เบรกลงทุนสุวรรณภูมิ อุ๋ยสั่งปรับปรุงบริการ
หม่อมอุ๋ยเบรก ทอท. สั่งปรับปรุงบริการภายในสุวรรณภูมิ 6 เดือน เป็นเฟิร์สต์คลาส เพื่อกอบกู้ชื่อเสียงก่อนคิดขยายลงทุน "โชติศักดิ์" สารภาพปัญหาเกิดจากเปิดใช้สนามบินทั้งๆ ที่ยังไม่พร้อม ส่วนรถไฟฟ้ายืนยันเดินหน้า 3 สาย หม่อมอุ๋ยสั่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องถกหาข้อสรุปสัปดาห์หน้า เผยทบทวนอีกรอบ จวกรัฐบาลชุดก่อนไม่ยึดหลัก "รัฐลงทุน-เอกชนเดินรถ" จนเกิดปัญหาหลายเจ้าของ
วานนี้ (20 ต.ค.) ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง ได้เดินทางไปตรวจเยี่ยมกระทรวงคมนาคม เพื่อให้นโยบายและประชุมร่วมกับ พล.ร.อ.ธีระ ห้าวเจริญ รมว.คมนาคม นายสรรเสริญ วงศ์ชะอุ่ม รมช.คมนาคม พร้อมคณะผู้บริหารและหัวหน้าหน่วยงานในสังกัดกระทรวงคมนาคม
รายงานข่าวเปิดเผยว่า ม.ร.ว.ปรีดิยาธรกล่าวในที่ประชุมถึงโครงการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิว่า ให้บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. เร่งปรับปรุงคุณภาพประสิทธิภาพในการให้บริการของสนามบินสุวรรณภูมิเป็นระดับ เฟิร์สต์คลาส ก่อน ส่วนการลงทุนหรือขยายการก่อสร้างเพิ่มให้ระงับแผนและแนวคิดเอาไว้ก่อน โดยให้ในช่วง 6 เดือนแรกนี้เร่งปรับปรุงและหาทางที่จะทำให้การให้บริการต่างๆ ดีขึ้นและได้รับเสียงชื่นชมกลับมาก่อนที่จะคิดเรื่องการลงทุน
ม.ร.ว.ปรีดิยาธรกล่าวย้ำว่า สิ่งสำคัญในขณะนี้จะต้องเน้นเรื่องการสร้างชื่อเสียงของประเทศให้ดีขึ้น เพราะถือเป็นหน้าตาของกระทรวงคมนาคม หากชื่อเสียงไม่ดีก็ไม่สามารถที่จะเดินต่อไปได้ โดยที่ผ่านมามีการเร่งรัดการทำโครงการกันมากและเปิดใช้เร็วไป แม้ตัวสนามบินและระบบฮาร์ดแวร์จะติดอันดับเฟิรต์คลาส แต่หากความสะดวกของสนามบินยังไม่เป็นเฟิร์สต์คลาสเป็นสิ่งที่น่าหนักใจและทุกฝ่ายต้องช่วยกัน เพราะมีคนที่รอโจมตีกันอยู่มาก
**สัปดาห์หน้าเคาะรถไฟฟ้า 3 สาย
แหล่งข่าว กล่าวว่า ในส่วนของโครงการรถไฟฟ้านั้น ม.ร.ว.ปริดิยาธร กล่าวว่าจะสานต่อจากรัฐบาลที่ผ่านมาที่กำหนดไว้ 3 เส้นทาง แต่จะต้องตั้งคณะทำงานชุดย่อยขึ้นมาพิจารณาศึกษาความเหมาะสมว่าจะดำเนินการเส้นทางใดก่อน โดยได้นัดประชุมหารือร่วมกับรัฐมนตรีว่าการและรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ผู้บริหาร สำนักนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.), การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) และการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.)ในสัปดาห์หน้า เพื่อหาข้อสรุปในการดำเนินโครงการระบบขนส่งสาธารณะและรถไฟฟ้า 3 เส้นทาง โดยเฉพาะสายสีน้ำเงิน (ส่วนต่อขยายบางซื่อ-หัวลำโพง-ท่าพระ) จะต้องเกิดอย่างแน่นอน เพราะเป็นการเชื่อมต่อของวงในที่จะช่วยการเดินทางเข้าสู่ใจกลางเมืองได้
