะเน้นเจาะกลุ่มลูกค้าชั้น พรีเมียม และบิสซิเนส คลาส มากขึ้น เนื่องจากลูกค้าที่เดินทางด้วยชั้นพรีเมียม และบิสซิเนสคลาส ส่วนมากจะเป็นนักธุรกิจ ที่เดินทางบ่อยๆ ไม่ใช่นักท่องเที่ยว ที่มาเฉพาะฤดูกาล และโดยทั่วไปแล้วหากลูกค้าดังกล่าวมีความพึงพอใจก็จะใช้บริการสม่ำเสมอ
นอกจากนี้บริษัทตั้งเป้ารายได้ปี 2550 ไว้ที่ 200,000 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 14% จากปี 49 ที่บริษัทฯ มีรายได้ 178,607 ล้านบาท โดยการบินไทยมีกลยุทธ์ในการกระตุ้นแผน การตลาด โดยเพิ่มความถี่เที่ยวบินในเส้นทางเดิมที่การบินไทยทำการบินอยู่ แล้ว ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่ทำต่อ เนื่องในการเพิ่มรายได้ รท.อภินันท์ ยังกล่าวถึง กรณีที่พนักงานบริการ ภาคพื้นหญิงของการบินไทยที่ไปให้บริการผู้โดยสารที่สนามบินสุวรรณภูมิ และถูกคนงานก่อสร้างลวนลามว่า ทาง บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. ก็ได้เพิ่มมาตรารักษาความปลอดภัยเพิ่มเติมแล้ว ซึ่งในเบื้องต้นตนมองว่า ทอท.ควรเพิ่มเติมในส่วนของแสง สว่างในอาคารให้มากกว่านี้อีก
ส่วนความเคลื่อนไหวของทาง สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจของการบินไทย ที่จะแจกใบปลิวการปฎิบัติตนให้ปลอดภัยจากการคุมคากทางเพศ ที่จะแจกให้แก่ผู้ โดยสารและพนักงานบริการหญิงทั้งหมดภายในสนามบินสุวรรณภูมินั้น นายอภินันท์ กล่าวว่า ไม่ได้ห่วงเรื่องการเคลื่อนไหวของสหภาพฯ และหากสหภาพฯจะดำเนินการใดๆ อยากให้คำนึงถึงชื่อเสียงของประเทศด้วย

ที่มา: แนวหน้า (28 พ.ย. 49)

ระวัง..."เซอร์วิสชาร์จ-มาเฟีย"!!! กระตุ้น"แท็กซี่"ปิด"สุวรรณภูมิ"ซ้ำ

3 เดือน".....
คือช่วงเวลาที่ "สนามบินสุวรรณภูมิ".....สนามบินที่รวบรวมความเป็น "ที่สุด" แห่งเอเชีย ได้เปิดใช้อย่างเต็มรูปแบบ และก็เป็น 3 เดือนที่มีสารพัดปัญหาผุดขึ้นที่ "สนามบินทอง" แห่งนี้ มีหลายเรื่องที่หนักหนาและกลายเป็นข่าวครึกโครมอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเรื่อง "มลพิษทางเสียง" และเรื่อง "ความไม่ปลอดภัย" ของพนักงานที่ถูก "คุกคาม" ทางเพศ

ล่าสุดเย็นวันที่ 26 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา "สนามบินสุวรรณภูมิ" ปรากฏเป็นข่าวอีกครั้ง ด้วยฝีมือของ "แท็กซี่มิเตอร์"!!! เกือบ 5,000 คน ที่รวมพลปิดล้อมลานรับส่งผู้โดยสาร และจอดขวางจุดกลับรถใกล้กับโรงครัวของบริษัทการบินไทยเอาไว้ เพราะไม่พอใจที่ตำรวจ สภ.ต.ราชาเทวะ แจก "ใบสั่ง" โชเฟอร์แท็กซี่มิเตอร์รายหนึ่งในข้อหา "ขับแท็กซี่โดยไม่เปิดมิเตอร์"

จากนั้นเหตุการณ์ก็บานปลายกลายเป็น "น้ำผึ้งหยดเดียว" เพราะความผิดของโชเฟอร์รายนี้เป็น "ข้อหายอดฮิต" ที่แท็กซี่หลายรายล้วนโดนมาเหมือนๆกัน จึงทำให้ "พลพรรคแท็กซี่" ไม่พอใจการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจ จนถึงขั้นรวมพล "ปิดล้อมสนามบิน" ก่อนจะมีการเจรจา 3 ฝ่าย คือ "การท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย(ทอท.)-ตำรวจ-แท็กซี่" และที่สุดเหล่าโชเฟอร์แท็กซี่พอใจในข้อตกลง จึงยอมสลายตัวไป

"การปิดล้อมครั้งนี้เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมให้แก่เพื่อนสมาชิกแท็กซี่ที่โดนใบสั่ง ซึ่งครั้งนี้ไม่ใช่เป็นครั้งแรก ไม่เพียงเท่านั้นพนักงานที่ดูแลการจัดคิวรถที่สนามบินกลับปล่อยปละละเลยให้รถแท็กซี่ผีเข้ามาวิ่งรับส่งผู้โดยสารได้อย่างเสรี โดยคิดค่าคิวจากรถดังกล่าวคันละ 20 บาทต่อเที่ยว ส่วนแท็กซี่สมาชิกนั้นต้องต่อคิวจอดรถรอนาน 2-3 ชั่วโมง จึงจะได้คิวรับผู้โดยสาร ซึ่งถือว่าไม่ยุติ ธรรมและไม่เหมาะสม ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้สนามบินเองเคยบอกกับแท็กซี่ว่าจะไม่ปล่อยให้มีรถผีมาเข้าวินอย่างเด็ดขาด" นี่เป็นเสียงสะท้อนของปัญหาอันนำมาซึ่งความไม่พอใจของแท็กซี่วินสุวรรณภูมิ ที่ "ธง ชัย ทองวอน" แกนนำโชเฟอร์แท็กซี่มิเตอร์วินสุวรรณภูมิ ถ่ายทอดออกมา

ขณะที่ "สมชัย สวัสดิผล" ผู้อำนวยการท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิ ยอมรับว่า จากที่เคยตรวจสอบพบว่ามีการปล่อยให้ "แท็กซี่ผี" และ "ลีมูซีนผี" เข้ามารับผู้โดยสารขาออกภายในสนาม บินจริง ซึ่งตนได้กำชับให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบเรื่องนี้อย่างจริงจัง พร้อมทั้งส่งข้อมูลเรื่องดังกล่าวให้ตำ รวจแล้วตั้งแต่วันที่ 7 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา

"ผมยืนยันว่าไม่มีเจ้าหน้าที่ ทอท.ไปเกี่ยวข้องในเรื่องนี้แน่ ถ้าสอบสวนพบว่ามีส่วนเกี่ยวข้อง จะต้องถูกลงโทษอย่างแรงตามกฎของบริษัท ส่วนประเด็นที่กลุ่มคนขับแท็กซี่ระบุว่าการเข้าคิวรับผู้ โดยสารต้องรอนานหลายชั่วโมง เชื่อว่าหากแก้ปัญหาเรื่องแท็กซี่ผีได้แล้ว จะช่วยให้ได้คิวเร็วขึ้น" นายสมชัย กล่าว

อย่างไรก็ตามปัญหา "แท็กซี่-ลีมูซีนผี" ที่เข้ามาชุบมือเปิบแย่งผู้โดยสารของ "แท็กซี่วิน" มิ ใช่ปัญหาข้อเดียวที่ ทอท. ต้องเร่งแก้ไข เพราะหาก "จับกระแส" ให้ลึกลงไปจะพบ"คลื่นใต้น้ำ" มาจากฝั่ง "แท็กซี่มิเตอร์" ที่ไม่พอใจระบบบริหารจัดการของ ทอท. และเคยเสนอให้มีการ "เฝ้าระวัง-ปรับปรุง" มาแล้ว แต่ดูเหมือนจะไม่ได้รับความใส่ใจเท่าที่ควร.....

ทั้งนี้ก่อนที่จะมีการเปิดใช้สนามบินสุวรรณภูมิอย่างเป็นทางการ ทาง ทอท. เคยจัดสัมมนาให้ กับกลุ่มแท็กซี่มิเตอร์มาก่อนแล้ว โดยเนื้อหาการสัมมนาพุ่งเป้าไปที่ 3 ประเด็นหลัก คือ.....
1.การจัดเก็บค่าเซอร์วิสชาร์จ
2.การคิดค่าโดยสารกรณีเรียกรถออกต่างจังหวัด
3.การจัดระเบียบรถแท็กซี่และป้องกันการเกิด "มาเฟีย" ในสนามบิน

สำหรับประเด็นที่ได้รับความสนใจที่สุด คงหนีไม่พ้นการเก็บค่า "เซอร์วิสชาร์จ" สำหรับรถแท็กซี่ที่เข้าไปจอดรอรับผู้โดยสาร ซึ่งปัจจุบันสนามบินดอนเมืองคิดอัตราค่าบริการที่ 50 บาทต่อครั้งต่อคัน แต่ทางแท็กซี่ต้องการให้ "ปรับขึ้น"

เช่นเดียวกับการเสนออัตราค่าบริการแบบ "เหมาเที่ยว" สำ หรับการว่าจ้างรถไปต่างจังหวัด เนื่องจากทำเลที่ตั้งของสนามบินสุวรรณภูมิอยู่ในเขตพื้นที่ "รอยต่อ" กับ จ.สมุทรปราการ และอยู่ไม่ไกลจากพัทยา หรือ จ.ชลบุรี มากนัก

"เดโช เอี่ยมชีรางกูร" ประธานสหกรณ์แท็กซี่สุวรรณภูมิ ระบุว่า การขอปรับขึ้นค่าเซอร์วิสชาร์จนั้นเพื่อให้สอดคล้องกับสภาพ ซึ่งอาจเป็นช่วงเวลาเร่งด่วนที่การจราจรติดขัด ซึ่งมองว่าค่าเซอร์ วิสชาร์จที่เหมาะสมควรมีอัตราประมาณ 70-100 บาท

ส่วนอัตราค่าบริการแบบเหมาเที่ยวสำหรับการว่าจ้างรถไปต่างจังหวัด ก่อนหน้านี้สหกรณ์แท็กซี่สุวรรณภูมิ ศูนย์วิทยุสื่อสารรถแท็กซี่ 12 ศูนย์ และผู้ประกอบการรถแท็กซี่รายย่อยได้สรุปความ เห็นและจัดทำตารางการจัดเก็บค่าโดยสารใหม่ครอบคลุมทั้ง 76 จังหวัด ส่งให้ ทอท. และกรมการขน ส่งทางบกพิจารณาไปแล้ว แต่ก็ยังไม่มีเสียงขานรับ!!!

นอกจากเรื่องค่าเซอร์วิสชาร์จและค่าโดยสารแล้ว.....
"มาเฟีย"!!!
ก็เป็นอีกหนึ่งประเด็นที่แท็กซี่มิเตอร์มีความเป็นห่วงอย่างยิ่ง โดยแท็กซี่รายหนึ่ง ยอมรับว่า ปัญหาดังกล่าวยังคงมีอยู่ภายในสนามบินดอนเมืองโดยเรียกเก็บค่าผ่านทางจำนวน 20 บาท สำหรับรถแท็กซี่ที่ผู้ขับขี่แต่งกายไม่ถูก ต้องตามระเบียบ คือ เป็นเสื้อเชิ้ตคอปกสีฟ้าและปักชื่อชัดเจน ที่ต้อง การเข้าไปจอดเพื่อรับผู้โดยสารในสนามบินดอนเมือง ซึ่งเป็นปัญหาที่ผู้ขับขี่รถแท็กซี่รายนี้ยืนยันว่ามีมานาน และไม่อยากให้เกิดขึ้น กับสนามบินแห่งใหม่ที่ถือเป็นหน้าตาของประเทศ

สำหรับประเด็นการปรับขึ้นค่า "เซอร์วิสชาร์จ" ทาง ทอท. ก็ระบุว่าจำเป็นต้องรอการออกประกาศ "กฎกระทรวง" โดยมี รมว.คมนาคม เป็นผู้พิจารณาเห็นชอบก่อน ดัง นั้นในระหว่างนี้แท็กซี่คงต้องเก็บเซอร์วิสชาร์จในอัตรา 50 บาทเท่าเดิมไปก่อน

ส่วนการพิจารณาค่าโดยสารแบบเหมาเที่ยวสำหรับการว่าจ้างรถไปต่างจังหวัด คงใช้เวลาไม่นานเพราะ "คณะกรรมการพิจารณาค่าโดยสาร" สามารถพิจารณาได้ทันที.....

อย่างไรก็ตาม จนบัดนี้ดูเหมือน "สารพันปัญหา" ที่พลพรรค "แท็กซี่มิเตอร์" ยื่นเสนอไปจะยังไม่มีเสียงตอบรับมาจากภาครัฐเท่าที่ควร ซึ่งย่อมไม่เป็นผลดีต่อ "สนามบินสุวรรณภูมิ" ที่เป็นเช่นหน้าตาของประเทศ เพราะมันอาจเป็นตัวกระตุ้น.....
"คลื่นใต้น้ำ".....
ให้สั่นกระเพื่อมขึ้นมาอีกได้!!!

ที่มา: แนวหน้า (28 พ.ย. 49

บอร์ดทอท.หนาวธีระสั่งบี้ สางปัญหาสุวรรณภูมิด่วน

“พล.ร.อ.ธีระ” ย้ำบอร์ด ทอท.ใช้ดุลยพินิจสะสางปัญหาทุกกรณีในสนามบินสุวรรณภูมิ เร่งแก้ไขมาเฟีย และผู้รับสินบนให้หมด

พล.ร.อ.ธีระ ห้าวเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ขณะนี้ ได้สั่งการให้คณะกรรมการ บริษัท ท่าอากาศยานไทย หรือบอร์ด ทอท. ที่มี พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก เป็นประธาน เร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาที่สะสมตั้งแต่ก่อนเปิดสนามบินสุวรรณภูมิ เพื่อให้ผู้โดยสาร หรือผู้มาใช้บริการได้รับความสะดวก โดยให้มีการจัดทำแผนเกี่ยวกับระบบการรักษาความปลอดภัยภายในสนามบินสุวรรณภูมิ รวมทั้งการตรวจสอบการดำเนินงานก่อสร้างโครงการต่างๆ ที่ผ่านมา ซึ่งถูกระบุว่ามีการทุจริต เช่น การจัดซื้อจัดจ้างเครื่องตรวจวัตถุระเบิด CTX 9000 การให้สัมปทานพื้นที่กับกลุ่มบริษัท คิงเพาเวอร์ การว่าจ้างบุคคลภายนอกเข้ามาทำงาน (Outsources) เป็นต้น


“ต้องขอเวลาในการดำเนินการแก้ไขสักพักหนึ่งก่อน ต้องเข้าใจว่าปัญหานั้นสะสมมานาน การแก้ไขก็จะเร่งทำ แต่บางอย่างต้องใช้เวลา และได้ขอให้ผู้ทำงานยึดประโยชน์ของชาติเป็นหลัก” พล.ร.อ.ธีระ กล่าว


ส่วนการประท้วงของผู้ประกอบการรถแท็กซี่นั้นเป็นเรื่องเข้าใจผิดของ เจ้าหน้าที่ และขณะนี้ได้มีการตกลงร่วมกันระหว่าง ทอท. ตัวแทนผู้ประกอบการรถแท็กซี่ และเจ้าหน้าที่ตำรวจ ในการตั้งคณะกรรมการร่วมขึ้นมาพิจารณาเรื่องนี้ ซึ่งปัญหาได้คลี่คลายลงแล้ว พร้อมกับยอมรับว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นอาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นจากผู้โดยสารได้ แต่ได้สั่งการให้เร่งแก้ไขโดยด่วน


สำหรับกรณีของ นายโชติศักดิ์ อาสภวิริยะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ทอท. ซึ่งได้ผ่านการประเมินผลการดำเนินงาน ไปแล้วนั้น เรื่องนี้ได้มอบนโยบายการทำงานให้บอร์ด ทอท.เข้าไปดูเรื่องการทุจริตในองค์กรและการก่อสร้างสนามบินสุวรรณภูมิ รวมไปถึงการพิจารณาการทำงานของผู้บริหารที่มีสัญญาการว่าจ้างจะต้องดำเนินการให้เป็นไปตามขั้นตอน ซึ่งอยู่ในอำนาจและให้อิสระบอร์ดในการพิจารณาอย่างเต็มที่


อย่างไรก็ตาม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมได้ปฏิเสธว่า ไม่เคยสั่งการให้บอร์ดไปปลดนายโชติศักดิ์ตามที่มีข่าว แต่ก็ยอมรับว่าผลงานที่ผ่านมายังไม่เป็นที่น่าพอใจ โดยเฉพาะปัญหาการเปิดใช้สนามบินและภายใน ทอท.ยังมีปัญหาอีกหลายเรื่องที่ต้องเร่งดำเนินการแก้ไข

ที่มา: โพสต์ทูเดย์ (28 พ.ย. 49)

November 27, 2006

ทุ่ม1พันล้านดอลล์ฮ่องกงต่อเติมอาคารเรือข้ามฟากเชื่อมสนามบิน

17:52 น. ท่าอากาศยานนานาชาติฮ่องกง (HKIA) เปิดเผยว่าบริษัทจะทุ่มเงินจำนวน 1 พันล้านดอลลาร์ฮ่องกง เพื่อต่อเติมอาคาร
เรือข้ามฟากที่เชื่อมต่อกับสนามบินในบริเวณสามเหลี่ยมปากแม่น้ำเพิร์ล

ท่าอากาศยานฮ่องกงเปิดเผยว่า การต่อเติมอาคารท่าเรือที่มีชื่อว่าSkyPierจะรวมถึงการสร้างระบบโป๊ะข้ามฟากอัตโนมัติ (APM)เพื่อเชื่อมต่อระหว่างอาคารท่าเรือข้ามฟากกับอาคารรับส่งผู้โดยสาร

อาคาร SkyPierที่ได้รับการปรับปรุงจะแบ่งเป็น 4 ชั้น และมีพื้นที่รวมทั้งสิ้น 16,000 ตารางเมตร หรือมีขนาดใหญ่กว่าอาคารท่าเรือที่มีอยู่ในขณะนี้ 8 เท่า

อาคารผู้โดยสารปัจจุบัน ขณะนี้รองรับผู้โดยสารได้ 3.7 ล้านคนนับตั้งแต่เปิดให้บริการเมื่อเดือนก.ย. 2546 โดยสนามบินเปิดเผยว่า ในอีก 5 ปีข้างหน้า คาดว่าอาคารท่าเรือแห่งนี้จะสามารถรองรับผู้โดยสารได้ถึง 3.0 ล้านคน

ต่อปี

ทั้งนี้ บริษัทเปิดเผยว่า บริษัทได้ลงนามในข้อตกลง 3 ปี ร่วมกับศูนย์บริการท่าเรือข้ามฟากของสนามบินนานาชาติฮ่องกง(HKIAFS) ซึ่งอนุญาติให้มีการบริหารอาคาร Skypier โดย HKIAFS เป็นการร่วมทุนระหว่างห้างหุ้นส่วนจำกัดชู

กุง ชิปปิ้ง เอ็นเตอร์ไพรส์ ซึ่งถือครองหุ้น 60% ขณะที่ ชวนทั้ก โฮลดิ้ง ถือครองส่วนแบ่งที่เหลือทั้งหมด

ที่มา: เนชั่นทันข่าว (27 พ.ย. 49)

รัฐมนตรีคมนาคม สั่งบอร์ด ทอท. ตรวจสอบเครื่อง ซีทีเอ็กซ์ ที่ใช้งานไม่ได้

พลเรือเอกธีระ ห้าวเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า ได้สั่งการให้ บอร์ด บมจ.ท่าอากาศยานไทย หรือ ทอท. ตรวจสอบสาเหตุปัญหาเครื่อง ซีทีเอ็กซ์ ที่ใช้งานไม่ได้ 1 เครื่องแล้ว พร้อมทั้งระบุว่า เครื่องซีทีเอ็กซ์ที่จัดซื้อมา เป็นเครื่องใหม่ ไม่น่าเกิดเหตุขัดข้องอย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกัน พร้อมจะร่วมมือกับคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำอันก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ หรือ คตส. ตรวจสอบเรื่องการจัดซื้อเครื่องซีทีเอ็กซ์ ซึ่งขณะนี้ การสอบสวนคืบหน้าไปมากแล้ว

