HFlight รีวิวสายการบิน โรงแรม จองโรงแรมทั่วโลก - หน้าแรก
- กลับหน้าแรก -
หน้าแรก | จองโรงแรมที่พัก | ข่าวการบิน | Webboard | สายการบิน | กิน-เที่ยว-เดินทาง | รีวิวโรงแรม | คู่มือเที่ยวเมืองนอก | ลงโฆษณา

  
 

« July 2006 | Main | September 2006 »

August 19, 2006

'ทักษิณ'การันตี 'สุวรรณภูมิ' พร้อม 100% สายการบินเอกชนเลิกอิดออด

พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังเป็นประธานที่ประชุมคณะกรรมการบริหารพัฒนาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (กทภ.) ถึงการเตรียมพร้อมเปิดให้บริการในเชิงพาณิชย์ ที่สนามบินสุวรรณภูมิ ในวันที่ 15 ก.ย.นี้สำหรับเที่ยวบินในประเทศว่า ขณะนี้ได้รับรายงานความพร้อมในการทำงานระบบเช็กอินผู้โดยสาร ระบบสายพานลำเลียง เครื่องตรวจจับวัตถุระเบิดซีทีเอ็กซ์ ระบบสื่อสารนำร่องอากาศยาน ระบบรักษาความปลอดภัยสนามบินรวมถึงระบบสารสนเทศสนามบิน (เอมส์) ทางคมนาคมยืนยันว่าระบบมีความสมบูรณ์ครบ 100%

ด้านนายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล รมว.คมนาคม กล่าวว่า นอกจาก การบินไทยที่ได้ตอบรับมาทำการบินเส้นทางบินในประเทศในวันที่ 15 ก.ย.แล้วขณะนี้ได้มีนกแอร์ตกลงที่จะมาบินที่สนามบินสุวรรณภูมิในวันที่ 27 ก.ย.,ไทยแอร์เอเชีย และสายการบินวันทูโก จะเริ่มบินวันที่ 20 ก.ย. ส่วนสายการบินบางกอกแอร์เวย์ส และพีบีแอร์ จะเริ่มทำการบินตั้งแต่วันที่ 28 ก.ย. เป็นต้นไป

สำหรับพนักงาน ทอท.และบริษัทที่เกี่ยวข้องในการเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ในสนามบินสุวรรณภูมิ นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้ ขสมก.ลดราคาค่าโดยสารในเส้นทางจากดอนเมืองมาสุวรรณภูมิ จากราคา 5 บาทลดลงมาอีก เพื่อลดภาระ

นอกจากนี้ ในเรื่องค่าธรรมเนียมการบิน เช่น ค่าธรรมเนียมลงจอด ค่าธรรมเนียมการใช้สนามบิน ที่ ทอท.จัดเก็บจากสายการบินต่างๆ และเดิมมีกำหนดปรับค่าธรรมเนียมหลังเปิดให้บริการสนามบินสุวรรณภูมิ แต่ขณะนี้ได้สั่งให้ขยายเวลาปรับค่าธรรมเนียมออกไปอีก 6 เดือน โดยจะปรับอีกครั้งในเดือนเมษายน 50

ด้าน พล.อ.ชัยนันท์ เจริญศิริ รมช.คมนาคม กล่าวว่า ที่ประชุมได้เห็นชอบให้บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) เป็นแม่งานในการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนได้รับทราบการเปิดให้บริการของสนามบินสุวรรณภูมิ เพื่อให้ผู้โดยสารทั้งในและต่างประเทศ รวมทั้งประชาชนทั่วไปรับทราบข้อมูลเกี่ยวกับสุวรรณภูมิมากขึ้น

ด้านนายโชติศักดิ์ อาสภวิริยะ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย กล่าวว่า ขณะนี้สายการบินหลายแห่งตอบรับการร่วมบินภายหลังวันที่ 15 ก.ย. รวมถึงสายการบินเจทสตาร์ของออสเตรเลีย และเพื่อให้ทุกฝ่ายรับทราบเกี่ยวกับความพร้อมของสนามบิน นายกรัฐมนตรีจึงได้กำชับให้ ทอท.จัดทำวีดิโอประชาสัมพันธ์ ความยาว 3-5 นาที เพื่อฉายในทุกสายการบิน ในช่วง 3 เดือนแรก นอกจากนี้ ยังต้องจัดพิมพ์แผนที่แจกให้ทุกสายการบิน รวมทั้ง ตม. และหน่วยงานที่ติดต่อกับผู้โดยสาร รวมทั้งยังร่วมมือกับภาคเอกชนเพื่อจัดวอล์กแรลลี่ โดยภาคเอกชนและประชาชนเข้ามาชมในวันที่ 9 ก.ย.นี้ด้วย เพื่อแนะนำทุกขั้นตอนให้ประชาชน 9,999 คน รับทราบสัญลักษณ์ต่างๆ ภายในสนามบิน และให้เกิดความคุ้นเคย และยังมีการจัดแรลลี่รถบรรทุกที่ต้องวิ่งเข้ามาส่งสินค้า เพื่อแนะนำเส้นทาง และป้ายจราจร เพื่อให้ทุกฝ่ายคุ้นเคยกับสนามบิน