ส่วนของส่วนสายสีแดง (รังสิต บางซื่อ-หัวลำโพง) ยังมีรายละเอียดที่ต้องหารือร่วมกันอีกมาก เพราะเป้าหมายหลักต้องการทำให้เป็นแซทเทิ่ลไลท์เชื่อมไปยังเมืองบริวารต่างๆ และไม่ต้องการให้เกิดปัญหาเช่นเดียวกับเมืองโยโกฮามา ของประเทศญี่ปุ่น ที่มีการขยายเมืองตลอดแนวเส้นทาง ดังนั้นจะต้องมีความชัดเจนว่าการก่อสร้างรถไฟฟ้าเพื่อสร้างเมือง ไม่ใช่ขยายเมืองไปตามแนวเส้นทาง โดยได้ยกตัวอย่างว่าน่าจะพิจารณาต่อขยายเส้นทางจากสนามบินสุวรรณภูมิไปยังฉะเชิงเทรา
แหล่งข่าวกล่าวว่า ในส่วนของสายสีม่วง (บางซื่อ บางใหญ่ ) นั้น ม.ร.ว.ปริดิยาธร กล่าวว่า มีการหารือกันมาบ้างเพื่อช่วยรองรับประชาชนย่านบางใหญ่ ในขณะที่สายสีเขียว (อ่อนนุช สำโรง และตากสิน-เพชรเกษม) มีความจำเป็นที่จะต้องต่อขยายออกไป ที่ผ่านมาไม่ควรที่จะมีการกีดกัน แต่หลังจากนี้คงไม่มีปัญหาเพราะไม่มีพรรคการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่ทุกฝ่ายต้องมาหารือกัน โดยเฉพาะผู้รับสัมปทานรายเดิม
ส่วน ร.ฟ.ท.นั้น ม.ร.ว.ปรีดิยาธร ระบุในที่ประชุมว่า เป็นงานยากที่สุดแม้จะมีแผนรองรับปัญหาหนี้และการดำเนินโครงการต่างๆ แต่ยังขาดเรื่องของการกำหนดยุทธศาสตร์ เพราะรายได้หลักมาจากการขนส่งผู้โดยสารมากกว่าการขนส่งสินค้า ทำให้มีการใช้ประสิทธิภาพของระบบรางเพียง 3 % โดยมีแผนเพิ่มเป็นมากกว่า 10 % ซึ่งจะต้องสนับสนุนให้ภาคเอกชนเข้ามาใช้บริการขนส่งสินค้าโดยทางรถไฟเพิ่มขึ้น จะต้องเน้นด้านการขนส่งสินค้าและนำระบบโลจิสติกส์เข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ซึ่งจะเข้ามาช่วยในการวางแนวทางการทำงานด้วยตัวเอง
**สั่งเพิ่มสัดส่วนขนส่งทางราง
ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เปิดเผยภายหลังให้นโยบายและรับรับฟังบรรยายสรุปแผนการดำเนินโครงการ ระบบขนส่งสาธารณะต่างๆ เช่น รถไฟฟ้า รถไฟทางคู่ และโครงการพัฒนาระบบขนส่ง โลจิสติกส์ ว่า ได้รับทราบแผนและข้อมูลของสิ่งที่กระทรวงคมนาคมจะทำภายใน 1 ปีรวมถึงโครงการที่จำเป็นในอนาคต โดยให้ไปคิดใน 2 แนวทางว่า หากแผนเดิมดีมีประโยชน์กับประชาชนให้เสนอเข้ามา ส่วนโครงการใดที่เป็นสิ่งที่คาดว่าน่าจะมีในอนาคตเพราะจะเป็นประโยชน์ ก็ให้เจ้าหน้าที่ลงรายละเอียดเพื่อให้ได้ข้อสรุปและถ้าเป็นไปได้ก็ให้เริ่มเดินก้าวแรกไปก่อน