ส่วนม็อบแท็กซี่ ที่ชุมนุมปิดทางเข้าออกสนามบินสุวรรณภูมิเมื่อคืนวานนี้ เกิดจากความเข้าใจผิดของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ที่จับกุมรถแท็กซี่ ซึ่งไปส่งผู้โดยสารที่พัทยาด้วยการเหมาจ่าย แทนการกดมิเตอร์ ทำให้เกิดความไม่พอใจ อย่างไรก็ตาม ขณะนี้การเจราได้ข้อยุติแล้ว แต่จะตรวจสอบและกำชับให้บอร์ด ทอท.แก้ปัญหามาเฟีย ที่รับสินบนจากแท็กซี่ ให้สามารถรับผู้โดยสารได้โดยไม่ต้องเข้าคิว ซึ่งเชื่อว่าจะคลี่คลายเห็นผลเป็นรูปธรรมในเร็ววันนี้

นอกจากนี้ ยังจะให้บอร์ด ทอท.พิจารณาว่าอาจต้องทบทวนการประเมินผลงานและสัญญาจ้างของผู้บริหาร ทอท.โดยเฉพาะนายโชติศักดิ์ อาสภวิริยะ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ซึ่งที่ผ่านมาการให้บริการที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิยังมีปัญหาอย่างต่อเนื่อง

ที่มา: ฐานเศรษฐกิจ (27 พ.ย. 49)

รมว.คมนาคมเต้นสอบเครื่องซีทีเอ็กซ์9000 ใช้งานไม่ได้

พลเรือเอกธีระ ห้าวเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า ได้สั่งการให้คณะกรรมการบริหารของ บมจ.ท่าอากาศยานไทย หรือ ทอท.ดำเนินตรวจสอบในข้อเท็จจริง กรณีเครื่องตรวจจับวัตถุระเบิด หรือซีทีเอ็กซ์ 9000 ภายในท่าอากาศสุวรรณภูมิ จำนวน 1 เครื่อง จาก 26 เครื่อง ไม่สามารถใช้งานได้ และกล่าวตั้งข้อสังเกตว่า เครื่องซีทีเอ็กซ์ที่จัดซื้อมา เป็นเครื่องใหม่ ไม่น่าเกิดเหตุขัดข้องอย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกันจะร่วมมือกับคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำอันก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ หรือ คตส.เพื่อดำเนินการตรวจสอบเรื่องการจัดซื้อเครื่องซีทีเอ็กซ์ที่ขณะนี้ผลการสอบสวนคืบหน้าไปมากแล้ว

ทั้งนี้ การจัดซื้อเครื่องตรวจวัตถุระเบิด หรือ ซีทีเอ็กซ์ 9000 เกิดขึ้นในสมัยรัฐบาลของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี มีนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ดำรงเป็นตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ซึ่งในขณะนั้นมีการเสนอข่าวถึงความไม่ชอบมาพากลเกี่ยวกับการจัดซื้อในราคาที่แพงเกินกว่าความเป็นจริง กระทั่งหลังการเข้ายึดอำนาจของคณะปฎิรูปการปกครองฯ เข้ายึดอำนาจเมื่อวันที่ 19 กันยายนได้มีตั้งคณะกรรมการ คตส.เข้ามาดำเนินการตรวจสอบโครงการดังกล่าว

ที่มา: โพสต์ทูเดย์ (27 พ.ย. 49)

แท็กซี่ครึ่งพันปิดสุวรรณภูมิ ประท้วงตร.จับ-กีดกันรับคน

แท็กซี่ครึ่งพันยกทัพปิดสุวรรณภูมิประท้วง ตร.จับ-กีดกันรับผู้โดยสาร เกิดการกระทบกระทั่งบาดเจ็บ 2 ฝ่าย ทอท.เผยได้ข้อสรุปแล้ว ชดเชย 71 ครัวเรือน เฉลี่ยครัวเรือนละ 6-22 ล้านบาท คาดดำเนินการเสร็จใน 60 วัน

เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน นายโชติศักดิ์ อาสภวิริยะ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. ได้เปิดชี้แจงปัญหาและให้ความช่วยเหลือประชาชนที่อาศัยอยู่รอบท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ซึ่งได้รับผลกระทบด้านเสียง

นายโชติศักดิ์กล่าวว่า ได้เชิญชาวบ้านที่เดือดร้อนมาเจรจา 12 ครัวเรือน จากผู้ที่ได้รับผลกระทบทั้งหมดประมาณ 71 ครัวเรือน ได้ผลสรุปเป็นที่น่าพอใจ แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดข้อตกลงกับชาวบ้านได้ เพราะต้องนำไปสรุปประมวลผลอีกครั้งก่อนชี้แจงกับสาธารณชน แต่ยืนยันว่าจะไม่ให้มีใครได้เปรียบเสียเปรียบ ทั้งนี้ ได้กำหนดราคาซื้อคืนบ้านที่เฉลี่ยครัวเรือนละ 6-22 ล้านบาท รวมเป็นเงินกว่า 389 ล้านบาท คาดว่าจะดำเนินการแล้วเสร็จภายใน 60 วัน นอกจากนี้ ยังได้ประสานกรมการขนส่งทางอากาศและวิทยุการบิน ปรับปรุงวิธีการบินเพื่อลดเสียงลง โดยสัปดาห์หน้าจะออกสำรวจสถานศึกษาและหน่วยงานราชการที่ได้รับผลกระทบทุกแห่งด้วย

นายสุรธัส สุธรรมมนัส ประธานคณะทำงานเจรจาปรองดองในการจัดซื้อที่ดินและสิ่งปลูกสร้างในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบด้านเสียงมากกว่า 70 เดซิเบล ระบุว่า มีประชาชนที่อยู่ในข่ายได้รับค่าชดเชยทั้งสิ้น 108 ครัวเรือน ขณะนี้ได้สำรวจความเสียหายแล้ว มี 71 ครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบ

ขณะที่ผู้สื่อข่าว "มติชน" ได้ออกสำรวจพื้นที่หมู่บ้าน และชุมชนต่างๆ ที่ได้รับความเดือดร้อนจากเสียงที่ออกมาจากสนามบินสุวรรณภูมิ พบว่า บริเวณทิศใต้ ที่ ต.บางโฉลง อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ บริเวณชุมชนที่อยู่ใกล้ปลายรันเวย์มากที่สุดนั้น ชาวบ้านราว 50 ครัวเรือนออกมายืนยันว่า นับแต่สนามบินเปิดให้เครื่องบินบินนอกจากนักข่าวจากสำนักต่างๆ มาทำข่าวเรื่องชาวบ้านเดือดร้อนแล้ว ไม่มีเจ้าหน้าที่คนใด จากหน่วยงานไหนเข้ามาดูแลชาวบ้านเลย

นายจำรัส รอดทอง ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านพูนเจริญ ต.บางโฉลง กล่าวว่า ลูกบ้านแทบทุกหลังคาเรือนแทบจะเป็นโรคประสาทกันหมดแล้ว เพราะความเครียดจากเสียงเครื่องบิน และยิ่งมีข่าวออกมาว่า ทางการจะช่วยเหลือจ่ายเงินให้ชาวบ้านย้ายออกจากพื้นที่ ทุกคนก็รอว่าจะมาเมื่อไร แต่จนวันนี้ยังไม่มีใครเข้ามา

"ถ้าเขาสงสัยว่า พื้นที่ตรงนี้ชาวบ้านย้ายเข้ามาอยู่เมื่อไร เราก็พร้อมแสดงหลักฐาน เพราะที่ดินบริเวณนี้ เดิมมีนายทุนคนหนึ่งแบ่งขายให้ชาวบ้านตั้งแต่ปี 2524 หลายคนซื้อเก็บไว้แล้วค่อยๆ ย้ายเข้ามาอยู่ ราคาที่ดินเมื่อปี 2524 นั้น 100 ตารางวา ราคา 50,000 บาท หรือตารางวาละ 500 บาท แต่เมื่อมีข่าวว่าจะสร้างสนามบิน ราคาเพิ่มสูงขึ้นเป็น 50 ตารางวา ราคา 6 แสนบาทหรือตารางวาละ 12,000 บาท ถึงปัจจุบันมีประมาณ 95 หลังคาเรือน หลายครอบครัวทนไม่ไหว ปักป้ายขายเป็นแถว แต่ก็ไม่มีใครสนใจอยากได้ ใครจะอยากมาอยู่ที่ตรงนี้" นายจำรัสกล่าว

นายชะลูด บรรจง ชาวบ้านในพื้นที่หมู่ที่ 5 ต.บางโฉลง ซึ่งบ้านอยู่ห่างจากปลายรันเวย์สนามบินด้านใต้แค่ 1,400 เมตร กล่าวว่า ทางการจะทำอย่างไรก็ทำ และต้องรีบบอกกับชาวบ้านจะได้เตรียมตัวทัน ไม่ใช่นึกจะช่วยแล้วเอาเงินมาให้และบอกให้ย้ายไปเลยไม่ได้ เพราะเรื่องที่อยู่อาศัยนั้นสำคัญมาก ต้องใช้เวลาไปหา ไปซื้อ ไปสร้าง ไม่เหมือนซื้อกับข้าวที่มีเงินแล้วซื้อได้เลย

นายสุรเดช เบญจาทิกุล ประธานหมู่บ้านร่มฤดี เขตลาดกระบัง ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากปลายรันเวย์สนามบินทางด้านทิศเหนือ ประมาณ 3 กิโลเมตร และเป็นแนวเขตที่เครื่องบินเตรียมร่อนลงจอด กล่าวว่า หมู่บ้านร่มฤดีสร้างมาตั้งแต่ปี 2540 มีลูกบ้านอาศัยอยู่ประมาณ 40 หลังคาเรือน เวลานี้ทุกคนรอคำตอบจากรัฐบาลว่าจะทำอย่างไร จะให้ย้าย จ่ายค่าเวนคืน หรือซ่อมปรับปรุงบ้านให้ เพราะตอนนี้มีแต่ความสับสน เพราะไม่มีใครที่มีอำนาจออกมาประกาศความชัดเจน หากจะถามว่าหมู่บ้านนี้เกิดก่อนหรือหลังพระราชกฤษฎีกาเวนคืนนั้น ก็พิสูจน์ได้และมีคำตอบชัดเจน เพราะหมู่บ้านสร้างมาตั้งแต่ปี 2540 แต่ละหลังมีขนาดและราคาไม่เท่ากัน หลังเล็กสุด ขนาด 55 ตาราวา ราคาขายเมื่อปี 2540 ประมาณ 5-6 ล้านบาท ขนาด 110 ตารางวา ราคา 10 ล้านบาทขึ้นไป และขนาด 155 ตารางวา ราคา 15 ล้านบาทขึ้นไป แต่หลังจากมีข่าวว่าจะสร้างสนามบินราคาเพิ่มขึ้นประมาณ 20% แต่เมื่อมีปัญหาเรื่องเสียงจากสนามบินราคาลดลงมาก

นายสุรเดชกล่าวว่า สิ่งที่รัฐบาลจะต้องทำเร็วที่สุดคือ บรรเทาความเดือดร้อนให้ชาวบ้านโดยเฉพาะชาวบ้านที่ยากจน ที่ได้รับความเดือดร้อนอย่างบ้านของนายชะลูดที่ ต.บางโฉลง เพราะเข้าใจถึงความทรมานจากการได้ยินเสียงที่ไม่พึงประสงค์ดีว่ามันทรมานแค่ไหน ยิ่งคนจนที่ไม่มีทางเลือกด้วย รัฐต้องเข้าไปโดยเร็วไม่ใช่รีรออยู่แบบนี้

"ตัวผมและครอบครัวย้ายเข้ามาอยู่ในหมู่บ้านนี้เมื่อปี 2540 เหตุผลคือ ทำงานอยู่กับบ้าน ต้องการความเงียบสงบ ชอบบรรยากาศ หลังจากอยู่ได้ระยะหนึ่ง ได้ข่าวว่าพื้นที่รอบสนามบิน มีหมู่บ้านจัดสรรผุดขึ้นมาใหม่มากกว่า 10 โครงการ มีพรรคพวกเข้าไปดูหลายคน แต่ไม่มีใครซื้อ เพราะกลัวจะมีปัญหาตามมา" นายสุรเดชกล่าว

ประธานหมู่บ้านร่มฤดี กล่าวว่า หากจะหาคนรับผิดชอบเรื่องการเวนคืนบ้านที่มาสร้างก่อนหรือหลังเวลาที่กำหนดเอาไว้ก่อนสนามบินจะสร้างนั้น จะต้องโทษคนของรัฐที่ควบคุมหรืออนุมัติเรื่องก่อสร้าง เพราะรัฐบาลรู้อยู่ชัดเจนว่าจะเกิดอะไรขึ้นในอนาคต แล้วยังปล่อยให้สร้างหมู่บ้านขึ้นมากมายขนาดนี้ เพราะประชาชนที่มาซื้อบ้าน หรือเจ้าของโครงการบางรายอาจไม่ทราบก็ได้

เวลา 19.22 น. วันที่ 26 พฤศจิกายน เกิดเหตุวุ่นวายขึ้นที่ลานจอดรถของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เนื่องจากมีผู้ขับแท็กซี่นับร้อยคันรวมตัวประท้วงกันอยู่ เนื่องจากมีเพื่อนร่วมอาชีพถูกตำรวจ สภ.ต.ราชาเทวะ จ.สมุทรปราการ เรียกจับปรับ เพราะรับผู้โดยสารมาจากพัทยามาส่งที่สนามบินสุวรรณภูมิโดยไม่กดมิเตอร์ เป็นเหตุให้รถคันอื่นๆ ไม่สามารถขึ้นไปส่งผู้โดยสารบนอาคารได้

เวลา 20.30 น. มีผู้ขับขี่รถแท็กซี่อีกหลายร้อยคันมาร่วมชุมนุมประท้วงปิดทางเข้า-ออกลานจอดเพิ่มเติม โดยยกกรณีที่บริษัท การท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย (ทอท.) ไม่จัดที่จอดรถให้แท็กซี่รับจ้างสาธารณะรอรับผู้โดยสารได้ ทำให้เมื่อเข้ามาแล้วต้องวิ่งรถเปล่ากลับออกไป เพราะ ทอท.ต้องการให้ประชาชนใช้บริการกับรถลิมูซีน และรถในสังกัดของ ทอท.เท่านั้น เป็นผลให้การจราจรติดขัด เกิดการกระทบกระทั่งระหว่างคนขับแท็กซี่กับผู้ขับขี่รถรับจ้างประเภทอื่นๆ จนมีการชกต่อยตะลุมบอนได้รับบาดเจ็บ

ที่มา: มติชน (27 พ.ย. 49)

ขายแควนตัสยังไม่ได้ข้อสรุป ซ้ำก่อกระแสต้านขายสมบัติชาติ

บริษัทการเงินในแดนจิงโจ้อีกแห่งตัดสินใจเข้าร่วมหุ้นกับกลุ่มสถาบันการเงิน ในประเทศและจากสหรัฐ เสนอซื้อกิจการแควนตัส สายการบินแห่งชาติออสเตรเลีย ก่อให้เกิดกระแสคัดค้านจากประชาชน ที่หวั่นสมบัติชาติจะตกไปอยู่ในมือต่างประเทศ


ก่อนหน้านี้ที่มีการเสนอซื้อกิจการสายการบินแควนตัส สายการบินแห่งชาติของประเทศออสเตรเลีย โดยกลุ่มสถาบันการเงินซึ่งประกอบไปด้วย แมคควอรี่ แบงค์ ธนาคารเพื่อการลงทุนในประเทศออสเตรเลีย กับ เท็กซัส แปซิฟิก กรุ๊ป บริษัทลงทุนจากสหรัฐอเมริกา ที่ได้รับการสนับสนุนทางการเงินจากโกลด์แมน ซาคส์ ซิตี้กรุ๊ป และเครดิต สวิส ซึ่งล่าสุด ออลโค (Allco) บริษัทการเงินในออสเตรเลีย ตัดสินใจร่วมลงทุนซื้อสายการบินแห่งชาติจากรัฐบาลที่ผ่านร่างการขายกิจการแควนตัสตั้งแต่ปี 2538


มูลค่าการขายสายการบินแควนตัสในครั้งนี้อาจจะสูงถึง 11,000 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย หรือประมาณ 311,320 ล้านบาท เนื่องจากข่าวการขายสายการบินทำให้ราคาหุ้นของแควนตัส ตาระดับสูงขึ้นประมาณ 15 %


อย่างไรก็ตามราคาหุ้นของแควนตัสที่ซื้อขายในวันพฤหัส (23 พฤศจิกายน) ลดลงประมาณ 2.4 % อยู่ที่ 4.88 ดอลลาร์ต่อหุ้นเนื่องอันเป็นผลมาจากประชาชนมีความกังวลเกี่ยวกับการขายสายการบินแควนตัสที่มีอายุ 87 ปี ที่นำเอารูปจิงโจ้บนพื้นสีแดงที่ปลายหางของเครื่องบินไปยังส่วนต่างๆของโลก และนับเป็นสมบัติสำคัญของชาติที่สำคัญ จะตกไปอยู่ในมือชาวต่างชาติ


อย่างไรก็ตาม นายปีเตอร์ คอสเทลโล รัฐมนตรีกระทรวงการคลังกล่าวย้ำว่า นโยบายของรัฐบาลระบุไว้ชัดเจนว่าเจ้าของหุ้นส่วนใหญ่ของแควนตัสต้องเป็นชาวออสเตรเลีย และกฏหมายก็ระบุไว้เช่นนั้น และตนเองไม่เชื่อว่าจะมีทางแก้ไขกฎหมายเพื่อลดสัดส่วนของผู้ถือหุ้นชาวออสเตรเลียลงไปได้


กฎหมายของออสเตรเลียกำหนดเพดานการถือหุ้นของแควนตัสโดยชาวต่างชาติไว้ที่ 49 % และบุคคลทั่วไปจะถือหุ้นได้ไม่เกิน 25 % ต่อคน


ขณะเดียวกัน ศูนย์การบินในเอเชีย-แปซิฟิก (คาป้า) บริษัทที่ปรึกษาในเมืองซิดนี่ย์ ชี้ว่ากลุ่มบริษัทการเงินที่เสนอซื้อสายการบินแควนตัสจะต้องเผชิญกับอุปสรรคอีกหลายประการ เนื่องจากการขายแควนตัสเป็นกรณีที่มีความอ่อนไหวทางการเมือง และเป็นบริษัทซึ่งแสดงเอกลักษณ์ของชาติ ซึ่งถ้ามีการขายสายการบินขึ้นจริง แควนตัสจะไม่ได้ประโยชน์จากแรงสนับสนุนทางการเงินของเท็กซัส แปซิฟิก

ที่มา: ฐานเศรษฐกิจ (26 พ.ย. 49)

แท็กซี่ 4 พันคันยอมสลายตัวจากปิดทางเข้าสุวรรณภูมิกว่า 4 ชม.