นายพาที สารสิน ประธานเจ้าหน้าที่สายการบินนกแอร์ กล่าวว่า สายการบินนกแอร์ได้เตรียมพร้อมย้ายอุปกรณ์ทุกส่วนเพื่อทำการบินได้ในวันที่ 27 ก.ย.นี้ และเมื่อเข้ามาให้บริการแล้วคงจะเพิ่มเที่ยวบินจาก 20 เที่ยวเป็น 40 เที่ยว และอาจทำให้กำไรสุทธิของบริษัทเพิ่มจาก 20 ล้านบาท เป็น 40 ล้านบาท ในปี 2549 เนื่องจากได้เพิ่มเที่ยวบินมากขึ้น ส่วนเรื่องค่าโดยสารยังไม่ปรับขึ้น.

สรุปก็คือ ขณะนี้สายการบินแรกที่ย้ายไปสุวรรณภูมิรองจากการบินไทยก็คือไทยแอร์เอเชีย และสายการบินวันทูโก ซึ่งจะเริ่มบินวันที่ 20 ก.ย. รองลงมาคือ นกแอร์ วันที่ 27 ก.ย. ส่วนบางกอกแอร์เวย์ส และพีบีแอร์ เริ่มบินตั้งแต่วันที่ 28 ก.ย.

'แม้ว' ยันไม่บังคับสายการบินในประเทศใช้สุวรรณภูมิ 15 ก.ย.นี้

รักษาการนายกรัฐมนตรียืนยันไม่บังคับสายการบินใช้สนามบินสุวรรณภูมิ ในวันที่ 15 ก.ย. ขึ้นอยู่กับความสมัครใจ แต่ต้องการให้ย้ายก่อนวันที่ 28 ก.ย. เพื่อลดความชุลมุน ยันปิดสนามบินดอนเมือง 03.00 น. ของวันที่ 28 ก.ย.นี้แน่

พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร รักษาการนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงการเข้าประชุมคณะกรรมการบริหารการพัฒนาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (กทภ.) ว่า ในวันที่ 14 กันยายนนี้ จะเดินทางไปประเทศคิวบา เพื่อประชุมกลุ่มประเทศไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด Non-Aligned Movment (NAM) โดยจะขึ้นเครื่องบินที่สนามบินสุวรรณภูมิ หลังจากประชุม กทภ.ที่สนามบินสุวรรณภูมิเสร็จจะเดินทางทันที เพราะวันที่ 15 กันยายน สนามบินส่วนใหญ่จะเริ่มเปิดใช้บริการแล้ว อย่างไรก็ตาม ในเวลา 03.00 น.วันที่ 28 กันยายน สายการบินระหว่างประเทศเปิดใช้บริการสนามบินสุวรรณภูมิอย่างแน่นอน แต่เพื่อไม่ให้เกิดความขลุกขลักและขนของกันอลหม่านในวันที่ 28 กันยายน ดังนั้น วันที่ 15 กันยายน ถ้าสายการบินในประเทศจะย้ายมาก่อน ก็จะขอขอบคุณ โดยให้แรงจูงใจในการย้าย เพื่อลดความชุลมุนในวันที่ 28 กันยายน

“สำหรับมาตรการจูงใจให้สายการบินภายในประเทศย้ายไปที่สนามบินสุวรรณภูมิตั้งแต่วันที่ 15-27 กันยายน สามารถย้ายได้ทุกวัน หากสายการบินใดไปก่อนก็จะมีแรงจูงใจให้ เช่น ฟรีค่าจอด ค่าแลนด์ดิ้ง เพื่อให้วันที่ 28 กันยายน เหลือเฉพาะสายการบินระหว่างประเทศย้ายไป ซึ่งจะทำให้ความวุ่นวายเบาบางลง แต่จะไม่บังคับให้ย้ายภายในวันที่ 15-27 กันยายน ที่แน่นอนเวลา 03.00 น. ของวันที่ 28 กันยายน จะปิดการบริการที่ดอนเมือง จะให้บริการที่สนามบินสุวรรณภูมิทั้งหมด” รักษาการนายกรัฐมนตรี กล่าว

