HFlight รีวิวสายการบิน โรงแรม จองโรงแรมทั่วโลก - หน้าแรก
- กลับหน้าแรก -
หน้าแรก | จองโรงแรมที่พัก | ข่าวการบิน | Webboard | สายการบิน | กิน-เที่ยว-เดินทาง | รีวิวโรงแรม | คู่มือเที่ยวเมืองนอก | ลงโฆษณา

  
 

« September 2006 | Main | November 2006 »

October 30, 2006

ผอ.สุวรรณภูมิ ระบุขาดการดูแลทำให้แท็กซี่เลน-หลุมจอดแตก

นายสมชัย สวัสดิผล ผู้อำนวยการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เปิดเผยว่า ผลการทดสอบคุณภาพวัสดุก่อสร้างลานจอดเครื่องบิน จากห้องแล็บพบว่า เป็นไปตามมาตรฐานของสเป็กที่กำหนดไว้ แต่สาเหตุที่เกิดรอยปริแตกบริเวณพื้นผิวหลุมจอดเครื่องบิน และแท็กซี่เลน หรือทางวิ่งเข้าสู่หลุมจอด เกิดจากการที่ปล่อยให้ระดับน้ำท่วมขังบนพื้นผิวสูงเกินกว่าขีดความสามารถที่รันเวย์จะรับได้ หรือสูงกว่า 80 เซนติเมตร และไม่มีการระบายออกอย่างรวดเร็ว ทำให้น้ำซึมผ่านชั้นผิวยางมะตอยที่มีความหนา 33 เซนติเมตร จนได้รับความเสียหาย
ล่าสุดจากการสำรวจพบว่า มีพื้นผิวอีก 3-4 แห่งที่เกิดปัญหาเดียวกัน จึงสั่งให้ผู้รับเหมาเร่งแก้ไขโดยเร็วที่สุด คาดว่าบริเวณด้านหน้าอาคารเทียบท่าเครื่องบิน E และแท็กซี่เลน B จะซ่อมเสร็จภายในวันที่ 1 พ.ย.นี้

ที่มา: ผู้จัดการออนไลน์ (30 ต.ค. 49)

ไม่ต้องห่วงย้ายสนามบิน-ตลาดอสังหาฯย่านนั้นยังดีอยู่

หลายคนเป็นห่วงว่าการที่สนามบินนั้นได้ย้ายจากดอนเมืองไปที่สุวรรณภูมินั้นจะส่งผลกระทบในทางลบมากเพียงใด ก่อนที่จะเป็นห่วงขอให้ท่านแบ่งภาคของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ออกเป็นหมวดกว้างๆดังต่อไปนี้ก่อน นั่นคือ หมวดที่อยู่อาศัย ,อาคารสำนักงาน และโรงแรม ในหมวดที่แทบจะไม่ต้องเป็นห่วงเลย น่าจะ เป็นหมวดอาคารสำนักงาน เพราะดูจากตัวเลขแล้วจะเห็นได้ว่า นอกจากจะไม่ได้รับผลกระทบแล้วกลับดีขึ้นมาก โดยดูจากอัตราว่างจะเห็นได้ว่าในไตรมาสที่ 2 ของปีนี้นั้นอัตราว่างอยู่ที่ 11.6% สำหรับอาคารที่มีเจ้าของรายเดียว (ผู้เช่านิยมมากกว่าอาคารที่มีเจ้าของหลายรายเพราะเรื่องของการบริหารจัดการ) แต่ถ้าเป็นห่วงว่า หากรวมอาคารประเภทที่เจ้าของหลายรายเข้าไปด้วยแล้ว อัตราว่างเป็นเช่นไร ก็ยังไม่ต้องห่วงเพราะถัวเฉลี่ยแล้วไตรมาส2 ปีนี้อยู่ที่ 14.1% เทียบกับปีที่แล้วที่ 14.4% อัตราว่างก็ยังน้อยกว่า อัตราค่าเช่าก็เพิ่มขึ้น

โดยที่ เกรด เอ สำหรับ Non-CBD นั้นอยู่ที่ 543 บาทต่อตารางเมตรต่อเดือน เพิ่มขึ้นจากไตรมาศที่หนึ่งประมาณ 3% และจากปีที่แล้ว ประมาณ 8% อาคารเกรดบี นั้นน้อยกว่างเพียงไม่กี่เปอร์เซ็นต์ ลองคิดดูว่า ย่านวิภาวดีนั้นเต็มไปด้วยสาธารณูปโภคที่ครบครันสำหรับการที่บริษัทจะมาเช่าพื้นที่ มีทั้งทางด่วน ถนนก็กว้าง น้ำไฟไปถึง ทั้งนี้ต้องขอบคุณดอนเมืองที่ทำให้มีการสร้างสิ่งเหล่านี้รองรับไว้และทิ้งเอาไว้ให้ แต่รูปแบบของผู้เช่านั้น อาจมีการเปลี่ยนแปลงบ้างจากบริษัทที่ต้องการ Office-Link ไปยังท่าอากาศยานในการส่งของขึ้น Cargo เป็นบริษัทที่เป็น Destination หรือจุดหมายปลายทางมากขึ้น เช่น องค์กรของรัฐ หรือองค์กรที่ไม่แสวงหาผลประโยชน์ หรือเป็นหน่วยของบริษัทที่ไม่ต้องการ การให้ประชาชนรับรู้ (exposure) หรือการจราจรของคน (Customer traffic) มากนัก เช่น หน่วยที่เป็น Call center เป็นต้น

พอมาถึงจุดนี้แล้ว ถามว่าหมวดที่อยู่อาศัยนั้นก็คงต้องเปลี่ยนกลุ่มเป้าหมายเล็กน้อย จากที่เป็นคนที่ทำงานสำหรับสนามบิน หรือบริษัทที่เกี่ยวข้องก็คงต้องมาจับตลาดที่มาทำงานในอาคารสำนักงานในย่านนั้นหรือย่านรัชดา , ลาดพร้าว และพระรามเก้าได้โดยที่หากคนนิยมมาเช่าพื้นที่อาคารสำนักงานมากขึ้นตลาดบ้านก็จะสามารถรองรับตรงนี้ได้มากขึ้น

ส่วนหมวดสุดท้ายที่เป็นโรงแรมนั้น ก็ไม่ต้องห่วงมากเช่นเดียวกันหากสร้างและออกแบบโรงแรมเพื่อรองรับตลาด MICE (Meeting Incentive Conference and Exhibition) เพราะสามารถพึ่งบริษัทที่มาเช่าอาคารสำนักงานได้หรือแม้กระทั่งบุญกุศลจาก Impact Exhibition Hall แต่ตลาดที่มาเป็น กรุ๊ปทัวร์และใช้ห้องพักเป็นจำนวนมากก่อนจะกลับประเทศของตนนั้นต้องเสียไปให้ย่านสุวรรณภูมิจากข้อมูลข้างต้นและการมองในแง่บวกว่าจะไม่เกิดวิกฤตทางเศรษฐกิจแล้วเราจะได้เห็น Hub ใหม่ในย่านวิภาวดี ที่มีความคึกคักไม่น้อยไปกว่าพหลโยธินในไม่ช้า

หมายเหตุ: ข้อมูลเรื่องอัตราว่างและค่าเช่าอาคารสำนักงานอ้างอิงจาก CBRE Bangkok Property Report Quarter 2,2006

ผ.ศ.จิตตาภรณ์ ศรีบุญจิตต์
รองผู้อำนวยการโครงการ
ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ คณะพาณิชย์ฯ
ม.ธรรมศาสตร์
02-613-2260

ที่มา: ผู้จัดการออนไลน์ (30 ต.ค. 49)

หัวหน้าทีมพัฒนาไมโครซอฟต์เวิร์ดซื้อทัวร์ท่องอวกาศ

วิศวกรซอฟต์แวร์ผู้พัฒนาไมโครซอฟต์เวิร์ดวัย 58 ปีตัดสินใจซื้อทัวร์อวกาศเป็นรายที่ 5 กำหนดเดินทางมีนาคมปีหน้า กันพลาดสะสมชั่วโมงบินทั้งเจ็ตและฮอ ฝึกภาษารัสเซีย พร้อมแผนการสร้างห้องสมุดบนอวกาศ เชื่อแน่ว่านักท่องเที่ยวเชื้อสายฮังกาเรียนรายนี้จะมีเรื่องราวไม่ธรรมดามาให้ติดตามเป็นแน่

ชาร์ลส ไซโมนี (Charles Simonyi) เศรษฐีพันล้านวัย 58 ปีชาวฮังกาเรียน วิศวกรซอฟต์แวร์ผู้นำทีมพัฒนาโปรแกรมเวิร์ดและเอ็กเซลของไมโครซอฟต์ตัดสินใจซื้อทัวร์ออกไปเที่ยวนอกโลก โดยมีกำหนดเดินทางไปกับยานอวกาศโซยุซของรัสเซียในวันที่ 9 มีนาคมปีหน้า

หาก ดร.ไซโมนีผ่านการฝึกฝนและตรวจร่างกายจนสามารถเดินทางได้ตามกำหนด เขาก็จะกลายเป็นนักท่องอวกาศคนที่ 5 ของโลก และยังเป็นมนุษย์คนที่ 450 ที่ได้ออกเดินทางสู่อวกาศ โดยเขาเชื่อว่าการเดินทางครั้งนี้ไม่เหมือนเที่ยวอื่นๆ เพราะเขามีเป้าประสงค์และกิจกรรมต่างๆ ระหว่างการเดินทางอยู่พอสมควร เขายังระบุอีกว่า “ผมอาจเป็นเนิร์ดคนแรกในอวกาศ”

ดร.ไซโมนี ขณะนี้ทำงานอยู่ในสหรัฐฯ และจะเดินทางจากศูนย์อวกาศไบคานัวร์ในคาซัสถานเดือนมีนาคมปีหน้า พร้อมด้วยลูกเรือรายที่ 15 ที่จะไปประจำการบนสถานีอวกาศนานาชาติ ซึ่งเขาก็เหมือนกับนักท่องเที่ยวรายอื่นๆ ที่จ่ายเงินมูลค่า 20-25 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 800-1,000 ล้านบาท) ให้แก่สเปซ แอดเวนเจอร์ (Space Adventures) ในสหรัฐฯ เพื่อซื้อแพ็กเกจทัวร์ที่น้อยคนนักจะได้ร่วมเดินทาง

หลังจากใช้เวลา 8 นาทีเพื่อพุ่งออกจากชั้นบรรยากาศโลก ดร.ไซโมนีพร้อมด้วยลูกเรือชาวรัสเซียอีก 2 นายจะต้องใช้เวลาอีก 2 วันเพื่อนเดินทางถึงสถานีอวกาศนานาชาติ จากนั้นเขาจะได้ใช้ชีวิตบนสถานีเป็นเวลา 8 วัน โคจรรอบโลก 160 รอบ และจะเดินทางกลับพร้อมลูกเรือรายที่ 14 ที่ประจำอยู่บนสถานีอวกาศ โดยขากลับใช้เวลาเดินทางเพียงแค่ 2 ชั่วโมง

การเดินทางครั้งนี้ ดร.ไซโมนีมีจุดหมายอยู่ 3 อย่างคือ 1.สร้างความก้าวหน้าด้านการบินสู่อวกาศของพลเรือน 2.เพื่อช่วยงานวิจัยของสถานีอวกาศนานาชาติ และ 3.เพื่อให้เด็กๆ ได้มีส่วนร่วมในวิทยาการอวกาศ โดยเขาได้เริ่มสร้างเว็บไซต์ชาร์ลสอินสเปซดอทคอม (charlesinspace.com) เพื่อนำเสนอจุดมุ่งหมายในการเดินทาง

ดร.ไซโมนียังวางแผนสร้างห้องสมุดบนสถานีอวกาศ โดยจะนำนิยายวิทยาศาสตร์ “The Moon is a Harsh Mistress” (แปลเป็นไทยในชื่อเรื่อง “จันทราปฏิวัติ”) ของโรเบิร์ต ไฮน์ไลน์ (Robert Heinlein) และเฟาสต์ของเกอเธ่ (Goethe's Faust) ไปไว้บนสถานี

ขณะนี้ ดร.ไซโมนียังอยู่ที่สหรัฐฯ แต่จะใช้เวลาอีก 5 เดือนข้างหน้าเพื่อฝึกฝนและเตรียมการเดินทางสู่อวกาศที่ศูนย์ฝึกนักบินอวกาศยูริ กาการีน (Yuri Gagarin Cosmonaut Training Centre) ในเมืองสตาร์ซิตี้ รัสเซีย ซึ่งวิศวกรซอฟต์แวร์รายนี้มีความพร้อมเดินทางสู่อวกาศมากกว่านักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่นคนก่อนที่ตรวจร่างกายไม่ผ่าน ดร.ไซโมนีมีใบอนุญาตขับเครื่องบินเจ็ตและเฮลิคอปเตอร์ อีกทั้งยังมีชั่วโมงบินสะสมไว้แล้วมากกว่า 2,000 ชั่วโมง

อย่างไรก็ดี เขาก็จะต้องได้รับการตรวจร่างกายโดยละเอียดและฝึกฝนเทคนิคต่างๆ เพื่อให้แน่ใจว่าจะเดินทางไปและกลับได้อย่างสมบูรณ์ ซึ่งแน่นอนว่าจะต้องผ่านการทดสอบทางการแพทย์สำหรับผู้ที่เดินทางสู่อวกาศ และยังมีการตรวจสอบว่าเหมาะสมที่จะบินหรือไม่

นอกจากนี้ ดร.ไซโมนียังเรียนภาษารัสเซียและศึกษาระบบการทำงานของยานอวกาศโซยุซด้วย เพราะเห็นว่าเป็นประโยชน์ต่อการเดินทางท่องเที่ยวอวกาศ โดยเขากล่าวว่า การเรียนรู้เกี่ยวกับระบบเป็นส่วนหนึ่งของความช่างสงสัยอยากรู้ประสาวิศวกร และช่วยเพิ่มประสบการณ์ในการเดินทางครั้งนี้ให้น่าสนใจมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นวิธีการเดินทาง หรือทำอย่างไรถึงจะบินได้อย่างปลอดภัย

สเปซ แอดเวนเจอร์ เจ้าของธุรกิจทัวร์อวกาศได้ส่งนักท่องเที่ยวออกไปพักบนสถานีอวกาศมาแล้ว 4 ราย โดยเริ่มในปี 2543 นักท่องอวกาศรายแรกคือเดนนิส ติโต (Dennis Tito) ชาวอเมริกัน ถัดมาเป็นมาร์ก ชัตเทิลเวิร์ธ (Mark Shuttleworth) เศรษฐีชาวแอฟริกาใต้ ตามมาด้วยเกรก โอลเซน (Greg Olsen) ชาวอเมริกัน และล่าสุดคืออันอุชีห์ อันซารี (Anousheh Ansari) นักท่องเที่ยวรายที่ 4 แต่เป็นหญิงคนแรกเพิ่งจบการทัวร์ไปหมาดๆ เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา

ที่มา: ผู้จัดการออนไลน์ (30 ต.ค. 49)

นกเหล็กไนจีเรียตก!! สังเวยชีวิตผู้นำศาสนา - ผู้โดยสารนับร้อย

เกิดเหตุเครื่องบินไนจีเรียบรรทุกผู้โดยสารกว่า 114 คน ตกในเมืองอาบูจา หลังจากบินขึ้นฟ้าเพียงไม่กี่นาที เป็นเหตุให้ผู้นำทางศาสนาอิสลามของไนจีเรียเสียชีวิต ทั้งนี้ สถานีโทรทัศน์เอกชนแห่งหนึ่งรายงานว่ามีผู้รอดชีวิตอย่างน้อย 6 คนแล้ว

สถานีวิทยุของรัฐรายงานว่า เครื่องบินเอดีซี โบอิง 727 ออกเดินทางช่วงเช้าวานนี้ (29) จากเมืองลากอสมุ่งหน้าไปยังเมืองโซโกโต ทางตะวันตกเฉียงเหนือของไนจีเรีย พร้อมผู้โดยสารและลูกเรือรวม 114 คน หลังจากแวะส่งผู้โดยสารบางคนที่เมืองอาบูจา ขณะนำเครื่องขึ้นก็เจอกับพายุ ทำให้สูญเสียการควบคุมและตกลงมา โดยคาดว่าผู้โดยสารทั้งหมดน่าจะเสียชีวิต

อย่างไรก็ตาม สถานีโทรทัศน์ของไนจีเรีย รายงานว่า มีผู้รอดชีวิตที่ได้รับการยืนยัน 6 คน ขณะที่ผู้โดยสารและลูกเรือคนอื่นๆ ยังไม่รู้ชะตากรรม

ทั้งนี้ มุสตาฟา ชิว โฆษกรัฐบาลโซโกโต ระบุว่า สุลต่านโมฮัมมาดู แมคซิโด แห่งเมืองโซโกโต รวมถึงรองผู้ว่าการรัฐ กรรมาธิการการศึกษา นักการเมือง วุฒิสมาชิกอีก 2 คน และลูกชายอดีตประธานาธิบดีไนจีเรียก็รวมอยู่ในจำนวนผู้เสียชีวิตด้วย

ที่มา: ผู้จัดการออนไลน์ (30 ต.ค. 49)

October 29, 2006

นกเหล็กไนจีเรียตก!! สังเวยชีวิตผู้นำศาสนา

เกิดเหตุเครื่องบินไนจีเรียบรรทุกผู้โดยสารกว่า 104 คน ที่จะมุ่งหน้าไปเมืองโซโกโต ทางตะวันตกเฉียงเหนือของไนจีเรียตกในเมืองอาบูจา หลังจากบินขึ้นฟ้าเพียงไม่กี่นาที เป็นเหตุให้ผู้นำทางศาสนาอิสลามของไนจีเรีย สุลต่านแมคซิโดเสียชีวิต ทั้งนี้สถานีโทรทัศน์เอกชนแห่งหนึ่งรายงานว่ามีผู้รอดชีวิตอย่างน้อย 6 คนแล้ว

ที่มา: ผู้จัดการออนไลน์ (29 ต.ค. 49)

สแกนฯ เข้าภูเก็ต 1 พ.ย.เที่ยวบินปฐมฤกษ์

บริษัทนำเที่ยวรายใหญ่ในตลาดสแกนดิเนเวียเริ่มเที่ยวบินปฐมฤกษ์มาภูเก็ต 1 พ.ย.นี้

นางสาวรัญจวน ทองรุต ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สำนักงานการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ภาคใต้เขต 4 เปิดเผยว่า TUI Nordic ภายใต้ชื่อบริษัทนำเที่ยว Fritdsresor ซึ่งเป็นบริษัทนำเที่ยวรายใหญ่ในตลาดสแกนดิเนเวีย มีสำนักงานขายอยู่ในประเทศสวีเดน นอร์เวย์ และเดนมาร์ก จะทำการบินเที่ยวบินเช่าเหมาลำจากเมือง Gothenburg มายังภูเก็ต

โดยเริ่มเที่ยวบินปฐมฤกษ์ในวันที่ 1 พ.ย.49 เที่ยวบินที่ BLX 941 ด้วยเครื่อง Boeing 747-400 จุผู้โดยสารจำนวน 582 ที่นั่งจะถึงท่าอากาศยานนานาชาติภูเก็ต ในวันที่ 2 พ.ย.49 เวลา 13.45 น.ซึ่งเที่ยวบินนี้จะทำการบิน 2 เที่ยวบินต่อสัปดาห์

เมือง Gothenburg เป็นเมืองศูนย์กลางทางเศรษฐกิจที่สำคัญทางภาคใต้ของประเทศสวีเดน มีขนาดใหญ่เป็นอันดับสองรองจากกรุงสตอกโฮล์ม TUI Nordic จะทำการบินเที่ยวบินเช่าเหมาลำมาท่องเที่ยวจังหวัดภูเก็ต ในช่วงเดือน พ.ย.-มี.ค.ของทุกปี

โดยบินจากสนามบิน Arlanda กรุงสตอกโฮล์ม และเมือง Malmo ซึ่งอยู่ทางภาคใต้ของประเทศสวีเดนติดกับชายแดนของประเทศเดนมาร์ก แต่ปีนี้ได้ขยายเที่ยวบินจากเมือง Gothenburg มาจังหวัดภูเก็ตด้วย ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นถึงศักยภาพความต้องการของตลาดสวีเดนที่สนใจมาเที่ยวจังหวัดภูเก็ต ในช่วงวันหยุดฤดูหนาวเป็นอย่างมาก

ที่มา: ผู้จัดการออนไลน์ (29 ต.ค. 49)