รถแท็กซี่กว่า 4 พันคันที่ปิดถนนทางเข้าสนามบินสุวรรณภูมิยอมสลายตัว หลังจากตำรวจและฝ่ายที่เกี่ยวข้อง รับปากจะแก้ปัญหาตำรวจจับคนขับรถไม่เป็นธรรม รวมทั้งกรณีคนจัดคิวรถสนามบินปล่อยแท็กซี่ผีวิ่งรับส่งผู้โดยสาร ฟันค่าหัวคิวคันละ 20 บาท รอง ผอ.ด้านรักษาความปลอดภัยสนามบินสุวรรณภูมิเองก็ได้รับปากว่าจะส่งข้อร้องเรียนที่แท็กซี่ต้องการให้ผู้บริหารระดับสูงพิจารณาภายใน 3 วัน

หลังจากที่แท็กซี่มิเตอร์วิน สนามบินสุวรรณภูมิ ปิดล้อมลานรับส่งผู้โดยสารเพื่อประท้วง เมื่อเวลา 17.30 น.วานนี้(26พ.ย.)เนื่องจากเหตุไม่พอใจที่เจ้าหน้าที่ตำรวจสภ.ต.ราชาเทวะ อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ ได้จับกุมและให้ใบสั่งคนขับแท็กซี่มิเตอร์รายหนึ่งที่รับผู้โดยสารมาจากพัทยา จ.ชลบุรี โดยอ้างว่าไม่ได้กดมิเตอร์


จนกระทั่งถึงเวลา 20.00 น.ได้มีรถแท็กซี่ไม่ต่ำกว่า 2,500 คัน จดปิดล้อมทางเข้าออกลานจอดรถ นอกจากนี้ยังมีรถแท็กซี่อีก ประมาณ 400-500 คัน จอดวางอยุ่ที่บริเวรจุดกลับรถใกล้กับโรงครัวชองบริษัทการบินไทย ทำให้การจราจรภายในสนามบินสุวรรณภูมิติดขัดไม่สามารถขับตัวได้

ต่อมาเวลา 20.30 น. ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้าว่า ได้มีกลุ่มผู้ขับรถแท็กซี่ทะยอยเดินทางมาสมทบอีกหลายร้อยคัน จากนั้นได้ปิดกันถนนบางนา-ตราด เส้นเลียบรัดเวย์ ซึ่งเป็นถนนที่สามารถวิ่งทะลุเขตลาดกระบังได้ จนส่งผลให้การจราจรติดขัดอย่างหนัก เพื่อเป็นการประท้วง รวมแล้วเป็นเวลาเกือบ 4 ชั่วโมง ได้มีรถแท็กซี่ขับมารวมตัวที่สนามบินมากถึง 4,000 คัน

ในเวลาต่อมา ได้มีรถบัสรับส่งคนงานสนามบินสุวรรณภูมิได้วิ่งฝ่าด่านแท็กซี่ออกไป สร้างความไม่พอใจให้กับกลุ่มรถแท็กซี่เป็นอย่างมาก คนขับรถแท็กซี่รายหนึ่งจึงเดินเข้าไปเปิดประตูรถบัสคันดังกล่าวเพื่อจะต่อว่าคนขับรถบัส เหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้นเมื่อคนขับรถบัสได้ชักมีดปลอกผลไม้ยาวประมาณ 4 นิ้ว แทงสวนเข้าหาคนขับรถแท็กซี่ จนได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยที่มือด้านซ้าย จากนั้นเพื่อนคนขับแท็กซี่ได้ห้ามส่งรักษาโรงพยาบาล แต่ยังไม่ทราบว่าเป็นที่ใด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ต่อมากำลัง ตำรวจ สภ.ต.ราชเทวะ และ สภ.อ.บางพลี กว่า 300 นายได้เดินทางมาถึงและตรึงกำลังอยู่ที่บริเวณดังกล่าว พร้อมทั้งได้เชิญแกนนำแท็กซี่เข้าไปเจรจาถึงขอเรียกร้องที่อาคาร ททท.

ต่อมานายธงชัย ทองวอน เปิดเผยถึงการเจรจาว่า รอบแรกได้มีนายธนวิทย์ ปาละกะวงศ์ ณ อยุธยา ซึ่งได้เสนอตัวเข้าไปเจรจากับตำรวจและผู้บริหารของทอท.โดยการเจรจาครั้งแรกนี้ทางกลุ่มแท็กซี่ได้เสนอข้อเรียกร้องไป 4 ข้อประกอบด้วย 1.ให้หาตัวตำรวจที่ให้ใบสั่งคนขับแท็กซี่ 2.มารยาทของพนักงานบริษัทเบส 3.การจัดระเบียบและการบริหารคิวรถยนต์ และขอให้มีตัวแทนของกลุ่มแท็กซี่เข้าไปมีส่วนร่วมในการจัดระบบระเบียนในการทางอากาศยาน

หลังจากเจรจาแล้วเสร็จนายธนวัฒน์ ได้ออกมาประกาศทางไมค์โคโฟนว่า ทางตำรวจขอเวลา 7 วัน ในการดำเนินการหาตัวตำรวจที่ออกใบสั่งกับนายประเสริฐ คนขับแท็กซี่มาสอบสวน สร้างความไม่พอใจให้กับกลุ่มแท็กซี่เป็นอย่างมาก

ระหว่างนั้น นายจลูง อัครกูล คนขับแท็กซี่ ได้เดินเข้าไปแย่งไมค์โคโฟนจากมือของนายธนวัฒน์ พร้อมกับกล่าวว่า นายธนวัฒน์ ไม่ใช่ตัวแทนแท็กซี่ที่แท้จริง เสอนปัญหาไม่ครอบคุม อีกทั้งข้อสรุปที่ได้ก็ไม่ชัดเจนตามความต้องการ จากนั้นนายจลูง จึงได้เสนอตัวเข้าไปเป็นตัวแทนเจรจากับ พ.ต.ท.อรรถพล ในรอบสอง ซึ่งในครั้งนี้ทางตำรวจรับปากว่า ให้นายประเสริฐ เข้าไปพบกับ ผกก. สภ.ย่อยราชเทวะ ได้ในวันที่ 27 พ.ย. กรณีหาข้อสรุปเกี่ยวกับ การหาตัวตำรวจที่เขียนใบสั่งนายดังกล่าว

ในขณะเดียวกัน นายบรรพต สมโต รอง ผอ.ด้านรักษาความปลอดภัยสนามบินสุวรรณภูมิเองก็ได้รับปากว่าจะส่งข้อร้องเรียนที่แท็กซี่ต้องการให้ผู้บริหารระดับสูงพิจารณาภายใน 3 วัน โดยผลการเจรจารอบสองได้สร้างความพอใจให้กับกลุ่มคนขับแท็กซี่ เป็นอย่างมาก จากนั้นกลุ่มคนขับแท็กซี่จึงได้แยกย้ายกันออกจาก สนามบินสุวรรณภูมิ พร้อมกับจะได้ติดตามผลข้อเรียกร้องดังกล่าว

พ.ต.อ.ยงยุทธ เดชะรัตน์ ผกก.สภ.ต.ย่อย ราชาเทวะ อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ เปิดเผยว่า สำหรับการจับกุมคนขับแท็กซี่นั้น จะได้กำชับผุ้ปฏิบัติให้เพิ่มความระมัดระวังขึ้น โดยจะต้องมีการสอบถามให้แน่ชัดเสียก่อนว่ารับผุ้โดยสารมาจากไหน เพื่อไม่ให้เป็นปัญหากับระบบการเหมาจ่ายค่าโดยสารนอกเขตกรุงเทพมหานคร

ส่วนกรณีที่เกิดเหตุการณ์คนขับรถบัสสนามบินสุวรรณภูมิก่อเหตุแทงคนขับแท็กซี่นั้น ล่าสุดทางตำรวจยังไม่ได้รับแจ้งความจากผุ้เสียหายแต่อย่างใด ซึ่งหากมีการแจ้งความทางตำรวจก็จะได้ดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย อย่างไรก็ตามหลังเกิดเหตุแล้วทราบว่าคนขับรถบัสคนดังกล่าวได้หลบหนีไป ซึ่งคาดว่าอาจจะเกรงว่าอาจจะถูกทำร้ายร่มางกายเนื่องจากก่อนเกิดเหตุนั้น ทั้งสองฝ่ายมีการยื้อแย่งกุญแจรถกันไปมา

ผกก.สภ.ย่อย ราชเทวะ เปิดเผยอีกว่า หลังจากมีการเจรจากันลอบ 2 ซึ่งทางผู้ขับแท็กซี่ก็พอใจและได้สลายตัวไปในส่วนของตำรวจก็ได้แยกย้ายกันกลับไปปฏิบัติหน้าที่ตามปกติ

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ (27 พ.ย. 49)

เสนอใช้‘ดอนเมือง’ เป็นโรงเรียนการบิน

โพสต์ทูเดย์ — “สถาบันการบินพลเรือน” ชงใช้สนามบินดอนเมืองเป็นศูนย์กลางพัฒนาคนวงการบินของภูมิภาค

นายบุญฤทธิ์ เสาวพฤกษ์ ผู้ว่าการสถาบันการบินพลเรือน เปิดเผยว่า ได้เสนอแนวคิดเกี่ยวกับการเป็นศูนย์กลางการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ด้านการบินโดยรวมในภูมิภาค ให้กับ นายสรรเสริญ วงศ์ชะอุ่ม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ที่พร้อมสนับสนุนและมอบหมายไปจัดทำรายละเอียดเสนอแผนงานทั้งหมด เนื่องจากพื้นที่สนามบินกรุงเทพ (ดอนเมือง) มีที่ว่างสำหรับใช้ประโยชน์ ดังนั้น น่าจะใช้เพื่อส่งเสริมบุคลากรด้านการบินให้มากขึ้น เพราะอุตสาหกรรมนี้ยังมีความต้องการอีกมาก โดยเฉพาะนักเรียนต่างชาติ อาทิ จีน ฮ่องกง ปากีสถาน ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ แอฟริกาใต้ ฯลฯ ซึ่งถือเป็นการนำรายได้เข้าสู่ประเทศอีกส่วนหนึ่งด้วย เพราะนักเรียนต่างชาติที่เข้ามาเรียนจะมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อคนประมาณปีละ 2.2 ล้านบาท


“เฉพาะมณฑลเสฉวนของจีนต้องการนักบินปีละ 2 พันกว่าคน แต่ขณะนี้เราผลิตได้เพียงปีละ 700 คนต่อปีเท่านั้น หากภาครัฐเข้ามาช่วยเหลือในส่วนนี้ จะช่วยเพิ่มศักยภาพของสถาบันฯ ให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น” นายบุญฤทธิ์ กล่าว


นอกจากนี้ ได้ของบสนับสนุนจำนวนหนึ่ง เพื่อดำเนินงานด้านอุตสาหกรรมการบินอย่างครบวงจร ทั้งการพัฒนาบุคลากรด้านการบิน และส่วนหนึ่งจะจัดทำศูนย์ซ่อมเครื่องบินขนาดเล็ก ซึ่งปัจจุบันมีเงินหมุนเวียนกระจายอยู่ในทวีปเอเชียถึง 5 แสนล้านบาทต่อปี ในจำนวนนี้เป็นรายได้ของประเทศสิงคโปร์ 20% คิดเป็นเงินประมาณ 1 แสนล้านบาท


หากรัฐบาลเป็นผู้สนับสนุนหลักจะสามารถดึงลูกค้าที่กระจายอยู่ในแถบเอเชียเข้ามาใช้บริการศูนย์ซ่อมเครื่องบินของไทยได้ 5% หรือคิดเป็นเงิน 2.5 หมื่นล้านบาทต่อปี


อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 28 พฤศจิกายนนี้ จะมีการประชุมคณะกรรมการบริหารสถาบันการบินพลเรือน (บอร์ด) เพื่อหารือแนวทางเพิ่มศักยภาพด้านการดำเนินงาน ตลอดจนเน้นให้มีการวิจัยและพัฒนากิจการด้านการบินเพิ่มขึ้น โดยประสานงานกับหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อพัฒนาบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถด้านกิจการการบินเพื่อรองรับหน่วยงานต่างๆ

ที่มา: โพสต์ทูเดย์ (27 พ.ย. 49)

November 26, 2006

‘เจ็ตสตาร์’ตั้งเป้า ขน4หมื่นลงภูเก็ต ททท.ฝัน2แสนคน

โพสต์ทูเดย์ — สายการบินเจ็ตสตาร์ ของแควนตัส กรุ๊ป หวังดึงลูกค้าเที่ยวภูเก็ตปีละ 4 หมื่น เตรียมเปิดศูนย์ลูกเรือใน กทม

นายบรูซ บิวแคนาน ผู้จัดการทั่วไปด้านการพาณิชย์ สายการบินเจ็ตสตาร์ (Jet Star) กล่าวว่า หลังจากที่สายการบินเจ็ตสตาร์ ในเครือของแควนตัส กรุ๊ป ได้เปิดบริการเที่ยวบินปฐมฤกษ์ซิดนีย์-ภูเก็ต และเมลเบิร์น-กรุงเทพฯ ไปเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยจะเปิดให้บริการเส้นทางละ 3 เที่ยวต่อสัปดาห์ ได้เตรียมแผนเพิ่มจำนวนผู้โดยสารให้มากขึ้นและจัดตั้งศูนย์ลูกเรือที่กรุงเทพฯภายในปี 2549 ด้วย


“การนำเที่ยวบินมุ่งตรงมาภูเก็ต เพราะชาวออสเตรเลียส่วนมากชอบมาเที่ยวที่ภูเก็ต ประกอบกับเรามีพันธมิตรมาก ทำให้เราจะประสานความร่วมมือเพื่อพัฒนาการตลาด สำหรับเพิ่มจำนวนผู้โดยสารใน เส้นทางนี้ให้ได้ปีละ 3.5-4 หมื่นคนได้ในอนาคต” นายบรูซ กล่าว


นายบรูซ กล่าวว่า จุดเด่นของเจ็ตสตาร์คือ มีคุณภาพตั้งแต่เครื่องบินลำใหม่ ลูกเรือนานาชาติมีประสิทธิภาพ อุปกรณ์ใช้ในเครื่องบินทั้งหมดมีความทันสมัยและราคาประหยัด เพื่อให้นักท่องเที่ยวมีทางเลือกมากขึ้น โดยเฉพาะด้านบริการที่ผู้โดยสารสามารถสั่งอาหาร เครื่องดื่ม อาหารว่าง หรือเลือกรับชมความบันเทิงผ่านทางเครื่องเล่นมัลติมีเดียที่ติดตั้งบนเครื่องบินได้ตามความต้องการ


นายบรูซ กล่าวต่อว่า ส่วนเรื่องความปลอดภัย แม้จะเป็นสายการบินต้นทุน ต่ำ แต่เรื่องความปลอดภัยอยู่ในระดับแควนตัส กรุ๊ป โดยใช้เครื่องบินลำใหม่ของออสเตรเลีย เช่น แอร์บัส เอ330-200 โบอิ้ง 787 รุ่นใหม่ทั้งหมด ซึ่งพิสูจน์ได้จากประวัติศาสตร์การบินของบริษัทที่มีความปลอดภัยสูง


ด้านนางสุวลัย ปิ่นประดับ ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)สำนักงานภาคใต้ เขต 4 กล่าวว่า ปกติทางเจ็ตสตาร์จะบินจากสิงคโปร์มายังที่ภูเก็ต แต่เที่ยวบินนี้เป็นครั้งแรกที่บินตรงจากออสเตรเลียมาที่ภูเก็ต เชื่อว่าเมื่อการเดินทางสะดวกขึ้น จะทำให้มีนักท่องเที่ยวออสเตรเลียหลั่งไหลเข้ามาภูเก็ตมากขึ้นกว่า 2 แสนคนภายในสิ้นปีนี้ ตามที่คาดการณ์ไว้แน่นอนหลังจากเกิดสึนามิ

ที่มา: โพสต์ทูเดย์ (26 พ.ย. 49)

November 25, 2006

คิงเพาเวอร์คายสุวรรณภูมิ

พ่ายฤทธิ์‘บิ๊กคมช.’ยอมลดพื้นที่ร้านค้าคลายความอึดอัดคนใช้สนามบิน

โพสต์ทูเดย์ — คิง เพาเวอร์ ยอมคืนพื้นที่ให้ ทอท. เปิดทางปรับปรุงสนามบินสุวรรณภูมิใหม่

นายวิชัย รักศรีอักษร ประธานกรรมการบริหาร กลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์ กล่าวว่า ทางบริษัทยินดีร่วมแก้ไขปัญหาสนามบินสุวรรณภูมิอย่างเร่งด่วน และยินดีปฏิบัติตามที่บริษัท ท่าอากาศยานไทย (ทอท.) ต้องการ และสามารถปรับเปลี่ยนสัญญาเช่าเชิงพาณิชย์ ซึ่งทางบริษัททำกับ ทอท.ได้ตามความเหมาะสม


“เพราะยังไม่ได้ลงนามสัญญาเช่าพื้นที่กันอย่างเป็นทางการ” นายวิชัย กล่าว


นายวิชัย กล่าวว่า หลังจากเปิดใช้สนามบินแล้วพบ ว่ามีปัญหา บริษัทก็ได้ปรับ ลดพื้นที่เชิงพาณิชย์ในท่าอากาศยานสุวรรณภูมิลงแล้ว 3 จุด คือ ช่องผู้โดยสารขาเข้า 2 จุด และช่องผู้โดยสารขาออก 1 จุด รวมพื้นที่ทั้งหมด 250 ตารางเมตร เนื่องจากถูกร้องเรียนว่ากีดขวางทางเดินของผู้โดยสาร


“เมื่อเกิดปัญหาร้องเรียนเข้ามา บริษัทแก้ไขทันทีตั้งแต่ต้นเดือนตุลาคม แต่ไม่ได้ออกข่าว ทำให้คนทั่วไปเข้าใจผิดว่าไม่มีการแก้ไขหรือปรับปรุง” นายวิชัย กล่าว


นายวิชัย กล่าวอีกว่า หากการแก้ไขครั้งนี้ยังไม่เป็นที่พอใจของ ทอท. หรือมีการร้องเรียนจากผู้ใช้สนามบินอีก ทางบริษัทก็มีแผนรื้อถอนป้ายโฆษณา หรือร้านที่อยู่บริเวณขาเข้าทั้งหมด ซึ่งมีพื้นที่เฉลี่ยอีก 400 ตารางเมตร


การดำเนินการทั้งหมดนี้ บริษัทยืนยันว่าจะไม่ฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจาก ทอท.แต่อย่างใด เพราะบริษัทมีเป้าหมายดำเนินธุรกิจและเปิดพื้นที่ขายสินค้าให้ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิมีศักยภาพเหนือกว่าประเทศสิงคโปร์ และฮ่องกง


นายวิชัย กล่าวว่า ถึงขณะนี้ยังไม่สามารถสรุปตัวเลขเนื้อที่ที่เช่ามาได้ เพราะอยู่ระหว่างการเร่งตกแต่งเพื่อเข้าพื้นที่เช่าพาณิชย์ทั้งหมดอย่างเป็นทางการ แต่เบื้องต้นคาดว่ามีเนื้อที่ประมาณ 2.1 หมื่นตารางเมตร


ทั้งนี้ หลังจากตกแต่งพื้นที่เสร็จในช่วงต้นเดือนหน้าแล้ว ก็ต้องวัดพื้นที่ใหม่พร้อมปรับอัตราการส่งผลประโยชน์ตอบแทนให้กับ ทอท.ใหม่ด้วย เนื่องจากพื้นที่ลดลงจากช่วงแรก 5-6 พันตารางเมตร


“ขณะนี้ประเมินการใช้พื้นที่ได้ยาก เนื่องจากผู้โดยสารที่ใช้บริการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิในช่วงนี้มีน้อยกว่าผู้ที่มาใช้ท่าอากาศยานกรุงเทพ (ดอนเมือง) ถึง 20%” นายวิชัย กล่าว


อนึ่ง เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร หนึ่งในคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) และประธานบอร์ด ทอท. ได้สั่งให้ตรวจสอบและ แก้ไขสัญญาการใช้พื้นที่ในท่าอากาศยานสุวรรณภูมิใหม่ โดยให้ยึดประโยชน์ผู้ใช้บริการเป็นหลัก


ที่มา: โพสต์ทูเดย์ (25 พ.ย. 49)

ร้องติดลิฟต์"สุวรรณภูมิ"30นาที

น.ส.ศศพักษณ์ มั่งมูล อายุ 24 ปี เจ้าของอีสเทิร์น พลาเนท อินฟอร์มชั่นทัวร์ ซึ่งประกอบการธุรกิจเกี่ยวกับการท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศ อยู่บ้านเลขที่ 55/7 ซอยภิรมย์ชล ถนนเนตรดี ต.แสนสุข อ.เมืองชลบุรี เปิดเผยกรณีติดอยู่ในลิฟต์ที่สนามบินสุวรรณภูมิ เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ว่า หลังออกจากลิฟต์มาได้ ปรากฏว่า ทอท.ยังเปิดให้ใช้ลิฟต์ที่มีปัญหาตามปกติ ซึ่งไม่ถูกต้อง ที่สำคัญช่วงที่ติดลิฟต์ พนักงานที่เข้ามาช่วยเหลือไม่มีความรู้เรื่องลิฟต์ จึงควรจัดอบรมการช่วยเหลือด้วย