ส่วนกรณีที่สหภาพการบินไทยออกมาเคลื่อนไหวคัดค้านการย้ายสายการบินในประเทศให้มาลงที่สนามบินสุวรรณภูมิในวันที่ 15 กันยายน เนื่องจากมีความพร้อมไม่เพียงพอนั้น รักษาการนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ไม่เกี่ยว วันที่ 15-27 กันยายน เป็นเรื่องที่ใครจะมาก็มา ไม่มาก็ไม่เป็นไร หรือจะย้ายมาวันที่ 28 กันยายน พร้อมสายการบินอื่นก็ไม่เป็นไร แต่วันที่ 15 กันยายน เรามีความพร้อม

ที่มา:ผู้จัดการออนไลน์

รฟท.ตัดตอนเปิดแอร์พอร์ตลิงก์"มักกะสัน-สุวรรณภูมิ"

การรถไฟฯ ฟันธง รถไฟฟ้าแอร์พอร์ตเรลลิงก์ ปลายปี"50 เปิดให้บริการได้ไม่ตลอดสาย แค่ช่วงมักกะสัน-สุวรรณภูมิ ระยะทาง 25 กิโลเมตร รองรับสนามบินแห่งใหม่ไปก่อน ส่วนช่วงพญาไท-มักกะสัน ยังวุ่น ชุมชนหลังโรงพยาบาลเดชา ไม่ยอมย้ายออก เล็งเร่งตั้งบริษัทลูกรับบริหารระบบรถไฟฟ้าเอง

นายถวิล สามนคร รองผู้ว่าการฝ่ายปฏิบัติการ 2 และรักษาการผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท. ) เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า รถไฟฟ้าเชื่อมสนามบินสุวรรณภูมิ (พญาไท-สุรรณภูมิ ) หรือแอร์พอร์ตเรลลิงก์ ระยะทาง 28 กิโลเมตร ซึ่งตามแผนจะเปิดให้บริการในปลายปี 2550 นั้น คาดว่าจะเปิดให้บริการได้แค่จากช่วงมักกะสัน-สุวรรณภูมิ ระยะทาง 25 กิโลเมตรเท่านั้น ซึ่ง เส้นทางนี้การรถไฟฯ กำลังเร่งรัดการก่อสร้าง อยู่ หลังจากที่เคลียร์เรื่องการเวนคืนเรียบร้อย แล้ว ทั้งชุมชนคลองตัน นาซ่า เป็นต้น เพื่อให้ สามารถรองรับการเปิดใช้สนามบินสุวรรณภูมิ ผู้โดยสารสามารถเช็กอินกระเป๋าเดินทางได้ ที่นี่เลย

สำหรับช่วงที่เหลือคือเส้นทางจากพญาไท-มักกะสัน ระยะทางประมาณ 3 กิโลเมตร ยังมีปัญหาเรื่องการเวนคืนที่ดิน และการส่งมอบพื้นที่บริเวณหลังโรงพยาบาลเดชา ให้กับผู้รับเหมาก่อสร้าง คือ กลุ่มกิจการร่วมค้าซิโน-ไทย เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน ) เพราะผู้อาศัยไม่ยอมย้ายออกไป โดยขณะนี้ทางการรถไฟฯ กำลังเร่งเจรจากับผู้ที่ถูกเวนคืน ที่ดิน รวมทั้งรายละเอียดเกี่ยวกับค่าชดเชย ยังไม่รู้แน่ชัดว่าจะได้ข้อยุติ และสามารถลงมือก่อสร้างได้เมื่อใด แต่พยายามจะให้ได้ข้อยุติโดยเร็ว

"ตอนนี้เราให้ผู้รับเหมาก่อสร้างเร่งงานช่วงมักกะสัน-สุวรรณภูมิ ซึ่งเป็นช่วงที่สำคัญก่อน เพื่อให้ทันกับกำหนดในสัญญาปลายปี 2550 เพราะสนามบินเปิดใช้แล้วในเดือนกันยายนนี้ แต่รถไฟฟ้ายังไม่เสร็จ ทางรัฐบาลก็เร่งรัดมาเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้เดินทางไปสนามบิน แต่คาดว่าคงจะเปิดล่าช้าจากแผนที่กำหนดเล็กน้อย ประมาณ 1-2 เดือน ส่วนช่วงที่เหลือก็จะทยอยดำเนินการไปเรื่อยๆ"