October 28, 2006

ทอท.สั่งเชือดผู้รับเหมา ล้างอาย "แท็กซี่ เวย์"ร้าว ดึงสภาวิศวกรรมฯร่วมสอบ

สภาวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ลงพื้นที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ตรวจสอบต้นตอรอยร้าว "แท็กซี่ เวย์" ร้าง ด้านผอ.สนามบินแห่งใหม่ เผยในเบื้องต้นสันนิษฐานความผิดจาก 3 ฝ่าย บริษัทผู้รับเหมา บริษัทผู้ควบคุมงาน และบริษัทผู้ออกแบบ ขู่พบว่าบริษัทใดทำผิดจะแจ้งความดำเนินคดีทางกฎหมายทันที

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นับตั้งแต่มีข่าวทางวิ่ง ทางขับ หรือ แท็กซี่ เวย์ ที่ให้เครื่องบินแล่นไปยังหลุมจอดใน ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เกิดรอยร้าวเป็นทางยาวกว่า 150 เมตร มีความลึก 33 เซนติเมตร ด้านฝั่งตะวันออก และบางส่วนของแท็กซี่ เวย์ ฝั่งตะวันตกของอาคารผู้โดยสาร จนต้องทำให้ต้องมีการปิดใช้งานในหลุมจอดเครื่องบินจำนวน 5 หลุมจอดนั้น ) ตัวแทนวิศวกรจากสมาคมสภาวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ และตัวแทนบริษัทควบคุมงานชาวต่างชาติที่รับผิดชอบในส่วนของแท็กซี่ เวย์ ได้เดินทางมาที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เพื่อลงพื้นที่ตรวจสอบจุดเกิดเหตุร่วมกันแล้ว

นายสมชัย สวัสดีผล ผู้อำนวยการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เปิดเผยว่า ในเบื้องต้นได้มีตั้งข้อสันนิษฐานความผิดว่าเกิดจาก 3 ฝ่าย คือ บริษัทผู้รับเหมา บริษัทผู้ออกแบบ และบริษัทผู้ควบคุมงาน หากผลการตรวจสอบพบว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งผิด ก็จะดำเนินการฟ้องร้องดำเนินคดีตามกฎหมายทันทีโทษฐานทำให้ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิได้รับความเสียหาย ส่วนความผิดนั้นจะต้องดูว่ากฎหมายสามารถเอาผิดได้แค่ไหน

"ต้องดูว่าฝ่ายใดผิด และต้องดูด้วยว่ากฎหมายสามารถเอาโทษสูงสุดได้แค่ไหน ซึ่งเรื่องที่เกิดขึ้นแม้จะเป็นเรื่องปกติที่เคยเกิดขึ้นอยู่ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิบ่อย ๆ แต่หากเป็นความผิดพลาดของบริษัทผู้รับเหมา บริษัทผู้ออกแบบ หรือบริษัทผู้ควบคุมงาน บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. ก็ต้องฟ้องร้องให้ถึงที่สุดในฐานะที่ทำให้ ท่าอากาศยานเกิดความเสียหาย อย่างไรก็ตาม เบื้องต้นข้อสันนิษฐานของรอยร้าวที่เกิดขึ้นยังคงเป็นเรื่องของปริมาณน้ำฝนที่ตกลงมาอย่างแน่นอน" นายสมชัย กล่าว

นอกจากนี้จะนำผลตรวจสอบจากตัวแทนสมาคมวิศวกรรมสถานฯ มาสรุป เพื่อหาสาเหตุข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น ซึ่งจะพยายามทำให้เสร็จเร็วที่สุด พร้อมกับข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ ทอท.ที่ตนได้สั่งให้ดำเนินการตรวจสอบมาเมื่อ 2 วันก่อนแล้ว ก็จะนำมาประมวลรวมกัน

นายโชติ์ ศักดิ์ อาสภวิริยะ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยาน ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท.กล่าวว่า หลังจาก สนามบินสุวรรณภูมิ ได้เปิดให้บริการมาครบ 1 เดือน พบว่าที่ผ่านมาแม้ว่าจะมีปัญหาใน เรื่องหลังคารั่ว ส่งผลให้น้ำไหลซึมเข้าภายในอาคาร ก็ได้มีการปรับปรุงซ่อม แซมไปแล้ว หลายจุด ซึ่งมีเพียงบางจุดเท่านั้นที่ยังไม่เรียบร้อย ส่วนการสั่งการให้เพิ่มความอำนวยความ สะดวกแก่ผู้โดยสารในส่วนของห้องน้ำ ได้สั่งให้สร้างเพิ่มกว่า 200 ห้อง โดยในช่วงกลางเดือนหน้าจะแล้วเสร็จ ประมาณ 30 ห้อง

ส่วนแท็กซี่ เวย์ เกิดรอยร้าว ทาง สภาวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ได้ลงพื้นที่ ท่าอากาศยาน สุวรรณภูมิ เพื่อตรวจสอบต้นตอรอยร้าวแล้ว เมื่อวันที่27ตุลาคม และ ทอท. อยู่ระหว่างขั้นตอนในการ ปรับปรุงซ่อมแซมพื้นผิวบริเวณดังกล่าว ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จเร็ว ๆ นี้ โดย กลุ่มไอทีโอ จอย์ท เวนเจอร์ ผู้รับเหมา จะเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซม ทั้งหมดเพราะยังอยู่ในช่วงรับประกันหลังส่งมอบงาน

ที่มา: แนวหน้า (28 ต.ค. 49)

แคนาดา เตรียมทำแบล็กลิสต์ผู้โดยสารห้ามขึ้นเครื่องบิน

แคนาดาประกาศแผนเมื่อวานนี้ ที่จะจัดทำรายชื่อบัญชีผู้โดยสารที่แคนาดาเห็นว่าเป็นภัยคุกคาม และอันตรายเกินกว่าที่จะอนุญาตให้โดยสารเครื่องบิน โดยรัฐบาลแคนาดาจะจัดทำบัญชีรายชื่อดังกล่าว สำหรับเที่ยวบินภายในประเทศในต้นปีหน้า และจะขยายให้ครอบคลุมถึงเที่ยวบินระหว่างประเทศในปลายปีหน้า ซึ่งมาตรการดังกล่าวจะถือเป็นมาตรการเพิ่มรักษาความปลอดภัยในการโดยสารเครื่องบินให้เข้มงวดยิ่งขึ้น หลังจากเกิดเหตุวินาศกรรมในสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2544

ที่มา: ผู้จัดการออนไลน์ (28 ต.ค. 49)

จารุวรรณ” ลุยโกงท่อร้อยสายสุวรรณภูมิ ฟัน “บิ๊กโม่ง” บงการ

“จารุวรรณ” เดินหน้าสอบทุจริตท่อร้อยสายไฟในสนามบินสุวรรณภูมิ เตรียมเชิญผู้เกี่ยวข้องมาให้ข้อมูลเพิ่มเติมวันที่ 9 พ.ย.นี้ ชี้ มีการล็อกสเปกชัดเจนและบอร์ดการท่าฯมีเอี่ยวพร้อมสาวโยงถึงบิ๊กโม่ง เตรียมขึ้นเชียงใหม่ลุยพืชสวนโลก 2-3 พ.ย.ขณะที่ “แก้วสรร” ไม่สนใครเกียะเซียะกับใคร ลั่นมีอำนาจเอาคนโกงเข้าคุกก็ก้มหน้าทำไป

วันนี้ (27 ต.ค.) ที่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ผู้ว่าการ สตง.ในฐานะกรรมการตรวจสอบการกระทำผิดที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) เปิดเผยว่า ได้มีการประชุมคณะอนุกรรมการตรวจสอบ โครงการก่อสร้างท่อร้อยสายไฟฟ้าใต้ดินในสนามบินสุวรรณภูมิ โดยจะเชิญบุคคลภายนอกมาให้ข้อมูลเพิ่มเติม รวมทั้งผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมโยธามาให้ข้อมูลว่าท่อร้อยสายควรจะมีลักษณะของแบบที่เป็นแบบสวมไปเลย หรือเป็นแบบเกลียวมัดติด รวมถึงจะพิจารณาการล็อกสเปกที่เพิ่มขนาดของท่อจาก 200 ปอนด์ เป็น 500 ปอนด์ และสูงสุดถึง 1,000 ปอนด์ และเหตุใดจึงต้องมีการเปลี่ยนและล็อกสเปก ซึ่งจะเอื้อประโยชน์ต่อผู้รับเหมาเพียงบางราย โดยในวันที่ 9 พ.ย.คณะอนุกรรมการจะมีการประชุมอีกครั้ง โดยจะเชิญเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องมาให้ข้อมูลเพิ่มเติม

คุณหญิงจารุวรรณ กล่าวว่า โครงการนี้ ทาง สตง.ได้เคยสรุปเรื่องและส่งให้ ป.ป.ช.ดำเนินการต่อ และจนถึงวันนี้ คตส.ได้หยิบยกเรื่องนี้มาพิจารณา และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้ส่งเรื่องกลับมาให้แล้วว่าดำเนินการไปถึงไหนบ้าง แต่คณะอนุกรรมการยังไม่ได้เปิดดู

คุณหญิงจารุวรรณ เปิดเผยว่า ในวันที่ 2-3 พ.ย.นี้ ตนในฐานะผู้ว่าการ สตง.จะเดินทางไปยัง จ.เชียงใหม่ เพื่อตรวจสอบมหกรรมพืชสวนโลก และโครงการไนท์ซาฟารีด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายนาม ยิ้มแย้ม ประธาน คตส.ได้ลงนามในหนังสือแต่งตั้งคณะอนุกรรมการตรวจสอบโครงการท่อร้อยสายไฟฟ้า ในสนามบินสุวรรณภูมิ โดยระบุว่า โครงการดังกล่าวมีพฤติกรรมที่เชื่อได้ว่าเป็นการกระทำโดยมิชอบ และก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐวงเงินกว่า 800 ล้านบาท จึงได้ตั้งคณะอนุกรรมการ ประกอบด้วย คุณหญิงจารุวรรณ ประธานคณะอนุกรรมการ มีนายอำนวย ธันธรา นายธรรมนูญ เรืองดิษฐ์ พ.ต.อ.ติณภัทร ภุมรินทร์ รศ.รังสรรค์ วงษ์บุญ นายนคร เมืองรัก นางวัลภาภรณ์ บุญโยทยาน นายศตบรรณ พันธุวรรณ น.ส.ชมศรัญย์ ไตรรัตน์อัญชลี ร่วมเป็นอนุกรรมการ

โดยในการประชุมคณะอนุกรรมการวันที่ 9 พ.ย.นี้ ที่ประชุมจะเชิญผู้ที่ร้องเรียน โดยเฉพาะกลุ่มบริษัทที่ไม่ได้รับการประมูล โครงการดังกล่าวมาให้ข้อมูลเพิ่มเติม รวมถึงการกำหนดสเปกที่ไม่เป็นธรรม ซึ่งขณะนี้มีข้อมูลที่ชัดเจนแล้วว่ามีการเอื้อต่อผู้ประมูลบางราย โดยผู้รับผิดชอบ คือ บอร์ดในโครงการนี้ ซึ่งคณะอนุกรรมการกำลังหาจิกซอว์ต่อไปถึงตัวใหญ่อยู่เบื้องหลัง

ขณะเดียวกัน เมื่อเวลา 13.00 น.ได้มีการประชุมนัดแรกของคณะอนุกรรมการตรวจสอบโครงการแอร์พอตลิงก์ มีนายแก้วสรร อติโพธิ เลขานุการ คตส.รับผิดชอบ ภายหลังการประชุมนายแก้วสรรให้สัมภาษณ์ ว่า ที่ประชุมได้วางกรอบในการทำงาน และจะทำงานตลอด 5 วัน เพื่อติดตามรวบรวมข้อมูล ส่วนจะเรียกหน่วยงานใดมาชี้แจงนั้นต้องรอให้ร่างแบบฟอร์มหนังสือเชิญก่อน จะเสร็จภายในวันที่ 30 ต.ค.จากนั้นจะแจกจ่ายให้ คตส.และอนุกรรมการใช้เป็นแบบฟอร์มเชิญบุคคล หรือองค์กรที่เกี่ยวข้องมาชี้แจง

“ผมไม่ชอบทำงานแบบคณะอนุกรรมการ แต่ชอบแบบมีชุดทำงาน ถ้าทำแบบอนุกรรมการงานจะช้า การตรวจสอบจะต้องไม่เด็ดดอกไม้ ไม่ไถล ถ้าจะสอบเรื่องไหนต้องระบุว่า มุ่งไปทางไหนได้ เมื่อมีการตั้งคณะทำงานแล้วต้องมุ่งไปตามนั้น ถ้าตรวจสอบแล้วสะอาดเรียบร้อยบริสุทธิ์ก็แฮปปี้ ที่สำคัญเราต้องตรวจสอบไม่ใช่นักล่าสัตว์ การทำงานแบบคณะอนุกรรมการเป็นการทำงานแบบหัวหน้าสายเดี่ยวที่ไปนั่งเป็นประธานอนุกรรมการ ถ้าทำได้ก็ลองดูเดี่ยวก็รู้ ถ้าเอาคนเข้าคุกได้ก็ดูกันไป สนุกดี”

นายแก้วสรร กล่าวอีกว่า ส่วนกรณีคุณหญิง พจมาน ชินวัตร ภริยา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เดินทางเข้าพบ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี จะมีผลกระทบต่อการตรวจสอบเรื่องการซื้อที่ดินย่านรัชดาของคุณหญิงพจมานหรือไม่นั้น ขอพูดในนามส่วนตัวไม่เกี่ยวกับ คตส.ว่า เมื่อมีการให้อำนาจและความรับผิดชอบต่อ คตส.ก็ต้องเดินหน้าเต็มที่ แต่ส่วนอื่นจะเป็นอย่างไรก็ว่ากันไป เรื่องนี้จริงๆ ไม่อยากแสดงความคิดเห็น แต่ปัญหาทุกวันนี้ คือ การปกครองอำนาจกับความรับผิดชอบต้องอยู่ในที่เดียวกัน ถ้ามีคนที่มีอำนาจแต่ไม่ต้องรับผิดชอบอะไรระบบแบบนี้ก็เจ๊งฉิบหาย ปัจจุบันระบบเป็นแบบนี้หรือไม่ก็ดูกันเอาเอง ถ้าคุณเป็นรัฐบาลความรับผิดชอบไม่อยู่กับคุณก็ตาย ถ้าคุณเป็นรัฐบาลอำนาจไม่มีแต่ความรับผิดชอบอยู่กับคุณก็ตาย แต่ตนโชคดีที่มีอำนาจ และความรับผิดชอบ

นายแก้วสรร กล่าวอีกว่า ส่วนกรณีที่ คตส.กังวลหรือไม่ ที่จะมีการต่อรองทางการเมืองระหว่างคนที่ คตส.ตรวจสอบกับผู้มีอำนาจทางการเมืองนั้น ไม่กังวล เป็นอย่างไรก็เป็นอย่างนั้น คตส.ไม่รู้อะไรจะไปกังวลให้ประสาทกินทำไม
เมื่อถามว่า นายทหารระดับสูงใน คมช.โทรศัพท์มาสอบถามความคืบหน้าการตรวจสอบทุจริตบ้างหรือไม่ นายแก้วสรร ตอบว่า เมื่อ คมช.ให้เข้ามาดำเนินการตรวจสอบก็มีการรายงานให้ทราบเป็นระยะๆ แต่ไม่ได้รายงานว่าจับใครได้แล้ว ตายแน่ เมื่อถามว่า พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ผบ.ทบ.ในฐานะประธาน คมช.ระบุว่า อาจไม่มั่นใจในการทำงานของ คตส.เพราะอาจขาดหลักฐานที่แน่นพอเชื่อมโยงถึง พ.ต.ท.ทักษิณ นายแก้วสรร ตอบว่า ไม่รู้ พล.อ.สนธิ พูดจากอะไร และ คมช.ก็ไม่ได้สอบถามคดีอะไรเป็นพิเศษ ไม่ได้ลงมายุ่งมาตาม

ที่มา: ผู้จัดการออนไลน์ (27 ต.ค. 49)

สนามบินเชียงใหม่มั่นใจพร้อมรับนักท่องเที่ยวพืชสวนโลกฯ

ท่าอากาศยานเชียงใหม่ เปิดใช้อาคารผู้โดยสารระหว่างประเทศหลังใหม่อย่างเป็นทางการ เพื่อผลักดันสู่การเป็นศูนย์กลางการบินในภูมิภาค และรองรับผู้โดยสารช่วงเป็นเจ้าภาพจัดงานมหกรรมพืชสวนโลกฯ ระบุสามารถรับผู้โดยสารได้ 3.25 ล้านคนต่อปี มั่นใจบริการนักท่องเที่ยวฉลุยไร้ปัญหาติดขัด

วันนี้(27 ต.ค.49) นายโชติศักดิ์ อาสภวิริยะ กรรมการผู้จัดการบริษัทท่าอากาศยานไทย จำกัด(มหาชน) ได้เป็นประธานทำพิธีเปิดใช้อาคารผู้โดยสารระหว่างประเทศหลังใหม่ ของท่าอากาศยานเชียงใหม่อย่างเป็นทางการ

อาคารหลังนี้ก่อสร้างขึ้น เพื่อรองรับการผลักดันให้จังหวัดเชียงใหม่เป็นศูนย์กลางการบินในภูมิภาค ใช้งบประมาณก่อสร้างทั้งสิ้น 500 ล้านบาท ก่อสร้างเสร็จเมื่อวันที่ 28 ก.ย.49 มีพื้นที่ใช้สอย 15,450 ตารางเมตร และเริ่มทดลองใช้มาตั้งแต่วันที่ 16 ต.ค.49 ซึ่งอาคารหลังนี้จะสามารถรองรับผู้โดยสารได้จำนวน 3.25 ล้านคนคนต่อปี และเมื่อรวมกับอาคารผู้โดยสารหลังเดิม จะทำให้ท่าอากาศยานเชียงใหม่ สามารถรองรับผู้โดยสารได้ทั้งสิ้น 6.5 ล้านคนต่อปี

สำหรับสิ่งอำนวยความสะดวกภายในอาคารผู้โดยสารระหว่างประเทศหลังใหม่ของท่าอากาศยานเชียงใหม่นั้น ประกอบไปด้วย เคาน์เตอร์เช็คอิน จำนวน 25 เคาน์เตอร์ สายพานลำเลียงกระเป๋า 2 ชุด สามารถรองรับกระเป๋าได้ 400 ใบต่อชั่วโมง

นอกจากนี้ยังมีร้านค้าปลอดภาษี ร้านอาหารและเครื่องดื่ม โดยที่อนาคตมีแผนที่จะจัดตั้ง One Stop Service เพื่อให้บริการผู้โดยสารอย่างครบวงจรด้วย ทั้งบริการจองห้องพักโรงแรม การบริการรถรับ-ส่ง หรือบริการขนส่งกระเป๋าสัมภาระ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการสนับสนุนจังหวัดเชียงใหม่ให้เป็นศูนย์กลางการบิน

กรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัทท่าอากาศยานไทย จำกัด(มหาชน) กล่าวว่า อาคารผู้โดยสารระหว่างประเทศหลังใหม่ของท่าอากาศยานเชียงใหม่ เป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันให้จังหวัดเชียงใหม่ ก้าวขึ้นเป็นศูนย์ทางด้านการบินในภูมิภาค

ทั้งนี้ ในช่วงระหว่างการจัดงานมหกรรมพืชสวนโลก เฉลิมพระเกียรติราชพฤกษ์ 2549 มั่นใจว่าอาคารผู้โดยสารหลังนี้ รวมทั้งท่าอากาศยานเชียงใหม่ จะสามารถให้บริการผู้โดยสารทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ที่เดินทางมาท่องเที่ยวในจังหวัดเชียงใหม่ได้เป็นอย่างดี และไม่มีปัญหาใดๆ ทั้งสิ้น โดยเฉพาะผู้ที่ต้องการเดินทางมาท่องเที่ยวงานมหกรรมพืชสวนโลกฯโดยตรง ในส่วนของท่าอากาศยานได้มีการจัดบริการรถรับ-ส่งไว้ให้แล้ว รวมทั้งมีตั้งศูนย์ประสานงานการจัดงานมหกรรมพืชสวนโลกฯอยู่ที่ท่าอากาศยานเชียงใหม่ด้วย จึงเชื่อมั่นว่านักท่องเที่ยวจะได้รับบริการอย่างดียิ่ง

ขณะที่เรืออากาศโทสุธารา ห่วงสุวรรณ ผู้อำนวยการท่าอากาศยานเชียงใหม่ กล่าวว่า ตั้งแต่วันที่ 29 ต.ค.49 เป็นต้นไป ทางสายการบินต่างๆ ได้มีการปรับเพิ่มเที่ยวบิน ที่จะเดินทางมายังจังหวัดเชียงใหม่ โดยเพิ่มขึ้นจากวันละ 70 เที่ยวบินเป็น 77 เที่ยวบิน รวมทั้งมีการเปลี่ยนมาใช้เครื่องบินขนาดใหญ่ ในการบริการผู้โดยสารด้วย เพื่อรองรับการจัดงานมหกรรมพืชสวนโลกฯ จึงมั่นใจว่าจะมีเที่ยวบินเพียงพอ รองรับความต้องการเดินทางในช่วงเวลาดังกล่าวอย่างแน่นอน