"ชีวิตดิฉันมีค่า ไม่อยากให้ได้รับพวงหรีดจากสนามบินสุวรรณภูมิ ใครจะรู้ว่าช่วงที่ติดลิฟต์อึดอัดขนาดไหน อยู่ในนั้น 30-40 นาที ต้องใช้วิธียื่นจมูกเข้าหาพัดลม ถ้าไม่เชื่ออยากให้ผู้บริหารลองมาติดสัก 5-10 นาที แล้วจะรู้ว่าเป็นอย่างไร" น.ส.ศศพักษณ์กล่าว และว่า จะทำหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมเพื่อดำเนินการแก้ไขอย่างจริงจัง ไม่ใช่ทำแบบผักชีโรยหน้า แต่เสียหายไปทั่วโลก ทั้งๆ ที่โฆษณาประชาสัมพันธ์อย่างมากมาย แค่ระบบความปลอดภัยยังทำไม่ได้ดี แล้วจะสร้างความเชื่อถือให้ผู้มาประเทศไทยได้อย่างไร

ที่มา: มติชน (25 พ.ย. 49)

ปัญหา "สุวรรณภูมิ" ปูดรายวัน ธีระอัดชุ่ยลิฟต์ค้าง40นาที

ปัญหา "สุวรรณภูมิ" ปูดรายวัน รับเหมารายย่อยร้องถูกเบี้ยวเงิน 100 ล้าน สร้างอาคารในเขตฟรีโซน แฉซ้ำ ทอท.ส่อพิรุธ


ยอมให้ผู้ชนะประมูลจ้างซับคอนแท็คทั้งที่ในสัญญาห้ามเอาไว้ "ธีระ" สั่ง "สพรั่ง" สอบด่วน อัดลิฟต์ค้าง 40 นาทีเพราะความชุ่ย เร่งเปิดใช้สนามบิน


เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 24 พ.ย. ผู้รับเหมาช่วง (ซับคอนแทค) งานก่อสร้างอาคารคลังสินค้าในเขตปลอดภาษี สนามบินสุวรรณภูมิ เดินทางเข้ายื่นหนังสือต่อกระทรวงคมนาคม เพื่อให้ตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง กรณีที่ผู้รับเหมายังไม่ได้รับค่าจ้างอย่างเป็นธรรม

โดยนายชูชีพ แก้วกุลศรี ผู้จัดการ บริษัท ไทยเพอร์เฟค ทูลล์ จำกัด ซึ่งเข้ายื่นหนังสือ เปิดเผยว่า งานก่อสร้างอาคารคลังสินค้ามีทั้งหมด 4 หลัง เป็นความรับผิดชอบของกิจการร่วมค้าทีเอ็มพี ที่มีบริษัท กำแพงเพชรวิวัฒน์ จำกัด เป็นแกนนำ โดยในสัญญาที่ทำกับบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท.ระบุว่า ห้ามจ้างซับคอนแท็ค แต่ทีเอ็มพีได้ว่าจ้างบริษัทของตนมารับเหมาช่วงต่อ และจ้างรายอื่นๆ รวมเกือบ 10 ราย

นายชูชีพกล่าวว่า เรื่องนี้ ทอท.รับทราบดี แต่ปล่อยให้ปัญหาเกิดขึ้น โดยกลุ่มทีเอ็มพีให้กลุ่มตนกู้เงินมาก่อสร้างก่อน จนกระทั่งปัจจุบันยังไม่ได้รับค่าจ้าง ซึ่งรวมแล้วบรรดาซับคอนแท็คเสียหายเกือบ 100 ล้านบาท ขณะที่เรื่องดังกล่าวมีการร้องเรียนหลายครั้งตั้งแต่สมัยนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ เป็น รมว.กระทรวงคมนาคม และเคยประชุมร่วมกับนายสมชัย สวัสดีผล ผู้อำนวยการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิด้วย แต่ไม่มีความคืบหน้า

"เรื่องนี้ถ้ามีการเจรจาหรือตั้งคณะกรรมการสอบสวน ผู้ใหญ่จะเห็นข้อเท็จจริงของเนื้องานอีกเยอะ อันนี้ยังไม่ได้พูดถึงข้อบกพร่องของงานก่อสร้างที่มีการหมกเม็ดไว้นะ ถ้ายังไม่เจรจากับเรา เราจะเปิดเผยให้หมด จะมาคลุมโปงอยู่ได้ยังไง สัญญามี แต่ไม่ทำตามสัญญา ผมบอกได้เลย ทอท.เดือดร้อนแน่ แม้กระทั่งบริษัทที่ปรึกษาก็จะติดคุกด้วย" นายชูชีพกล่าว

ขณะที่ พล.ร.อ.ธีระ ห้าวเจริญ รมว.คมนาคม กล่าวว่า เมื่อมีการร้องเรียนและมีหลักฐานยืนยันชัดเจน ตนก็พร้อมให้มีการตรวจสอบ เพื่อให้ความเป็นธรรมและต้องการให้มีการตรวจสอบรายละเอียดอย่างเร่งด่วนด้วย โดยจะมอบหมายให้เป็นหน้าที่ของคณะกรรมการ ทอท. ที่ต้องนำสัญญามาพิจารณาอีกครั้ง

พล.ร.อ.ธีระกล่าวถึงกรณีที่มีผู้โดยสารติดลิฟต์แก้วที่สนามบินสุวรรณภูมินานถึง 40 นาทีว่าเป็นความแย่ของสนามบิน ที่เกิดจากการไม่ทดสอบระบบให้สมบูรณ์ก่อนเปิดให้บริการ ซึ่งเรื่องดังกล่าวได้เร่งรัดให้คณะกรรมการ ทอท. ที่มี พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร เป็นประธาน เข้าไปตรวจสอบและแก้ไขแล้ว เพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดีต่อประเทศ

"เนี่ยคิดดูแล้วกัน มันแย่จริงๆ นะ เพราะการที่เราเร่งรีบเปิดสนามบิน ทุกอย่างยังไม่ได้รับการทดสอบที่สมบูรณ์ จากนี้ก็ต้องค่อยๆ แก้กันไป ก็เชื่อว่าบอร์ด ทอท.จะไม่รีรอแน่นอน เพราะผมสั่งกำชับแล้ว" พล.ร.อ.ธีระกล่าว

พล.ร.อ.ธีระได้แสดงความเชื่อมั่นต่อการทำงานของคณะกรรมการ ทอท.ชุดใหม่ ว่า มีความตั้งใจในการเข้ามาแก้ปัญหาทั้งหมดที่ค้างคา และยังไม่ได้มีการจัดการให้เป็นที่เรียบร้อย แต่ยอมรับว่าทุกอย่างอาจไม่เห็นเป็นรูปธรรมในเร็วๆ นี้ เพราะต้องให้เวลาคณะกรรมการทำงานก่อน.

ที่มา: ไทยโพส (25 พ.ย. 49)

November 20, 2006

อัดหมื่นล.แก้ปัญหาสุวรรณภูมิ ธุรกิจจัดสรรร้องจ๊ากโดนบีบติดวัสดุกันเสียง

เปิดขยะใต้พรมหลังเร่งเปิดใช้สนามบินสุวรรณภูมิ ต้องตามแก้ปัญหากันอุตลุต คาดอัดงบฯแก้ปัญหาเพิ่มอีกนับหมื่นล้าน ทั้งแก้แบบอาคารผู้โดยสารโลว์คอสต์แอร์ไลน์ พื้นที่ส่งออกสินค้าสด เพิ่มห้องน้ำและสิ่งอำนวยความสะดวกรับผู้โดยสารปีละ 45 ล้านคน รวมทั้งเงินชดเชยแก่ผู้เดือดร้อน ด้าน สผ.เตรียมออกกฎบังคับจัดสรรป้องกันเสียงดัง ผู้ประกอบการร้องจ๊าก ต้นทุนพุ่ง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า โครงการสนามบินนานา ชาติสุวรรณภูมิที่รัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เร่งรัดให้เปิดบริการในเชิงพาณิชย์ตั้งแต่ 28 กันยายนที่ผ่านมาจนถึงวันนี้ได้เกิดความเสียหายตามมาทั้งทางด้านชื่อเสียง ภาพลักษณ์และการบริการ

ส่วนประเด็นสำคัญคืองบประมาณที่ใช้ไปแล้วกับสนามบินใหม่กว่า 1.57 แสนล้านบาทนั้น ขณะนี้งบประมาณยังบานปลายชนิดเลือดไหลไม่หยุด เพราะในสมัยรัฐบาลทักษิณได้ตัดสินใจลดแบบการก่อสร้างทั้งระบบและประกาศเป็น "ผลงาน" ชิ้นโบ แดงในกรณีการประหยัดค่าใช้จ่ายนับหมื่นล้านบาท

แต่วันนี้มีการประเมินจากผู้เชี่ยวชาญหลายฝ่ายแล้ว งบประมาณที่จะต้องก่อสร้างและเพิ่มสิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆ อาจจะใช้งบประมาณเกินกว่า 10,000 ล้านบาทก็เป็นไปได้

รายงานข่าวแจ้งอีกว่า จนถึงขณะนี้ ทอท.ยังไม่สามารถหาข้อสรุปที่ชัดเจนได้ว่า จะต้องจ่ายเงินเพิ่มในส่วนต่างๆ ในอีกหลายเรื่องนอกจากเงินชดเชย ผู้ได้รับความเดือดร้อนแล้วยังมีเรื่องการลงทุนก่อสร้างเพิ่มรอบนอก ซึ่งประกอบด้วย 1.อาคาร ผู้โดยสารต้นทุนต่ำ 2.พื้นที่ขนส่งสินค้าทางอากาศนอกเขตปลอดอากร นำเข้า-ส่งออกสินค้าสดประเภทผัก ผลไม้ ดอกไม้ เนื่องจากเกิดปัญหาภายหลังให้สัมปทานบริษัทไปเรียบร้อย แต่ซอฟต์แวร์ Air Cargo Communication System ของบริษัท ไทย แอร์พอร์ตส กราวด์ เซอร์วิสเซส (TAGS) ผู้รับจ้างเอาต์ซอร์ซทำงานกับผู้ค้าส่งไม่ได้ สร้างความเสียหายด้านส่งออกตั้งแต่วันแรก 500 ล้านบาท 3.การก่อสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกบริเวณอาคารจอดรถโดยสาร และการลงทุนใหม่ก่อสร้างที่พักรถแท็กซี่มิเตอร์คิวขนาดจอดได้ 20,000 คัน

รวมถึงการลงทุนเพิ่มในอาคารผู้โดยสาร เพื่อสร้างห้องน้ำที่เดิมทำไว้ไม่เพียงพอรองรับผู้โดยสาร 45 ล้านคน/ปี ต้องเพิ่มอีกอย่างต่ำ 200-300 ห้อง การจัดหาเก้าอี้ที่นั่งผู้โดยสารเข้ามาติดตั้งใหม่พื้นที่เคาน์เตอร์เช็กอิน และภายในอาคารพื้นที่สะพานเทียบประตู ซึ่งปัจจุบันคิง เพาเวอร์ กรุ๊ป ได้สัมปทานดูแลทั้งหมดกว่า 33,000 ตร.ม. กำลังถกเถียงกันโดยหาข้อยุติแน่นอนไม่ได้ ว่าจะรื้อพื้นที่เชิงพาณิชย์เพื่อติดตั้งเก้าอี้เพิ่มบริเวณใดได้บ้าง

วัสดุสเป็กต่ำ ปัญหาบานปลาย

ต่อมาก็เป็นเรื่องการจัดซื้อวัสดุ อุปกรณ์ สนามบิน ตลอด 5 ปีที่รัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณมอบหมายให้รัฐมนตรีกระทรวงคมนาคมตั้งแต่ยุคนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ จนถึงยุคสุดท้ายนายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล ล้วนถูกร้องเรียนเรื่องการลดวงเงินงบประมาณในอาคาร ผู้โดยสาร จากเดิมรัฐบาลประชาธิปัตย์กำหนดไว้ในบัญชีอย่างชัดเจน 45,000 ล้านบาท รัฐบาลไทยรักไทยประกาศเป็นความชอบว่าสามารถลดวงเงินเหลือ 36,000 ล้านบาทได้

แต่ผลปรากฏว่าสเป็กวัสดุ อุปกรณ์ ที่นำมาใช้มีปัญหาเรื่องคุณภาพ ตั้งแต่หลังคาผ้าใบไปจนถึงเรื่องจิปาถะในห้องน้ำ และภาพรวมการก่อสร้าง เทอร์มินอลผู้โดยสาร น้ำไม่ไหล ไฟไม่สว่าง กระแสไฟฟ้าเคาน์เตอร์เช็กอินไม่เพียงพอ แอร์ปรับอากาศไม่เย็น กลายเป็นมุมอับที่สร้างปัญหาอื่นตามมาเรื่องความไม่ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของพนักงาน ถูกแรงงานก่อสร้างลวนลาม

การจัดซื้ออุปกรณ์อื่นก็มีเรื่องฉาวโฉ่ ถูกตรวจสอบว่าขาดความโปร่งใสอย่างเอิกเกริก เช่น เครื่องตรวจวัตถุระเบิดซีทีเอ็กซ์-9000 จำนวน 26 ตัว มูลค่ากว่า 2,400 ล้านบาท การจัดซื้อต้นราชาวดีจากกลุ่ม "เสี่ยเช" หุ้นใหญ่ บริษัท จีอี อินวิชั่น จำกัด นายหน้าขายเครื่องซีอีเอ็กซ์ได้สิทธิขายต้นราชาวดีเพื่อนำมาปลูกทั่วสนามบินมูลค่ากว่า 600 ล้านบาท" ผลคือต้นไม้ที่นำเข้ามาปลูกอยู่ในสุวรรณภูมิถูกร้องเรียนว่าไม่ได้ขนาด ต่ำกว่าสเป็กที่กำหนดไว้ และในช่วงแรกตายไปเป็นจำนวนมาก

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การจ้างเหมาบริษัทเอาต์ซอร์ซเข้ามารับงานภาคปฏิบัติหลังเปิดใช้สุวรรณภูมิ จำนวน 47 โครงการ สัญญา 5, 7, 10 ปี/โครงการ มูลค่าการจ้างตลอดสัญญารวมกันไม่ต่ำกว่า 80,000 ล้านบาท และโครงการจ้างเอาต์ซอร์ซส่วนใหญ่มีการล้มประมูลเขียนทีโออาร์ขึ้นมาหลายครั้ง และถูกตั้งข้อสังเกตว่าขาดความโปร่งใส ถึงขั้นพนักงานและเจ้าหน้าที่หลายฝ่ายส่งข้อมูลให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) เข้ามาตรวจสอบเร่งด่วน

เช่นเอาต์ซอร์ซโครงการระบบให้บริการพื้นที่เขตปลอดอากรสินค้าทางอากาศ (free zone operation) บริษัท ไทย แอร์พอร์ตส กราวด์ เซอร์วิสเซส จำกัด (TAGS) ได้งาน 10 ปี มูลค่ากว่า 10,000 ล้านบาท และโครงการย่อยอีก 5 รายการ มูลค่ารวมกว่า 18,000 ล้านบาท โครงการระบบให้บริการเครื่องบินไฟฟ้า 400 เฮิรตซ์ และระบบปรับอากาศ PC-AIR สัญญา 7 ปี มูลค่ากว่า 1,700 ล้านบาท โครงการรถเข็นสัมภาระกระเป๋าผู้โดยสารสนามบินของ TAGS โครงการจ้างบริษัทรักษาความปลอดภัย (รปภ.) จ้างบริษัท ล็อกซเล่ย์ จำกัด (มหาชน) 10 ปี มูลค่าการจ้างประมาณ 5,800 ล้านบาท

ภาพรวมการลงทุนที่บานปลายของสนามบินสุวรรณภูมิซึ่งการก่อสร้างและการเร่งรัดจนแล้วเสร็จเกิดขึ้นในยุครัฐบาล "ทักษิณ" ส่วนปัญหามาโผล่ในรัฐบาล "พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์"

เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2549 กระทรวงคมนาคม ผู้กำกับดูแล ทอท. และกระทรวงการคลัง ผู้ถือหุ้นใหญ่ใน ทอท. ตัดสินใจเปลี่ยนบอร์ดใหม่ยกแผง ให้ "ศรีสุข จันทรางศุ" พ้นหน้าที่ประธาน เปิดทางให้ "พลเอกสพรั่ง กัลยาณมิตร" รองผู้บัญชาการทหารบก เข้ามาแทน และรายชื่อคณะกรรมการอีก 13 คน ประกอบด้วย นายคัมภีร์ แก้วเจริญ นายวุฒิพันธุ์ วิชัยรัตน์ นายชวลิต เศรษฐเมธีกุล นายชัยศักดิ์ อังค์สุวรรณ พลอากาศเอกณรงค์ศักดิ์ สังขพงศ์ นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ พลอากาศโทอิทธิพร ศุภวงศ์ นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม นายนนทพล นิ่มสมบุญ นายต่อตระกูล ยมนาค นายยอดเยี่ยม เทพธรานนท์ นายวรากรณ์ สาม โกเศศ และนายโชติศักดิ์ อาสภวิริยะ

สผ.เสนอคุมเข้มจัดสรรใหม่

แหล่งข่าวจากสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ วันที่ 23 พฤศจิกายนนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องประกอบด้วย สผ. กรมควบคุมมลพิษ กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม ฯลฯ เตรียมเสนอให้คณะกรรมการหยิบยกประเด็นปัญหามลพิษทางเสียงจากการเปิดใช้สนามบินสุวรรณภูมิมาพิจารณา เพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบที่เกิดขึ้นกับผู้อยู่อาศัยและชุมชนบริเวณโดยรอบสนามบิน ขณะเดียวกันจะเสนอให้มีการกำหนดมาตรการป้องกันแก้ไขปัญหาดังกล่าว

โดยอาศัยอำนาจตาม พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม พ.ศ.2535 กำหนดให้ ผู้ประกอบการโครงการบ้านจัดสรรและคอนโดฯ ติดตั้งระบบป้องกันเสียงภายในบ้านและห้องชุดในคอนโดฯ เพื่อลดระดับความดังของเสียงให้อยู่ในระดับที่ไม่เป็นอันตรายต่อผู้อยู่อาศัย นอกจากนั้นจะให้โครงการจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบด้านเสียง รวมทั้งแนวทางในการแก้ไขปัญหาดังกล่าวไว้ในรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) ที่จัดทำเสนอให้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติพิจารณาด้วย

แหล่งข่าวกล่าวว่า ในอนาคตจำเป็นต้องเพิ่มความเข้มงวดในการควบคุมการก่อสร้างอาคารโดยเฉพาะที่ใช้สำหรับอยู่อาศัยและทำงาน รวมทั้งโครงการบ้านจัดสรรและคอนโดฯในทำเลสุวรรณภูมิมากขึ้นเป็นพิเศษ ซึ่งนอกจากใช้มาตรการทางด้านผังเมืองและกฎหมายควบคุมอาคารแล้ว จะอาศัย พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมฯ ออกประกาศควบคุมหรือกำหนดเงื่อนไขป้องกันปัญหาผลกระทบที่จะเกิดขึ้นตามมาด้วย เช่น ให้โครงการที่เกิดใหม่ใช้วัสดุป้องกันเสียง

"ต้องยอมรับว่าการอยู่อาศัยในพื้นที่ดังกล่าวไม่ว่าจะอยู่ในหรือนอกเส้นเสียงของเครื่องบิน ต่างได้รับผลกระทบด้านเสียง เพียงแต่จะมากหรือน้อยเท่านั้น ถ้าระดับเสียงดังเกินกว่า 40 เดซิเบล ซึ่งอยู่ในระดับที่เป็นอันตราย ก็ควรจะย้ายไปอยู่ที่อื่น