นายถวิลกล่าวว่า อย่างไรก็ตาม จากที่การรถไฟฯส่งมอบพื้นที่ก่อสร้างทั้งหมดให้ไม่ได้ ทำให้ผู้รับเหมาส่งเรื่องมาขอขยายเวลาออกไปอีก 11 เดือนแล้ว ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาถึงความเป็นไปได้ รวมถึงเหตุและผลที่ทำให้โครงการก่อสร้างล่าช้า แต่ถ้ามองด้วยใจที่เป็นธรรม น่าจะขยายเวลาออกไปประมาณ 6-7 เดือนก็พอ ไม่ถึง 11 เดือนตามที่ผู้รับเหมาร้องขอ

ปัจจุบันความคืบหน้าการก่อสร้างโดยรวมของโครงการคืบหน้ากว่า 30% ล่าช้าจากแผนงานที่วางไว้ประมาณ 18% ขณะนี้กำลังปรับแผนงานก่อสร้าง เพื่อให้งานก่อสร้างที่ล่าช้าลดน้อยลง ส่วนการเดินระบบรถไฟฟ้านั้น การรถไฟฯ กำลังพิจารณาว่าจะเดินรถเอง โดยตั้งบริษัทขึ้นมาดำเนินการ หรือจะว่าจ้างเอกชนดำเนินการทั้งหมด เบื้องต้นคาดว่าการรถไฟฯ จะดำเนินการเอง แต่ข้อสรุปที่ชัดเจนน่าจะออกมาเร็วๆนี้

ที่มา: ประชาชาติ

August 17, 2006

'พงษ์ศักดิ์'ยืนยันความพร้อมสุวรรณภูมิพรุ่งนี้

"รมว.คมนาคม"ตรวจความพร้อมสนามบินสุวรรณภูมิอีกรอบ โดยเฉพาะดูผลการควบรวมระบบทำงานต่าง ๆ ทั้งระบบเช็คอินตั๋วโดยสาร การทำงานของเครื่องตรวจจับวัตถุระเบิด การทำงานของระบบสารสนเทศสนามบิน (เอมส์) รวมถึงระบบรักษาความปลอดภัย
นายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวภายหลังนำคณะสื่อมวลชนตรวจสอบความพร้อมของสนามบินสุวรรณภูมิอีกครั้งก่อนเปิดเผยว่า ผลการลงพื้นที่ตรวจระบบต่าง ๆ รู้สึกพอใจการทดสอบระบบสายพานลำเลียง ซึ่งสามารถทำงานร่วมกับเครื่องตรวจจับวัตถุระเบิด (ซีทีเอ็กซ์) ระบบสารสนเทศสนามบิน (เอมส์) ได้ดี ซึ่งในวันนี้ได้ทดสอบระบบออกตั๋วโดยสารและได้ทดลองขอเปลี่ยนจุดหมายปลายทางของผู้โดยสารกะทันหัน ซึ่งเจ้าหน้าที่สามารถเปลี่ยนตั๋วได้อย่างรวดเร็วและถูกต้อง ขณะที่เครื่องตรวจซีทีเอ็กซ์สามารถตรวจวัตถุต้องสงสัยว่าเป็นระเบิดได้ทุกชนิด และเมื่อตรวจพบก็จะมีสัญญาณเตือน ทำให้มั่นใจว่าระบบทั้งหมดทำงานราบรื่นเป็นไปตามกำหนดเวลา แสดงให้เห็นว่าระบบทุกอย่างทำงานร่วมกันสมบูรณ์ร้อยเปอร์เซ็นต์แล้ว

ส่วนระบบรักษาความปลอดภัยผู้โดยสาร นอกจากระบบที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ในวันนี้ได้แนะนำให้ ทอท.จัดซื้อระบบซอฟต์แวร์เพิ่มเติม ซึ่งจะทำหน้าที่เฝ้าระวังตรวจจับและรักษาความปลอดภัยแทนคน หากพบมีบุคคลที่มีพฤติกรรมต้องสงสัย ระบบจะเตือนทันทีเพื่อส่งสัญญาณเรียกเจ้าหน้าที่มาตรวจสอบเพื่อให้ตรวจสอบได้ทันท่วงที โดยให้ ทอท.ไปศึกษาว่าการติดตั้งระบบดังกล่าวจะใช้งบประมาณเท่าใด ส่วนการทำงานระบบบเอมส์ขณะนี้พร้อมให้บริการแล้วและมีเจ้าหน้าที่ประจำการตรวจ 24 ชม. สามารถควบคุมพื้นที่ทั้งภายในอาคารผู้โดยสาร ลู่วิ่งทางขับ และลานจอด และมีห้องควบคุมรักษาความปลอดภัยรวม โดยทั้งหมดส่งข้อมูลไปสู่ระบบเอมส์