ที่มา: ผู้จัดการออนไลน์ (27 ต.ค. 49)

การบินลาวเริ่มบินฮานอย-หลวงพระบาง 29 ต.ค.นี้

สายการบินแห่งชาติลาว (Lao Airlines) จะเริ่มเปิดบริการเที่ยวบินตรงระหว่างหลวงพระบาง และฮานอยในวันอาทิตย์ (29 ต.ค.) ที่จะถึงนี้ภายใต้ข้อตกลงการใช้รหัสขายตั๋วร่วมกับสายการบินแห่งชาติเวียดนาม (Vietnam Airlines)

นายพุททะสอน วันนะจัก (Phoutthasone Vannachack) ผู้จัดการใหญ่สายการบินแห่งชาติลาวในเวียดนาม กล่าวว่า เที่ยวบินดังกล่าวให้บริการทุกวันพุธ และวันอาทิตย์ เป็นประจำทุกสัปดาห์ โดยใช้เครื่อง
บิน ATR 72 ซึ่งสามารถขนส่งผู้โดยสารได้ประมาณ 70 คน ทั้งนี้เป็นการรายงานของหนังสือพิมพ์ไซ่ง่อนไทมส์

เริ่มออกจากกรุงฮานอยเวลา 15.20 น.และใช้เวลาในการบินสู่ปลายทางเมืองหลวงพระบางประมาณ 1 ชม.ด้วยอัตราค่าโดยสารเที่ยวเดียว 115 ดอลลาร์สหรัฐต่อคน ทั้งนี้ยังไม่รวมค่าภาษี และอื่นๆ

ส่วนสายการบินแห่งชาติเวียดนามนั้นก็จะใช้เครื่องบินโดยสาร ATR 72s สำหรับเที่ยวบินจากกรุงฮานอยไปยังหลวงพระบางในวันอื่นที่เหลือยกเว้นวันศุกร์ของทุกสัปดาห์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนการขยายการเดินทางไปยังอนุภูมิภาคในกัมพูชา ลาว พม่า และเวียดนาม

นายพุททะสอน กล่าวอีกว่า สายการบินแห่งชาติลาวยังคงมุ่งให้ความสำคัญกับกรุงฮานอยในการเป็นจุดเริ่มต้นสำหรับปลายทางอื่นๆ ของลาว โดยในปัจจุบันทางสายการบินลาวได้ให้บริการเที่ยวบินฮานอย-เวียงจันทน์อยู่เป็นประจำ สัปดาห์ละ 3 เที่ยว คือ ในวันจันทร์ พฤหัสบดี และเสาร์

ที่มา: ผู้จัดการออนไลน์ (27 ต.ค. 49)

สนามบินสุมาตราเปิดให้บริการ หลังปัญหาหมอกควันเริ่มคลี่คลาย

เจ้าหน้าที่ของทางการอินโดนีเซียรายงานว่า ท่าอากาศยานหลายแห่งในอินโดนีเซียที่ปิดเนื่องจากทัศนวิสัยลดลงเริ่มเปิดใช้งานได้แล้ว ขณะที่สภาพอากาศในสิงคโปร์ และกรุงกัวลาลัมเปอร์ของมาเลเซีย ก็เริ่มดีขึ้น หลังจากมีฝนตกลงมาช่วยดับไฟป่าที่เป็นต้นเหตุของหมอกควันที่แผ่ปกคลุมไปทั่วภูมิภาค อย่างไรก็ตาม แม้สภาพอากาศเริ่มดีขึ้นแล้ว แต่ก็ยังไม่แน่ชัดว่า ปัญหาหมอกควันอาจจะกลับมาอีกหรือไม่ในช่วง 2 - 3 วันข้างหน้า ท่าอากาศยานที่เปิดให้บริการแล้ว ได้แก่ ท่าอากาศยานบนเกาะสุมาตรา
ไฟป่าเผาผลาญพื้นที่ป่าติดต่อกันหลายสัปดาห์ ส่งผลให้เกิดหมอกควันแผ่กระจายไปทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และทำให้เป็นที่วิตกว่าจะเกิดปัญหาซ้ำเหมือนอย่างในช่วงปี 2540 - 2541 ที่ก่อให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจต่อภูมิภาคเป็นมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

ที่มา: ผู้จัดการออนไลน์ (27 ต.ค. 49)

สนามบินเชียงใหม่เปิดอาคารผู้โดยสารระหว่างประเทศหลังใหม่

ช่วงเช้าที่ผ่านมา นายโชติศักดิ์ อาสภวิริยะ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัทท่าอากาศยานไทย ได้ทำพิธีเปิดอาคารผู้โดยสารระหว่างประเทศหลังใหม่ของท่าอากาศยานเชียงใหม่ เพื่อรองรับผู้โดยสารในช่วงงานมหกรรมพืชสวนโลกเฉลิมพระเกียรติฯ ราชพฤกษ์ 2549 และรองรับการเป็นศูนย์กลางการบินในภูมิภาค
สำหรับอาคารผู้โดยสารหลังใหม่ดังกล่าว ใช้งบประมาณก่อสร้าง 500 ล้านบาท มีพื้นที่กว่า 15,000 ตารางเมตร สามารถรองรับผู้โดยสารได้กว่า 3.2 ล้านคนต่อปี เมื่อรวมกับพื้นที่อาคารผู้โดยสารเดิม จะรองรับผู้โดยสารได้ถึง 6.5 ล้านคนต่อปี
นายโชติศักดิ์ ยืนยันว่า อาคารผู้โดยสารระหว่างประเทศหลังใหม่ จะไม่เกิดปัญหาเช่นเดียวกับท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ โดยเฉพาะเรื่องสายพานลำเลียงกระเป๋า ซึ่งมี 2 ชุด แต่ละชุดสามารถรับกระเป๋าได้ไม่น้อยกว่า 400 ใบต่อชั่วโมง มีเคาน์เตอร์เช็กอินระหว่างประเทศ 25 เคาน์เตอร์ และเตรียมบุคลากรไว้รองรับผู้โดยสารอย่างเพียงพอ

ที่มา: ผู้จัดการออนไลน์ (27 ต.ค. 49)

“ANA”สบช่องเปิดใช้สุวรรณภูมิ...ปรับกลยุทธ์ดึง “นาริตะ”ฮับเอเชีย

ภายใต้ปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นหลังการเปิดใช้สนามบินสุวรรณภูมิ “เอเอ็นเอ”เปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาสได้เวลาบินใหม่ในเส้นทางหลัก กรุงเทพฯ-นาริตะ หวังตอบสนองความต้องการผู้โดยสารและเพื่อต่อยอดธุรกิจให้สามารถแข่งขันกับสายการบินอื่นๆได้อย่างเต็มที่

หากดูตัวเลขของนักท่องเที่ยวญี่ปุ่นที่เดินทางเข้าประเทศไทยตลอดทั้งปี 2548 รวมแล้วกว่า 1,196,654 คน นับว่าเป็นอันดับ 1 ของนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาประเทศไทยด้วยเครื่องบิน และย้อนไปตั้งแต่ปี 2541ถึงปัจจุบันจำนวนนักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่นที่เดินทางด้วยเครื่องบินเข้าประเทศไทยจะมีอัตราเติบโตต่อเนื่องเฉลี่ยปีละ 10% โดยคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 10.35 ของนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งหมด ขณะที่คนไทยไปเที่ยวญี่ปุ่นในปี 2548 ประมาณกว่า 1.2 แสนคน

การเปิดใช้สนามบินสุวรรณภูมิจึงมีผลต่อสายการบินที่มีเส้นทางระหว่างกรุงเทพฯ-ญี่ปุ่น เป็นอย่างมาก...

“เอเอ็นเอ”คือสายการบินหนึ่งที่ยอมรับว่าการเปิดใช้สนามบินสุวรรณภูมิครั้งนี้เป็นการสร้างโอกาสใหม่ทางธุรกิจการบินได้มาก เพราะจากเดิมที่อยู่ดอนเมืองด้วยจราจรทางอากาศที่คับคั่งและลานจอดเครื่องบินที่จำกัดทำให้เวลาเที่ยวบินช่วงนั้นต้องอยู่ในเฉพาะเวลากลางคืน...และนั่นก็ไม่ใช่ผลดีสำหรับ เอเอ็นเอ ที่ตกอยู่ในภาวการณ์เช่นนี้

เพราะนอกจากการให้บริการที่ไม่เต็มที่เนื่องจากเป็นช่วงเวลาที่ผู้โดยสารต้องพักผ่อนนอนหลับแล้วการต่อเครื่องไปยังประเทศในแถบอเมริกาต้องเสียเวลารอต่อเครื่องนานกว่า 10 ชั่วโมงส่งผลให้การทำตลาดไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร

การเปิดใช้สนามบินสุวรรณภูมิจึงเป็นแรงผลักดันที่จะทำให้ฝันของ เอเอ็นเอ ไปถึงยังเป้าหมาย!

คิมิย่า อาริม่า ผู้จัดการทั่วไปประจำประเทศไทยและพม่า สายการบินออล นิปปอน แอร์เวย์ส(เอเอ็นเอ) กล่าวยอมรับว่าก่อนหน้านั้นการทำตลาดในเชิงธุรกิจค่อนข้างจะลำบากสำหรับเส้นทางบินระหว่างไทยกับญี่ปุ่น และหลังจากเปิดใช้สนามบินสุวรรณภูมิคาดว่าน่าจะส่งผลดีต่อธุรกิจการบินได้อย่างมาก โดยเฉพาะในปี 2550 การรับมอบเครื่องบินใหม่โบอิ้ง 787-ดรีมไลเนอร์ ที่เอเอ็นเอสั่งซื้อไว้จำนวนกว่า 50 ลำ เพื่อรองรับผู้โดยสารที่คาดว่าจะมีจำนวนเพิ่มขึ้น

นอกจากนั้นการขยายเส้นทางบินทั้งในประเทศญี่ปุ่นและเส้นทางบินยังเมืองสำคัญๆกว่า 138 เมือง รวมทั้งเส้นทางบินระหว่างประเทศทั่วโลกกว่า 35 เส้นทาง อาทิเส้นทางบินสู่อเมริกา ยุโรป เอเชีย และตะวันออกกลาง ทำให้ เอเอ็นเอ เป็นสายการบินแรกที่ใช้เครื่องบินรุ่นใหม่ล่าสุดของผู้ผลิตเครื่องบินค่ายโบอิ้ง

การแข่งขันทางธุรกิจในเส้นทางบินจากญี่ปุ่นเข้าประเทศไทย กรุงเทพฯ-นาริตะ แต่ก่อนจะใช้เวลาเดินทางเฉพาะกลางคืนทำให้ช่องทางการทำตลาดเป็นไปได้ยาก ทั้งๆที่ราคาตั๋วของเอเอ็นเอกับการบินไทยก็ไม่แตกต่างกันมากนัก แต่จะต่างกันก็ตรงที่ค่าธรรมเนียมน้ำมันหรือฟิวเซอร์ชาร์ต เนื่องจากการบินไทยไปคำนวณต้นทุนน้ำมันจากราคาตลาดสิงคโปร์ ส่วนเอเอ็นเอจะกำหนดต้นทุนน้ำมันจากประเทศญี่ปุ่น

ส่งผลทำให้การบินไทยเก็บฟิวเซอร์ชาร์ตอยู่ที่ 46 เหรียญสหรัฐ ส่วนเอเอ็นเอจะอยู่ที่ 43 เหรียญสหรัฐ นับว่าถูกว่าการบินไทย...

ปัจจุบันราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นทำให้ต้นทุนของ เอเอ็นเอ เพิ่มขึ้นและไม่สามารถแบกรับภาระต้นทุนต่อไปได้ การตัดสินใจประกาศปรับฟิวเซอร์ชาร์ตเพิ่มอีก 40 เหรียญสหรัฐรวมเป็น 83 เหรียญสหรัฐ ในช่วงกลางเดือนตุลาคม 49 ที่ผ่านมา

ความมั่นใจของสายการบินเอเอ็นเอ เริ่มกลับมาอีกครั้งหลังจากได้เปลี่ยนตารางเที่ยวบินใหม่จากกรุงเทพฯ-นาริตะ สำหรับเที่ยวบิน NH954 กรุงเทพฯ-นาริตะ จากปัจจุบันที่ออกเดินทางจาสนามบินสุวรรณภูมิเวลา 22.40 น.จะเปลี่ยนเป็นเวลา 7.55 น.ในปลายเดือนตุลาคมศกนี้

“การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จะตอบสนองความต้องการของลูกค้าผู้ใช้บริการได้มากขึ้น โดยเฉพาะผู้โดยสารที่ต้องเดินทางเพื่อไปเปลี่ยนเครื่องที่นาริตะ เพื่อบินต่อไปยังซานฟรานซิสโก และลอสแองเจลิส ประเทศสหรัฐอเมริกา สามารถประหยัดเวลาการเดินทางไปได้ถึงกว่า 8 ชั่วโมง ผู้โดยสารจะรอต่อเครื่องบินเหลือเพียง 1.30 ชั่วโมง”คิมิย่า กล่าว

นอกจากนี้การเปลี่ยนแปลงตารางเที่ยวบินยังส่งผลต่อการให้บริการบนเครื่องบินอีกเช่นกัน ด้วยการปรับเมนุอาหารใหม่ในทุกๆ 3 เดือน โดยคาดหวังว่าจะมีผู้โดยสารเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 20 หรือเฉลี่ยเป็นอัตราบรรทุกผู้โดยสารประมาณ 78%

ปัจจุบันสายการบินเอเอ็นเอ เตรียมจะเปิดเส้นทางบิน กรุงเทพฯ-ชิคาโกขึ้นอีกครั้ง หลังจากที่หยุดทำการบินเพราะเกิดเหตุการณ์ระเบิดตึกเวิลด์เทรด เมื่อ 11 กันยายน 2544 ทำให้ ณ วันนี้สายการบินเอเอ็นเอจะมีเส้นทางบินเข้าประเทศสหรัฐอเมริกาถึง 5 เส้นทางบิน จากเดิมที่มีการให้บริการอยู่ในเส้นทางเข้าสู่ วอชิงตัน,ลอสแองเจลิส,ซานฟรานซิสโกและแฟรงค์เฟิรส์ และเป้าหมายอันสูงสุดของสายการบินระหว่างประเทศอย่าง “เอเอ็นเอ”ที่วางไว้คือต้องการใช้เมืองนาริตะ เป็นศูนย์กลางทางการบินเชื่อมโยงกับนานาประเทศ...โดยใช้สนามบินทั่วเอเชียเป็นแรงส่งขับเคลื่อนความฝันให้เป็นจริง

ที่มา: ผู้จัดการออนไลน์ (26 ต.ค. 49)

“ฮีทโธรว์” ขึ้นแท่นอันดับ 1 สนามบินยอดแย่ที่สุดในโลก

ไรอันแอร์ สายการบินต้นทุนต่ำสัญชาติไอริช เป็นสายการบินที่นักท่องเที่ยวไม่โปรดปรานที่สุด ส่วนฮีทโธรว์ครองตำแหน่งท่าอากาศยานที่คนไม่ชื่นชอบที่สุดในโลก จากผลสำรวจความเห็นนักท่องเที่ยวที่ตีพิมพ์ใน นสพ.การ์เดียน วันนี้ (26 ตุลาคม)

โพลชิ้นนี้จัดทำโดยเว็บไซต์ท่องเที่ยวทริปแอดไวเซอร์ ทำการสำรวจความเห็นนักท่องเที่ยว 4,000 คนจากทั่วโลก ผลปรากฏว่า ไรอันแอร์เป็นสายการบินที่ไม่เป็นที่โปรดปรานที่สุดในโลก โดยมีเหตุผลหลักๆ คือ พนักงานไม่เป็นมิตร เที่ยวบินล่าช้า และที่วางขาแคบ

ส่วนท่าอากาศยานฮีทโธรว์นั้น ไม่เป็นที่ชื่นชอบ เพราะมีเหตุทำให้ล่าช้าบ่อย เนื่องจากมีการจับกุมผู้ต้องสงสัยก่อการร้ายประมาณ 25 ครั้ง รวมไปถึงการทำลายแผนระเบิดเครื่องบินโดยสารที่จะมุ่งหน้าไปสหรัฐฯเมื่อเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา เป็นเหตุให้ต้องระงับเที่ยวบินจำนวนมาก

อนึ่ง ท่าอากาศยานนานาชาติชางงีของสิงคโปร์ ได้รับการโหวตเป็นท่าอากาศยานที่นักท่องเที่ยวชื่นชอบมากที่สุดในโลก ส่วนการก่อการร้ายเป็นเรื่องที่นักท่องเที่ยวเป็นกังวลมากที่สุด รองลงมาคือ ภัยธรรมชาติ และไข้หวัดนก

ที่มา: ผู้จัดการออนไลน์ (26 ต.ค. 49)

ทอท.ชี้ชะตาโลว์คอสต์ ย้ายกลับดอนเมืองหรือไม่พรุ่งนี้

ทอท.เตรียมประชุมสรุปย้ายสายการบินโลว์คอสต์ ไปดอนเมืองหรือไม่พรุ่งนี้ "โชติศักดิ์" ระบุมีความเป็นไปได้ เนื่องจากสถานการณ์ธุรกิจของโลว์คอสต์ แอร์ไลน์เติบโตอย่างต่อเนื่อง

วันนี้ (26 ต.ค.) คณะทำงานด้านโครงสร้างพื้นฐานคมนาคมและพลังงาน สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ได้จัดประชุมอภิปรายเรื่อง “การใช้ประโยชน์จากท่าอากาศยานดอนเมืองให้เกิดประโยชน์สูงสุด” ซึ่งแผนการใช้ประโยชน์จากท่าอากาศกรุงเทพ กระทรวงคมนาคมเคยเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีในรัฐบาลชุดที่แล้ว คือ การใช้เป็นที่จอดเครื่องบินสำหรับกองทัพอากาศ การให้บริการสำหรับเครื่องบินส่วนตัว เครื่องบินเช่าเหมาลำ หรือชาร์เตอร์ไฟท์ การเป็นศูนย์กลางด้านศูนย์ซ่อมอากาศยานในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงการใช้จัดงานแสดงศูนย์นิทรรศการหรือแสดงสินค้าโอท็อป

ทั้งนี้ ล่าสุดได้มีข้อเสนอจากกลุ่มผู้ประกอบการโลว์คอสต์ แอร์ไลน์ อาทิ นกแอร์ ไทยแอร์ เอเชียและโอเรียนท์ ไทย ขอกลับมาใช้บริการในเชิงพาณิชย์ที่ท่าอากาศยานกรุงเทพเช่นกัน หลังสายการบินเหล่านี้ได้ย้ายฐานปฎิบัติการไปให้บริการที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิได้เพียง 1 เดือน ซึ่งเรื่องนี้ นายโชติศักดิ์ อาสภวิริยะ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. ได้แสดงความเห็นว่ามีความเป็นไปได้กับแนวทางดังกล่าวของโลว์คอสต์ และจะเรียกประชุมเพื่อหาข้อสรุปอีกครั้งในวันพรุ่งนี้ (27 ต.ค.)