จัดสรรร้องจ๊าก

นายธำรงค์ ปัญญาสกุลวงศ์ ประธานกรรมการ บริษัท นิรันดร์เรสซิเด้นท์ จำกัด เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า ตนไม่เห็นด้วยในประเด็นที่ สผ.จะออกมาตรการทางกฎหมายเพื่อบังคับให้ผู้ประกอบการติดตั้งวัสดุป้องกันเสียงในการสร้างบ้านที่อยู่รอบสนามบินสุวรรณภูมิ เนื่องจากเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ

สำหรับพื้นที่ที่มีปัญหาในแนวเส้นเสียงนั้น ตนเห็นว่าวิธีแก้ไขปัญหาที่ดีที่สุดคือยอมจ่ายค่าชดเชยให้ แล้วให้ชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบย้ายออกจากพื้นที่ ส่วนพื้นที่ที่เวนคืนมาก็นำมาทำเป็นพื้นที่ สันทนาการที่เกิดประโยชน์ต่อสังคมต่อไป

ด้านนายศักดา โควิสุทธิ์ นายกสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน เปิดเผยว่า หากมีการออกข้อบังคับให้การก่อสร้างบ้านโดยรอบสนามบินสุวรรณภูมิต้องใช้วัสดุป้องกันเสียงถือเป็นเรื่องที่ดี และจะสามารถลดระดับความดังของเสียงที่รบกวนได้ไม่ต่ำกว่า 50% แต่จะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นไม่เกิน 1 ใน 4 ของราคาบ้าน เช่น บ้านที่มีพื้นที่ใช้สอย 100-200 ตร.ม. จะเสียค่าใช้จ่ายไม่เกิน 5 หมื่นบาท สำหรับวัสดุป้องกันเสียงได้แก่ ประตู หน้าต่างที่ทำจาก UPVC หรือไวนิล หลังคาบุด้วยโฟม รวมทั้งผนังที่ทำจากอิฐมวลเบาที่เพิ่มความหนาจากปกติ 10.5 ซ.ม.เป็น 10-12 ซ.ม. เป็นต้น

ชดเชยให้เหมาะสมกับความเสียหาย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะเดียวกันคณะกรรมการนโยบายสิ่งแวดล้อมแห่งชาติจะมีการหารือมาตรการชดเชยความเสียหายให้กับผู้ได้รับผลกระทบจากการเปิดใช้สนามบินสุวรรณภูมิ โดยจะกำหนดหลักเกณฑ์เงื่อนไขในการจ่ายเงินค่าชดเชยร่วมกับกรมธนารักษ์

อย่างไรก็ตามในส่วนของมาตรการชดเชยความเสียหายนั้น นอกจากจะต้องหาแนวทางการดำเนินการที่เหมาะสม ทั้งวิธีการและวงเงินที่จะชดเชยให้ผู้ได้รับผลกระทบสามารถยอมรับได้แล้ว ยังมีปัญหาเกี่ยวกับตัวเลขผู้ที่อยู่ในข่ายจะได้รับเงินค่าชดเชยที่ปัจจุบันเพิ่มขึ้นจากที่สำรวจไว้เมื่อ 5-6 ปีก่อนมาก เนื่องจากมีการเข้าไปตั้งบ้านเรือน โครงการบ้านจัดสรร คอนโดฯ ในพื้นที่โดยรอบสนามบินสุวรรณภูมิในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาจำนวนมาก

ทั้งนี้ก่อนหน้านี้บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. เคยสำรวจและจัดทำรายงานอีไอเอ โดยเตรียมเงินค่าชดเชยแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสนามบินสุวรรณภูมิประมาณ 500 ล้านบาท มีทั้งสถานที่ราชการ อาทิ อนามัย โรงเรียน โรงพยาบาล ศาสนสถาน บ้านจัดสรร คอนโดฯ เช่น ที่ปลูกสร้างก่อนปี 2544

ด้านพลเรือเอกธีระ ห้าวเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า จากรายงานของ ทอท.ในเบื้องต้น จะมีการชดเชยค่าเสียหายวงเงิน 391 ล้านบาท ให้กับชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบทางเสียง จำนวน 71 ครัวเรือน ซึ่งเป็นชาวบ้านอยู่ในพื้นที่ขั้นวิกฤต เกิน 70 เดซิเบล หรือเกิน 40 NEF มีทั้งชดเชยในรูปแบบซื้อคืนหรือปรับปรุงซ่อมแซมผนังบ้าน เพื่อช่วยลดผลกระทบทางเสียง ซึ่งได้สั่งการให้ทาง ทอท.ไปดำเนินการสำรวจแล้ว ว่ามีที่จะต้องซื้อคืนและให้ปรับปรุงซ่อมแซมให้จำนวนเท่าไหร่ ส่วนเวลานั้นยังไม่ได้กำหนดว่าจะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จเมื่อไหร่ ให้ ทอท.เร่งดำเนินการไปเรื่อยๆ จนกว่าจะหมดปัญหา

ส่วนหลักเกณฑ์การคิดค่าชดเชยให้ จะให้กรมธนารักษ์เป็นคนกลางช่วยประเมินราคาให้ ว่าจะต้องจ่ายให้กับชาวบ้านแต่ละรายเท่าไหร่ โดยใช้ราคาประเมินในปัจจุบัน โดยผู้ที่จะได้รับค่าชดเชยจะเป็นผู้ที่สร้างที่อยู่อาศัยมาก่อนปี 2544 ถ้าหลังจากนั้นคงจะไม่ชดเชยให้ เพราะถือว่ารู้ล่วงหน้าแล้ว

คมนาคมเร่งเคลียร์ 3 ปัญหาใหญ่

นายสรรเสริญ วงศ์ชะอุ่ม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในฐานะกำกับดูแล ทอท. เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า การจัดการแก้ไขปัญหาสนามบินสุวรรณภูมิเป็นเรื่องที่ใหญ่และมีความสำคัญมาก ในขณะนี้ได้จัดลำดับการแก้ปัญหาที่จะทำไปพร้อมกัน 3 เรื่อง คือ การแก้ปัญหาภายในสนามบินทั้งส่วนของผู้โดยสารและส่วนของผู้ขนส่งสินค้าทางอากาศ การเข้าถึงสนามบินและลานจอดรถ เรื่องที่ 2 มลพิษทางเสียงที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนซึ่งขยายไปมากกว่า 20 ชุมชน เรื่องที่ 3 การจัดการระบบบริการที่จะอำนวยความสะดวกให้กับผู้โดยสารและผู้ใช้บริการทุกกลุ่ม โดยจะต้องทำทั้ง 3 เรื่องให้เป็นเรื่องเร่งด่วนแก้ไขให้จบโดยเร็วที่สุด

โดยจะใช้บอร์ดชุดที่ได้รับการแต่งตั้งใหม่เมื่อวันที่ 16 พ.ย.ที่ผ่านมา ที่มี พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร เป็นประธานบอร์ด เป็นหัวหน้าทีมปฏิบัติควบคู่กันไปทั้ง 2 ทาง คือ 1.แนวทางการพัฒนาสนามบินไปข้างหน้าให้ดีที่สุด 2.ตรวจสอบในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง อะไรก็ตามทุกเรื่องที่เป็นความเสียหายแก่บ้านเมืองและผลประโยชน์ของประชาชนในความเห็นส่วนตัวคิดว่าในเบื้องต้นบอร์ดต้องสามารถชี้ได้ว่าอะไรที่ผิด และความเหมาะสมในขั้นตอนต่อไปควรอย่างยิ่งที่จะต้องมีบทลงโทษ โดยการหาผู้ที่กระทำความผิดมารับผิดชอบ ทั้งนี้เพื่อพิสูจน์ว่าการเข้ามาของคณะปฏิรูปได้พิสูจน์ให้เห็นว่า จะต้องทำให้ทุกเรื่องที่เกี่ยวกับประเด็นทุจริตคอร์รัปชั่นมีความกระจ่าง

ส่วนปัญหาที่กำลังถกเถียงกันอยู่ในขณะนี้เรื่องของมลพิษเสียงที่กระทบต่อชุมชนนั้น หากจะกล่าวถึงต้นตอของปัญหาก็ควรย้อนกลับไปทบทวนว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องปล่อยให้มีการก่อสร้างหมู่บ้านได้อย่างไร สำหรับทางออกเฉพาะหน้าในขณะนี้คือ 1.ถ้าชุมชนจะอยู่ใกล้ๆ สนามบินต่อไปรัฐบาลก็จะต้องมีมาตรการเสริมที่จะเข้ามาดูแลช่วยเหลือ

2.หากจะต้องย้ายชุมชนออกไปก็ต้องกำหนดการจ่ายค่าชดเชยอย่างชัดเจน แต่สิ่งที่เป็นอุปสรรคอยู่ขณะนี้คือ ขั้นตอนหรือระเบียบปฏิบัติตามขั้นตอนของการจ่ายเงินค่าชดเชยนั้น มีขั้นตอนและวิธีของรัฐวิสาหกิจซึ่งต้องอาศัยเวลาอีกทั้งมูลค่าหรือการตีราคาบ้านแต่ละหลังก็จะต้องทำอย่างรอบคอบโดยต้องหาทีมคณะกรรมการกลางเข้ามา แต่สิ่งที่เป็นไปได้มากที่สุดคือ ทอท.ควรจะไปเจรจากับผู้อยู่อาศัยที่มีความพร้อมและย้ายออกจากพื้นที่ได้ทันที และสามารถรับค่าชดเชยได้ตามกรอบที่เหมาะสม

นอกจากนี้ ยังกล่าวถึงแผนการพัฒนาสนามบินดอนเมืองที่ยังว่างอยู่ในขณะนี้ว่า อย่างไรก็ตาม ดอนเมืองก็ยังมีบทบาทเป็นสนามบินเชิงพาณิชย์อยู่จะพิจารณาให้เป็นสนามบินประจำมีเที่ยวบินประจำขึ้นลงหรือไม่ ยังต้องขอศึกษาในรายเอียดข้อมูลทั้งหมดจากผลการศึกษาเดิมอีกครั้ง และภายในไตรมาสที่ 1 ปี 2550 คาดว่าจะมีแนวทางการพัฒนาที่ชัดเจนในเชิงนโยบายและรูปแบบปฏิบัติออกมา หากกล่าวถึงความเป็นไปได้ดอนเมืองก็เหมาะที่จะเป็นศูนย์กลางสนามบินเอเชียในการฝึกนักบินที่ฝึกบินเครื่องขนาดใหญ่ เพราะปัจจุบันมีความต้องการจากตลาดค่อนข้างสูง

ที่มา: ประชาชาติธุรกิจ (20 พ.ย. 49)

ทอท.ฟื้นสนามบิน6แห่ง ดันท่องเที่ยวทั่วประเทศ

โพสต์ทูเดย์ — ทอท.ฟื้นสนามบินในสังกัดทั้งเหนือ-ใต้ หวังดูดนักเดินทางหันมาใช้เพิ่ม ส่วนสนามบินของกรมขนส่งทางอากาศ ที่มีเป้าหมายรับมอบอยู่ระหว่างศึกษาคาดเสร็จในปี 2550

นายเสรีรัตน์ ประสุตานนท์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท การ ท่าอากาศยานไทย หรือ ทอท. กล่าวว่า ขณะนี้ทาง ทอท.ได้วางแผนพัฒนาและฟื้นฟูสนามบินทั้งหมดทั้ง 6 แห่ง ที่อยู่ในความรับผิดชอบของ ทอท. โดยเฉพาะสนามบินในต่างจังหวัด 4 แห่ง คือ สนามบินเชียงใหม่ เชียงราย ภูเก็ต และหาดใหญ่ และอยู่ระหว่างการศึกษาแผนรับมอบสนามบิน 26 แห่ง ของกรมการขนส่งทางอากาศภายในปี 2550 นี้


สำหรับสนามบินเชียงใหม่ ได้มีการจัดสัมมนาร่วมกับผู้ประกอบการกับภาครัฐ มีความเห็นต้องการให้เกิดบริการแบบ One Stop Service ภายในสนามบิน ทั้งในการขนส่งสินค้าและผู้โดยสาร เนื่องจากสนามบินเชียงใหม่ เป็นแหล่งขนส่งสินค้าที่สำคัญของภาคเหนือ และเป็นจุด ที่มีเส้นทางเชื่อมโยงไปยังต่างประเทศ


นอกจากนี้ ยังมีแผนในการพัฒนาให้ จ.เชียงใหม่ เป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ โดยดึงนักท่องเที่ยวจากภูฏาน และเนปาล เข้ามาท่องเที่ยวพร้อมกับการรักษา สุขภาพ


กรณีสนามบินเชียงราย ขณะนี้อยู่ระหว่างศึกษาเส้นทางการบินจากเชียงรายไปจีน เพื่อเปิดกว้างให้สายการบินทุกสายได้เข้ามาในเชียงราย


ด้านสนามบินภูเก็ต จะเน้นนักท่องเที่ยวให้เป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวของภาคใต้ ซึ่งตอนนี้ได้มีการพัฒนาเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวและอำนวยความสะดวก โดย ทอท.ยอมปรับลดเงื่อนไขเพื่อเปิดให้รถแท็กซี่ป้ายเหลืองเข้ามาวิ่งให้บริการนักท่องเที่ยวเพิ่ม จากเดิมมีเฉพาะรถลีมูซีนของกลุ่มสหกรณ์ภูเก็ตเพียง เจ้าเดียว ซึ่งทำให้ ทอท.ได้รับผลตอบแทนน้อยลงประมาณเดือนละ 6 แสนบาท จากเดิมที่ได้รับรายได้รวมประมาณ 1.1 แสนบาท แต่ ทอท.ได้คำนึงถึงประโยชน์โดยรวมในระยะยาวที่จะเกิดขึ้นกับสนามบินภูเก็ตมากกว่า


ขณะที่สนามบินหาดใหญ่ ยังคงเน้นเรื่องความปลอดภัยที่ได้มาตรฐาน เพื่อให้นักท่องเที่ยวเกิดความมั่นใจในช่วงที่มีเหตุการณ์ความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

ที่มา: โพสต์ทูเดย์ (20 พ.ย. 49)

November 17, 2006

บินไทยแจงข่าวบินไต้หวันบินหลบ-เจ็บ21

เมื่อวันที่ 16 พ.ย. บริษัทการเบินไทย ได้ชี้แจงว่าตามที่มีข่าวกรณีเครื่องบินของสายการบินฟาร์อีสต์เทิร์น แอร์ทรานสปอร์ต ของประเทศไต้หวัน บินหลบเครื่องบินการบินไทยนั้น ฝ่ายสื่อสารวิสาหกิจและประชาสัมพันธ์ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ขอชี้แจงข้อเท็จจริงกรณีดังกล่าวว่า เครื่องบินของสายการบินฟาร์อีสต์เทิร์น แอร์ทรานสปอร์ต ของประเทศไต้หวัน เที่ยวบินที่ อีเอฟ 306 บินจากกรุงไทเป ประเทศไต้หวัน ไปยังเมืองเจจู ประเทศเกาหลี ซึ่งในเวลาประมาณ 11.00 น. (เวลาท้องถิ่นสาธารณรัฐเกาหลี) นักบินของสายการบิน ฟาร์อีสต์เทิร์นฯ ได้ติดต่อหอบังคับการบินของประเทศเกาหลี เพื่อขอลงจอดฉุกเฉิน เนื่องจากมีผู้โดยสารป่วยซึ่งทางหอบังคับการบินได้ให้เครื่องบินของสายการบินฟาร์อีสต์เทิร์น ฯ ลดระดับลงและทำการบินตามคำสั่งของหอบังคับการบิน ซึ่งในขณะนั้นเครื่องบินของการบินไทย เที่ยวบินที่ ทีจี 659 ทำการบินเส้นทางโซล -กรุงเทพฯ กำลังทำการบินอยู่ที่ระดับความสูง 34,000 ฟิต เหนือน่านฟ้าประเทศเกาหลี โดยนักบินที่ 1ได้รับสัญญาณเตือนจากระบบของเครื่องบิน (TCAS) ซึ่งเป็นระบบเตือนให้นักบินทราบว่ามีเครื่องบินลำอื่นเข้ามาใกล้ นักบินจึงได้ปฏิบัติตามข้อปฏิบัติของระบบ TCAS ดังกล่าว และได้ทำการบินตามปกติจนกระทั่งเดินทางมาถึงกรุงเทพฯ เมื่อเวลา 13.40 น.

อนึ่ง เที่ยวบินที่ ทีจี 659 ทำการบินด้วยเครื่องบินแบบโบอิ้ง 777-300 เส้นทางโซล- กรุงเทพฯ ออกจากโซล เวลา 9.50 น. (ตามเวลาท้องถิ่นสาธารณรัฐเกาหลี) ถึงกรุงเทพฯ เวลา 13.40 น. มีจำนวนผู้โดยสารทั้งสิ้น 356 คน และลูกเรือ 20 คน

สำหรับเหตุการณ์ดังกล่าว สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่าเครื่องบินโดยสารสายการบินของไต้หวันได้เปลี่ยนเส้นทางบิน เพื่อหลีกเลี่ยงการชนกับเครื่องบินที่น่าจะเป็นของสายการบินไทย ขณะที่เดินทางเกือบจะถึงเกาะเชจูของเกาหลีใต้เป็นเหตุให้ผู้โดยสารบนเครื่อง 21 คน ได้รับบาดเจ็บ

ด้านเจ้าหน้าที่ของกระทรวงคนหนึ่ง กล่าวว่า สาเหตุน่าจะเป็นเพราะความสับสน ไม่ใช่ความผิดปกติของเครื่องบิน แต่ก็ยืนยันว่า เครื่องบินของสายการบินไทยนั้นบินอยู่ใกล้กับเครื่องบินที่ประสบเหตุจริง

ที่มา: ข่าวสด (17 พ.ย. 49)

เครื่องบินโดยสารของไต้หวันและไทยเกือบเฉี่ยวชนกันกลางอากาศมีผู้ได้รับบาดเจ็บ 21 คน

เจ้าหน้าที่ของสายการบินฟาร์ อิสเทิร์น แอร์ ทรานสปอร์ต คอปอเรชั่น ของไต้หวันยืนยันว่า เกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้นจริงขณะที่เครื่องบินโบอิ้ง 757 ของ ฟาร์ อิสเทิร์น แอร์ บินอยู่ในระดับ 35,000 ฟุตใกล้กับเกาะเชจูของเกาหลีใต้และได้รับแจ้งจากศูนย์บังคับการบินเกาหลีใต้ให้ลดระดับการบินลงเหลือ 34,000 ฟุต เพื่อป้องกันอุบัติเหตุการชนกันกลางอากาศ เนื่องจากมีเครื่องบินอีกลำหนึ่งซึ่งคาดว่า เป็นของสายการบินไทยบินมาในระดับเดียวกัน ทั้งนี้เครื่องบินของไต้หวันได้ลดเพดานบินลงอย่างกะทันหันโดยไม่ได้แจ้งให้ผู้โดยสารทราบล่วงหน้าเนื่องจากสัญญาณเตือนภัยเสียทำให้เครื่องบินตกหลุมอากาศอย่างรุนแรงเป็นเหตุให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บถึง 21 คน ซึ่งในจำนวนนี้ซี่โครงหัก 2 คน และเลือดคั่งในสมองอีก 1 คน โดยเครื่องบินของฟาร์ อิสเทิร์น แอร์ มีผู้โดยสารและลูกเรือทั้งหมด 137 คนในขณะเกิดเหตุ ทางด้านกระทรวงการขนส่งของเกาหลีใต้ได้ส่งเจ้าหน้าที่ 4 คนไปยังเมืองเชจูเพื่อทำการสอบสวนเหตุการณ์ดังกล่าวแล้ว.