“ในวันนี้ได้ตรวจความพร้อมของงานระบบต่าง ๆ ทุกด้าน และการทำงานร่วมกันของระบบต่าง ๆ โดยในวันพรุ่งนี้ก็จะรายงานความพร้อมทั้งหมดให้คณะกรรมการ กทภ.ทราบ” นายพงษ์ศักดิ์ กล่าว

ส่วนการเปิดให้บริการเที่ยวบินในประเทศของบริษัทการบินไทย ในวันที่ 15 กันยายนนั้น ยืนยันว่าเป็นสิ่งที่ดีเพื่อทำให้เกิดการซักซ้อมเที่ยวบินก่อนวันเปิดให้บริการจริง อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าในวันเปิดให้บริการจริงวันที่ 28 กันยายนนั้น จะเกิดปัญหาความสับสนขึ้นบ้าง ซึ่งเชื่อว่าจะเกิดจากบุคลากรมากกว่าปัญหาของระบบต่าง ๆ ที่ในขณะนี้ถือว่ามีความพร้อมมากที่สุด

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ

ระดมสุดยอดไฮเทคด้านอวกาศ-การบิน ยึดเวที "เอเชียน แอโร่สเปซ 2006"

อุตสาหกรรมด้านอวกาศและการบิน ที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วในตลาดเอเชีย-แปซิฟิก ตลอดช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา จากการเพิ่มจำนวนของสายการบิน ตามแรงขับดันของอุตสาหกรรมสายการบินต้นทุนต่ำ ตลอดจนกระแสความวิตกเรื่องก่อการร้าย ทำให้งาน "Asian Aerospace 2006" ที่เพิ่งสิ้นสุดไปเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์นี้ ทุบสถิติมูลค่าสัญญาซื้อขายเครื่องบิน และบริการด้านเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง ด้วยตัวเลขสูงสุดในรอบ 25 ปี

"Asian Aerospace 2006" จัดขึ้นที่ชางงี เอ็กซิบิชั่น เซ็นเตอร์ เป็นงานแสดงเทคโนโลยีด้านอวกาศ การบิน และเทคโนโลยีการทหาร ซึ่งใหญ่ที่สุดในเอเชีย และติดอันดับ 1 ใน 3 งานยักษ์ด้านนี้ของโลก นอกเหนือจากเวทีที่ฝรั่งเศส และเยอรมนี นับว่าประสบความสำเร็จอย่างล้นหลาม ด้วยยอดผู้เข้าชมที่เป็นกลุ่มนักธุรกิจกว่า 34,000 คน จาก 89 ประเทศ และมีการลงนามสัญญาซื้อขาย คิดเป็นมูลค่าถึง 15,200 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์

ทางผู้จัดงานถึงกับระบุว่า ตัวเลขดังกล่าวเพิ่มจากยอดสั่งซื้อในงานครั้งก่อนหน้านี้เมื่อปี 2547 ถึง 4.5 เท่า และยังเป็นตัวเลขสัญญาซื้อขายสูงสุดที่สุดรอบ 25 ปี และเพื่อให้สมกับความยิ่งใหญ่ในฐานะเจ้าของเทคโนโลยีอวกาศ การบิน และการทหาร จากฝั่งยุโรป ทางอีเอดีเอส (EADS) ซึ่งเกิดจากการรวมตัวของผู้ถือหุ้นหลักใน 4 ประเทศ ได้แก่ เยอรมนี ฝรั่งเศส สเปน และอังกฤษ ก็ได้ยึดพื้นที่ขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 รองจากประเทศเจ้าภาพจัดแสดงเทคโนโลยีในกลุ่มครอบคลุมทั้งธุรกิจผลิตเครื่องบินโดยสารในชื่อ "แอร์บัส", เครื่องบินสำหรับใช้ในการทหาร, ยูโรคอปเตอร์, ระบบงานด้านดาวเทียม (สเปซ) และระบบงานด้านการทหารและความปลอดภัย (Defence and Security Systems)โดยเทคโนโลยีบางส่วนที่นำมาแสดง ก็เป็นเทคโนโลยีที่ทาง EADS เคยนำเสนอให้กับประเทศไทยแล้ว ได้แก่ เทคโนโลยีด้านดาวเทียม ที่ใช้อยู่กับดาวเทียมสำรวจทรัพยากรธรรมชาติ "ทีออส (THEOS)" รวมถึงเทคโนโลยีด้านการทหาร ที่บริษัทเตรียมนำเสนอให้กับโครงการเมกะโปรเจค

