ไฟเขียวโลว์คอสต์กลับดอนเมือง
นายโชติศักดิ์ อาสภวิริยะ กรรมผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 25 ต.ค.ที่ผ่านมาได้เรียกตัวแทนผู้ประกอบการสายการบินต้นทุนต่ำ หรือโลว์คอสต์ 3 สาย ได้แก่ สายการบินนกแอร์, ไทยแอร์เอเชีย และสายการบินวันทูโก หารือถึงการย้ายกลับมาใช้ท่าอากาศยานดอนเมืองเช่นเดิม ซึ่งทางโลว์คอสต์เห็นว่า การย้ายมาใช้ที่ดอนเมืองนั้น จะเพิ่มรายได้ให้กับทาง ทอท.ในปีแรก 1,600 ล้านบาท, ปีที่ 2 จำนวน 3,600 ล้านบาท และปีที่ 3 จำนวน 4,500 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลมาจากอัตราการเติบโตของสายการบินโลว์คอสต์ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ ยังจะช่วยลดการลงทุนก่อสร้างอาคารผู้โดยสารโลว์คอสต์ให้กับ ทอท.ที่จะต้องลงทุนอีกมูลค่า 1,300 ล้านบาท รวมถึงยืดระยะเวลาการการขยายการลงทุนระยะ 2 ของสนามบินสุวรรณภูมิ
ขณะนี้เห็นด้วยที่โลว์คอสต์ควรย้ายมาที่สนามบินดอนเมือง เพราะนอกจากจะลดการลงทุนแล้วยังช่วยเพิ่มรายได้ให้กับดอนเมือง ซึ่งปัจจุบันต้องมีค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาประมาณ 30-40 ล้านบาทต่อปี แต่ขณะนี้ เมื่อย้ายสนามบินไปที่สุวรรณภูมิ มีรายได้เพียง 4 แสนบาทเท่านั้น ผมยังไม่สามารถที่จะตัดสินใจได้ เพราะต้องรอเรียกผู้ที่เกี่ยวข้องมาหารือ พร้อมทั้งเรียกสายการบินโลว์คอสต์อื่น เช่น พีบีแอร์ไลน์, เจ็ทสตาร์แอร์ไลน์ ,ไทยเกอร์แอร์ไลน์, สยามพีแอร์ไลน, ไทยแอร์เอเชีย, วันทูโก และนกแอร์มาหารืออีกครั้งในวันที่ 27 ต.ค.นี้ก่อนนำเสนอที่ประชุมคณะกรรมการ (บอร์ด) เพื่อตัดสินใจ ซึ่งจะมีการจัดตั้งขึ้นภายในกลาง พ.ย.2549 นี้ หากมีความเห็นชอบจากบอร์ดก็จะสามารถย้ายและให้บริการได้อีก 1 เดือนทันที นายโชติศักดิ์ กล่าว
นายสมชัย สวัสดีผล ผู้อำนวยการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ กล่าวยอมรับว่า ได้ตรวจพบรอยปริแยกและพื้นยกตัวเป็นลูกคลื่นบริเวณพื้นผิวยางมะตอย ที่บริเวณทางวิ่งทางขับซึ่งเป็นทางเลี้ยว หรือแท็กซี่เวย์ เข้าสู่หลุมจอดเครื่องบินประชิดอาคารโซน B เพิ่มขึ้นอีก 3 จุด นอกเหนือจากที่ได้พบก่อนหน้านี้แล้วที่ หลุมจอดเครื่องบินหมายเลข E 2, 4 และ 6 รวมถึงพื้นที่ทางวิ่งทางขับหมายเลข 13 (Taxiway Tanggo13 หรือ T 13) ซึ่งได้ปิดการให้บริการเพื่อซ่อมมาแล้วตั้งแต่วันที่ 19 ต.ค.ที่ผ่านมา คาดว่าสาเหตุอาจเกิดขึ้นจากรันเวย์และทางวิ่งทางขับสร้างเสร็จเป็นเวลานานถึง 2 ปี ก่อนจะเปิดใช้งาน และถูกทิ้งร้างไว้ไม่มีการใช้งานทำให้เสื่อมสภาพ อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ดังกล่าวถือเป็นเรื่องปกติที่สามารถเกิดขึ้นได้ ซึ่งที่ท่าอากาศยานบินดอนเมืองหรือต่างประเทศก็เคยประสบกับปัญหานี้เช่นกัน
ที่มา: บ้านเมืองออนไลน์ (26 ต.ค. 49)