ที่มา: ฐานเศรษฐกิจ (17 พ.ย. 49)

เครื่องบินไต้หวันหวิดเฉี่ยวบินไทย

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานจากกรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้เมื่อวันที่ 16 พ.ย.ว่า นายจาง หยู-เผิง โฆษกของสายการบินฟาร์ อีสเทิร์น แอร์ ทรานสปอร์ต คอร์ปอเรชั่น สายการบินพาณิชย์ของไต้หวัน แถลงว่า เครื่องบินโดยสารแบบโบอิ้ง 757 ของสายการบินฟาร์ อีสเทิร์นฯ เที่ยวบิน อีเอฟ 306 จากกรุงไทเปของไต้หวัน มุ่งหน้าสู่ จุดหมายปลายทางที่เกาะเชจู ทางตอนใต้ของเกาหลีใต้ พร้อมผู้โดยสาร 129 คน และลูกเรือ 8 คน รวมทั้งหมด 137 คน ซึ่งครึ่งหนึ่งนั้นจะเดินทางต่อไปยังนครเซี่ยงไฮ้ของจีน จึงรอเปลี่ยนเครื่องที่เกาหลีใต้ แต่ก็เกิดปัญหาขณะที่นักบิน กำลังเตรียมนำเครื่องร่อนลงจอดที่สนามบินเกาะเชจู

โดยทางหอบังคับการบินได้แจ้งให้นักบินลดระดับความสูงจาก 35,000 ฟุต เหลือ 34,000 ฟุต แต่ปรากฏว่ามีสัญญาณเตือนภัยเรื่องการเฉี่ยวชนกลางอากาศดังขึ้นมา ทำให้นักบินตัดสินใจลดระดับความสูงลงมาอย่างกะทันหัน นานประมาณ 10 วินาที โดยนักบินระบุว่า สงสัยว่าจะมีเครื่องบินโดยสารอีกลำหนึ่งของการบินไทยอยู่บนเส้นทางการบินในระดับความสูงเดียวกัน จึงตัดสินใจลดระดับดังกล่าวอย่างกะทันหันซึ่งถือว่าเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องของนักบินเครื่องบินโดยสารของไต้หวัน แม้จะไม่มีเวลา เตือนผู้โดยสารเรื่องการลดระดับกะทันหันดังกล่าว แต่ก็สามารถนำเครื่องบินร่อนลงจอดบนเกาะเชจูได้อย่างปลอดภัย และเมื่อตรวจสอบผู้โดยสารและลูกเรือพบว่า มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 21 คน และต้องถูกนำส่งโรงพยาบาล 19 คน โดยรายที่สาหัสนั้นมี 2 ราย กระดูกซี่โครงหัก และเลือดออกในสมองอีก 1 ราย

นายเบือน ซูน-โชล เจ้าหน้าที่กระ ทรวงคมนาคมของเกาหลีใต้ เปิดเผยด้วยว่า กระทรวงคมนาคมได้ส่งเจ้าหน้าที่ 4 คนเดินทางไปที่เกาะเชจูแล้วเพื่อสอบสวนเรื่องนี้ และหาสาเหตุสำหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยจะต้องวิเคราะห์ จากเครื่องบันทึกเสียงภายในห้องนักบิน และเครื่องบันทึกข้อมูลการบิน รวมถึงการสอบปากคำนักบิน พนักงานต้อนรับบนเครื่อง และผู้โดยสาร โดยที่ยังไม่สามารถสรุปได้ในขณะนี้ว่า เหตุใดเครื่องบินจึงต้องลดระดับกะทันหัน

ส่วนเจ้าหน้าที่ของศูนย์การจราจรทางอากาศสนามบินอินชอน เปิดเผยว่า เครื่องบินโดยสารของไต้หวันต้องลดระดับลงมาอย่างกะทันหันขณะที่บินอยู่ห่างจากเกาะเชจูไปทางใต้ประมาณ 50-60 กม. และยืนยันว่าเป็นเครื่องบินการบินไทยจริงที่บินอยู่ใกล้กัน เพราะได้บินขึ้นจากสนามบินอินชอนทางตะวันตกของกรุง โซล เพื่อเดินทางกลับกรุงเทพฯ.

ที่มา: เดลินิวส์ (17 พ.ย. 49)

"คมนาคม"สารภาพ"สุวรณภูมิ"อันตราย เช็ควงจรปิดล่าไอ้หื่น

พล.ร.อ.ธีระ ห้าวเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายนยอมรับว่ามีรายงานเหตุอาชญากรรมในสนามบินสุวรรณภูมิ และมีการหายสาบสูญ ซึ่งเจ้าหน้าที่กำลังตรวจสอบข้อเท็จจริงอยู่ โดยสัปดาห์ได้เชิญบอร์ดชุดใหม่ของบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือทอท.มารับมอบนโยบาย และจะมีการหารือเรื่องนี้ด้วย

ด้านนายโชติศักดิ์ อาสภวิริยะ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัทท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. เปิดเผยว่า ในวันที่ 17 พฤศจิกายน เวลา 09.00 น.ตนจะพาสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ ทอท.ลงพื้นที่อาคารผู้โดยสาร ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ พร้อมตัวแทนบริษัทผู้รับเหมาทุกบริษัท ที่รับเหมางานต่าง ๆ เพื่อตรวจสอบกล้องโทรทัศน์วงจรปิด (ซีซีทีวี) ดูว่ามีคนงานก่อสร้างลวนลาม หรือมีลักษณะห้อมล้อมพนักงานที่ปฏิบัติหน้าที่ หรือผู้โดยสารภายบ้างหรือไม่

"ถ้าพบว่ามีเหตุการณ์ในกล้องวงจรปิดจริง จะเรียกผู้รับเหมาของคนงานคนนั้นมารับผิดชอบ และไล่คนงานคนนั้นออกทันที รวมถึงจะติดประกาศไว้ไม่ให้คนงานคนนั้นเข้ามาภายในท่าอากาศยานอีกเด็ดขาด พร้อมกันนี้ ได้สั่งให้เจ้าหน้าที่ติดกล้องโทรทัศน์วงจรปิดเพิ่มขึ้น 100 ตัวแล้ว ซึ่งเรื่องที่เกิดขึ้นยืนยันว่าอาจมีเกิดขึ้นจริง ในลักษณะจับมือ จับตัว แต่เรื่องข่มขืนยังยืนยันว่าไม่เป็นความจริง แล้วที่บอกว่า ทอท.ใช้เงินปิดปากไป 1.5 ล้านบาทก็ไม่เป็นความจริงเช่นกัน" นายโชติศักดิ์กล่าวย้ำ

และว่า ในเวลา 14.00 น.วันที่ 17 พฤศจิกายน จะมีการประชุมคณะกรรมการกำกับดูแลการเปิดให้บริการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ที่มีพล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุข ผู้บัญชาการทหารอากาศ เป็นประธาน โดยทอท.จะรายงานแผนการปฏิบัติงานที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น รวมถึงเรื่องการคุกคามทางเพศที่สหภาพฯ การบินไทยร้องเรียนมาด้วย

ที่มา: แนวหน้า (17 พ.ย. 49)

ธีระสั่งสาวทุจริตสุวรรณภูมิ โลว์คอสต์วืดกลับดอนเมือง

ที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นอนุมัติ 14 บอร์ดใหม่ ทอท. คาด "สพรั่ง" คว้าประธาน "ธีระ" กำชับสาวทุจริตสนามบินสุวรรณภูมิ "โลว์คอสต์" จ่อฝันค้างย้ายกลับดอนเมือง


เมื่อวันที่ 16 พ.ย. มีการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น บริษัท ท่าอากาศยานไทย (ทอท.) โดยที่ประชุมเห็นชอบรายชื่อคณะกรรมการชุดใหม่ทั้งสิ้น 14 ราย เช่น พล.ท.สพรั่ง กัลยาณมิตร นายวุฒิพันธุ์ วิชัยรัตน์ พล.อ.อ.ณรงค์ศักดิ์ สังขพงศ์ นายต่อตระกูล ยมนาค และนายโชติศักดิ์ อาสภวิริยะ โดยจะมีการแต่งตั้งประธานและรองประธานคณะกรรมการในการประชุมครั้งต่อไป คาดว่า พล.ท.สพรั่งจะได้รับแต่งตั้งเป็นประธาน

พล.ร.อ.ธีระ ห้าวเจริญ รมว.คมนาคม เปิดเผยว่า ได้มอบนโยบายคณะกรรมการ (บอร์ด) รัฐวิสาหกิจในสังกัด 6 หน่วยงานให้ทำงานอย่างซื่อสัตย์ สุจริต โปร่งใสและตรวจสอบได้ และเลือกคนดีเข้ามาทำงาน หากใครไม่ดีก็ให้ลงโทษอย่างจริงจัง และสั่งให้ทบทวนหลายโครงการที่ใช้เงินลงทุนสูง โดยเฉพาะการจัดซื้อรถประจำทาง 2,000 คัน ของ ขสมก. และให้บอร์ดกลับไปทบทวนผลการสรรหาผู้ว่าการแต่ละรัฐวิสาหกิจว่าเหมาะสมหรือไม่ หากไม่เหมาะสมก็ให้อำนาจบอร์ดปรับเปลี่ยนคนได้ตามดุลพินิจ

รวมทั้งได้กำชับให้บอร์ด ทอท.ชุดใหม่ดูเรื่องการทุจริตในสนามบินสุวรรณภูมิ นอกเหนือจากการแก้ปัญหาเรื่องความสะดวกให้กับผู้โดยสาร

นายสรรเสริญ วงศ์ชะอุ่ม รมช.คมนาคม กล่าวว่า ได้กำชับให้ ทอท.เร่งอพยพประชาชนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากเสียงจากของเครื่องบิน และให้ติดตามและประเมินผลการให้ความช่วยเหลือชาวบ้านอย่างใกล้ชิด

นายชัยศักดิ์ อังค์สุวรรณ อธิบดีกรมขนส่งทางอากาศ (ขอ.) กล่าวว่า ได้เสนอต่อที่ประชุมกรณีที่จะมีการย้ายสายการบินต้นทุนต่ำ (โลว์คอสต์) กลับมาให้บริการที่สนามบินดอนเมืองว่าไม่เห็นด้วย ทั้งนี้ แยกการให้บริการเป็น 2 สนามบินเกรงว่าจะเกิดความเสียหายต่อการเป็นศูนย์กลางของเอเชีย.

ที่มา: ไทยโพส (17 พ.ย. 49)

บินไต้หวันหวิดประสานงาจำปีกลางเวหา

สายการบินไต้หวัน ลดระดับฉุกเฉิน หลังหวิดประสานงา กลางเวหากับการบินไทยเหนือน่านฟ้าเกาหลีใต้

ผู้โดยสารสายการบิน ฟาร์อีสเทิร์น แอร์ ทรานสปอร์ต ของไต้หวัน 21 คน ได้รับบาดเจ็บถูกหามส่งโรงพยาบาลอย่างเร่งด่วน หลังเครื่องบินโบอิ้ง 757 สายการบินดังกล่าวได้ลงจอดฉุกเฉินที่สนามบินบนเกาะเจจู ในเกาหลีใต้ หลังจากที่หวิดประสานงากลางอากาศกับเครื่องบินของสายการบินไทย ที่ทะยานขึ้นจากสนามบินอินชอง ใกล้กับกรุงโซล


รายงานระบุว่า เหตุดังกล่าวเกิดขึ้น เมื่อเครื่องบินของไต้หวันกำลังลดระดับเพื่อลงจอดที่สนามบินบนเกาะดังกล่าว ที่ระดับจาก 35,000 สู่ 34,000 ฟิต ทว่าในขณะนั้นได้มีสัญญาณเตือนดังขึ้นในห้องนักบินว่ามีเครื่องบินอยู่รัศมีใกล้เกินไปอาจจะชนได้ นักบินจึงตัดสินใจลดระดับอย่างรวดเร็วใช้เวลาเพียง 10 วินาทีเท่านั้น


เจ้าหน้าที่แพทย์ในเจจูระบุว่า ในจำนวนนี้มีผู้โดยสาร 2 คน ที่อาการหนัก จากกระดูกซี่โครงหักและเลือดออกในสมอง


บริษัท การบินไทย ชี้แจงว่า นักบิน ของสายการบินฟาร์อีสเทิร์นฯ ได้ขอลงจอดฉุกเฉินเนื่องจากมีผู้โดยสารป่วย ขณะนั้นเครื่องของการบินไทย เที่ยวบิน ทีจี 659 เส้นทางโซล-กทม. กำลังบินที่ความสูง 34,000 ฟิต โดยนักบินที่ 1 ได้รับสัญญาณเตือนว่ามีเครื่องบินลำอื่นเข้ามาใกล้ จึงปฏิบัติตามข้อปฏิบัติปกติ และกลับถึง กทม. เมื่อเวลา 13.40 น.วันที่ 16 พฤศจิกายน

ที่มา: โพสต์ทูเดย์ (17 พ.ย. 49)

‘ธีระ’รับมีคนหายสาบสูญที่สุวรรณภูมิ

โพสต์ทูเดย์ — รัฐมนตรีคมนาคม ยอมรับมีรายงาน การหายสาบสูญ ที่สนามบินสุวรรณภูมิ ระบุกำลังตรวจสอบข้อเท็จจริง

รายงานข่าวจากสำนักข่าวไทยออนไลน์ แจ้งว่า พล.ร.อ.ธีระ ห้าวเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า ยอมรับว่ามีรายงานเกี่ยวกับเหตุอาชญากรรมในสนามบินสุวรรณภูมิ และมีการหายสาบสูญ โดยกำลังตรวจสอบข้อเท็จจริง ซึ่งสัปดาห์หน้าได้เชิญกรรมการ หรือบอร์ดชุดใหม่ของบริษัท การท่าอากาศยานไทย (ทอท.) มารับมอบนโยบาย จะมีการหารือในเรื่องนี้ด้วย


ทั้งนี้ ที่ผ่านมามีการส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ หรืออีเมล ว่าเจ้าหน้าที่ศุลกากรในสนามบินสุวรรณภูมิ ได้เห็นเงาของหญิงสาวเดินเข้าไปในเสา ซึ่งเป็นที่ตั้งของที่ทำการศุลกากรประจำสนามบินสุวรรณภูมิ จึงให้เจ้าหน้าที่ทุบเสาดังกล่าว และลือกันว่าพบศพหญิงสาว โดยในอีเมลได้แนบภาพเสาที่มีการโบกปูนใหม่ และมีพวงมาลัยแขวนไว้ที่เสาอย่างผิดสังเกต รวมทั้งมีข่าวความไม่ปลอดภัยต่างๆ ข่าวเหตุลวนลามพนักงานสาวในสนามบินสุวรรณภูมิเป็นระยะ


ด้านนายโชติศักดิ์ อาสภวิริยะ กรรมการ ผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย (ทอท.) กล่าวว่า วันที่ 17 พฤศจิกายน จะพาสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ บริษัท การบินไทย ลงพื้นที่อาคารผู้โดยสาร ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ พร้อมกับตัวแทนบริษัทผู้รับเหมาทุกบริษัทที่รับเหมางานต่างๆ เพื่อตรวจสอบกล้องโทรทัศน์วงจรปิด หรือซีซีทีวี ดูว่ามีคนงานก่อสร้างลวนลาม หรือมีลักษณะห้อมล้อมพนักงานที่ปฏิบัติหน้าที่หรือผู้โดยสารบ้างหรือไม่


หากพบว่ามีเหตุการณ์ในกล้องวงจรปิดจริง จะเรียกผู้รับเหมาของคนงาน คนนั้นมาตักเตือน และถ้ายังทำอีกก็จะ ไล่ออกทันที และจะติดประกาศไว้ไม่ให้ คนงานคนนั้นเข้ามาภายในท่าอากาศยาน พร้อมได้สั่งให้เจ้าหน้าที่ติดตั้งกล้องโทรทัศน์วงจรปิดเพิ่มขึ้นประมาณ 100 ตัว ซึ่งเรื่องที่เกิดขึ้นยืนยันว่า อาจมีเกิดขึ้นจริงในลักษณะจับมือ จับตัว แต่เรื่องข่มขืนยืนยันว่าไม่เป็นความจริง


“ผมเชื่อว่าเรื่องการจับมือถือแขน ผู้หญิงนั้นมีจริง แต่เรื่องข่มขืนยืนยัน ยังไม่เกิด แล้วที่บอกว่า ทอท.ใช้เงินปิดปากไป 1.5 ล้านบาท ก็ไม่เป็นความจริง ยังไม่เคยเกิดเรื่องเลย จึงเชิญสหภาพฯ มาดูวงจรปิด หากมีภาพเจ้าหน้าที่ก่อสร้างนั่งคุยกัน ไม่ทำงาน ก็จะกำชับตักเตือน แต่หากเห็นว่ามีภาพห้อมล้อมผู้หญิง หรือเป็นการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหาย ก็จะให้บริษัทนั้นๆ รับผิดชอบ และไล่ออกทันที พร้อมกับติดประกาศไม่ให้เข้ามาภายในสนามบินอย่างเด็ดขาด” นายโชติศักดิ์ กล่าว

ที่มา: โพสต์ทูเดย์ (17 พ.ย. 49)

November 16, 2006

รมว.คมนาคมสั่งตรวจสอบ'คนหาย'ที่สุวรรณภูมิ

รมว.คมนาคมยอมรับมีรายงานเหตุอาชญากรรมและสูญหายที่สนามบินสุวรรณภูมิสั่งเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริง ด้าน "โชติศักดิ์" เตรียมพาสหภาพฯการบินไทย ลงพื้นที่สุวรรณภูมิเปิดซีซีทีวี หาภาพคนงานหื่น ขู่เอาจริงแน่ หากพบหลักฐานบริษัทนั้นต้องรับผิดชอบขึ้นบัญชีดำห้ามเข้าสนามบิน


พล.ร.อ.ธีระห้าวเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า ยอมรับว่ามีรายงานเกี่ยวกับเหตุอาชญากรรมในสนามบินสุวรรณภูมิ และมีการหายสาบสูญ กำลังตรวจสอบข้อเท็จจริง ซึ่งสัปดาห์หน้าได้เชิญบอร์ดชุดใหม่ของ ทอท.มารับมอบนโยบายซึ่งจะมีการหารือในเรื่องนี้ด้วย


นายโชติศักดิ์อาสภวิริยะ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัทท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือทอท. เปิดเผยว่าเวลา 09.00 น. วันพรุ่งนี้(17 พ.ย.) ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิตนจะพาสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ บริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) ลงพื้นที่อาคารผู้โดยสารท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ พร้อมกับตัวแทนบริษัทผู้รับเหมาทุกบริษัท ที่รับเหมางานต่าง ๆ เพื่อตรวจสอบกล้องโทรทัศน์วงจรปิด หรือ ซีซีทีวี ดูว่ามีคนงานก่อสร้างลวนลาม หรือมีลักษณะห้อมล้อมพนักงานที่ปฏิบัติหน้าที่ หรือผู้โดยสารภายบ้างหรือไม่ ทั้งนี้ หากมีพบว่ามีเหตุการณ์ในกล้องวงจรปิดจริง จะเรียกผู้รับเหมาของคนงานคนนั้นมาตักเตือน และยังทำอีกก็จะไล่ออกทันที และจะติดประกาศไว้ไม่ให้คนงานคนนั้นเข้ามาภายในท่าอากาศยาน พร้อมกันนี้ จะสั่งให้เจ้าหน้าที่ติดตั้งกล้องโทรทัศน์วงจรปิดเพิ่มขึ้นประมาณ 100 ตัวแล้วซึ่งเรื่องที่เกิดขึ้นยืนยันว่าอาจมีเกิดขึ้นจริง ในลักษณะจับมือ จับตัว แต่เรื่องข่มขืนยังยืนยันว่าไม่เป็นความจริง


"ผมเชื่อว่าเรื่องการจับมือถือแขนผู้หญิงนั้นมีจริงแต่เรื่องข่มขืนยืนยันยังไม่เกิด แล้วที่บอกว่า ทอท.ใช้เงินปิดปากไป1.5 ล้านบาทก็ไม่เป็นความจริง ยังไม่เคยเกิดเรื่องเลย พรุ่งนี้ ได้เชิญสหภาพฯ มาดูวงจรปิด หากมีภาพเจ้าหน้าที่การก่อสร้างนั่งคุยกัน ไม่ทำงาน ก็จะกำชับตักเตือน แต่หากเห็นว่ามีภาพห้อมล้อมผู้หญิง หรือเป็นการกระทำที่ก่อสร้างให้เกิดความเสียหาย ก็จะให้บริษัทนั้น ๆ รับผิดชอบ และไล่ออกทันที พร้อมกับติดประกาศไม่ให้เข้ามาภายในสนามบินอย่างเด็ดขาด" นายโชติศักดิ์กล่าว