นอกจากนี้ ยังนำโมเดลของเครื่องบินใหม่หลากหลายรุ่นมาโชว์ ไม่ว่าจะเป็น แอร์บัส 380 เครื่องบินโดยสารใหญ่ที่สุดในโลก, แอร์บัส A350 ซึ่งจะโชว์จุดขายของเครื่องบินประหยัดน้ำมัน และความหรูหราด้านการตกแต่ง, ระบบควบคุมการบินระยะไกลแทน สำหรับเครื่องบินที่ไม่ต้องใช้คนขับ (UAV system) ซึ่งจะเป็นเทคโนโลยีอนาคตสำหรับงานด้านการทหารและความปลอดภัย

ทอม เอ็นเดส์ ซีอีโอของ EADS กล่าวว่า เอเชียแปซิฟิก ถือเป็นตลาดที่มีความสำคัญในลำดับต้นๆ สำหรับบริษัท โดยสร้างสัดส่วนรายได้ถึง 15.5% หรือ 4.9 พันล้านยูโร จากรายได้ทั้งกลุ่มของปี 2547 และเมื่อมองจากแนวโน้มของประเทศในภูมิภาคนี้ ที่จะมีบทบาทมากขึ้นในอุตสาหกรรมอวกาศและการบิน, การทหาร และความปลอดภัย เขาก็เชื่อว่าใน 9 ปีจากนี้ สัดส่วนรายได้ของภูมิภาคนี้จะเพิ่มเป็น 30% โดยปัจจัยขับเคลื่อนการเติบโตให้กับธุรกิจทุกกลุ่มของ EADS ในภูมิภาคนี้ ก็มาจากยอดขายแอร์บัส ที่เพิ่มขึ้นตามจำนวนสายการบินใหม่ๆ โดยเฉพาะสายการบินต้นทุนต่ำ รวมทั้งความตื่นตัวของการจัดหาจัดซื้อระบบด้านความปลอดภัยและการทหาร ที่หลายประเทศในแถบนี้ให้ความสำคัญมากขึ้น

สำหรับ "Asian Aerospace 2006" ที่เพิ่งปิดม่านไป นับเป็นครั้งที่ 13 และสุดท้ายบนเวทีของประเทศสิงคโปร์ ก่อนจะย้ายสถานที่ไปยังฮ่องกง ตั้งแต่ปีหน้าเป็นต้นไป อย่างไรก็ตาม ถือเป็นอีกบทพิสูจน์ว่า "เอเชีย แปซิฟิก" ก็ยังเป็น "ฮับ" ที่บรรดาเจ้าของเทคโนโลยีด้านอวกาศและการบิน ไม่สามารถมองข้ามได้

ที่มา: ผู้จัดการออนไลน์

August 13, 2006

ทอท.ประชุม "โลว์คอสต์" ตรวจสอบความพร้อมให้บริการสุวรรณภูมิ 17 ส.ค.นี้

นายสมชัย สวัสดิผล ผู้อำนวยการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ กล่าวว่า ภายหลัง บริษัทท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. ได้เรียกประชุมผู้บริหารสายการบินต้นทุนต่ำ (Low Cost Airline) เพื่อรับฟังความคืบหน้า ในการเตรียมความพร้อมเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เพื่อรองรับการเปิดให้บริการเชิงพาณิชย์ของสายการบินแต่ละแห่งที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ทั้งการจัดเตรียมระบบเช็กอินผู้โดยสาร การจัดเตรียมออฟฟิศสำนักงาน ซึ่งขณะนี้งานทุกอย่างคืบหน้าไปพอสมควร
อย่างไรก็ตาม สำหรับกำหนดเริ่มทำการบินเชิงพาณิชย์ของเที่ยวบินภายในประเทศ ในวันที่ 15 กันยายนนี้ นายสมชัย ยอมรับว่า ล่าสุดยังมีเพียง บมจ.การบินไทย เพียงแห่งเดียวที่ยืนยันพร้อมทำการบินแล้วในวันดังกล่าว จำนวน 5 เที่ยวบิน จากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ไปยังจังหวัดสำคัญ เช่น เชียงใหม่ พิษณุโลก และอุดรธานี ส่วนสายการบินต้นทุนต่ำได้ระบุว่า ในวันที่ 17 สิงหาคมนี้ จะรายงานตารางการบินของแต่ละสายบินที่จะให้บริการที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิให้ ทอท.ทราบ ซึ่งจะเป็นการตรวจสอบในขั้นสุดท้ายด้วยว่า จะมีสายการบินแห่งใด ร่วมบินเพิ่มเติมในวันที่ 15 กันยายน บ้าง