สำหรับแนวโน้มการเติบโตของโลว์คอสต์ แอร์ไลน์ พบว่ามีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่องและรวดเร็วตั้งแต่ปี 2548 โดยมีการเปิดเส้นทางบินใหม่และจุดบินใหม่เพิ่มขึ้นไปจนถึงปี 2549-2550 รวมถึงจำนวนผู้โดยสารและนักท่องเที่ยวที่ใช้บริการกับสายการบินโลว์คอสต์ มีตัวเลขผู้ใช้บริการเฉลี่ยขณะนี้ถึง 8 ล้านคนต่อปี และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 10 ล้านคน ในปี 2550 ขณะที่มีปริมาณเที่ยวบินเฉลี่ย 50,000 เที่ยวบินต่อปี และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 90,000-100,000 เที่ยวบินต่อปีในปี 2550

ที่มา: ผู้จัดการออนไลน์ (26 ต.ค. 49)

เครื่องบินการบินไทยกระจกร้าว งดบินชั่วคราวเส้นทางเชียงใหม่-แม่ฮ่องสอน

นายเทวัณ ดำรงหัด นายสถานีบริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) สาขาแม่ฮ่องสอน เปิดเผยถึงการงดเที่ยวบินสายเชียงใหม่-แม่ฮ่องสอน ชั่วคราวมาตั้งแต่วันที่ 24 ตุลาคมเป็นต้นมา ว่า เนื่องจากกระจกด้านหน้าเครื่องบิน เอทีอาร์ ของการบินไทยมีรอยร้าว ไม่สามารถทำการบินได้ จึงต้องงดบริการชั่วคราวก่อนระยะหนึ่ง ระหว่างรอสั่งอะไหล่กระจกจากประเทศสิงค์โปร์ คาดว่า 2 - 3 วัน จะให้บริการบินระหว่างเชียงใหม่-แม่ฮ่องสอน ได้ตามปกติ อย่างไรก็ตาม ในวันนี้ได้ให้สายการบินนกแอร์มาบินแทนการบินไทย 2 เที่ยวบิน หากมีผู้โดยสารตกค้างที่ท่าอากาศยานจังหวัดแม่ฮ่องสอน บริษัทการบินไทยจะจัดรถยนต์ไปส่งยังจังหวัดเชียงใหม่โดยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายให้ทั้งหมด

ที่มา: ผู้จัดการออนไลน์ (26 ต.ค. 49)

สนามบินติมอร์ฯ เปิดทำการอีกครั้ง หลังเกิดเหตุการณ์รุนแรง

ท่าอากาศยานหลักในกรุงดิลี เมืองหลวงของติมอร์เลสเต เปิดทำการอีกครั้งแล้วในวันนี้ หลังจากเกิดเหตุปะทะกันอย่างรุนแรงระหว่างกลุ่มวัยรุ่น 2 กลุ่ม ซึ่งทำให้ต้องปิดท่าอากาศดังกล่าวเมื่อ 2 วันก่อน
เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นกล่าวว่า มีประชาชนเสียชีวิต 2 คน ในเหตุการณ์รุนแรงที่เกิดขึ้น ทั้งที่มีทหารออสเตรเลียประจำการอยู่ แต่นายอเล็กซานเดอร์ ดาวเนอร์ รัฐมนตรีต่างประเทศออสเตรเลีย กล่าวว่า ยอดผู้เสียชีวิตจากการปะทะกันอาจสูงถึง 4 คน และว่าทหารออสเตรเลียที่ประจำการในติมอร์เลสเตกำลังสอบสวนเหตุการณ์
อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่า ท่าอากาศยานได้รับความเสียหายเล็กน้อยจากเหตุปะทะกัน ที่เริ่มนับแต่เมื่อวันอังคารที่ผ่านมาบนถนนที่มุ่งหน้าสู่ท่าอากาศยาน

ที่มา: ผู้จัดการออนไลน์ (26 ต.ค. 49)

แอร์บัสขายเครื่องบิน 150 ลำให้จีนพร้อมบรรลุตกลงผลิตในจีน

17:09 น. นายหลุยส์ กัลลัวส์ ประธานและซีอีโอของบริษัทแอร์บัส ซึ่งเป็นผู้ผลิตเครื่องบินของยุโรปกล่าวว่า ทางบริษัทตกลงในวันนี้ที่จะขายเครื่องบินลำตัวแคบในตระกูล A320 จำนวน 150 ลำให้กับจีน และบรรลุข้อตกลงในขั้นสุดท้ายในการผลิตเครื่องบินในจีน
นอกจากนี้ นายกัลลัวส์ยังกล่าวในกรุงปักกิ่ง ขณะที่ปธน.ฌาร์ก ชีรัคของฝรั่งเศสเดินทางเยือนกรุงปักกิ่งว่า ข้อตกลงดังกล่าวยังรวมถึงทางเลือกสำหรับการซื้อเครื่องบิน A350 จำนวน 20 ลำ

นายกัลลัวส์เสริมว่า แอร์บัสได้บรรลุข้อตกลงในการสร้างโรงงานประกอบชิ้นส่วนเครื่องบิน A320 ในเมืองเทียนจิน ใกล้กรุงปักกิ่ง ซึ่งเป็นโรงงานนอกยุโรปแห่งแรกของทางบริษัท

ที่มา: สำนักข่าวเนชั่น เนชั่นทันข่าว (26 ต.ค. 49)

ไรอันแอร์ติดอันดับน่าชื่นชมน้อยสุด

นสพ.เดอะ การ์เดียน เผยผลการสำรวจที่ระบุว่าไรอันแอร์ สายการบินต้นทุนต่ำของไอร์แลนด์ ได้รับการจัดให้เป็นสายการบินที่พึงปรารถนาน้อยที่สุด เพราะพนักงานไม่เป็นมิตร ล่าช้า ทั้งยังมีที่วางขาน้อย

ส่วนสนามบินฮีทโธร์วในกรุงลอนดอน เป็นสนามบินที่น่าชื่นชมน้อยสุดในโลก ขณะที่สนามบินชาวฮีของสิงคโปร์ได้รับการลงคะแนนให้เป็นสนามบินสุดโปรด

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ (26 ต.ค. 49)

โลว์คอสต์เงินล่อทอท.ขอใช้ดอนเมือง

“ทอท.” ขอรับข้อมูลโลว์คอสต์ย้ายกลับดอนเมืองเสนอบอร์ดตัดสิน ระบุแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่องส่งผลตอบแทนรายได้พุ่งกระฉูด

นายโชติศักดิ์ อาสภวิริยะ กรรมผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย (ทอท.) กล่าวภายหลังการหารือร่วมกับตัวแทนสายการบินต้นทุนต่ำ หรือโลว์คอสต์ 3 สายการบิน เกี่ยวกับการย้ายกลับมาใช้ท่าอากาศยานกรุงเทพ (ดอนเมือง) แทนการใช้บริการสนามบินสุวรรณภูมิ ว่า สายการบินโลว์คอสต์เห็นว่า การย้ายมาสนามบินดอนเมืองนั้นจะเพิ่มรายได้ให้กับทาง ทอท.มากขึ้น ในแต่ละปี อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ได้ขอรับข้อมูลทั้งหมดเพื่อเสนอให้ที่ประชุมคณะกรรมการบริหาร (บอร์ด) พิจารณาในเดือนพฤศจิกายนนี้


ปัจจุบัน สายการบินโลว์คอสต์มีการเติบโตอย่างรวดเร็วมาก โดยเฉพาะ 3 สายการบินหลัก คือ นกแอร์ แอร์เอเชีย และวันทูโก ในปีนี้ได้ให้บริการไม่ต่ำกว่า 5 หมื่นเที่ยว มีผู้โดยสารใช้บริการถึง 7 ล้านคน และในปีต่อไปคาดว่าจะเพิ่มเป็น 9 หมื่นเที่ยว มีผู้โดยสารใช้บริการถึง 10 ล้านคน และยังมีแนวโน้มเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง


ดังนั้น หากสายการบินต้นทุนต่ำย้ายกลับมาที่ดอนเมืองจะทำให้ ทอท.มีรายได้ในปีแรก 1.6 พันล้านบาท ปีที่ 2 จำนวน 3.2 พันล้านบาท และปีที่ 3 จำนวน 4.5 พันล้านบาท นอกจากนี้ ยังจะช่วยลดการลงทุนก่อสร้างอาคารผู้โดยสารโลว์คอสต์ให้กับ ทอท.ที่จะต้องลงทุนอีกมูลค่า 1.3 พันล้านบาท


“ส่วนตัวแล้วเห็นด้วยที่โลว์คอสต์ย้ายมาที่สนามบินดอนเมือง และหากบอร์ดเห็นชอบก็ดำเนินการได้ภายใน 1 เดือน” นายโชติศักดิ์ กล่าว

ที่มา: โพสต์ทูเดย์ (26 ต.ค. 49)

ไฟเขียวโลว์คอสต์กลับดอนเมือง

นายโชติศักดิ์ อาสภวิริยะ กรรมผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 25 ต.ค.ที่ผ่านมาได้เรียกตัวแทนผู้ประกอบการสายการบินต้นทุนต่ำ หรือโลว์คอสต์ 3 สาย ได้แก่ สายการบินนกแอร์, ไทยแอร์เอเชีย และสายการบินวันทูโก หารือถึงการย้ายกลับมาใช้ท่าอากาศยานดอนเมืองเช่นเดิม ซึ่งทางโลว์คอสต์เห็นว่า การย้ายมาใช้ที่ดอนเมืองนั้น จะเพิ่มรายได้ให้กับทาง ทอท.ในปีแรก 1,600 ล้านบาท, ปีที่ 2 จำนวน 3,600 ล้านบาท และปีที่ 3 จำนวน 4,500 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลมาจากอัตราการเติบโตของสายการบินโลว์คอสต์ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ ยังจะช่วยลดการลงทุนก่อสร้างอาคารผู้โดยสารโลว์คอสต์ให้กับ ทอท.ที่จะต้องลงทุนอีกมูลค่า 1,300 ล้านบาท รวมถึงยืดระยะเวลาการการขยายการลงทุนระยะ 2 ของสนามบินสุวรรณภูมิ

ขณะนี้เห็นด้วยที่โลว์คอสต์ควรย้ายมาที่สนามบินดอนเมือง เพราะนอกจากจะลดการลงทุนแล้วยังช่วยเพิ่มรายได้ให้กับดอนเมือง ซึ่งปัจจุบันต้องมีค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาประมาณ 30-40 ล้านบาทต่อปี แต่ขณะนี้ เมื่อย้ายสนามบินไปที่สุวรรณภูมิ มีรายได้เพียง 4 แสนบาทเท่านั้น ผมยังไม่สามารถที่จะตัดสินใจได้ เพราะต้องรอเรียกผู้ที่เกี่ยวข้องมาหารือ พร้อมทั้งเรียกสายการบินโลว์คอสต์อื่น เช่น พีบีแอร์ไลน์, เจ็ทสตาร์แอร์ไลน์ ,ไทยเกอร์แอร์ไลน์, สยามพีแอร์ไลน, ไทยแอร์เอเชีย, วันทูโก และนกแอร์มาหารืออีกครั้งในวันที่ 27 ต.ค.นี้ก่อนนำเสนอที่ประชุมคณะกรรมการ (บอร์ด) เพื่อตัดสินใจ ซึ่งจะมีการจัดตั้งขึ้นภายในกลาง พ.ย.2549 นี้ หากมีความเห็นชอบจากบอร์ดก็จะสามารถย้ายและให้บริการได้อีก 1 เดือนทันที” นายโชติศักดิ์ กล่าว

นายสมชัย สวัสดีผล ผู้อำนวยการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ กล่าวยอมรับว่า ได้ตรวจพบรอยปริแยกและพื้นยกตัวเป็นลูกคลื่นบริเวณพื้นผิวยางมะตอย ที่บริเวณทางวิ่งทางขับซึ่งเป็นทางเลี้ยว หรือแท็กซี่เวย์ เข้าสู่หลุมจอดเครื่องบินประชิดอาคารโซน B เพิ่มขึ้นอีก 3 จุด นอกเหนือจากที่ได้พบก่อนหน้านี้แล้วที่ หลุมจอดเครื่องบินหมายเลข E 2, 4 และ 6 รวมถึงพื้นที่ทางวิ่งทางขับหมายเลข 13 (Taxiway Tanggo13 หรือ T 13) ซึ่งได้ปิดการให้บริการเพื่อซ่อมมาแล้วตั้งแต่วันที่ 19 ต.ค.ที่ผ่านมา คาดว่าสาเหตุอาจเกิดขึ้นจากรันเวย์และทางวิ่งทางขับสร้างเสร็จเป็นเวลานานถึง 2 ปี ก่อนจะเปิดใช้งาน และถูกทิ้งร้างไว้ไม่มีการใช้งานทำให้เสื่อมสภาพ อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ดังกล่าวถือเป็นเรื่องปกติที่สามารถเกิดขึ้นได้ ซึ่งที่ท่าอากาศยานบินดอนเมืองหรือต่างประเทศก็เคยประสบกับปัญหานี้เช่นกัน

ที่มา: บ้านเมืองออนไลน์ (26 ต.ค. 49)

ทอท.รับ“แท็กซี่เวย์"สุวรรณภูมิปูด สั่ง"ไอทีโอ"เร่งแก้ไขตามสัญญา

“สมชัย” รับแท็กซี่เวย์เครื่องบินใน"สุวรรณภูมิ"เกิดปัญหาแตก 2 จุดยาวเกือบ 150 เมตร คาดปริมาณน้ำฝนที่ตกลงมามากจนลงไปขังในชั้นยางมะตอยทำให้เกิดปัญหาดังกล่าว พร้อมเตรียมสั่ง"ไอทีโอ"เร่งแก้ไขเนื่องจากยังอยู่ในสัญญาถึงเดือนสิงหาคมปีหน้า ระบุปัญหาแตกร้าวอาจเกิดกับรันเวย์ได้ยาก เนื่องจากความเร็วของเครื่องบิน และเสปกที่แข็งแกร่งกว่า ขณะเดียวกันเตรียมเจรจา “คิง เพาเวอร์” ขอพื้นที่ เพื่อปรับใช้อำนวยความสะดวกให้กับผู้โดยสาร

วันนี้(25 ต.ค.) นายสมชัย สวัสดีผล ผู้อำนวยการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ได้แถลงข่าวชี้แจงข้อเท็จจริง หลังเกิดเหตุแท็กซี่เวย์สำหรับเครื่องบินภายในท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเกิดรอยแตก ทำให้ต้องมีการปิดการใช้งาน โดยยอมรับว่า จุดเกิดเหตุขณะนี้มี 2 จุด คือ บริเวณ E 4-E 8 รันเวย์ฝั่งตะวันตก ซึ่งมีร่องยาวเกือบ 150 เมตร ลึกประมาณ 33 ซม. กับจุดแท็กซี่เวย์ B 2- B 6 รันเวย์ฝั่งตะวันออก โดยมีการตรวจพบตั้งแต่ 19 ตุลาคมที่ผ่านมา ซึ่งสาเหตุเบื้องต้นสันนิษฐานว่า มาจากปริมาณน้ำฝนที่ตกเป็นจำนวนมากและขังอยู่จนแทรกซึมลงไปในชั้นคอนกรีตที่ผสมยางมะตอยในการก่อสร้างแท็กซี่เวย์ โดยวิธีแก้ไขจะใช้รถค่อย ๆ ขุดส่วนที่แตกเป็นร่องและเทยางมะตอยกลบใหม่ คล้ายลักษณะการทำถนน โดยมีกลุ่มบริษัท ไอทีโอ จอยเวนเจอร์ เป็นผู้รับผิดชอบการก่อสร้างและแก้ไข เพราะยังอยู่ในเงื่อนไขสัญญาไปจนถึงสิงหาคม 2550

สำหรับปัญหาที่เกิดเหตุทำให้ขณะนี้เครื่องบินไม่สามารถวิ่งผ่านมาจอดที่หลุมจอดได้ประมาณ 6 หลุมจอด ซึ่งได้ให้เครื่องบินไปใช้จุดแท็กซี่และหลุมจอดอื่นที่มีประมาณ 51 หลุมจอดรองรับแทนแล้ว ส่วนการซ่อมแซม คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือนตุลาคมนี้ นอกจากนี้ในวันนี้ยังสั่งผู้รับเหมาให้ตรวจสอบแท็กซี่เวย์จุดอื่น ๆ ด้วยว่ามีปัญหาเกิดขึ้นอีกหรือไม่ หากพบว่ามีปัญหาก็จะได้ซ่อมแซมให้แล้วเสร็จในคราวเดียว และยืนยันว่าเรื่องที่เกิดขึ้น เป็นเรื่องที่สามารถเกิดขึ้นได้ เพราะที่สนามบินดอนเมืองก็เคยเกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้บ่อยครั้ง

นายสมชัย กล่าวอีกว่า สำหรับข้อสงสัยที่ว่ารันเวย์เครื่องบินจะสามารถเกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้ได้หรือไม่ จากการตรวจสอบในขณะนี้ยังไม่พบว่ามีความผิดปกติเกิดขึ้นที่รันเวย์ แต่ในอนาคตรันเวย์ก็อาจเกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้ได้เช่นกัน แต่มีโอกาสน้อยมาก เพราะการลงจอดของเครื่องบินที่รันเวย์จะใช้ความเร็วกว่าการวิ่งบนแท็กซี่เวย์ซึ่งอาจทำให้เกิดการทรุดตัวและน้ำขังได้มากกว่า ขณะเดียวกันสเปกของรันเวย์ก็มีความแข็งแรงและหนาแน่นมากกว่าแท็กซี่เวย์ด้วย

“สำหรับการตรวจสอบสาเหตุที่แท้จริง ขณะนี้ได้ให้กลุ่มไอทีโอพิจารณาอยู่ว่าเกิดจากสาเหตุใดที่ทำให้น้ำลงไปขังอยู่ใต้แท็กซี่เวย์ได้ แต่ยืนยันว่าสาเหตุเกิดจากน้ำฝนอย่างแน่นอน โดยทางผู้รับเหมาจะตรวจสอบสาเหตุ รวมทั้งพื้นที่ส่วนต่างๆ ให้แล้วเสร็จภายในสัปดาห์นี้” นายสมชัย กล่าว

นายสมชัย กล่าวด้วยว่า ในช่วงบ่ายวันนี้จะประชุมกับตัวแทนบริษัทคิง เพาเวอร์ เพื่อเจรจาถึงประโยชน์การใช้สอยพื้นที่ส่วนต่าง ๆ ภายในอาคารผู้โดยสาร ประมาณ 27,000 ตารางเมตร โดยบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. จะใช้พื้นที่บางส่วนของบริเวณอาคารผู้โดยสาร ชั้น 2 และ 4 ในการเพิ่มพื้นที่ใช้สอยให้กับผู้โดยสาร เช่น การสร้างห้องน้ำเพิ่มกว่า 200 ห้อง โดยพื้นที่ที่ต้องถูกรื้อ คือ พื้นที่ของกรมศุลกากร สำนักงานของกระทรวงแรงงาน และบางส่วนของสำนักงาน บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้โดยสาร ส่วนเรื่องสัญญาที่มีการลงนามกับคิง เพาเวอร์ ก่อนหน้านี้ จะต้องมีการขอเจรจากันอย่างประนีประนอม

ส่วนกรณีเจ้าหน้าที่ทหารของกองทัพอากาศประมาณ 500 นาย จะปฏิบัติภารกิจในการช่วยงานให้ทางท่าอากาศยานสุวรรณภูมิจนถึง 31 ตุลาคมนี้ ทอท.กำลังจัดหาบุคลากรเพิ่มผ่านบริษัทภายนอก ในการเข้ามาช่วยดูการยกกระเป๋าสัมภาระให้ผู้โดยสาร และทำหน้าที่อื่น ๆ ที่ทหารเคยทำอยู่ โดยขณะนี้กำลังดูอัตราว่าต้องจ้างเพิ่มมากน้อยเพียงใด

ที่มา: ผู้จัดการออนไลน์ (25 ต.ค. 49)

แอร์พุกามได้ Airbus-310 ลำแรกบินกรุงเทพฯ

สายการบินแอร์พุกาม (Air Bagan) ซึ่งเป็นสายการบินภายในประเทศพม่าที่ดำเนินการโดยเอกชนนั้นได้เตรียมความพร้อมสำหรับเริ่มการเปิดบินระหว่างประเทศเพื่อนบ้านเป็นครั้งแรกด้วยการสั่งซื้อเครื่องบินโดยสารเพิ่ม โดยเครื่องบินแอร์บัส A310-200 หนึ่งในสองลำที่สั่งซื้อนั้นได้มาถึงกรุงย่างกุ้งแล้วเมื่อวันจันทร์ (23 ต.ค.) ที่ผ่านมา

หนังสือพิมพ์นิวไลท์ออฟเมียนมาร์ ฉบับวันพุธ (25 ต.ค.) รายงานว่า เครื่องบินแอร์บัส A310-200 ลำที่สอง และเครื่องบินฟอกเกอร์ 100 (Fokker 100) อีกหนึ่งลำที่แอร์พุกามได้สั่งซื้อไปเช่นกันนั้นจะจัดส่งมาเร็ว ๆ นี้ เพื่อมาเพิ่มเติมบริการในประเทศ และเปิดให้บริการบนเส้นทางใหม่ปลายทางกรุงเทพฯ สิงคโปร์ จีน

เครื่องบินที่สั่งเข้ามาใหม่นี้จะนำมาให้บริการในเที่ยวบินย่างกุ้ง-กรุงเทพฯ และย่างกุ้ง-สิงคโปร์ เป็นประจำทุกวัน นอกจากนี้ยังมีเที่ยวบินจากย่างกุ้ง-มัณฑะเลย์-คุนหมิง อีก 3 เที่ยวต่อสัปดาห์ด้วย