หลังจากนั้นในเวลา 14.00 น.วันเดียวกันจะมีการประชุมคณะกรรมการกำกับดูแลการเปิดให้บริการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ที่มี พล.อ.อ.ชลิตพุกผาสุข ผู้บัญชาการทหารอากาศ เป็นประธาน โดย ทอท.จะรายงานแผนการปฏิบัติงานที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิและปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น รวมถึงเรื่องการคุกคามทางเพศที่สหภาพฯ การบินไทยร้องเรียนมาด้วย


อย่างไรก็ตามวันนี้ที่สำนักงานใหญ่ ทอท. ได้มีการประชุมผู้ถือหุ้นใหญ่สามัญประจำปีทอท. ครั้งที่1/2549 โดยที่ประชุมให้ความเห็นชอบอนุมัติแต่งตั้งคณะกรรมการชุดใหม่ของทอท. ประกอบด้วยนายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ นายชัยศักดิ์ อังค์สุวรรณ นายวุฒิพันธุ์ วิชัยรัตน์ นายนนทพล นิ่มสมบุญ นายคัมภีร์ แก้วเจริญ นายวรากรณ์ สามโกเศศ พล.อ.ท.อิทธิพรศุภวงศ์ พล.อ.อ.ณรงค์ศักดิ์สังขพงศ์ นายยอดเยี่ยม เทพธรานนท์ นายชวลิต เศรษฐเมธีกุล นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม นายต่อตระกูล ยมนาค นายโชติศักดิ์ อาสภวิริยะ และ พล.อ.สพรั่งกัลยาณมิตร โดยจะเสนอรายชื่อทั้งหมดให้คณะกรรมการ ทอท.พิจารณาเพื่อแต่งตั้งประธานคณะกรรมการ และรองประธานต่อไป

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ (16 พ.ย. 49)

เอกชนร้องแบกต้นทุนเพิ่ม สุวรรณภูมิเก็บค่าต๋งแพง

ผู้ประกอบการส่งออกตบเท้าเข้าร้องเรียนคมนาคม สนามบินสุวรรณภูมิเก็บค่าบริการหลายขั้นตอน ดันภาระต้นทุนสูงบั่นทอนศักยภาพการแข่งขัน วอนรัฐช่วยหาทางช่วยแก้ไขด่วน

นายสรรเสริญ วงค์ชะอุ่ม รมช.คมนาคม เปิดเผยภายหลังการหารือร่วมกับสภาหอการค้าและตัวแทนผู้ประกอบการขนส่ง ว่า กลุ่มผู้ประกอบการได้เข้าพบเพื่อชี้แจงปัญหาที่เกิดขึ้นในการใช้บริการของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิในส่วนของเขตฟรีโซน เนื่องจากมีการเก็บค่าธรรมเนียมต่างๆมากขึ้น ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายที่เป็นต้นทุนของผู้ประกอบการสูงขึ้นและกระทบต่อศักยภาพในการแข่งขันด้านการส่งออกของไทย

"เป็นการพิจารณาถึงความสะดวกในการขนส่งสินค้าทั้งสินค้าต้นทางและสินค้าปลายทาง เพื่อหารือถึงแนวทางการขนส่งสินค้าในท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ซึ่งผู้ประกอบการชี้แจ้งระบบการจัดการโลจิกสติกส์ใน(ทสภ.) แจ้งว่าได้รับความไม่สะดวก เนื่องจากการเก็บค่าผ่านทางที่ท่าอากาศยานกรุงเทพเป็นระบบการให้บริการแบบเบ็ดเสร็จที่จุดเดียว(One Stop Service) จึงไม่เกิดความยุ่งยากในการขนส่งสินค้า และจ่ายค่าบริการ ตรงกันข้ามกับสนามบินสุวรรณภูมิที่มีการเก็บอัตราค่าบริการหลายขั้นตอน"นายสรรเสริญกล่าว

ทั้งนี้ ผู้ประกอบการได้อธิบายถึงการจัดการระบบฟรีโซนว่าเป็นอุปสรรคต่อระบบจัดการส่งสินค้าเข้า-ออกซึ่งยังไม่สามารถสรุปได้ว่าเกิดปัญหาจริงหรือไม่ ซึ่งต้องรอรับฟังข้อมูลจาก บริษัท การท่าอากาศยานไทยก่อนจึงจะสรุปและจัดการให้เข้าสู่สภาวะสมบูรณ์

อย่างไรก็ตามจะนำปัญหาเข้าหารือกับรมว.คมนาคม เพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นให้แก่ผู้ประกอบการโดยเร็ว เพื่อป้องกันไม่ให้ประเทศใกล้เคียงมีสินค้านำเข้า-และส่งออกมากขึ้นซึ่งตนมองว่าหากประเทศไทยยังไม่ได้รับความไม่สะดวกปัญหาดังกล่าว พร้อมกันนี้ในวันที่ 16 พฤศจิกายนนี้จะมีการแต่งตั้งคณะกรรมการทอท.ชุดใหม่ ซึ่งตนจะสั่งการณ์ให้นำประเด็นดังกล่าวเข้าหารือเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวต่อไป

ที่มา: แนวหน้า (16 พ.ย. 49)

'สุวรรณภูมิ' รีบล้อมคอก

'สุวรรณภูมิ' รีบล้อมคอก

ความคืบหน้ากรณีสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการบินไทยยื่นหนังสือถึง พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุข ผู้บัญชา การทหารอากาศ กรรมการบริษัทการบินไทย ในฐานะเป็นกรรมการ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (ทอท.) เพื่อขอให้เพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยภายในสนามบินสุวรรณภูมิ เนื่องจากสมาชิกสหภาพฯ และพนักงานที่ปฏิบัติงานในอาคารผู้โดยสารช่วงเวลากลางคืน โดยเฉพาะสุภาพสตรี ร้องเรียนว่า ถูกคนงานก่อสร้างลวนลามและคุกคามทางเพศในรูปแบบต่างๆ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 15 พ.ย. นายสมชัย สวัสดีผล ผอ.ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ บริษัทท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (ทอท.) เปิดเผยถึงแนวทางแก้ปัญหาตามที่สหภาพฯการบินไทยร้องเรียนว่า ได้สั่งเพิ่มจำนวนเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยในท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ รวมถึงกำชับให้เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบความปลอดภัยในพื้นที่เสี่ยง ที่จะทำให้ผู้โดยสารและเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานในสนามบินจะถูกล่วงละเมิดทางเพศ โดย เฉพาะการตรวจบัตรเข้า-ออกพื้นที่สนามบินของคนงานก่อสร้าง และสอดส่องพฤติกรรมการแต่งกายของคนงาน รวมถึงอุปกรณ์ที่สามารถใช้เป็นอาวุธได้ ให้มากขึ้น

นายสมชัย ยังยอมรับด้วยว่า ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ขณะนี้ยังมีพื้นที่อีกหลายส่วนที่ยังมีคนงานก่อสร้างเข้าไปปฏิบัติงาน ซึ่งสาเหตุหนึ่งที่ทำให้การตรวจสอบความปลอดภัยในพื้นที่ต่างๆไม่ทั่วถึงเท่าที่ควรนั้น มาจากความกว้างใหญ่ของสนามบิน และมีผู้มาใช้บริการจำนวนมาก แต่ก็ได้สั่งให้เพิ่มจำนวนเจ้าหน้าที่คอยตรวจตรา เฝ้าระวังเหตุการณ์ที่ไม่พึงประสงค์ ให้เข้มงวดมากขึ้น พร้อมทั้งจะประสานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ต. ราชาเทวะ ซึ่งมีศูนย์ปฏิบัติการที่อาคารผู้โดยสารสนามบินสุวรรณภูมิ ให้เข้ามาช่วยดูแลอีกทางหนึ่งด้วย

นอกจากนี้ นายสมชัยยังย้ำให้ผู้โดยสารหรือพนักงานที่พบเห็นผู้มีพฤติกรรมล่วงละเมิดทางเพศ ให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของสนามบิน หรือเจ้าหน้าที่ตำรวจทันที และหากเจ้าหน้าที่พบเหตุ ลวนลามผู้โดยสาร พนักงาน หรือผู้มาใช้บริการสนามบิน แม้เพียงแค่การใช้คำพูด ก็จะต้องเข้าไปตักเตือนผู้ที่มีพฤติกรรมดังกล่าว และหากยังเกิดขึ้นอีก ก็จะแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจให้ดำเนินคดีตามกฎหมายทันที โดยไม่มีข้อยกเว้น

ส่วนข้อเรียกร้องของสหภาพฯการบินไทยที่ขอให้ จัดการนำคนงานก่อสร้างออกจากพื้นที่ให้หมดภายในเวลา 17.00 น. หลังปฏิบัติงานในแต่ละวันนั้น นายสมชัยบอกว่า ได้สั่งให้ฝ่ายก่อสร้างกลับไปทบทวนสัญญาว่าจ้าง เพื่อพิจารณาว่าจะสามารถให้คนงานเหล่านี้ออกจากพื้นที่ก่อสร้างตามเวลาที่สหภาพฯเรียกร้อง โดยไม่ขัดต่อสัญญาได้อย่างไร

ด้านนายโชติศักดิ์ อาสภวิริยะ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ทอท. กล่าวว่า ขณะนี้ได้โทรศัพท์สอบถามข้อมูลจากแกนนำสหภาพฯการบินไทยแล้ว และขอให้พนักงานการบินไทยที่ได้รับความเสียหาย มาให้ข้อมูลเพิ่มเติม เช่น การแอบมองจากหลังคาห้องน้ำนั้น เป็นห้องน้ำที่ตั้งอยู่ในโซนใด รวมถึงร่วมตรวจสอบกล้องวงจรปิด เพื่อตรวจสอบว่ามีปัญหาการลวนลามเกิดขึ้นจุดใดบ้าง เพื่อ ทอท.จะได้เร่งแก้ไขให้ถูก นอกจากนี้ ยังได้สั่งการให้ ผอ.ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ดำเนินการแก้ไขจุดที่เป็นปัญหาในแต่ละพื้นที่ เช่น ให้เพิ่มแสงสว่างในพื้นที่เสี่ยง ไฟสลัว มีคำสั่งให้เพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยอีก 300 คน ในพื้นที่สำคัญ เช่น ลานจอดรถ และพื้นที่โดยรอบสนามบิน ส่วนปัญหาคนงานก่อสร้างที่ถูกกล่าวหานั้น ได้สั่งให้บริษัทผู้รับเหมาตรวจสอบประวัติคนงานที่รับเข้ามาปฏิบัติงานทุกครั้ง และหากพบว่าพนักงานส่วนใดมีพฤติกรรมไม่เหมาะสม ให้ไล่ออกทันที

ขณะที่ในส่วนความรับผิดชอบของตำรวจ พล.ต.อ. อชิรวิทย์ สุพรรณเภสัช โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวถึงกรณีข่าวการลวนลามเจ้าหน้าที่หญิงภายในสนามบินสุวรรณภูมิว่า ต้องยอมรับว่ากำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจที่รับผิดชอบสนามบินสุวรรณภูมิยังไม่เพียงพอ ได้กำชับ ผบก.ภ.จ.สมุทรปราการ และ ผกก.สภ.ต.ราชาเทวะ จ.สมุทรปราการ ให้ปรับกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจหน่วยอื่นเข้าไปเสริมดูแลพื้นที่บริเวณโดยรอบสนามบินสุวรรณภูมิ แต่เนื่องจากสนามบินสุวรรณภูมิกว้างใหญ่มาก ทำให้กำลังเจ้าหน้าที่ดูแลไม่ทั่วถึง

ส่วน พล.ต.ท.สุวัฒน์ ธำรงศรีสกุล ผบช.สตม. กล่าวว่า ขณะนี้ สตม.ได้จัดกำลังเจ้าหน้าที่ตรวจสอบความเรียบร้อยภายในสนามบินสุวรรณภูมิ จำนวน 50 นาย มี รอง ผกก. 1 นาย และสารวัตร 3 นาย เป็นหัวหน้าชุดผลัดเปลี่ยนเวรเข้าทำหน้าที่ เพื่อตรวจสอบ และช่วยเหลือนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้า-ออกประเทศ ซึ่ง สตม.รับผิดชอบ พื้นที่ด้านในของสนามบินสุวรรณภูมิเท่านั้น ส่วนบริเวณด้านนอกเป็นกำลังของตำรวจพื้นที่จังหวัดสมุทรปราการ ชั้นนี้กำลัง สตม.ขาดแคลนอย่างมาก ดังนั้น ต้องปรับกำลังเท่าที่มีเข้าทำหน้าที่ไปก่อน

สำหรับปัญหาชาวบ้านที่อยู่อาศัยรอบสนามบินสุวรรณภูมิได้รับผลกระทบทางเสียงจากการบินขึ้นลงของเครื่องบินนั้น เมื่อเวลา 16.30 น. วันเดียวกัน ที่วัดบางโฉลงใน พล.ร.อ.ธีระ ห้าวเจริญ รมว.กระทรวงคมนาคม นายสรรเสริญ วงศ์ชะอุ่ม รมช.กระทรวงคมนาคม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่พบปะชาวบ้านกว่า 300 คน ที่เป็นตัวแทนจากหมู่บ้านต่างๆ โดยรอบสุวรรณภูมิ ที่มาให้ข้อมูลความเดือดร้อนที่เกิดจากปัญหาดังกล่าว ซึ่งระดับความรุนแรงมีตั้งแต่หลังคาบ้านและฝ้าเพดานเสียหาย จนถึงมลภาวะทางเสียงทำลายจิตใจ รวมทั้งขอให้ภาครัฐและ ทอท.สร้างความชัดเจน ถึงแนวทางในการจ่ายค่าชดเชยให้แก่ผู้เดือดร้อน

หลังรับฟังความเดือดร้อนของชาวบ้านแล้ว พล.ร.อ. ธีระ ห้าวเจริญ รมว.กระทรวงคมนาคม ให้สัมภาษณ์ว่า เบื้องต้นยอมรับว่ามลภาวะทางเสียงถือเป็นสิ่งสำคัญและสร้างความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนจริง และ ทอท.จะต้องดำเนินการหาแนวทางชดเชยให้กับประชาชน ซึ่งเบื้องต้นพื้นที่ทางด้านทิศเหนือของสนามบิน มีประชาชนเดือดร้อนประมาณ 71 ครัวเรือน และ ทอท.เตรียมงบประมาณในการจ่ายชดเชยให้แล้ว และรอการอนุมัติการเบิกจ่ายของคณะกรรมการ หรือบอร์ด ทอท.ชุดใหม่เท่านั้น

พล.ร.อ.ธีระกล่าวอีกว่า ส่วนแนวทางการพิจารณาจ่ายเงินชดเชยให้ผู้เดือดร้อนแต่ละรายนั้น จะยึดหลักความเดือดร้อนที่ได้รับผลกระทบจริง โดยใช้การตรวจสอบทางเทคนิคด้านเสียง โดยใช้เกณฑ์ความดังของเสียงระดับ 40 เอ็นอีเอฟเท่ากับเสียงเฉลี่ยประมาณ 70-75 เดซิเบล โดยหากพื้นที่ใดได้รับผลกระทบเกินกว่า 40 เอ็นอีเอฟ ขึ้นไปให้ ทอท.หาแนวทางชดเชย ด้วยการจ่ายเงินเวนคืนที่ดิน ส่วนประชาชนที่ได้รับเสียงต่ำกว่า 40 เอ็นอีเอฟ จะหาแนวทางชดเชยในการซ่อมแซมที่อยู่อาศัยให้ โดยในสัปดาห์หน้า ได้สั่งการให้ผู้แทนของ ทอท.ลงสำรวจความเสียหายทุกหมู่บ้านที่อยู่รอบสนามบิน เพื่อนำมาเป็นข้อมูลจ่ายชดเชยต่อไป

ที่มา: ไทยรัฐ (16 พ.ย. 49)

'แอร์เอเชีย' เจาะตลาดโฮจิมินห์ชิงดำบางกอกแอร์เวย์ส

แอร์เอเชียได้เสนอแผนการร่วมทุนต่อกระทรวงการเงินเวียดนามซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในสายการบินแปซิฟิกแล้ว เพื่อ ดำเนินแผนการร่วมมือกับแปซิฟิกแอร์ไลน์ส เปิดบินแบบต้นทุนต่ำไปยังนครโฮจิมินห์

กรุงเทพฯ- สายการบินแอร์เอเชีย (AirAsia) ได้เสนอแผนการร่วมทุนกับสายการบินแปซิฟิกแอร์ไลน์ส(Pacific Airlines) ของทางการเวียดนาม เพื่อเปิดบินเข้าสู่นครโฮจิมินห์ ซึ่งจะเป็นการเปิดประตูเข้าสู่ตลาดใหญ่เวียดนาม ที่อุตสาหกรรมการบินกำลังเติบโตอย่างรวดเร็วมาก ขณะที่สายการบินอีกหลายแห่งกำลังมุ่งหน้าไปที่นั่น

สายการบินต้นทุนต่ำจากมาเลเซียได้ประกาศความสนใจเข้าร่วมทุนกับสายการบินแปซิฟิกเพื่อเปิดบินเข้าสู่เวียดนามเป็นครั้งแรก หลังจากบริษัทไทยแอร์เอเชีย (Thai AirAsia) ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนกับไทยและในปัจจุบันกลุ่มเทมาเสก (Temasek) ของสิงคโปร์เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ ได้เปิดบินกรุงเทพฯ-ฮานอย มาตั้งแต่ต้นปี 2549

ความเคลื่อนไหวของบริษัทแม่แอร์เอเชียนี้ มีขึ้นหลังจากการเจรจาร่วมทุนระหว่างกลุ่มเทมาเสกกับสายการบินแปซิฟิกประสบความล้มเหลวในช่วงปลายปี 2548 ประธานของแอร์เอเชีย นายโทนี เฟอร์นันเดส (Tony Fernandes) เปิดเผยเรื่องนี้กับสำนักข่าวเวียดนามเน็ต

แอร์เอเชียได้ประกาศในช่วงต้นปี จะเปิดบริการบินต้นทุนต่ำจากกรุงกัวลาลัมเปอร์ เข้านครโฮจิมินห์ แต่แล้วก็ไม่สามารถให้บริการได้

แอร์เอเชียได้เสนอแผนการร่วมทุนต่อกระทรวงการเงินเวียดนามซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในสายการบินแปซิฟิกแล้ว เพื่อ ดำเนินแผนการร่วมมือกับแปซิฟิกแอร์ไลน์ส เปิดบินแบบต้นทุนต่ำ ค่าโดยสารตั้งแต่ 15 ดอลลาร์สหรัฐฯ ขึ้นไปสำหรับเส้นทางบินที่ไม่เกิน 1 ชั่วโมง แอร์เอเชียยังจะช่วยสายการบินของเวียดนามด้านการฝึกฝนบุคคลากรและเทคโนโลยีต่างๆ ด้วย

ยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดอื่นใดเกี่ยวกับแผนการร่วมทุน รวมทั้งตัวเลขการลงทุนของแอร์เอเชีย แต่นายเฟอร์นันเดส ได้เคยเข้าพบหารือเรื่องนี้กับ นางเลถิบ่างเติม (Le Thi Bang Tam) รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังของเวียดนามแล้ว

นายเฟอร์นันเดส กล่าวว่าสายการบินแปซิฟิกสามารถที่จะเปิดบริการเป็นสายการบินต้นทุนต่ำได้ โดยตัดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นได้หลายด้าน จะทำให้สายการบินดังกล่าวที่ประสบปัญหาขาดทุนมาโดยตลอด สามารถดึงดูดผู้โดยสารได้เป็นจำนวนมาก และ ทำกำไรได้ในเวลาอันรวดเร็ว

อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอของแอร์เอเชียยังไม่ได้รับการอนุมัติ และ หากไม่ได้รับการอนุมัติ แอร์เอเชียก็จะหาจัดตั้งบริษัทร่วมทุนเพื่อเปิดบริการบินต้นทุนต่ำในเวียดนามต่อไป นายเฟอร์นันเดส กล่าว

ตามรายงานของเวียดนามเน็ต ไม่เพียงแต่แอร์เชียเท่านั้นที่แสดงความสนใจเข้าร่วมทุนกับแปซิฟิกแอร์ไลน์ส แต่ยังมีสายการบินอื่นๆ อีก 3-4 แห่งที่แสดงความประสงค์ เช่นเดียวกัน