ที่มา: ผู้จัดการออนไลน์

August 11, 2006

สนามบินเชียงใหม่ย้ำมีมาตรการเข้ม รปภ.

สนามบินเชียงใหม่ย้ำชัดมีมาตรการรักษาความปลอดภัยเข้มงวดสูงอยู่แล้ว แม้ไม่เกิดกรณีสกัดแผนก่อการร้ายเครื่องบินอังกฤษ อย่างไรก็ตามเพื่อความไม่ประมาทได้มีการเพิ่มความเข้มข้นในการรักษาความปลอดภัยขึ้นไปอีก

จากการที่ทางการอังกฤษสามารถสกัดกั้นแผนการก่อการร้ายที่เป้าหมายจะระเบิดเครื่องบินได้ ทำให้สายการบินและท่าอากาศยานหลายแห่งต่างเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด ในส่วนของท่าอากาศยานเชียงใหม่

รายงานข่าวแจ้งว่า ได้มีการวางมาตรการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวดเช่นกัน โดยมีการจัดกำลังเจ้าหน้าที่และเครื่องตรวจหาวัตถุแปลกปลอมเพื่อตรวจผู้โดยสารและสัมภาระ รวมทั้งผู้มาส่งที่จะเข้าออกบริเวณอาคารของท่าอากาศยานอย่างละเอียดทุกราย ไม่ให้มีการนำสิ่งของหรือวัตถุที่อาจจะเป็นอันตรายเข้าไปโดยเด็ดขาด

ขณะเดียวกันยังมีการวางกำลังเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจ ทั้งในและนอกเครื่องแบบ รวมทั้งสุนัขตำรวจ คอยตรวจตราบริเวณโดยรอบท่าอากาศยานทั้งในและนอกตัวอาคารด้วย ซึ่งมาตรการดังกล่าวนี้เป็นสิ่งที่มีการทำเป็นปกติอยู่แล้ว นับตั้งแต่ที่เกิดเหตุลอบวางระเบิดท่าอากาศยานหาดใหญ่ตั้งแต่ปีที่ผ่านมา

เรืออากาศโทสุธารา ห่วงสุวรรณ ผู้อำนวยการท่าอากาศยานเชียงใหม่ กล่าวว่า ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมาท่าอากาศยานเชียงใหม่มีมาตรการเข้มงวดในการรักษาความปลอดภัยในระดับที่สูงอยู่แล้ว แม้ว่าจะไม่เกิดกรณีที่สามารถสกัดกั้นแผนก่อการร้ายที่อังกฤษได้ก็ตาม โดยอาจจะถือได้ว่าท่าอากาศยานเชียงใหม่มีมาตรการรักษาความปลอดภัยเข้มงวดสูงสุดแล้วในบรรดาท่าอากาศยานที่มีอยู่ทั้งหมดในประเทศไทยก็ว่าได้

โดยยอมรับว่าอาจจะส่งผลกระทบทำให้เกิดความไม่สะดวกแก่ผู้ใช้บริการบ้าง แต่เป็นความจำเป็นที่ต้องเข้มงวดการเข้าออกบริเวณท่าอากาศยานเพื่อรักษาความปลอดภัย แม้ว่าจังหวัดเชียงใหม่จะไม่ได้เป็นเป้าหมายของการก่อการร้ายก็ตาม