ก่อนหน้านี้แอร์พุกามมีเพียงเครื่องบินฟอกเกอร์ 100 อยู่ 1 ลำ เครื่อง ATR 42s 3 ลำ และ ATR 72s อีก 2 ลำที่ไว้ให้บริการภายในประเทศ และคาดว่าจะสามารถเริ่มให้บริการเที่ยวบินระหว่างประเทศได้ในเร็ว ๆ นี้ ซึ่งก็จะกลายเป็นสายการบินเอกชนรายแรกของพม่าที่ได้รับอนุญาตให้สามารถเปิดบินปลายทางต่างประเทศได้

ทางการพม่าอนุญาตให้สายการบินแอร์พุกามเปิดบริการปลายทางระหว่างประเทศได้ในเดือน มิ.ย.ของปีนี้ โดยเป็นสายการบินเอกชน 1 ใน 3 ของพม่า เริ่มเปิดให้บริการในเดือน พ.ย.2547

ที่มา: ผู้จัดการออนไลน์ (25 ต.ค. 49)

"แอร์ พุกาม" เตรียมเปิด 3 เส้นทางบินระหว่างประเทศเป็นครั้งแรก

หนังสือพิมพ์นิวไลต์ ออฟ เมียนมาร์ รายงานวันนี้ ระบุว่าสายการบินแอร์ พุกาม 1 ใน 3 สายการบินเอกชนพม่า มีแผนจะเปิดเส้นทางบินระหว่างชาติครั้งแรก ในสามเส้นทางบินไปยังกรุงเทพฯ สิงคโปร์ และมณฑลยูนนานทางภาคใต้ของจีน หลังจากได้รับเครื่องบินโดยสารใหม่ที่อยู่ระหว่างการสั่งซื้อ
รายงานระบุว่า แอร์ พุกาม สั่งซื้อเครื่องบินแอร์บัส เอ 310-200 จำนวน 3 ลำ และฟ็อกเกอร์ 100 อีก 1 ลำ ปัจจุบันรับมอบแอร์บัสลำแรกแล้ว คาดว่าในเร็วๆ นี้จะได้รับมอบแอร์บัสลำที่ 2 และฟ็อกเกอร์เพิ่มเติม โดยเมื่อได้รับเครื่องบินครบตามจำนวนจะเปิดเที่ยวบินไปยังกรุงเทพฯ และสิงคโปร์วันละ 1 เที่ยวบิน ขณะที่เส้นทางยูนนานจะมีสัปดาห์ละ 3 เที่ยวบิน
อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่สายการบินปฏิเสธยืนยันรายงานการรับมอบเครื่องบินโดยสารแอร์บัสลำแรก ระบุแต่เพียงว่า สายการบินแอร์ พุกาม จะเป็นสายการบินเอกชนของพม่ารายแรกที่เปิดเส้นทางการบินระหว่างชาติ

ที่มา: ผู้จัดการออนไลน์ (25 ต.ค. 49)

"สุวรรณภูมิ" สั่งซ่อมแซมพื้นผิวหลุมจอดหลังเกิดการยุบตัว

พื้นที่ความยาวเกือบ 200 เมตร บริเวณหน้าอาคารเทียบเครื่องบิน E4 6 และ 8 ถูกขุดพื้นผิวขึ้นทั้งหมด เพื่อราดยางมะตอยใหม่ หลังพบว่าพื้นที่ดังกล่าวมีปัญหายุบตัวประมาณ 1 - 2 เซนติเมตร โดยผู้อำนวยการส่วนสนามบิน ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ระบุว่า ได้รับแจ้งตั้งแต่วันที่ 19 ตุลาคม และได้ปิดพื้นที่ทันทีที่ได้รับแจ้ง รวมทั้งได้ประสานงานกับผู้รับเหมากลุ่มกิจการร่วมค้าไอโอที ให้เข้าซ่อมแซม โดยขณะนี้ยังไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริง แต่ได้เจาะพื้นผิวไปวิจัยในห้องแล็บแล้ว คาดว่าจะได้ผลในเร็วๆ นี้ เบื้องต้นสันนิษฐานสาเหตุไว้ 3 ข้อ คือ มาจากการออกแบบ คุณภาพของวัสดุ หรือเกิดจากปัญหาขั้นตอนการควบคุมคุณภาพในการก่อสร้างไม่ได้มาตรฐาน
นอกจากนี้ ได้มีการสำรวจพื้นที่อื่น ยังไม่พบว่ามีปัญหาเดียวกัน โดยระบุว่า ปัญหานี้เคยเกิดขึ้นที่สนามบินดอนเมือง และใช้วิธีการเดียวกันแก้ไข แต่ที่ดอนเมืองเกิดจากใช้งานมานาน และพื้นผิวรับแรงกระแทกของเครื่องบิน โดยคาดว่าจะซ่อมเสร็จในวันที่ 29 ตุลาคม และขณะนี้หลุมจอดทั้ง 3 หลุม ถูกระงับการใช้งานทั้งหมด รวมถึงหลุมจอดระยะไกล 401 และ 403 ก็ไม่สามารถลงจอดได้เช่นกัน แต่ยืนยันว่าไม่ส่งผลกระทบต่อการลงจอดของเครื่องบิน เนื่องจากยังมีหลุมจอดที่ว่างอยู่

ที่มา: ผู้จัดการออนไลน์ (25 ต.ค. 49)

October 25, 2006

ทอท.หารือ"คิง เพาเวอร์"พื้นที่ใช้สอยภายในอาคารผู้โดยสารสุวรรณภูมิ

ทอท.หารือ"คิง เพาเวอร์"พื้นที่ใช้สอยภายในอาคารผู้โดยสารสุวรรณภูมิ

นายสมชัย สวัสดีผล ผู้อำนวยการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ กล่าวว่าวันนี้จะประชุมกับตัวแทนบริษัทคิง เพาเวอร์ เพื่อเจรจาถึงประโยชน์การใช้สอยพื้น ที่ส่วนต่าง ๆ ภายในอาคารผู้โดยสาร ประมาณ 27,000 ตารางเมตร โดยบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน)หรือทอท.จะใช้พื้นที่บางส่วนของบริเวณอาคารผู้โดยสาร ชั้น 2 และ 4 ในการเพิ่มพื้นที่ใช้สอยให้กับผู้โดยสาร เช่น การสร้างห้องน้ำเพิ่มกว่า 200 ห้อง โดยพื้นที่ที่ต้องถูกรื้อ คือพื้นที่ของกรมศุลกากร สำนักงานของกระทรวงแรงงาน และบางส่วนของสำนักงาน บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้โดยสาร ส่วนเรื่องสัญญาที่มีการลงนามกับคิง เพาเวอร์ ก่อนหน้านี้ จะต้องมีการขอเจรจากันอย่างประนีประนอม

ส่วนกรณีเจ้าหน้าที่ทหารของกองทัพอากาศประมาณ 500 นาย จะปฏิบัติภารกิจในการช่วยงานให้ทางท่าอากาศยานสุวรรณภูมิจนถึง 31 ตุลาคมนี้ ทอท.กำลังจัดหาบุคลากรเพิ่มผ่านบริษัทภายนอก ในการเข้ามาช่วยดูการยกกระเป๋าสัมภาระให้ผู้โดยสาร และทำหน้าที่อื่น ๆ ที่ทหารเคยทำอยู่ โดยขณะนี้กำลังดูอัตราว่าต้องจ้างเพิ่มมากน้อยเพียงใด

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ (25 ต.ค. 49)

ทอท.เร่งซ่อมแท็กซี่เวย์สุวรรณภูมิแตกร้าว 2จุด


นายสมชัย สวัสดีผล ผู้อำนวยการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ได้แถลงข่าวชี้แจงข้อเท็จจริงทั้งหมด หลังเกิดเหตุทางแท็กซี่เวย์สำหรับเครื่องบินภายในท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเกิดรอยแตก ทำให้ต้องมีการปิดการใช้งาน โดยยอมรับว่า จุดเกิดเหตุขณะนี้มี 2 จุด คือ บริเวณ E 4-E 8 รันเวย์ฝั่งตะวันตก ซึ่งมีร่องยาวเกือบ 150 เมตร ลึกประมาณ 33 ซม. กับจุดแท็กซี่เวย์ B 2- B 6 รันเวย์ฝั่งตะวันออก โดยมีการตรวจพบตั้งแต่ 19 ตุลาคมที่ผ่านมา

สาเหตุเบื้องต้นสันนิษฐานว่า มาจากปริมาณน้ำฝนที่ตกเป็นจำนวนมากและขังอยู่จนแทรกซึมลงไปในชั้นคอนกรีตที่ผสมยางมะตอยในการก่อสร้างแท็กซี่เวย์ โดยวิธีแก้ไขจะใช้รถค่อย ๆ ขุดส่วนที่แตกเป็นร่องและเทยางมะตอยกลบใหม่ คล้ายลักษณะการทำถนน โดยมีกลุ่มบริษัท ไอทีโอ จอยเวนเจอร์ เป็นผู้รับผิดชอบการก่อสร้างและแก้ไข เพราะยังอยู่ในเงื่อนไขสัญญาไปจนถึงสิงหาคม 2550

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ (25 ต.ค. 49)

สายการบินของพม่าเตรียมเปิดเที่ยวบินสู่ไทย,สิงคโปร์,จีน

15:17 น. นสพ.นิวไลท์ ออฟ เมียนมาร์รายงานว่า สายการบินแอร์ บากันของพม่าได้รับการส่งมอบเครื่องบินแอร์บัสรุ่น A310-200 ซึ่งเป็น 1 ใน 3 ของเครื่องบินที่แอร์บากันสั่งซื้อ เพื่อเริ่มเปิดให้บริการเที่ยวบินไปยังประเทศเพื่อนบ้าน
นิวไลท์ ออฟ เมียนมาร์ระบุว่า เครื่องบินแอร์บัสรุ่น A310-200 ลำที่สอง และเครื่องบิน Fokker 100 จะถูกลำเลียงไปยังพม่าในเร็วๆนี้ ขณะที่สายการบินแอร์บากันจะเริ่มเปิดเที่ยวบินใหม่ไปยังประเทศไทย สิงคโปร์ และจีน

สายการบินแอร์ บากันวางแผนที่จะเริ่มเปิดเที่ยวบินรายวันจากกรุงย่างกุ้งไปยังกรุงเทพฯและสิงคโปร์ ขณะเดียวกันจะให้บริการเที่ยวบินสัปดาห์ละ3 เที่ยวไปยังเมืองคุนหมิง ซึ่งตั้งอยู่ในมณฑลยูนนานฝั่งตะวันตกเฉียงใต้ของจีน

ที่มา: สำนักข่าวเนชั่น เนชั่นทันข่าว (25 ต.ค. 49)

ซ่อมแซมพื้นผิวสนามบิน “สุวรรณภูมิ”

เมื่อวันที่ 25 ต.ค.ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พื้นที่ความยาวเกือบ 200 เมตร บริเวณหน้าอาคารเทียบเครื่องบิน E4 6 และ 8 สนามบินสุวรรณภูมิ ถูกขุดพื้นผิวขึ้นทั้งหมด เพื่อราดยางมะตอยใหม่ หลังพบว่าพื้นที่ดังกล่าวมีปัญหายุบตัวประมาณ 1 - 2 เซนติเมตร โดยผู้อำนวยการส่วนสนามบิน ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ระบุว่า ได้รับแจ้งตั้งแต่วันที่ 19 ตุลาคม และได้ปิดพื้นที่ทันทีที่ได้รับแจ้ง รวมทั้งได้ประสานงานกับผู้รับเหมากลุ่มกิจการร่วมค้าไอโอที ให้เข้าซ่อมแซม โดยขณะนี้ยังไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริง แต่ได้เจาะพื้นผิวไปวิจัยในห้องแล็บแล้ว คาดว่าจะได้ผลในเร็วๆ นี้ เบื้องต้นสันนิษฐานสาเหตุไว้ 3 ข้อ คือ มาจากการออกแบบ คุณภาพของวัสดุ หรือเกิดจากปัญหาขั้นตอนการควบคุมคุณภาพในการก่อสร้างไม่ได้มาตรฐาน

นอกจากนี้ ได้มีการสำรวจพื้นที่อื่น ยังไม่พบว่ามีปัญหาเดียวกัน โดยระบุว่า ปัญหานี้เคยเกิดขึ้นที่สนามบินดอนเมือง และใช้วิธีการเดียวกันแก้ไข แต่ที่ดอนเมืองเกิดจากใช้งานมานาน และพื้นผิวรับแรงกระแทกของเครื่องบิน โดยคาดว่าจะซ่อมเสร็จในวันที่ 29 ตุลาคม และขณะนี้หลุมจอดทั้ง 3 หลุม ถูกระงับการใช้งานทั้งหมด รวมถึงหลุมจอดระยะไกล 401 และ 403 ก็ไม่สามารถลงจอดได้เช่นกัน แต่ยืนยันว่าไม่ส่งผลกระทบต่อการลงจอดของเครื่องบิน เนื่องจากยังมีหลุมจอดที่ว่างอยู่

ที่มา: หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ (25 ต.ค. 49)

''สุวรรณภูมิ'' ป่วน! สนามบินทรุด-สั่งปิดปรับปรุง

สนามบินสุวรรณภูมิป่วนอีกแท็กซี่เวย์ทรุดตัว ทอท. แจ้งสายการบินขอปิดปรับปรุง 1 เดือน ผอ.ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ยอมรับมีรอยนูนและปริแตกที่พื้นแท็กซี่เวย์ ตรวจสอบแล้วซีเมนต์ชั้นล่างไม่มีปัญหา คาดปรับปรุงสัปดาห์เดียวเสร็จ ขณะที่คนใน ทอท. ชี้ การทรุดตัวของดินถือเป็นเรื่องปกติ เพราะพื้นที่ก่อสร้างเป็นดินอ่อนคาดการณ์ไว้จะทรุด 10-20 ซม. ด้านคมนาคม เร่งให้หน่วยงานอิสระเข้าตรวจสอบเรียกความเชื่อมั่น ส่วนกัปตันจี้ ป.ป.ช. และ สตง. เข้าตรวจสอบความโปร่งใส ขณะที่ ทีจี 106 กรุงเทพฯ-เชียงใหม่ ทำเสียว ระบบไฮดรอลิกขัดข้องควันคลุ้ง ต้องรีบพาผู้โดยสารลงจากเครื่องอย่างปลอดภัย

เมื่อวันที่ 24 ต.ค. แหล่งข่าวจากกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ผู้บริหารบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือทอท. ได้ทำหนังสือถึงสายการบินทุกแห่ง เพื่อแจ้งให้ทราบว่า ได้ปิดปรับปรุงทางวิ่ง-ทางขับ (แท็กซี่เวย์) บริเวณที 13 ซึ่งเป็นลานจอดเครื่องบินบริเวณ อี 4-อี 8 และแท็กซี่เวย์บริเวณบี โดยเป็นช่วงระหว่างแท็กซี่เวย์ซี 4 และซี 5 หรือตรงกับรันเวย์ 19 ด้านซ้ายของสนามบินสุวรรณภูมิ เนื่องจากเกิดการทรุดตัว ซึ่งหากเครื่องบินใช้พื้นที่ดังกล่าวแท็กซี่เวย์เพื่อเข้าหลุมจอดมากเกินไป อาจทำให้เกิดอันตรายได้ เพราะถ้าก้อนหิน หรือคอนกรีตปลิวเข้าไปในใบพัดเครื่องบิน โดยที่กัปตันไม่ทราบอาจทำให้เครื่องบินเกิดอุบัติเหตุได้

ทั้งนี้เห็นว่าปัญหาดังกล่าว อาจเกิดจากใช้วัสดุไม่มีคุณภาพหรือไม่ได้มาตรฐาน หรือรันเวย์ก่อสร้างมาเป็นเวลานานกว่า ทำให้วัสดุที่ใช้ปูพื้นเกิดการเสื่อมสภาพหรือไม่ ซึ่งเรื่องนี้หากต้องการให้โปร่งใสต้องให้หน่วยงานอิสระ เช่น สมาคม วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย เข้ามาตรวจสอบ ข้อเท็จจริงว่าเป็นอย่างไร เพื่อให้เกิดความเชื่อมั่น กับสายการบินต่าง ๆ ที่ใช้สนามบินสุวรรณภูมิ สำหรับการซ่อมรันเวย์ที่สนามบินสุวรรณภูมิต้องใช้เวลาในการซ่อมแซมประมาณ 1 เดือน

นายสมชัย สวัสดีผล ผู้อำนวยการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ทอท. กล่าวว่าได้ปิดแท็กซี่เวย์จริง ที่บริเวณช่วง อี 4-อี 8 เนื่องจากพื้นที่เครื่องบินแท็กซี่เวย์ มีรอยนูนและปริแตกออกมา ซึ่งได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบหาสาเหตุที่เกิดขึ้นว่าเป็นเพราะอะไร แต่จากการตรวจสอบซีเมนต์ชั้นล่างตรงแท็กซี่เวย์ ไม่มีปัญหา และเชื่อว่าไม่เกี่ยวกับดินทรุดตัว คาดว่าจะต้องใช้เวลาแก้ไขปรับปรุงถึงสิ้นเดือนนี้เท่านั้น

"พื้นที่แท็กซี่เวย์ที่เกิดรอยแตก อาจเป็นเพราะยางมะตอยที่ปูรันเวย์มากกว่า ประกอบกับเครื่องบินมีการวิ่งไป-มาบนร่องยางมะตอย ทำให้ รอยแตกเกิดขึ้นได้ ซึ่งเชื่อว่าเหตุการณ์ดังกล่าวไม่ใช่ดินทรุดตัว เนื่องจากตรวจสอบเบื้องต้นที่ชั้นล่างของรันเวย์ที่เป็นซีเมนต์ ยังแข็งตัวปกติ อย่างไรก็ตามได้ให้เจ้าหน้าที่ขัดพื้นผิว และทำการซ่อมแซมแล้ว คิดว่าไม่น่ามีปัญหาอะไร มากนัก" นายสมชัย กล่าว

แหล่งข่าวจากกัปตันสายการบินแห่งหนึ่ง กล่าวว่า ไม่เข้าใจว่าสนามบินสุวรรณภูมิทำไมถึงทรุดตัวเร็วนัก ทั้งที่เปิดใช้บริการเชิงพาณิชย์ในวันที่ 28 ก.ย. นี่เอง ซึ่งยังเปิดใช้ไม่ถึง 1 เดือน ก็เกิดปัญหา ดังนั้นเพื่อให้เกิดความมั่นใจอยากให้ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) เข้ามาตรวจสอบข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ ว่ามีการทุจริตในเรื่องวัสดุอุปกรณ์ ที่ใช้ในการก่อสร้างรันเวย์สนามบินสุวรรณภูมิหรือไม่

ขณะที่แหล่งข่าวจากบริษัท ท่าอากาศ ยานไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า แท็กซี่เวย์ที่เข้าหลุมจอดเครื่องบินที่สนามบินสุวรรณภูมิมีปัญหาจริง เป็นผลมาจากยางแอสฟัลต์เกิดรอยแตก และเป็นพื้นที่ที่เป็นรอยต่อที่เครื่องบินลง เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมาเกิดฝนตก และทำให้ดินข้างล่างตรงแท็กซี่เวย์เกิดการอ่อนตัว จึงมีผลทำให้พื้นที่แท็กซี่เวย์ทรุดตัว โดยกลุ่มบริษัท ไอโอที ซึ่งเป็นผู้ก่อสร้างแท็กซี่เวย์ ได้ทำการซ่อมแซมพื้นที่ดังกล่าว ซึ่ง ทอท. ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย เพราะอยู่ในช่วงประกัน 2 ปี การทรุดตัวของดินในสนามบินสุวรรณภูมิถือเป็นเรื่องปกติ เพราะพื้นที่ที่ก่อสร้างสนามบินฯ เป็นดินอ่อน ซึ่งจากที่คาดการณ์ไว้จะต้องทรุดตัวประมาณ 10-20 ซม.

วันเดียวกัน ร.ท.สุรพล อิศรางกูร ณ อยุธยา ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ในวันนี้ เครื่องบินของการบินไทย แอร์บัส เอ 300-600 เที่ยวบินทีจี 106 กรุงเทพฯ-เชียงใหม่ได้เกิดปัญหา ขัดข้อง ในระหว่างที่จอดอยู่ที่ประตูทางออกขึ้นเครื่อง เอ 5 ที่สนามบินสุวรรณภูมิ โดยในระหว่างที่นำผู้โดยสารขึ้นเครื่อง และทำการปิดประตูห้องเก็บระวางสินค้า (คาร์โก้) ได้เกิดรอยรั่วที่ท่อส่งกำลังของระบบไฮดรอลิก ทำให้เกิดละอองฝอยและมีกลิ่นควันเข้าไปยังห้องผู้โดยสาร ซึ่งเมื่อ เจ้าหน้าที่ฝ่ายช่างของการบินไทยเข้าตรวจสอบ พบว่าต้องใช้เวลาซ่อมระบบไฮดรอลิก ประมาณ 5-6 ชม. เจ้าหน้าที่การบินไทยจึงได้นำผู้โดยสาร 203 คน ลงจากเครื่องบินเพื่อไปขึ้นเครื่องบินลำใหม่ เพื่อบินไปจุดหมายปลายทางเชียงใหม่ โดยใช้เครื่องบินแอร์บัสเอ 300-600 ออกจากสนามบินสุวรรณภูมิเวลา 11.45 น.