ฝ่ายบริหารของสายการบินแปซิฟิกประกาศในเดือนนี้ว่า บริษัทได้ตกลงร่วมมือกับบริษัทสายการบินบางกอกแอร์เวย์ส ของไทยเพื่อเปิดบริการบินต้นทุนต่ำกรุงเทพฯ-นครโฮจิมินห์ เป็นประจำทุกวัน โดยจะเริ่มในเดือน มี.ค.2550

ตามกำหนดดั้งเดิมนั้น แปซิฟิกฯ กับบางกอกแอร์เวย์ส จะเริ่มให้บริการตั้งแต่เดือน พ.ย.ปีนี้ โดยใช้เครื่องบินที่จัดหาโดยฝ่ายไทย แต่ "หุ้นส่วน" ของบางกอกแอร์เวย์ส ไม่สามารถจัดหาให้ได้ทัน

ยังไม่มีการแถลงเรื่องนี้จะบางกอกแอร์เวย์ส แต่ถ้าหากแผนการนี้ประสบความสำเร็จก็จะเป็นครั้งแรกที่สายการบินเอกชนของไทยสามารถเปิดเส้นทางบินเข้าสู่เวียดนามได้ หลังจากได้ขยายเส้นทางบินออกสู่ประเทศเพื่อนบ้านใกล้เคียงอย่างกว้างขวางในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

วงการอุตสาหกรรมการบินพลเรือนเชื่อกันว่า เวียดนามกำลังจะเป็นปลายทางของการท่องเที่ยวและการลงทุนที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อประเทศคอมมิวนิสต์ได้เข้าเป็นสมาชิกขององค์การการค้าโลก (World Trade Organization) ซึ่งจะเริ่มมีผลอย่างเป็นทางการในเดือน ม.ค.ปีหน้า

บริการการบินต้นทุนต่ำในเวียดนามไม่ได้เป็นเพียงช่องทางเดียวที่เหลืออยู่ในขณะนี้ ยังมีหลายบริษัทที่แสดงความสนใจจะเข้าเปิดให้บริการบินแบบเช่าเหมาลำเพื่อสนองความต้องการของลูกค้าระดับวีไอพี การเดินทางเพื่อธุรกิจ ตลาดจนการเดินทางโดยฉุกเฉิน เช่นการไปพบแพทย์ในกรณีเร่งด่วน รวมทั้งการท่องเที่ยวแบบกลุ่มด้วย

เมื่อเร็วๆ นี้ บริษัทเซสน่า (Cessna) ซึ่งเป็นผู้ผลิตเครื่องบินเพื่อการพาณิชย์ขนาดกลางและขนาดเล็กที่มีชื่อเสียงในสหรัฐฯ เป็นอีกรายหนึ่งที่เสนอขออนุมัติเปิดบริการบินเช่าเหมาลำ โดยจะใช้เครื่องบินขนาด 10 ที่นั่ง และจะเริ่มทดลองการบินด้วยเครื่องบินขนาดกลางจำนวน 2 ลำ ในปลายเดือน พ.ย.นี้

ในปัจจุบันผู้ป่วยในกลุ่มที่มารายได้สูงจะต้องเช่าเครื่องบินด้วยราคาแพงลิ่ว ในการเดินทางไปพบแพทย์ในประเทศไทยหรือสิงคโปร์ สำนักข่าวออนไลน์ของทางการเวียดนามกล่าว.

ที่มา: ผู้จัดการออนไลน์ (16 พ.ย. 49)

November 15, 2006

ร้องสหภาพฯถูกคนงานคุกคามทางเพศ สาวบินไทยกรี๊ด! ทอท.ขู่ซ้ำบริษัทไหนปล่อยพนักงานทำหื่นไล่พ้นหนองงูเห่า

เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน นายสมศักดิ์ ศรีนวล รักษาการประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เข้ายื่นหนังสือร้องเรียนต่อพล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุข ผู้บัญชาการทหารอากาศ ในฐานะประธานกรรมการ บริษัทการบินไทย และประธานคณะกรรมการกำกับดูแลการเปิดใช้ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (กปภ.) ขอให้แก้ปัญหาคุกคามทางเพศที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ที่มีความรุนแรงเพิ่มขึ้นถึงขั้นวิกฤติบั่นทอนขวัญและกำลังใจของพนักงานสตรี

นายสมศักดิ์กล่าวว่า ปัญหาดังกล่าวเป็นผลพวงจากความไม่พร้อมในการเปิดใช้สนามบินสุวรรณภูมิ เพราะมีพื้นที่อีกหลายส่วนที่ยังสร้างไม่เสร็จ ทำให้คนงานก่อสร้างที่ไปปฎิบัติงานได้มีพฤติกรรมลวนลามพนักงานสตรี อาทิ เดินล้อมหน้าล้อมหลังพูดจาแทะโลม ลวนลามแตะเนื้อต้องตัวบริเวณลานจอดรถ แอบดูพนักงานในห้องน้ำหญิง โดยการแก้ปัญหาเบื้องต้นเสนอให้บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท.ในฐานะเจ้าของพื้นที่ นำคนงานก่อสร้างออกจากพื้นที่ให้หมดภายในเวลา 17.00 น.หลังการปฏิบัติงานในแต่ละวัน

ภายหลังรับหนังสือพล.อ.อ.ชลิต กล่าวว่า จะนำปัญหาดังกล่าวเข้าพิจารณาเป็นวาระเร่งด่วนในการประชุมคณะกรรมการกำกับดูแลการเปิดใช้ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิวันที่ 17 พฤศจิกายนนี้

ด้านนายโชติศักดิ์ อาสภ วิริยะ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ทอท. กล่าวว่า ถ้าตรวจสอบแล้วพบพนักงานของบริษัทผู้รับเหมาก่อสร้างในสนามบินสุวรรณภูมิลวนลามพนักงานหญิงของบริษัทการบินไทยจริง ตนจะสั่งยกเลิกสัญญาว่าจ้างบริษัทผู้รับเหมาทันที
สำหรับความคืบหน้าปัญหาความเดือดร้อนของชาวบ้านที่อยู่รอบสนามบินสุวรรณภูมิจากผลกระทบด้านเสียงนั้น พล.ร.อ.ธีระ ห้าวเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม แถลงว่า หลังมีการแต่งตั้งบอร์ดบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) แล้วจะเข้าไปดูแลปัญหานี้เต็มที่ โดยเฉพาะเรื่องเงินชดเชย โดยเฉพาะจุดใดที่มีระดับเสียงเกิน 80 เดซิเบลจะจ่ายเงินชดเชยให้ย้ายออกไป เบื้องต้นเราตั้งงบชดเชยไว้ที่ 390 ล้านบาท ให้ชาวบ้านในพื้นที่ทางตอนบนของสนามบินที่ได้รับผลกระทบประมาณ 70 ครอบครัวแล้ว และที่ผ่านมาหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพยายามแก้ปัญหามาตลอด ในวันที่ 15 พฤศจิกายน เวลา 17.00 น.ตนจะไปพบและรับฟังปัญหาจากชาวบ้านที่ศาลาวัดบางโฉลง อ.บางพลี จ.สมุทรปราการเพื่อหาทางแก้ไข จึงอยากขอร้องชาวบ้านอย่าทำอะไรเกินเลย เช่น ปิดถนนประท้วง เพราะจะทำให้เศรษฐกิจเสียหาย

ขณะที่ดร.สุพัฒน์ หวังวงศ์วัฒนา รองอธิบดีกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) กล่าวว่า ครม.เห็นชอบตามมาตรการแก้ปัญหามลพิษทางเสียง ตามที่ทส.เสนอ นอกจากนี้ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี ยังกำชับให้ ทอท. เร่งดำเนินการตามเงื่อนไขที่ระบุในรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) ทันที โดยเฉพาะการโยกย้าย และการจ่ายค่าชดเชยชาวบ้าน อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลของ คพ.พบสถิติร้องเรียนปัญหาเสียงดังจากลาดกระบังสูงสุด รองลงมาเป็นพื้นที่จ.สมุทรปราการ

ด้าน พ.ญ.อัมพร เบญจพลพิทักษ์ ผู้อำนวยการศูนย์สุขภาพจิตที่ 13 กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข เผยว่าจากการออกหน่วยแพทย์เคลื่อนที่มีชาวบ้านเกิดภาวะเครียดเพราะปรับตัวไม่ได้ โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุและเด็ก ส่วนวัยทำงานจะรู้สึกกดดัน ซึ่งน่าเป็นห่วงถ้าผ่านไป 3 เดือนแล้วปรับตัวไม่ได้ จะกลายเป็นปัญหาสุขภาพจิตตามมาแน่นอน

ที่มา: แนวหน้า (15 พ.ย. 49)

ไฟเขียวการบินไทย-รัสเซีย

นางเนตรปรียา ชุมไชโย ผู้ช่วยโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้อนุมัติข้อเสนอของกระทรวงคมนาคมในการเจรจาการบินระหว่างไทยและรัสเซีย ซึ่งทั้งสองฝ่ายได้ตกลงปรับปรุงใบพิกัดเส้นทางการบินให้เป็นดังนี้ กรณีออกเดินทางจากไทย สามารถลงจอดในจุดที่รัสเซีย ได้ 4 แห่ง คือ มอสโก, วลาดิวอสต๊อค, เออร์กุสต์ และเซ็นต์ปีเตอร์เบิร์ก โดยไทยสามารถทำการบินไปยังมอสโกได้สัปดาห์ละ 42 เที่ยว และไปยังเซ็นต์ปีเตอร์เบิร์ก ได้สัปดาห์ละ 14 เที่ยว ส่วนจุดอื่นๆ ไม่ได้จำกัดความจุและความถี่ ส่วนกรณีออกเดินทางจากรัสเซีย จะสามารถลงจอดในจุดที่ไทย ได้ 4 แห่ง คือ กรุงเทพฯ, อู่ตะเภา, เชียงใหม่ และภูเก็ต โดยสายการบินที่กำหนดของรัสเซียสามารถทำการบินไปยังกรุงเทพฯได้สัปดาห์ละ 42 เที่ยว และไปยังภูเก็ตได้สัปดาห์ละ 14 เที่ยว (กรอบบ่าย)

ที่มา: มติชน (15 พ.ย. 49)

รมว.คมนาคม ลงพท.รับฟังผลกระทบเสียงเครื่องบิน

20:54 น. เมื่อเวลา 17.00 น.พลเรือเอก ธีระ ห้าวเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม พร้อมคณะ และนาย โชติศักดิ์ อาสภวิริยะ ผู้ว่าการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ นายสมชัย สวัสดิผล ผู้อำนวยการการท่าอากาศยาน และ นาย อนุวัฒน์ เมธีวิบูลวุฒิ ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ ได้เดินทางมาที่วัดบางโฉลงใน ต.บางโฉลง อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ เพื่อประชุมหารือเกี่ยวกับชาวบ้านในอ.บางพลีได้รับผลกระทบจากเสียงเครื่องบิน ที่ขึ้นลงในสนามบินสุวรรณภูมิ โดยมีชาวบ้านในเขตลาดกระบัง เขต.ตำบลบางโฉลง-ตำบลบางพลีใหญ่ และตำบลบางเสาธง กว่า 1 พันคนเข้ารับรับฟังการสรุป

คณะได้ประชุมหารือว่าจะทำการอนุมัติเงินจำนวน 390 ล้านบาทเข้าให้การช่วยเหลือติดตั้งแผ่นป้องกันเสียง หรือชดเชยการเวนคืนพื้นที่ คาดว่าน่าจะดำเนินการได้ในเดือนธันวาคม 49 นี้ ในส่วนของประชาชนในเขตจังหวัดสมุทรปราการ ที่ได้รับผลกระทบโดยเฉพาะในพื้นที่เขต อ.บางพลี และ กิ่ง อ.บางเสาธง ซึ่งมีประชาชนที่ได้รับผลกระทบกว่า 1 พันหลังคาเรือน ทางท่าอากาศย่านได้เตรียมจัดงบช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบเอาไว้แล้วจำนวนกว่า 3 พันล้านบาท

นายอนุวัฒน์ เมธีวิบูลวุฒิ ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ เปิดเผยว่า การที่จะเอาเงินประมาณออกมาช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบในเรื่องเสียงของสนามบินสุวรรณภูมิอาจจะต้องใช้เวลาสักหน่อย เพราะในเรื่องนี้คณะทำงานจะต้องนำเรื่องเข้าประชุมครม.เสียงก่อนถึงจะนำเงินออกมาช่วยเหลือชาวบ้าน

ที่มา: เนชั่นทันข่าว (15 พ.ย. 49)

"บางกอกแอร์เวย์ส" วิกฤติ >> ลูกค้าหาย-รายได้หด-หนี้ท่วมถึงขั้นสร้างนิยายกู้เงินชาวบ้าน

คมนาคม :วงการธุรกิจการบินเผย "บางกอกแอร์เวย์" ขาดสภาพคล่องหนัก สัดส่วนหนี้สินต่อทุนสูงถึง 2.5:1 เหตุกิจการในสุวรรณภูมิพ่นพิษ ลูกค้าหด รายได้หาย หนี้สินบาน ฟันธงอีก 2-3 ปี BFS ยังโงหัวไม่ขึ้น ขณะที่"หมอเสริฐ"ดิ้นสุดเฮือกหาเงินต่อยอด-ใช้หนี้กว่า 3,000 ล้าน ล่าสุดทนกระแสต้านขึ้นค่าโดยสารโหดไม่ไหวยอมกลับไปใช้ราคาเดิมแล้ว ด้าน BFS โต้เปล่าทำบางกอกแอร์เวย์สช้ำ ชี้เหตุลูกค้าแทกส์ไม่ใช้บริการเพราะยังติดระบบเดิมๆ ยืนยันขณะนี้ลูกค้าเพิ่มขึ้น รายได้ดีขึ้น บลจ.นครหลวงไทย ปัดแจงข้อมูลกองทุนสนามบินเกาะสมุย สัดส่วนการลงทุนยังคลุมเคลือ นักลงทุนลงหวั่นมีความเสี่ยง

แหล่งข่าวจากวงการการบิน เปิดเผย "สยามธุถรกิจ" ว่า ขณะนี้บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด ผู้ให้บริการ สายการบินบางกอกแอร์เวย์ส กำลังประสบปัญหาขาดสภาพคล่องทางการเงินอย่างหนัก ถึงขั้นต้องเร่งปรับขึ้นค่าโดยสารในเส้นทางสมุยสูงถึง 20% เมื่อเดือนปลายเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ในสถานการณ์ปัจจุบันที่ประเทศไทยยังไม่พ้นวิกฤติทางเศรษฐกิจ จนทำให้บรรดาสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวต่างๆ รวมทั้งคนสมุย ออกมาประท้วงอย่างต่อเนื่องกว่าสัปดาห์ที่ผ่านมาถึงขนาดผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี มีคำสั่งให้ศึกษาโครงการสนามบินเกาะพะงันอีกครั้ง

นอกจากนี้บางกอกแอร์เวย์สยังเร่งออกกองทุนกู้ยืมอย่างเร่งด่วน ในนาม "กองทุนสนามบินเกาะสมุย" มูลค่ากองทุนกว่า 10,000 ล้านบาท ขายให้กับนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ เพื่อเงินนำมาเสริมสภาพคล่อง ใช้หนี้ที่กู้ยืมมาลงทุนในโครงการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิกว่า 3,000 ล้านบาท ก่อสร้างโรงซ่อมเครื่องบินแห่งใหม่ ในสุวรรณภูมิ มูลค่า 1,000 ล้านบาท ก่อสร้างทางเชื่อมทางเดินระหว่างอาคารผู้โดยสารกับกับเครื่องบินที่สุวรรณภูมิ มูลค่า 1,000 ล้านบาท สำนักงานใหม่ มูลค่า 250 ล้านบาท โครงการจัดซื้อเครื่องบินจำนวน 4 ลำ เพื่อรองรับการขยายเส้นทางบินใหม่ ๆ และในปี 2553 จะนำเข้าเครื่องบินอีก 6 ลำราคาเครื่องละ ประมาณ 4,000 ล้านบาท โครงการปรับปรุงขยายสนามบินเกาะสมุยจาก 4 ไร่ เป็น 60 ไร่ ใช้เงินลงทุน 400 ล้านบาท และโครงการก่อสร้างโรงแรมที่ จ.สุโขทัย มูลค่า 100 ล้านบาท

แหล่งข่าว กล่าวว่า สาเหตุที่บางกอกแอร์เวย์สขาดสภาพคล่องอย่างหนักในครั้งนี้ เกิดขึ้นตั้งแต่บางกอกแอร์เวย์สกระโดดเข้ามาประมูลงานในท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ โดยเฉพาะธุรกิจบริหารคลังสินค้า ซึ่งตัวเองไม่มีประสบการณ์และความชำนาญในด้านนี้มาก่อน เพราะที่ผ่านมาให้บริการแต่สายการบินและสนามบิน แม้ว่าบางกอก แอร์เวย์ส จะอ้างว่ากลุ่มผู้ร่วมทุน คือ บริษัท เวิลด์ไวด์ไฟลท์เซอร์วิส เป็นผู้ให้บริการระดับโลก แต่จากผลงานการเปิดใช้ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิที่ผ่านมา ก็วัดได้ว่าหากเป็นมืออาชีพจริง ต้องมีแผนสำรองกรณีเกิดปัญหาฉุกเฉินขึ้น จึงทำให้มีสินค้าตกค้างเป็นจำนวนมากในช่วงเปิดท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ จนการบินไทย ต้องเข้ามาช่วยเคลียร์ และจนถึงวันนี้ยังมีสินค้าที่ค้างสต็อกอยู่จำนวนไม่น้อย

กรณีที่ว่าไม่มีประสบการณ์แล้วได้เข้าบริษัทคลังสินค้าได้อย่างไรนั้น ขอย้อนเส้นทางการได้มาซึ่งใบอนุญาตในการประกอบการคลังสินค้าท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ซึ่งเริ่มขึ้นในเดือน ก.ย. 2546 บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. เปิดประมูลหาผู้ให้บริการคลังสินค้าเพิ่มอีก 1 ราย จากที่ได้ให้ การบินไทยแล้วก่อนหน้านั้น โดยคณะกรรมการคัดเลือกยึดหลักการเสนอเงินประกันขั้นต่ำจำนวนสูงที่สุดเป็นที่ตั้ง ปรากฎว่ากลุ่ม WFS-PG ซึ่งมีบางกอกแอร์เวย์สเป็นแกนนำ เป็นผู้ชนะการประมูล ด้วยการเสนอผลตอบแทนขั้นต่ำในปีแรก 150 ล้านบาท ส่วน 2 กลุ่ม คือ TAGS เสนอ 111 ล้านบาท และกลุ่ม SPI-CTI เสนอ 72 ล้านบาท

"การเข้ามาประมูลงานในครั้งนี้ บางกอกแอร์เวย์ส ทุ่มสุดตัว หวังจะเข้ามาคลอบครองลูกค้าคาร์โก้ของแทกส์ โดยได้มีการวิ่งเต้นผ่านนักการเมืองระดับบิ๊กในพรรคไทยรักไทย ซึ่งงานนี้ว่ากันว่า บางกอกแอร์เวย์สจ่ายค่าวิ่งเต้นถึง 800 ล้านบาท กว่าจะได้โครงการนี้มา ต่อมาบางกอกแอร์เวยส์ และ WFS ได้ร่วมจัดตั้งบริษัท บางกอกไฟลท์เซอร์วิสเซส จำกัด หรือ BFS ขึ้นเพื่อบริหารคลังสินค้าดังกล่าว โดยบางกอกแอร์เวย์สถือหุ้น 49% ส่วน WFS ถือหุ้น 51%" แหล่งข่าวกล่าว

ทั้งนี้ในช่วงที่บางกอกแอร์เวย์สประมูลคลังสินค้าสุวรรณภูมิได้นั้น แทกส์ถึงกับล้มทั้งยืน เพราะนั่นเท่ากับแท็กส์ถูก ทอท.ลอยแพแล้ว อาชีพที่ทำมากว่า 15 ปีต้องเสียให้กับรายอื่นไป นายอนุพงษ์ โรจน์นครินทร์ กรรมการผ