โดยโครงการระบบขนส่งมวลชนแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ ในเขต กทม. จุดที่หนาแน่น ต้องทำให้เกิดความคล่องตัว ส่วนเชื่อมต่อไปชานเมือง และเมืองบริวารซึ่งยังไม่หนาแน่น ก็ต้องทำเพื่อให้เมืองบริวารโตและให้การเดินทางเข้ามาในเมืองแค่ 45- 60 นาที ไม่ใช่ให้แนวระหว่างทางโต ส่วนรถไฟ ของการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) จะเชื่อมการเดินทางจากกทม.ไปต่างจังหวัด ถือเป็นเรื่องใหญ่ที่ต้องดูให้แน่นอน เพราะเกี่ยวข้องกับ การพัฒนา โลจิสติกส์ด้วย
ม.ร.ว.ปรีดิยาธรกล่าวถึงโครงการรถไฟฟ้า 3 สายว่า ขอประชุมกับหน่วยงานก่อนขณะนี้ใกล้ได้ข้อสรุปแล้วเหลือบางประเด็นที่ยังไม่ตรงกันเพราะถ้าถาม นายประภัสร์ จงสงวน อดีตผู้ว่าการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ก็อยากให้ทำ 3 สายเพราะมีประโยชน์ ส่วนการดำเนินการเจรจาเงินกู้กับเจบิคก็ให้หน่วยงานทำต่อไม่ได้หยุด ซึ่งการทำรถไฟฟ้า ภายใน 1 ปีนั้นมีวิธีเร่งรัดได้ และเป็นไปได้ก็อาจจะเห็นการก่อสร้างลงเสาเข็มในบางสายเลย ทั้งนี้ แนวทางการตัดสินใจจะดูข้อมูลความพร้อมทุกเรื่อง โดยเรื่องเงินทุนไม่มีปัญหาหาได้ทั้ง ใช้งบประมาณ จากองค์กรระหว่างประเทศ หรือจากเอกชน
รถไฟฟ้าผมคิดไว้ตั้งแต่ปี 2535 แล้วว่า ควรให้รัฐลงทุนและให้เอกชนเดินรถ แต่รัฐบาลไม่ทำ มาถึงตอนนี้เลยเลอะ มีหลายเจ้า จะดึงกลับเข้ามาแบบเดิมก็ขอคิดอีกทีว่าจะทำอย่างไร โดยวิธีทำงาน จะประชุมแต่ละเรื่องเป็นกลุ่มเล็กแต่แบบต่อเนื่องให้เสร็จออกมาเลยทั้งงานที่จำเป็นเร่งด่วนและแผนระยะยาว จากนั้นจะแจ้งต่อสาธารณชนรับรู้ เพื่อรับฟังเสียงค้าน 1 ปียอมรับว่าทำได้แต่ไม่ทั้งหมด ในแผนระยะยาวที่ต้องเริ่มต้นทำไว้บ้างเพื่อปักธงสิ่งที่ดีร่วมกัน ต่อไปหากจะมีใครมาเปลี่ยนแปลง ก็จะต้องฟังเสียงสาธารณชนด้วยม.ร.ว.ปรีดิยาธรกล่าว
ส่วน ร.ฟ.ท.นั้นเสนอที่จะเพิ่มสัดส่วนการขนส่งสินค้าทางราง แต่ตัวเลขที่เสนอมาน้อยไป ควรจะเพิ่มให้มากกว่านี้ ส่วนโครงการรถไฟทางคู่ จะเน้นทำในจุดที่หนาแน่นเพื่อรองรับความต้องการของคนและสินค้า ตรงไหน น้อยไม่หนาแน่นก็ไม่ต้องทำ สำหรับเรื่องหนี้สินของร.ฟ.ท.นั้น หยุดไว้ก่อน การแก้หนี้ไม่ใช่ปัญหา ทำได้ แต่ตอนนี้ เอางานให้เดินหน้าก่อน
ส่วนโครงการโลจิสติกส์นั้น ม.ร.ว.ปรีดิยาธรกล่าวว่า จะเป็นแผนระยะยาวที่จะช่วยประหยัดพลังงาน ลดต้นทุนภาคธุรกิจลงและเพิ่มประสิทธิภาพ ต้องแผนให้ชัดเจนชี้ให้เห็นว่าใน 4-5 ปี แผนจะเป็นอย่างไร