ที่มา: หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ (25 ต.ค. 49)

October 24, 2006

ทอท.ทุ่ม 40 ล้านบาทเพิ่มห้องน้ำในสุวรรณภูมิกว่า 200 ห้อง


นายโชติศักดิ์ อาสภวิริยะ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือทอท. เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้นำงบเร่งด่วนของปี 2550 จำนวน 40 ล้านบาท มาใช้สร้างห้องน้ำทั้งภายในและภายนอกอาคารผู้โดยสาร ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ โดยในอาคารผู้โดยสารจะเพิ่มอีก 20 จุด รวมมีห้องน้ำเพิ่มอีกประมาณ 205 ห้อง แบ่งเป็นห้องน้ำชายเพิ่มขึ้น 95 ห้องและห้องน้ำหญิงอีก 110 ห้อง ทั้งนี้ในส่วนของห้องน้ำชายจะมีโถปัสสาวะอีก 118 โถ และยังมีอ่างล้างมือทั้งในห้องน้ำชายและหญิงรวม 248 อ่าง

สำหรับจุดที่จะเพิ่มห้องน้ำภายในอาคารผู้โดยสารนั้น อยู่ที่บริเวณชั้น 1, 2 และ 4 ทั้งในส่วนที่เป็นพื้นที่นอกเขตการบิน (Landside) และในอาคารเทียบเครื่องบิน โดยสำหรับชั้น 1 ที่จะเพิ่มอีก 1 จุด ซึ่งจะมีทั้งห้องน้ำหญิงและชายนั้นจะมีห้องน้ำสำหรับคนพิการ 1 ห้อง ทั้งนี้กำหนดให้เร่งสร้างห้องน้ำเพิ่มที่ ชั้น 1 ก่อน ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาสร้างแล้วเสร็จและให้บริการได้ภายใน 1 เดือน

ส่วนบริเวณอื่นอาจต้องใช้เวลาประมาณ 2-3 เดือน เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่บางหน่วยราชการหรือ ผู้ประกอบการใช้อยู่แล้ว จึงต้องมีการเจรจาหารือหาพื้นที่ใหม่มาทดแทนให้ ในส่วนนอกอาคารผู้โดยสาร ยังได้สั่งให้สร้างห้องน้ำและร้านอาหารราคามิตรภาพสำหรับผู้มีรายได้น้อยบริเวณอาคารเทียบเครื่องบินเอและจี อีกแห่งละจุดรวมเป็น 2 จุดเช่นกัน โดยแต่ละจุดจะมีห้องน้ำ 25 ห้องและร้านอาหารที่บรรจุคนได้500 ที่นั่ง

นอกจากนี้ยังให้สร้างห้องน้ำอีก 25 ห้อง ห้องอาบน้ำ 10 ห้อง พร้อมทั้งที่พักและร้านอาหารราคาถูกที่สามารถบรรจุคนได้ 500 ที่นั่งสำหรับผู้ขับขี่รถแท็กซี่ที่อยู่บริเวณศูนย์การขนส่งสาธารณะอีกด้วย ทั้งนี้คาดว่าจะใช้เงิน ลงทุนประมาณ 15 ล้านบาทและสร้างแล้วเสร็จให้บริการได้ภายใน 2 เดือนนับจากนี้

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ (24 ต.ค. 49)

เครื่องบินการบินไทย"สุวรรณภูมิ-เชียงใหม่"เกิดเหตุขัดข้อง

ช่วงเช้าที่ผ่านมา เครื่องบินของบริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) เที่ยวบินที่ TG 106 จากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิไปจังหวัดเชียงใหม่ เวลาตามกำหนดคือ 10.25 น. หลังจากนั้นเมื่อมีการนำผู้โดยสารขึ้นเครื่องและติดเครื่องยนต์เพื่อเตรียมเดินทาง ปรากฏว่า มีกลิ่นไหม้พร้อมควันลอยเข้ามาภายในห้องผู้โดยสาร ก่อนที่พนักงานประจำเครื่องบินจะประกาศฉุกเฉินขอให้ผู้โดยสารลงจากเครื่องบินทันที เพื่อตรวจสอบเครื่องบินจนถึงขณะนี้ได้มีการนำเจ้าหน้าที่ฝ่ายช่างเข้าตรวจสอบ แต่ยังไม่สามารถทราบสาเหตุได้ เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการภาคพื้น ได้แจ้งผู้โดยสารว่า มีชิ้นส่วนอุปกรณ์บางชิ้นเกิดความร้อน ทำให้มีควันลอยเข้าสู่ห้องผู้โดยสาร.

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ (24 ต.ค. 49)

October 23, 2006

'สุวิทย์' ถกปัญหาร่วมสายการบิน ย้ำ 'สุวรรณภูมิ' สกปรกหมดราศี

นายสุวิทย์ ยอดมณี รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า ได้ไปตรวจเยี่ยมสนามบินสุวรรณภูมิ พร้อมทั้งได้หารือประเด็นปัญหาต่างๆ ร่วมกับสายการบินทั้งไทยและต่างชาติเพื่อหาทางแก้ไขปัญหาต่อไป สายการบินที่ได้เข้าร่วมหารือได้นำเสนอแนวทางแก้ไขที่พบขณะนี้ แม้ว่าจะเป็นปัญหาเดิมๆ เช่น สถานที่จอดรถและห้องน้ำไม่เพียงพอ ซึ่งในอนาคตเมื่อจะมีผู้โดยสารเข้ามาใช้สนามบินมากขึ้นจำเป็นที่จะต้องมีที่จอดรถให้พอ เพราะหากไม่แก้ไขจะสูญเสียความเป็นศูนย์กลางทางการบินได้

ขณะเดียวกัน ยังมีการนำเสนอปัญหาเรื่องห้องน้ำไม่เพียงพอ รวมถึงสถานที่ในสนามบินสกปรก ซึ่งเรื่องดังกล่าวมองว่าไม่คุ้มกับที่ผู้โดยสารต้องเสียภาษีค่าสนามบินจำนวน 500 บาท แต่ไม่มีการนำเงินดังกล่าวไปพัฒนาหรือทำความสะอาด ซึ่งในอนาคตเมื่อผู้โดยสารเพิ่มขึ้น ก็เกรงว่าจะกลายเป็นสนามบินที่สกปรกที่สุดในโลก นอกจากนี้ ยังมีปัญหาเรื่องระบบการขนส่งและการอำนวยความสะดวกให้กับพนักงาน และเรื่องการรักษาความปลอดภัยให้พนักงานภายในสนามบิน ที่เห็นว่ายังมีน้อย

นายสุวิทย์กล่าวว่า จากปัญหาทั้งหมดที่สายการบินนำเสนอประมาณ 15 ประเด็นนั้น ทางกระทรวงจะรวบรวมส่งให้บริษัทท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) ไปดำเนินการแก้ไขปรับปรุง เพราะเรื่องดังกล่าวถือเป็นหน้าตาของประเทศ ล่าสุดได้รับรายงานจากการท่าว่ากำลังเพิ่มห้องน้ำอยู่ อย่างไรก็ตามคาดว่าเรื่องที่เป็นปัญหาอยู่เชื่อว่าจะคลี่คลายภายในสิ้นเดือนตุลาคมนี้.

ที่มา : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ (22 ต.ค. 49)

บินถูกรุกกลับดอนเมือง ชี้ลงทุนสุวรรณภูมิไม่คุ้ม

สายการบินต้นทุนต่ำเรียกร้องกลับมาบินที่ดอนเมืองตามเดิม ชี้ไม่คุ้มค่าและลงทุนสูง หาก รบ.จะลงทุนสร้างอาคารผู้โดยสารใหม่ที่สุวรรณภูมิ

เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม แหล่งข่าวจากกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. โดยมี พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุข ผู้บัญชาการทหารอากาศ และในฐานะประธานคณะกรรมการอำนวยการการเปิดใช้สนามบินสุวรรณภูมิเป็นประธานที่ประชุม ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ทอท.ได้เสนอให้ขนย้ายผู้ให้บริการเส้นทางบินในประเทศกลับมาที่สนามบินดอนเมือง เนื่องจากมองว่าการปล่อยให้สนามบินดอนเมืองเปิดให้บริการเฉพาะสายการบินเฉพาะกิจของภาครัฐ และธุรกิจเช่าเหมาลำนั้นอาจจะเป็นการสูญเปล่าไม่คุ้มค่า ขณะที่สนามบินดอนเมืองต้องมีค่าใช้จ่ายด้านการบำรุงรักษาค่อนข้างมาก ทั้งนี้ ในที่ประชุม พล.อ.ชลิตไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอดังกล่าว โดยให้เหตุผลว่าจะส่งผลเสียต่อชื่อเสียงรัฐบาล

ร.อ.ขจิต หัพนานนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วัน ทู โก จำกัด ผู้บริหารสายการบินวันทูโก กล่าวว่า บริษัทยินดีที่จะให้ความร่วมมือภาครัฐหากมี นโยบายให้สายการบินที่เปิดบินเส้นทางในประเทศย้ายกลับไปยังสนามบินดอนเมือง เพราะเชื่อว่าจะทำให้ ปัญหาการบริการต่างๆ ที่สุวรรณภูมิลดน้อยลง และ ไม่เห็นด้วยหากภาครัฐจะมีนโยบายในการสร้างอาคารผู้โดยสาร (เทอร์มินอล) สำหรับสายการบินต้นทุนต่ำที่สนามบินสุวรรณภูมิ เพราะเป็นการลงทุนที่มีมูลค่ามหาศาล ไม่คุ้มค่าเมื่อเทียบกับการย้ายกลับมาสนามบินดอนเมือง

"ผู้โดยสารวันทูโก 99% เป็นกลุ่มผู้เดินทางแบบไฟลท์ทูไฟลท์ คือเฉพาะเส้นทางในประเทศเท่านั้น แต่การย้ายไปสุวรรณภูมิที่ผ่านมา ส่วนใหญ่ให้ความเห็นในแง่ของความไม่สะดวกต่อการเดินทาง และค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น แต่การย้ายกลับมาดอนเมืองผู้โดยสารคุ้นเคยกับการเดินทางอยู่แล้ว และยังสะดวกกว่า" ร.อ.ขจิตกล่าว

ร.อ.ขจิตกล่าวว่า สำหรับการเปิดให้บริการที่สนามบินสุวรรณภูมิที่ผ่านมา ในส่วนการดำเนินงานบริษัทเองยังมีปัญหาเรื่องของการไม่สามารถนำเครื่องเข้าจอดบริเวณงวงช้างได้ ทำให้ผู้โดยสารต้องเดินทางไปยังเครื่องด้วยรถอีกต่อหนึ่งซึ่งใช้เวลา ค่อนข้างมาก รวมถึงปัญหาความล่าช้าในการขนส่งสัมภาระที่ยังเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา ส่วนปัญหาภายในอาคารสนามบินสุวรรณภูมินั้น ยังเป็นเรื่องของระบบสาธารณูปโภคต่างๆ เช่น ห้องน้ำ ที่มีจำนวนน้อย ความสกปรก พื้นที่ขายสินค้าของคิงเพาเวอร์ที่มากจนเกินไป เป็นต้น

นายนภดล พุ่มโพธิ์ทอง ผู้อำนวยการฝ่ายพาณิชย์และการตลาด บริษัท พี บี แอร์ จำกัด กล่าวว่า บริษัทยินดีจะขนย้ายการบินมายังดอนเมืองเช่นกัน เนื่องจากจะทำให้ต้นทุนการดำเนินงานลดลง ขณะที่ผู้โดยสารไม่ต้องมีค่าเดินทางมากนักเมื่อเทียบกับการเดินทางไปยังสนามบินสุวรรณภูมิ และยังเป็นการแบ่งเบาภาระสนามบินสุวรรณภูมิไปได้อีกมาก

ร.อ.ท.อภินันท์ สุมนะเศรณี กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า แนวทางของบริษัทคงขึ้นอยู่กับนโยบายภาครัฐ หากต้องย้ายกลับมายังสนามบินดอนเมืองบริษัทจำเป็นต้องเปิดสายการบินใหม่ที่ไม่รวมกับสายการบินนกแอร์ ที่บริษัทถือหุ้นอยู่แล้ว เนื่องจากการแยกการบินระหว่างเส้นทางในประเทศและต่างประเทศภายใต้การบริหารของการบินไทยนั้นไม่สามารถดำเนินการได้ ทั้งด้านบริหารจัดการ ระบบปฏิบัติการทั้งหมด เพราะต้นทุนจะเพิ่มสูงขึ้นอย่างแน่นอน

ร.อ.ท.อภินันท์กล่าวว่า การเปิดสายการบินใหม่นั้น อาจนำแนวคิดในการเปิดธุรกิจการบินภายใต้ชื่อ "เอื้องหลวง" กลับมาพิจารณาอีกครั้ง แต่อาจไม่ได้ใช้ชื่อดังกล่าว ที่สำคัญคือการกำหนดรูปแบบการให้บริการ และราคาที่สามารถแข่งขันกับกลุ่มสายการบินต้นทุนต่ำได้

ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน (22 ต.ค. 49)

October 22, 2006

สนามบินฝรั่งเศสสั่ง จนท.มุสลิม ระงับการปฏิบัติหน้าที่ในส่วนความมั่นคง

ฌากส์ เลอโบรต์ ผู้บัญชาการตำรวจประจำท่าอากาศยานฝรั่งเศส กล่าวว่า เจ้าหน้าที่สนามบินซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิมหลายสิบคนถูกสั่งระงับการปฏิบัติหน้าที่ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงที่ท่าอากาศยานชาร์ลส เดอ โกล ในกรุงปารีส เนื่องจากตำรวจเกรงว่าอาจเป็นภัยต่อความมั่นคง
ตำรวจฝรั่งเศส กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ที่ได้รับการพิจารณาแล้วว่าไม่เป็นภัยต่อความมั่นคงจะได้รับอนุญาตให้ทำงานในส่วนที่เกี่ยวกับความมั่นคงของสนามบินได้ หลังจากที่ศูนย์ประสานงานป้องกันภัยก่อการร้ายในฝรั่งเศสระบุจุดเสี่ยงด้านความปลอดภัยของสนามบิน อย่างไรก็ดี เจ้าหน้าที่ชาวมุสลิมประจำสนามบินที่ถูกสั่งระงับการทำงานในจุดตรวจสอบสัมภาระได้ยื่นคำร้องภายหลังจากที่มีคำสั่งดังกล่าว โดยระบุว่าการที่พวกเขาต้องถูกเพิกถอนสิทธิในการปฏิบัติหน้าที่เพราะนับถือศาสนาอิสลาม ซึ่งถือว่าเป็นการเลือกปฏิบัติ

ที่มา: ผู้จัดการออนไลน์ (21 ต.ค. 49)

เบรกลงทุนสุวรรณภูมิ อุ๋ยสั่งปรับปรุงบริการ

หม่อมอุ๋ยเบรก ทอท. สั่งปรับปรุงบริการภายในสุวรรณภูมิ 6 เดือน เป็นเฟิร์สต์คลาส เพื่อกอบกู้ชื่อเสียงก่อนคิดขยายลงทุน "โชติศักดิ์" สารภาพปัญหาเกิดจากเปิดใช้สนามบินทั้งๆ ที่ยังไม่พร้อม ส่วนรถไฟฟ้ายืนยันเดินหน้า 3 สาย หม่อมอุ๋ยสั่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องถกหาข้อสรุปสัปดาห์หน้า เผยทบทวนอีกรอบ จวกรัฐบาลชุดก่อนไม่ยึดหลัก "รัฐลงทุน-เอกชนเดินรถ" จนเกิดปัญหาหลายเจ้าของ

วานนี้ (20 ต.ค.) ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง ได้เดินทางไปตรวจเยี่ยมกระทรวงคมนาคม เพื่อให้นโยบายและประชุมร่วมกับ พล.ร.อ.ธีระ ห้าวเจริญ รมว.คมนาคม นายสรรเสริญ วงศ์ชะอุ่ม รมช.คมนาคม พร้อมคณะผู้บริหารและหัวหน้าหน่วยงานในสังกัดกระทรวงคมนาคม

รายงานข่าวเปิดเผยว่า ม.ร.ว.ปรีดิยาธรกล่าวในที่ประชุมถึงโครงการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิว่า ให้บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. เร่งปรับปรุงคุณภาพประสิทธิภาพในการให้บริการของสนามบินสุวรรณภูมิเป็นระดับ เฟิร์สต์คลาส ก่อน ส่วนการลงทุนหรือขยายการก่อสร้างเพิ่มให้ระงับแผนและแนวคิดเอาไว้ก่อน โดยให้ในช่วง 6 เดือนแรกนี้เร่งปรับปรุงและหาทางที่จะทำให้การให้บริการต่างๆ ดีขึ้นและได้รับเสียงชื่นชมกลับมาก่อนที่จะคิดเรื่องการลงทุน

ม.ร.ว.ปรีดิยาธรกล่าวย้ำว่า สิ่งสำคัญในขณะนี้จะต้องเน้นเรื่องการสร้างชื่อเสียงของประเทศให้ดีขึ้น เพราะถือเป็นหน้าตาของกระทรวงคมนาคม หากชื่อเสียงไม่ดีก็ไม่สามารถที่จะเดินต่อไปได้ โดยที่ผ่านมามีการเร่งรัดการทำโครงการกันมากและเปิดใช้เร็วไป แม้ตัวสนามบินและระบบฮาร์ดแวร์จะติดอันดับเฟิรต์คลาส แต่หากความสะดวกของสนามบินยังไม่เป็นเฟิร์สต์คลาสเป็นสิ่งที่น่าหนักใจและทุกฝ่ายต้องช่วยกัน เพราะมีคนที่รอโจมตีกันอยู่มาก

**สัปดาห์หน้าเคาะรถไฟฟ้า 3 สาย

แหล่งข่าว กล่าวว่า ในส่วนของโครงการรถไฟฟ้านั้น ม.ร.ว.ปริดิยาธร กล่าวว่าจะสานต่อจากรัฐบาลที่ผ่านมาที่กำหนดไว้ 3 เส้นทาง แต่จะต้องตั้งคณะทำงานชุดย่อยขึ้นมาพิจารณาศึกษาความเหมาะสมว่าจะดำเนินการเส้นทางใดก่อน โดยได้นัดประชุมหารือร่วมกับรัฐมนตรีว่าการและรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ผู้บริหาร สำนักนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.), การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) และการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.)ในสัปดาห์หน้า เพื่อหาข้อสรุปในการดำเนินโครงการระบบขนส่งสาธารณะและรถไฟฟ้า 3 เส้นทาง โดยเฉพาะสายสีน้ำเงิน (ส่วนต่อขยายบางซื่อ-หัวลำโพง-ท่าพระ) จะต้องเกิดอย่างแน่นอน เพราะเป็นการเชื่อมต่อของวงในที่จะช่วยการเดินทางเข้าสู่ใจกลางเมืองได้

ส่วนของส่วนสายสีแดง (รังสิต – บางซื่อ-หัวลำโพง) ยังมีรายละเอียดที่ต้องหารือร่วมกันอีกมาก เพราะเป้าหมายหลักต้องการทำให้เป็นแซทเทิ่ลไลท์เชื่อมไปยังเมืองบริวารต่างๆ และไม่ต้องการให้เกิดปัญหาเช่นเดียวกับเมืองโยโกฮามา ของประเทศญี่ปุ่น ที่มีการขยายเมืองตลอดแนวเส้นทาง ดังนั้นจะต้องมีความชัดเจนว่าการก่อสร้างรถไฟฟ้าเพื่อสร้างเมือง ไม่ใช่ขยายเมืองไปตามแนวเส้นทาง โดยได้ยกตัวอย่างว่าน่าจะพิจารณาต่อขยายเส้นทางจากสนามบินสุวรรณภูมิไปยังฉะเชิงเทรา

แหล่งข่าวกล่าวว่า ในส่วนของสายสีม่วง (บางซื่อ –บางใหญ่ ) นั้น ม.ร.ว.ปริดิยาธร กล่าวว่า มีการหารือกันมาบ้างเพื่อช่วยรองรับประชาชนย่านบางใหญ่ ในขณะที่สายสีเขียว (อ่อนนุช –สำโรง และตากสิน-เพชรเกษม) มีความจำเป็นที่จะต้องต่อขยายออกไป ที่ผ่านมาไม่ควรที่จะมีการกีดกัน แต่หลังจากนี้คงไม่มีปัญหาเพราะไม่มีพรรคการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่ทุกฝ่ายต้องมาหารือกัน โดยเฉพาะผู้รับสัมปทานรายเดิม

ส่วน ร.ฟ.ท.นั้น ม.ร.ว.ปรีดิยาธร ระบุในที่ประชุมว่า เป็นงานยากที่สุดแม้จะมีแผนรองรับปัญหาหนี้และการดำเนินโครงการต่างๆ แต่ยังขาดเรื่องของการกำหนดยุทธศาสตร์ เพราะรายได้หลักมาจากการขนส่งผู้โดยสารมากกว่าการขนส่งสินค้า ทำให้มีการใช้ประสิทธิภาพของระบบรางเพียง 3 % โดยมีแผนเพิ่มเป็นมากกว่า 10 % ซึ่งจะต้องสนับสนุนให้ภาคเอกชนเข้ามาใช้บริการขนส่งสินค้าโดยทางรถไฟเพิ่มขึ้น จะต้องเน้นด้านการขนส่งสินค้าและนำระบบโลจิสติกส์เข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ซึ่งจะเข้ามาช่วยในการวางแนวทางการทำงานด้วยตัวเอง

**สั่งเพิ่มสัดส่วนขนส่งทางราง

ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เปิดเผยภายหลังให้นโยบายและรับรับฟังบรรยายสรุปแผนการดำเนินโครงการ ระบบขนส่งสาธารณะต่างๆ เช่น รถไฟฟ้า รถไฟทางคู่ และโครงการพัฒนาระบบขนส่ง โลจิสติกส์ ว่า ได้รับทราบแผนและข้อมูลของสิ่งที่กระทรวงคมนาคมจะทำภายใน 1 ปีรวมถึงโครงการที่จำเป็นในอนาคต โดยให้ไปคิดใน 2 แนวทางว่า หากแผนเดิมดีมีประโยชน์กับประชาชนให้เสนอเข้ามา ส่วนโครงการใดที่เป็นสิ่งที่คาดว่าน่าจะมีในอนาคตเพราะจะเป็นประโยชน์ ก็ให้เจ้าหน้าที่ลงรายละเอียดเพื่อให้ได้ข้อสรุปและถ้าเป็นไปได้ก็ให้เริ่มเดินก้าวแรกไปก่อน

โดยโครงการระบบขนส่งมวลชนแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ ในเขต กทม. จุดที่หนาแน่น ต้องทำให้เกิดความคล่องตัว ส่วนเชื่อมต่อไปชานเมือง และเมืองบริวารซึ่งยังไม่หนาแน่น ก็ต้องทำเพื่อให้เมืองบริวารโตและให้การเดินทางเข้ามาในเมืองแค่ 45- 60 นาที ไม่ใช่ให้แนวระหว่างทางโต ส่วนรถไฟ ของการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) จะเชื่อมการเดินทางจากกทม.ไปต่างจังหวัด ถือเป็นเรื่องใหญ่ที่ต้องดูให้แน่นอน เพราะเกี่ยวข้องกับ การพัฒนา โลจิสติกส์ด้วย

ม.ร.ว.ปรีดิยาธรกล่าวถึงโครงการรถไฟฟ้า 3 สายว่า ขอประชุมกับหน่วยงานก่อนขณะนี้ใกล้ได้ข้อสรุปแล้วเหลือบางประเด็นที่ยังไม่ตรงกันเพราะถ้าถาม นายประภัสร์ จงสงวน อดีตผู้ว่าการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ก็อยากให้ทำ 3 สายเพราะมีประโยชน์ ส่วนการดำเนินการเจรจาเงินกู้กับเจบิคก็ให้หน่วยงานทำต่อไม่ได้หยุด ซึ่งการทำรถไฟฟ้า ภายใน 1 ปีนั้นมีวิธีเร่งรัดได้ และเป็นไปได้ก็อาจจะเห็นการก่อสร้างลงเสาเข็มในบางสายเลย ทั้งนี้ แนวทางการตัดสินใจจะดูข้อมูลความพร้อมทุกเรื่อง โดยเรื่องเงินทุนไม่มีปัญหาหาได้ทั้ง ใช้งบประมาณ จากองค์กรระหว่างประเทศ หรือจากเอกชน

“รถไฟฟ้าผมคิดไว้ตั้งแต่ปี 2535 แล้วว่า ควรให้รัฐลงทุนและให้เอกชนเดินรถ แต่รัฐบาลไม่ทำ มาถึงตอนนี้เลยเลอะ มีหลายเจ้า จะดึงกลับเข้ามาแบบเดิมก็ขอคิดอีกทีว่าจะทำอย่างไร โดยวิธีทำงาน จะประชุมแต่ละเรื่องเป็นกลุ่มเล็กแต่แบบต่อเนื่องให้เสร็จออกมาเลยทั้งงานที่จำเป็นเร่งด่วนและแผนระยะยาว จากนั้นจะแจ้งต่อสาธารณชนรับรู้ เพื่อรับฟังเสียงค้าน 1 ปียอมรับว่าทำได้แต่ไม่ทั้งหมด ในแผนระยะยาวที่ต้องเริ่มต้นทำไว้บ้างเพื่อปักธงสิ่งที่ดีร่วมกัน ต่อไปหากจะมีใครมาเปลี่ยนแปลง ก็จะต้องฟังเสียงสาธารณชนด้วย”ม.ร.ว.ปรีดิยาธรกล่าว

ส่วน ร.ฟ.ท.นั้นเสนอที่จะเพิ่มสัดส่วนการขนส่งสินค้าทางราง แต่ตัวเลขที่เสนอมาน้อยไป ควรจะเพิ่มให้มากกว่านี้ ส่วนโครงการรถไฟทางคู่ จะเน้นทำในจุดที่หนาแน่นเพื่อรองรับความต้องการของคนและสินค้า ตรงไหน น้อยไม่หนาแน่นก็ไม่ต้องทำ สำหรับเรื่องหนี้สินของร.ฟ.ท.นั้น หยุดไว้ก่อน การแก้หนี้ไม่ใช่ปัญหา ทำได้ แต่ตอนนี้ เอางานให้เดินหน้าก่อน

ส่วนโครงการโลจิสติกส์นั้น ม.ร.ว.ปรีดิยาธรกล่าวว่า จะเป็นแผนระยะยาวที่จะช่วยประหยัดพลังงาน ลดต้นทุนภาคธุรกิจลงและเพิ่มประสิทธิภาพ ต้องแผนให้ชัดเจนชี้ให้เห็นว่าใน 4-5 ปี แผนจะเป็นอย่างไร

นายสรรเสริญ วงศ์ชะอุ่ม รมช.คมนาคม กล่าวว่า ภายในสัปดาห์หน้าจะมีการประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อประเมินและวิเคราะห์ผลการศึกษาเส้นทางรถไฟฟ้าที่มีอยู่ทั้ง 7 สายว่า จะมีเส้นทางใดที่มีความเป็นไปได้ ส่วนเส้นทางรถไฟฟ้า 3สายเดิมก็จะต้องมาดูในรายละเอียดความเป็นไปได้ของโครงการที่ผ่านมาว่าเป็นอย่างไร การตัดสินใจจะดำเนินการเส้นทางใดก่อนหลังจะต้องพิจารณาอย่างรอบคอบในทุกมิติ ทั้งความเป็นไปได้ของโครงการ ด้านการเงิน ผลกระทบสิ่งแวดล้อม สังคม และการเวนคืนที่ดิน ซึ่งกรอบเวลา 1 ปีจะสามารถกำหนดแนวทางที่ชัดเจนได้

**บิ๊ก ทอท.ยอมรับเร่งเปิดจนเน่า

นายสรรเสริญกล่าวว่า ปัญหาสนามบินสุวรรณภูมิเป็นสิ่งสำคัญที่สุด เพราะเปิดให้บริการในขณะที่ยังไม่ความพร้อมเพียงพอ แต่เมื่อย้อนกลับไปไม่ได้ก็ต้องมองไปข้างหน้าว่าจะแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะด้านการให้บริการได้อย่างไร ส่วนใหญ่เป็นปัญหาที่รับรู้กันอยู่แล้ว ดังนั้นในช่วงนี้ ทอท.ต้องลงไปดูและหาทางแก้ไขให้ลุล่วงไปได้

นายโชติศักดิ์ อาสภวิริยะ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ทอท.ยอมรับว่าสิ่งที่รองนายกรัฐมนตรีได้ท้วงติงมาทั้งหมดเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริง และ ทอท.ก็อยู่ระหว่างการดำเนินการแก้ไข ซึ่งต้องใช้เวลาตามขั้นตอน โดยเฉพาะปัญหาห้องน้ำและป้ายบอกทางเป็นสิ่งที่ส่งผลกระทบต่อผู้โดยสารมากที่สุดได้เร่งรัดดำเนินการแก้ไขแล้ว ในส่วนของห้องน้ำมีการขยายเพิ่มอีกกว่า 300 ห้องหรือเพิ่มอีก 2 เท่าครึ่ง งบประมาณ 30 – 40 ล้านบาทกำหนดแล้วเสร็จก่อนสิ้นปี 2549 นี้

“เป็นสิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ว่าปัญหาที่เกิดขึ้นในสนามบินสุวรรณภูมินั้น เป็นผลมาจากการเปิดใช้สนามบินเร็วเกินไป ในขณะที่ยังไม่มีความพร้อมเพียงพอ ส่วนนโยบายที่ให้ปรับปรุงการให้บริการก็ต้องเน้นในเรื่องห้องน้ำและป้ายบอกทางเป็นเรื่องใหญ่รวมไปถึงเรื่องความสะอาดและระบบการดูแลรักษาความปลอดภัยภายใจนสนามบินด้วย“ นายโชติศักดิ์กล่าว

นายโชติศักดิ์กล่าวว่า การขยายห้องน้ำในสนามบินนั้นได้รับการอนุมัติแล้ว อยู่ในขั้นตอนการออกแบบ แบ่งเป็นห้องน้ำนอกอาคารบริเวณอาคารเทียบเครื่องบินเอและจีจุดละ 25 ห้อง รวมเป็น 50 ห้อง และห้องน้ำภายในอาคารบริเวณชั้น 1 , 2 และ 4 อีก 205 ห้อง และมีโถสำหรับห้องน้ำชายอีก 118 โถ อ่างน้ำ 245 อัน โดยจะใช้พื้นที่บางส่วนที่เป็นสำนักงานของ ทอท. เพื่อรื้อทำห้องน้ำด้วย เชื่อว่าจำนวนที่เพิ่มขึ้นจะสามารถลดปัญหาลงได้ไม่น้อยทีเดียว

ที่มา: ผู้จัดการออนไลน์ (21 ต.ค. 49)

รายงาน : แอร์บัส A340-600 โฉมใหม่ของสายการบินกาตาร์

สายการบินกาตาร์เผยโฉมเครื่องบินแอร์บัส รุ่น A340-600 High-Gross Weight ลำตัวยาวกว่า 75 เมตรและนับว่าเป็นเครื่องบินที่ยาวที่สุดในโลก โดยมีขนาด 266 ที่นั่งและสามารถบินได้แบบ non-stop ระหว่างเมืองโดฮาศูนย์กลางของสายการบินกาตาร์ไปยังชายฝั่งตะวันออกของสหรัฐอเมริกาเพร้อมจุผู้โดยสารและบรรทุกสินค้าเต็มลำ

การเปิดตัวเครื่องบินใหม่ในสหรัฐอาหรับเอมิเร็ตครั้งนี้ ถือว่าเป็นยุคใหม่ของวงการการบินสำหรับการเปลี่ยนแปลงเครื่องบินของสายการบินการตาร์ หลังจากที่เคยเปิดตัวเครื่องบินใหม่มาก่อนแล้วในปี 2540

ว่ากันว่าการปรับปรุงเครื่องแบบใหม่นี้จะเป็นค่อยๆแนะนำควบคู่ไปกับเครื่องบินลำใหม่ของสายการบินกาตาร์ ขณะเดียวกันนี้เครื่องบินที่มีอยู่ของสายการบินกาตาร์ก็จะได้รับการตกแต่งสีใหม่ด้วย

หากดูองค์ประกอบโดยรวมของเครื่องบินรุ่น A340-600HWG นี้พบว่ามีเคบินให้บริการทั้งหมด 3 ชั้น พร้อมด้วยนวัตกรรมบนเครื่องซึ่งประกอบไปด้วยห้องพักผู้โดยสารชั้นเฟริ์สคลาส 8 ที่นั่งด้วยโครงสร้างแบบ 1-2-1 และชั้นบิสิเนสคลาส 42 ที่นั่ง ด้วยโครงสร้างแบบ 2-2-2 และชั้นประหยัดจำนวน 216 ที่นั่ง มีโครงสร้าง 2-4-2 ซึ่งได้รับการออกแบบเพื่อให้ผู้โดยสารเกิดความคล่องตัวและสะดวกสบาย

ขณะเดียวกันยังมีการถ่ายทอดสดโทรทัศน์ของสายการบินกาตาร์ซึ่งเป็นสายการบินแรกที่ให้บริการผู้โดยสารด้วยการถ่ายทอดสดจากสถานีต่างๆมากมายตรงสู่ระบบจอโทรทัศน์ส่วนตัวในทุกที่นั่ง โดยคาดว่าสายการบินกาตาร์จะเริ่มแนะนำโทรทัศน์ถ่ายทอดสดครั้งนี้ตั้งแต่ฤดูร้อนนี้บนเครื่องบิน แอร์บัส A340 เที่ยวบินระยะยาวของสายการบินกาตาร์ที่เปิดให้บริการระหว่างตะวันออกกลางและยุโรป

เครื่องบิน A340 นับเป็นเครื่องบินจำนวน 4 เครื่องยนต์ลำแรกของสายการบินกาตาร์และเป็นสายการบินเดียวในตะวันออกกลางที่ให้บริการห้องพักผู้โดยสารชั้นเฟิร์สคลาส บิสิเนสคลาส และสามารถบินด้วยความจะของผู้โดยสารและสินค้าเต็มลำโดยไม่มีการหยุดพักกว่า 14 ชั่วโมง

นับจากเดือนกันยายน49ที่ผ่านมาและต่อจากนี้ไปอีก 2 ปีข้างหน้า สายการบินกาตาร์ได้สั่งเครื่องบิน A340-600 จำนวน 10 ลำ

เพื่อใช้ในการบินระยะยาว โดยมีเป้าหมายไปที่ ยุโรปและสหรัฐอเมริกา ตะวันออกไกล รวมไปถึงออสเตรเลีย

ว่ากันว่าในปี 2007 สายการบินกาตาร์มีวางแผนรุกตลาดอเมริกาเหนือเป็นครั้งแรก พร้อมเที่ยวบินตรงแบบ non-stop สู่สหรัฐอเมริกา

การปรับภาพลักษณ์และความก้าวหน้าของสายการบินกาตาร์ครั้งนี้ โดยเฉพาะการเปิดโฉมลุคใหม่ที่ชัดเจนพร้อมแนะนำสินค้าและบริการใหม่บนเครื่อง คือกลยุทธ์ใหม่ที่ทุกสายการบินกำลังจับตามอง...ขณะที่การปรับตัวของทุกสายการบินต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอนเพียงแต่ว่าจะช้าหรือเร็วเท่านั้น...

ที่มา: ผู้จัดการออนไลน์ (20 ต.ค. 49)

ผ่าแผน “บางกอกแอร์เวย์”...ธุรกิจการบินครบวงจร

กว่า 3 ทศวรรษที่สายการบินบางกอกแอร์เวย์บุกเบิกเส้นทางบินใหม่ไปพร้อมกับการพัฒนาสนามบินของตัวเองส่งผลทำให้มีกำไรเข้าสู่บริษัทไม่ต่ำกว่า 250 ล้านบาทต่อปี แต่ทว่า...วันนี้การขยายตัวของภาคธุรกิจการบินของบางกอกแอร์เวย์กลับต้องเผชิญกับปัญหาต่างๆรุมเร้ารอบด้าน...ว่ากันว่าการบริหารจัดการภายใต้แผนพัฒนาสนามบินสมุยจึงถูกหยิบนำมาปัดฝุ่นอีกครั้งในรูปแบบการจัดตั้งกองทุนเพื่อให้ได้เม็ดเงินเป็นกอบเป็นกำสำหรับการลงทุนธุรกิจการบินแบบครบวงจร

มีการคาดการณ์ว่าสายการบินบางกอกแอร์เวย์ในปี 49 จะมีผลกำไรเพียง 250 ล้านบาทเท่านั้น ซึ่งน้อยกว่าปีที่ผ่านมาเกือบครึ่ง เนื่องจากปีนี้ บางกอกแอร์เวย์ต้องลงทุนขนย้ายอุปกรณ์และย้ายฐานอุปกรณ์การบินจากท่าอากาศยานกรุงเทพไปท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ประมาณกว่า 70 ล้านบาท

ซึ่งงบประมาณในการลงทุนต่างๆส่วนใหญ่ของบริษัทฯจะมีแหล่งเงินทุนมาจากสถาบันการเงินต่างๆแทบทั้งสิ้น ขณะที่การขยายธุรกิจจำเป็นต้องพึ่งพาเม็ดเงินจำนวนมหาศาล และหากบริษัทฯมีแหล่งงินทุนเองก็จะง่ายต่อการขยายธุรกิจ

ไม่ว่าจะเป็นการก่อสร้างโรงซ่อมท่าอากาศยานแห่งใหม่ ที่สนามบินสุวรรณภูมิ มูลค่ากว่า 1,650 ล้านบาทแทนโรงซ่อมเดิม หรือการก่อสร้างอาคารผู้โดยสารในสนามบินเกาะสมุย ที่คาราคาซังให้แล้วเสร็จในเดือนมกราคม 50 ตามที่คาดการณ์ไว้ก็ตาม หรือแม้แต่การเช่าซื้อเครื่องบินก็ล้วนแล้วแต่ต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมหาศาลแทบทั้งสิ้น

การบริหารจัดการเรื่องการเงินจึงต้องถูกพิจารณาอย่างละเอียดรอบคอบเพื่อให้คุ้มค่ากับการลงทุน และสายการบินบางกอกแอร์เวย์เลือกที่จะไม่ใช้สถาบันการเงินเพื่อขอสินเชื่อเหมือนแต่ก่อน

สอดคล้องกับที่ นายแพทย์ปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ ในฐานะผู้อำนวยการใหญ่ บริษัทการบินกรุงเทพฯ จำกัด นำกองทุนพัฒนาสนามบินสมุยมาปัดฝุ่นใหม่อีกครั้ง พร้อมการันตีผลประโยชน์ให้กับผู้ซื้อกองทุนสูงถึง 6%ต่อปีติดต่อกันในระยะเวลา 30 ปี

ทั้งนี้กองทุนดังกล่าวจะมีบริษัทหลักทรัพย์นครหลวงไทยและบริษัทหลักทรัพย์โนบูระเป็นผู้จัดจำหน่ายให้กับนักลงทุน ซึ่งเงินที่ได้จากการระดมทุนครั้งนี้จะถูกนำไปใช้ชำระหนี้สถาบันการเงินที่มีอยู่ไม่ต่ำกว่า 3,000 ล้านบาท สำหรับเงินส่วนที่เหลือว่ากันว่าจะนำไปลงทุนในการขยายธุรกิจของสายการบินอาทิ การก่อสร้างโรงแรมระดับ 4 ดาว จำนวน 70 ห้องภายใต้ชื่อ เฮอริเทจสุโขทัย ที่ต้องใช้วงเงินลงทุนประมาณกว่า 100 ล้านบาท

แผนกระจายทุนสู่ต่างประเทศ

เม็ดเงินกว่าครึ่งของผลกำไรที่ได้รับต่อปีของสายการบินบางกอกแอร์เวย์มาจากสนามบินเกาะสมุย การใช้พื้นที่สนามบินบนเกาะสมุยที่มีจุดขายอยู่แล้วมาทำการตลาดเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับบริษัทจึงเป็นการต่อยอดธุรกิจที่หมอปราเสริฐเลือกหยิบนำมาใช้ประโยชน์

ประเทศฮ่องกง และสิงคโปร์ คือจุดหมายปลายทางที่สายการบินบางกอกแอร์เวย์ฯจะนำกองทุนไปออกโรดโชว์ เพื่อเสนอขายกองทุนดังกล่าวให้กับนักลงทุนที่สนใจ แม้จะเป็นนักลงทุนชาวต่างชาติก็ตามแต่ผู้บริหารสายการบินบางกอกแอร์เวย์ฯก็ยังมั่นใจว่าจะได้รับผลตอบรับที่ดี

ขณะที่การเปิดช่องเพิ่มเที่ยวบินสมุยของกรมขนส่งทางอากาศที่จะส่งการบินไทยร่วมแข่งขันกับบางกอก แอร์เวย์สได้วันละ 2 เที่ยวนั้น... ว่ากันว่าการบินไทยเตรียมส่งโบอิ้ง 737 ให้บริการแข่ง "บางกอก แอร์เวย์ส" คาดว่าน่าจะเริ่มทำการบินได้ช่วงเดือนมีนาคม 2550 หวังเพิ่มทางเลือกให้ผู้ใช้บริการหลังมีปัญหาค่าโดยสารแพง เพื่อเป็นการเข้าไปดูแลค่าโดยสาร ไม่ให้เอาเปรียบผู้บริโภค

รวมทั้งเส้นทางบินของสายการบินบางกอกแอร์เวย์ที่เปิดให้บริการนั้นมักจะเป็นการบุกเบิกและได้รับสิทธิการบินจากประเทศนั้นๆเป็นระยะเวลานานกว่า 10 ปี ทำให้มีการผูกขาดทางธุรกิจไม่มีคู่แข่งขันจนทำให้มีรายได้เสริมจากตรงนี้เข้าบริษัทเป็นจำนวนไม่น้อยต่อปี

ด้วยเหตุผลทั้งหลายทำให้สายการบินบางกอกแอร์เวย์สไม่ขาดทุนและได้รับผลกำไรในทุกๆปีที่ผ่านมา...