นายสรรเสริญ วงศ์ชะอุ่ม รมช.คมนาคม กล่าวว่า ภายในสัปดาห์หน้าจะมีการประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อประเมินและวิเคราะห์ผลการศึกษาเส้นทางรถไฟฟ้าที่มีอยู่ทั้ง 7 สายว่า จะมีเส้นทางใดที่มีความเป็นไปได้ ส่วนเส้นทางรถไฟฟ้า 3สายเดิมก็จะต้องมาดูในรายละเอียดความเป็นไปได้ของโครงการที่ผ่านมาว่าเป็นอย่างไร การตัดสินใจจะดำเนินการเส้นทางใดก่อนหลังจะต้องพิจารณาอย่างรอบคอบในทุกมิติ ทั้งความเป็นไปได้ของโครงการ ด้านการเงิน ผลกระทบสิ่งแวดล้อม สังคม และการเวนคืนที่ดิน ซึ่งกรอบเวลา 1 ปีจะสามารถกำหนดแนวทางที่ชัดเจนได้
**บิ๊ก ทอท.ยอมรับเร่งเปิดจนเน่า
นายสรรเสริญกล่าวว่า ปัญหาสนามบินสุวรรณภูมิเป็นสิ่งสำคัญที่สุด เพราะเปิดให้บริการในขณะที่ยังไม่ความพร้อมเพียงพอ แต่เมื่อย้อนกลับไปไม่ได้ก็ต้องมองไปข้างหน้าว่าจะแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะด้านการให้บริการได้อย่างไร ส่วนใหญ่เป็นปัญหาที่รับรู้กันอยู่แล้ว ดังนั้นในช่วงนี้ ทอท.ต้องลงไปดูและหาทางแก้ไขให้ลุล่วงไปได้
นายโชติศักดิ์ อาสภวิริยะ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ทอท.ยอมรับว่าสิ่งที่รองนายกรัฐมนตรีได้ท้วงติงมาทั้งหมดเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริง และ ทอท.ก็อยู่ระหว่างการดำเนินการแก้ไข ซึ่งต้องใช้เวลาตามขั้นตอน โดยเฉพาะปัญหาห้องน้ำและป้ายบอกทางเป็นสิ่งที่ส่งผลกระทบต่อผู้โดยสารมากที่สุดได้เร่งรัดดำเนินการแก้ไขแล้ว ในส่วนของห้องน้ำมีการขยายเพิ่มอีกกว่า 300 ห้องหรือเพิ่มอีก 2 เท่าครึ่ง งบประมาณ 30 40 ล้านบาทกำหนดแล้วเสร็จก่อนสิ้นปี 2549 นี้
เป็นสิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ว่าปัญหาที่เกิดขึ้นในสนามบินสุวรรณภูมินั้น เป็นผลมาจากการเปิดใช้สนามบินเร็วเกินไป ในขณะที่ยังไม่มีความพร้อมเพียงพอ ส่วนนโยบายที่ให้ปรับปรุงการให้บริการก็ต้องเน้นในเรื่องห้องน้ำและป้ายบอกทางเป็นเรื่องใหญ่รวมไปถึงเรื่องความสะอาดและระบบการดูแลรักษาความปลอดภัยภายใจนสนามบินด้วย นายโชติศักดิ์กล่าว
นายโชติศักดิ์กล่าวว่า การขยายห้องน้ำในสนามบินนั้นได้รับการอนุมัติแล้ว อยู่ในขั้นตอนการออกแบบ แบ่งเป็นห้องน้ำนอกอาคารบริเวณอาคารเทียบเครื่องบินเอและจีจุดละ 25 ห้อง รวมเป็น 50 ห้อง และห้องน้ำภายในอาคารบริเวณชั้น 1 , 2 และ 4 อีก 205 ห้อง และมีโถสำหรับห้องน้ำชายอีก 118 โถ อ่างน้ำ 245 อัน โดยจะใช้พื้นที่บางส่วนที่เป็นสำนักงานของ ทอท. เพื่อรื้อทำห้องน้ำด้วย เชื่อว่าจำนวนที่เพิ่มขึ้นจะสามารถลดปัญหาลงได้ไม่น้อยทีเดียว
ที่มา: ผู้จัดการออนไลน์ (21 ต.ค. 49)