แม้ว่าล่าสุดเส้นทางกรุงเทพฯ-เสียมราฐ ที่ได้รับสิทธิการบินร่วม 10 ปีก็เกิดปัญหาขึ้นมาจนได้ เมื่อผู้ประกอบการสมาคมโรงแรมและบริษัทนำเที่ยวกัมพูชาได้รวมตัวกันทักท้วงรัฐบาลกัมพูชาว่าค่าโดยสารที่สายการบินบางกอกแอร์เวย์เก็บนั้นแพงเกินไปและมีส่วนทำให้นักท่องเที่ยวลดลง

หมอเสริฐกล่าวถึงเรื่องนี้ว่า ราคาในขณะนี้เป็นราคามาตรฐาน และเป็นนโยบายของประเทศกัมพูชาที่ต้องการเน้นเรื่องของนักท่องเที่ยวคุณภาพเข้าประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่สามารถยอมรับในราคาดังกล่าวได้ โดยขณะเดียวกันก็มีทางเลือกให้นักท่องเที่ยวในการเดินทางโดยรถยนต์ที่มีราคาประหยัดกว่าเช่นกัน

สุวรรณภูมิ แผ่นดินทองของ “บางกอกแอร์เวย์ส”

หลังจากเปิดสนามบินสุวรรณภูมิ สายการบินบางกอกแอร์เวย์ส นับเป็นผู้ประกอบการที่น่าจะได้รับผลประโยชน์มากกว่าสายการบินอื่นๆ เพราะมีโครงการธุรกิจยักษ์ในสนามบินสุวรรณภูมิถึง 3 แห่งด้วยกัน อาทิ โครงการที่ 1.สัมปทานให้บริการภาคพื้นดิน โครงการที่ 2.ธุรกิจเปิดศูนย์ผลิตอาหารป้อนให้กับสายการบินและ 3.ธุรกิจคาร์โก้ขนาดใหญ่ที่สามารถรองรับสินค้าได้จำนวนมาก

ว่ากันว่า 3 โครงการยักษ์ที่ได้รับสัมปทานทำธุรกิจในสนามบินสุวรรณภูมิจะเป็นตัวช่วยเสริมรายได้ให้กับสายการบินบางกอกแอร์เวย์สแน่นอน...ถึงแม้ว่าจะเป็นธุรกิจร่วมทุนกับต่างชาติก็ตาม แต่อย่าลืมว่าหุ้นส่วนใหญ่ก็ยังคงเป็นคนไทย และอาจเป็นเพราะเหตุผลนี้เองที่ทำให้หมอเสริฐมั่นอกมั่นใจว่าการขยายธุรกิจการบินแบบครบวงจรไม่ไกลเกินเอื้อม

และล่าสุดการขยายเส้นทางบินใหม่ไป ฟุกุโอะกะ และมัลดิฟส์ ที่กำลังจะเปิดให้บริการในอนาคตอันใกล้ทั้งสองเส้นทางนี้ก็น่าจะสร้างเม็ดเงินให้กับสายการบินบางกอกแอร์เวย์สได้ไม่มากก็น้อย

ส่งผลทำให้รายได้รวมของบริษัท การบินกรุงเทพฯ จำกัด ภายในสิ้นปี 49 คาดว่าว่าจะอยู่ที่ประมาณ 9,738 ล้านบาท เติบโตจากปีทีผ่านมา 20.2% หรือมีรายได้อยู่ที่ประมาณ 8,098 ล้านบาท ในขณะที่จำนวนผู้โดยสารเพิ่มขึ้นจาก 2.2 ล้านคนเมื่อปีที่แล้ว เป็น 2.5 ล้านคนในสิ้นปี 49

ที่มา: ผู้จัดการออนไลน์ (20 ต.ค. 49)

October 21, 2006

สายการบินไทยแอร์เอเชีย เชิญสัมผัสปะการัง 7 สี โลกใต้ทะเล เกาะหินงามกับแพ็คเกจ “เที่ยวเกาะหลีเป๊ะ” ราคาเริ่มต้นเพียง 5,999 บาท

สายการบินไทยแอร์เอเชีย ผนึกกำลังร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย พร้อมด้วยบริษัท วาสนา ทราเวล แอนด์ ทัวร์ จัดโปรแกรมนำเที่ยวราคาสุดพิเศษสู่หมู่เกาะต่างๆ ของภาคใต้มากถึง 4 หมู่เกาะ โดยแพ็คเกจ 3 วัน 2 คืน พาเที่ยวเกาะที่เป็นธรรมชาติสุดๆ ของท้องทะเลไทย ได้แก่ เกาะหลีเป๊ะ เกาะจาบัง เกาะยาง เกาะราวี พร้อมตื่นตาตื่นใจกับหมู่บ้านชาวเล ผู้สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม หรือจองแพ็คเกจได้ที่ บริษัท วาสนา ทราเวล แอนด์ ทัวร์ หมายเลข 081-897-8738 หรือ 074-722-143 โดยราคาเริ่มต้นเพียง 5,999 บาทเท่านั้น จองตั้งแต่วันนี้ – 15 ม.ค. 50 สามารถเดินทางได้ในช่วงตั้งแต่ 1 พ.ย. 49 – 15 พ.ค. 50

สายการบินไทยแอร์เอเชีย บุกตลาดสู่ภาคใต้อีกครั้ง ล่าสุดพร้อมจับมือกับเหล่าพันธมิตรการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และบริษัท วาสนา ทราเวล แอนด์ ทัวร์ ร่วมมือกันจัดโปรแกรมนำเที่ยวราคาสุดพิเศษ เพื่อให้ประชาชนได้มีโอกาสเยือนหาดใหญ่และเที่ยวเกาะต่างๆ ในแพ็คเกจ “เที่ยวเกาะหลีเป๊ะ” โดยแพ็คเกจ 3 วัน 2 คืน มีให้เลือกเที่ยวมากถึง 4 หมู่เกาะ ทั้งเกาะหินงาม ซึ่งมีความแปลกน่าอัศจรรย์ของหินงามที่ส่องประกายเสมือนดั่งหินเจียระไน ชมปะการัง 7 สี ณ เกาะจาบัง จุดที่ได้ชื่อว่าสวยที่สุดของทะเลอันดามัน สัมผัสปะการัง โลกใต้ทะเล ณ เกาะยาง เกาะราวี และตื่นตาตื่นใจกับหมู่บ้านชาวเล

สำหรับแพ็คเกจ 3 วัน 2 คืน นี้ รวมทั้งค่าตั๋วโดยสารของสายการบินไทยแอร์เอเชีย เส้นทางบิน กรุงเทพฯ-หาดใหญ่-กรุงเทพฯ (ราคานี้ยังไม่รวมภาษีต่างๆ) รถรับ - ส่งสนามบิน ค่าเรือ ค่าที่พัก 2 คืน อาหาร 5 มื้อ อาหารว่าง และมัคคุเทศน์ ผู้สนใจสามารถ
จองได้ตั้งแต่วันนี้ – 15 ม.ค. 50 เลือกเดินทางได้ตั้งแต่ 1 พ.ย. 49 – 15 พ.ค. 50 โดยราคาเริ่มต้นเพียง 5,999 บาทเท่านั้น และผู้ที่สนใจ สามารถติดต่อได้ทาง บริษัท วาสนา ทราเวล แอนด์ ทัวร์ หมายเลข 081-897-8738 หรือ 074-722-143

ส่วนบุคคลทั่วไปที่มีความประสงค์จะจองตั๋วกับสายการบินไทยแอร์เอเชีย สามารถจองผ่านทาง www.airasia.com หรือสอบถามได้ที่ศูนย์บริการลูกค้า (Call Center) ที่หมายเลข 02-515-9999 หรือจองที่เคาน์เตอร์จำหน่ายตั๋วของทางสายการบินไทยแอร์เอเชียในสนามบินที่เป็นจุดหมายปลายทางทุกแห่งที่ทางสายการบินเปิดให้บริการอยู่ รวมทั้งเคาน์เตอร์จำหน่ายตั๋วของทางสายการบิน ใน เทสโก้ โลตัส ทั้งในกรุงเทพฯ ได้แก่ บางกะปิ สุขุมวิท 50 บางใหญ่ มีนบุรี รังสิต และในต่างจังหวัดได้แก่ เทสโก้ โลตัส ที่ เชียงใหม่ ที่สาขาคำเที่ยง หาดใหญ่ ภูเก็ต

ทั้งนี้ปัจจุบันสายการบินไทยแอร์เอเชียเปิดให้บริการเส้นทางบินในประเทศ ได้แก่ กรุงเทพฯ เชียงใหม่ เชียงราย อุบลราชธานี อุดรธานี หาดใหญ่ ภูเก็ต นราธิวาส กระบี่ สุราษฎร์ธานี และเส้นทางบินต่างประเทศได้แก่ สิงคโปร์ มาเก๊า เซียะเหมิน ปีนัง โคตาคินาบาลู กัวลาลัมเปอร์ ฮานอย พนมเปญ ย่างกุ้ง


ขอขอบพระคุณที่กรุณาประชาสัมพันธ์ข่าว
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมติดต่อ แจคเกอร์ลีน เมอร์คาเดอร์ / บุณิกา ศุภมาตย์ ฝ่ายประชาสัมพันธ์ สายตรงโทร. 02-791-4500

(ฝ่ายประชาสัมพันธ์ สายการบินไทยแอร์เอเชีย)

ไทยแอร์เอเชียกระหน่ำรุกไตรมาสท้ายปี หวังกระตุ้นยอดผู้โดยสารทะลุ 3 ล้านคน ออกแคมเปญต่อเนื่องแบบกัดไม่ปล่อย

สายการบินไทยแอร์เอเชีย รุกหนัก บุกกระหน่ำออกแคมเปญชนิดกัดไม่ปล่อย ลุยเต็มที่สำหรับไตรมาสสุดท้าย ตั้งเป้าเติบโตกว่าปีก่อนๆ อย่างต่อเนื่อง เตรียมหวังโกยผู้โดยสารปีเดียว 3 ล้านรวด 17-29 ต.ค. 49 นี้ เปิดจองแคมเปญ “เดินทางเป็นว่าเล่น” ในประเทศมีตั้งแต่ราคาเริ่ม 355 บาท ส่วนต่างประเทศมีตั้งแต่ราคาเริ่มต้นที่ 755 บาท (ราคายังไม่รวมภาษีต่างๆ) และสามารถเลือกเดินทางได้ในระหว่างวันที่ 1 พ.ย.-31 ธ.ค. 49 ทั้งนี้ผู้สนใจสามารถจองผ่านอินเตอร์เน็ต ทาง www.airasia.com เท่านั้น

สายการบินไทยแอร์เอเชียบุกหนักในไตรมาสสุดท้าย แม้ว่าจะเป็นช่วงเข้าสู่ไฮ ซีซั่นแล้วก็ตาม เพราะหลังจากออกโปรโมชั่น “ตะลึง” กับราคาเริ่มต้นให้ผู้โดยสาร และลูกค้าที่สนใจสามารถจองตั๋วได้ในราคา 8.50 บาทกันไปแล้ว ยังคงเดินหน้าช๊อควงการออกแคมเปญ “แจ่ม แจ๊ม” กับค่าตั๋ว 1 บาท เพื่ออุปการะคุณลูกค้ามากถึง 100,000 ที่นั่ง ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดียิ่ง
มาคราวนี้ หลังจากที่ขยับราคาขึ้นไปอีกนิด จากแคมเปญ “หรรษาปลายปี” ในราคาเริ่มต้น 333 บาท กันไปแล้ว ช่วง 17-29 ต.ค. 49 นี้ พร้อมกระหน่ำ เปิดให้ผู้โดยสาร และลูกค้าที่สนใจเดินทาง จองตั๋วโดยสารในราคาพิเศษได้ ในแคมเปญ “เดินทางเป็นว่าเล่น” มากถึง 30,000 ที่นั่ง ทั้งนี้ราคาเริ่มต้นของเส้นทางในประเทศ มีตั้งแต่ 399 บาทและต่างประเทศมีตั้งแต่ 799 บาท ทั้งนี้โดยมีรายละเอียดดังนี้คือ

เส้นทางในประเทศ
อุดรธานี อุบลราชธานี และ สุราษฎร์ธานี ราคาเริ่มต้น 355 บาท
เชียงราย หาดใหญ่ ภูเก็ต กระบี่ ราคาเริ่มต้น 655 บาท
เชียงใหม่ นราธิวาส ราคาเริ่มต้น 855 บาท
เส้นทางในต่างประเทศ
ปีนัง พนมเปญ ย่างกุ้ง ราคาเริ่มต้น 755 บาท
โคตาคินาบาลู สิงคโปร์ ราคาเริ่มต้น 855 บาท
มาเก๊า ฮานอย ราคาเริ่มต้น 1,155 บาท

ทั้งนี้ผู้สนใจสามารถจองได้ผ่านทาง www.airasia.com เท่านั้น และสามารถเลือกวันเดินทางได้ในช่วงระหว่าง 1 พ.ย. – 31 ธ.ค. 49

นอกจากนี้สำหรับผู้ที่ประสงค์จะเดินทางไปยังงานราชพฤกษ์ มหกรรมพืชสวนโลกเฉลิมพระเกียรติฯ ที่ เชียงใหม่ ตั๋วยังมีจำหน่ายอยู่ ผู้สนใจสามารถติดต่อเที่ยวแบบแพ็คเกจ ซึ่งราคาเริ่มต้นเพียง 4,350 บาท ได้ที่ บริษัท เอส ซี ฮอลเดย์ จำกัด หมายเลขติดต่อ 02-898-0261-2 ทั้งนี้ราคาเริ่มต้นนี้รวมตั๋วโดยสาร กรุงเทพฯ-เชียงใหม่ ตลอดจนโรงแรมที่พัก 2 คืน 3 วัน อาหารเช้า รถรับ-ส่งสนามบิน และค่าธรรมเนียมผ่านประตูเพื่อเข้าชมงานด้วย

----------------------------------------------

ขอขอบพระคุณที่กรุณาประชาสัมพันธ์ข่าว
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมติดต่อ แจคเกอร์ลีน เมอร์คาเดอร์ และ บุณิกา ศุภมาตย์ สายตรงโทร 02-791-4511
(ฝ่ายประชาสัมพันธ์ สายการบินไทยแอร์เอเชีย)

October 20, 2006

PROPERTY WATCH : ปัญหาที่ต้องรีบแก้!!!

ไม่รู้เป็นยังไงจนป่านนี้แล้ว ปัญหานานัปการที่โถมเข้าใส่สนามบินสุวรรณภูมิยังไม่ได้รับการแก้ไขเยียวยาให้หมดไปซะที ทั้งที่สนามบินทองแห่งนี้ เปิดให้บริการอย่างเป็นทางการมาเกือบ 1 เดือนเต็มแล้ว ไม่รวมที่ทดลองเปิดใช้มาอีกหลายเที่ยวบิน

ปัญหาที่เกิดขึ้นเกิดทั้งภายใน-ภายนอกตัวอาคารผู้โดยสารและบริเวณรอบๆสนามบิน ซึ่งมีทั้งปัญหาเก่าที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข และปัญหาใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้น ให้เจ้าหน้าที่แก้ไข หรือเรียนรู้ ซึ่งถือเป็นประสบการณ์แปลกใหม่ เพราะเจ้าหน้าที่ส่วนใหญ่ไม่ค่อยมีประสบการณ์จากสนามบินดอนเมือง เพราะเปิดดำเนินการมานานถึง 92 ปี จึงไม่ค่อยมีปัญหามากมายเหมือนสนามบินสุวรรณภูมิ

ปัญหาที่สำคัญและเกิดมาตั้งแต่ก่อนที่สนามบินจะเปิดให้บริการจริง และยังไม่ได้รับการแก้ไข คือ ความไม่พร้อมของการให้บริการ อาทิ ป้ายบอกทางน้อยเกินไปอีกทั้งยังตั้งไม่โดดเด่น ทำให้ผู้โดยสารทั้งที่เดินทางมาจากต่างประเทศและคนไทยเกิดความสับสนในการเดินทาง ทั้งสายการบินในประเทศและต่างประเทศ
ขณะที่การให้บริการด้านข้อมูลข่าวสารของเจ้าหน้าที่ยังไม่เพียงพอ

ความล่าช้าในเรื่องของการลำเลียงกระเป๋าผู้โดยสาร ซึ่งบางครั้งสายพานลำเลียงทำงานแล้ว แต่กระเป๋ายังไม่ออกมา จึงต้องเสียเวลารอกระเป๋านานเฉลี่ยที่มากกว่า 50 นาที หรือบางเที่ยวบินต้องรอกันแบบมาราธอนชนิดข้ามวันก็มี

รวมถึงร้านค้าร้านอาหารที่ยังคงมีน้อย แม้จะมีการเพิ่มเติมบ้างแล้ว แต่ก็ยังไม่เพียงพอต่อการให้บริการ อีกทั้งราคาแพงมาก และอีกเรื่องที่สำคัญไม่แพ้เรื่องอื่น ๆ คือห้องน้ำที่มีจำนวนน้อยมากหากเทียบกับจำนวนผู้โดยสาร ที่จะรองรับได้มากถึงปีละ 45 ล้านคน นอกจากนี้ห้องน้ำยังมีขนาดเล็กและไม่สะอาดเท่าที่ควร

ส่วนบริเวณชั้น 1 ของตัวอาคารสนามบินสุวรรณภูมิยังมีการก่อสร้างตลอดทาง ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อผู้โดยสารที่เดินทางผ่านไปมาได้ อีกทั้งพื้นหินอ่อนยังมีรอยแตกร้าวหลายจุด

สำหรับบริเวณรอบนอกของตัวอาคาร บริเวณหลังคานอกตัวอาคาร ที่จอดรถส่งผู้โดยสารมีรอยแตกร้าว เมื่อฝนตกจะมีน้ำไหลออกมาจากรอยจุดที่แตกบนตัวอาคาร

นอกจากนี้ ถนนทางเข้าสนามบินโดยเฉพาะเส้นที่มาจากถนนบางนา-ตราด ซึ่งถนนขนานไปกับรันเวย์เป็นอีกจุดที่คนให้ความสนใจขับรถเข้ามาจอดชมวิวบริเวณสนามบินและการขึ้น-ลงของเครื่องบินกันอย่างคึกคัก เนื่องจากพื้นที่อยู่ใกล้รันเวย์มากจึงมองเห็นได้ชัดเจน โดยเฉพาะช่วงเย็นถึงค่ำ มีจอดรถบนไหล่ทางกินระยะทางยาวเหยียดหลายกิโลเมตร สร้างความเดือดร้อนให้กับผู้สัญจรที่จะเข้าสนามบินต้องขับรถด้วยความระมัดระวังมากขึ้น แต่กลับไม่มีเจ้าหน้าที่การท่าอากาศยานออกมาดูแลอย่างจริงจัง

ปัญหาต่างๆเหล่านี้หากผู้บริหารท่าอากาศยานยังนิ่งนอนใจ ไม่หาทางแก้ไข ฮับทางการบินที่คาดหวังว่าจะอยู่ที่สนามบินสุวรรณภูมิอาจจะไม่ได้อยู่ที่สนามบินสุวรรณภูมิ สนามบินทองแห่งนี้ก็ได้

ที่มา: ผู้จัดการออนไลน์ (20 ต.ค. 49)

บราซิลเผยผลสอบเหตุเครื่องบินโดยสาร "โกล" เฉี่ยวชนกลางอากาศ