อย่างไรก็ตาม เพื่อความไม่ประมาทในการรักษาความปลอดภัย ขณะนี้ได้มีการสั่งการให้เพิ่มความเข้มข้นในการรักษาความปลอดภัยมากขึ้นไปอีก โดยได้รับความร่วมมือสนับสนุนกำลังจากทั้งทางกองทัพบกและกองทัพอากาศ รวมทั้งกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ที่เข้ามาให้ความช่วยเหลือดูแลรักษาความปลอดภัย ซึ่งมาตรการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวดของท่าอากาศยานเชียงใหม่นั้น จะยังคงมีการดำเนินการอย่างเข้มงวดเช่นนี้อย่างต่อเนื่องต่อไปไม่มียกเลิก ซึ่งต้องขออภัยล่วงหน้าในความไม่สะดวก และขอให้ผู้ใช้บริการทุกคนเข้าใจเหตุผลว่าเพื่อเป็นการรักษาความปลอดภัย

ที่มา: ผู้จัดการออนไลน์

ทอ.เพิ่มระดับสถานการณ์ สั่งตรึงกำลังดอนเมือง รับมือวินาศกรรม

ทอ.เสริมกำลังตรึงพื้นที่การท่าอากาศยานฯ หลังตำรวจเมืองผู้ดี รวบแก๊งก่อวินาศกรรมเครื่องบิน ระบุ แม้ไทยไม่ใช่กลุ่มเป้าหมาย แต่ไม่นิ่งนอนใจ ด้านสันติบาลประสานเจ้าของเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยจุดเสี่ยง

วันนี้ (11 ส.ค.) พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุข ผู้บัญชาการทหารอากาศ กล่าวถึงมาตรการดูแลความปลอดภัยท่าอากาศยานกรุงเทพ หลังจากเจ้าหน้าที่ตำรวจอังกฤษจับกุมตัวผู้ต้องสงสัยจำนวน 21 คน ที่จะก่อวินาศกรรมบนเครื่องบิน ก่อนเดินทางจากประเทศอังกฤษ ไปยังประเทศสหรัฐอเมริกา ว่า การท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย (ทอท.) ได้เสริมกำลังทหาร หน่วยคอมมานโด และผู้เชี่ยวชาญด้านวัตถุระเบิดเพิ่มเติม ซึ่งตรึงพื้นที่ตั้งแต่เมื่อคืนที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม กองทัพอากาศในฐานะที่เป็นหน่วยงานหลักดูแลความปลอดภัย ในพื้นที่การท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย จึงขอฝากขอโทษไปถึงประชาชนที่ต้องการเดินทางโดยสารการบิน อาจจะต้องพบกับมาตรการรักษาความปลอดภัยที่รัดกุม และเข้มแข็ง จึงขอให้เห็นใจเจ้าหน้าที่ เพื่อความปลอดภัยในการเดินทางทางอากาศของทุกคน” พล.อ.อ.ชลิต กล่าว

ผู้บัญชาการทหารอากาศ กล่าวอีกว่า ขณะนี้สถานการณ์ในประเทศไทยยังเป็นสถานการณ์สีขาว แต่ก็จะมีการประเมินสถานการณ์ไปเรื่อยๆ หากมีความจำเป็นก็จะปรับระดับให้มากขึ้น แต่โดยทั่วไปคิดว่าพื้นที่ประเทศไทยไม่ใช่พื้นที่ที่ผู้ก่อการร้ายจะมาก่อความวุ่นวาย และคิดว่า ยังไม่น่ากลัว แต่เจ้าหน้าที่ก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ ส่วนข่าวที่เกิดขึ้นถือเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการตื่นตัวในการดูแลความปลอดภัยมากขึ้น อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญคือ ความร่วมมือของประชาชน หากเห็นสิ่งใดผิดปกติ ขอให้แจ้งเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องในสถานที่นั้นๆ ได้ เพื่อความปลอดภัย

ด้าน พล.ต.ท.ถาวร จันทร์ยิ้ม ผู้บัญชาการตำรวจสันติบาล กล่าวในเรื่องเดียวกัน ว่า ขณะนี้ยังไม่ได้รับรายงานข่าวว่า จะมีการก่อเหตุวินาศกรรมในประเทศไทย แต่เมื่อมีสัญญาณเตือนในลักษณะดังกล่าว จึงต้องเพิ่มความระมัดระวังในจุดล่อแหลมเป็นพิเศษ โดยตำรวจสันติบาลได้ประสานความร่วมมือกับตำรวจนครบาล เพิ่มการดูแลสถานทูตต่างๆ โดยเฉพาะสถานทูต, สนามบิน, สถานที่ท่องเที่ยวที่มีชาวต่างชาติเป็นจำนวนมาก, แหล่งผลประโยชน์ของประเทศเป้าหมาย และสถานที่ที่เกี่ยวข้องกับศาสนา เป็นต้น ทั้งนี้ ยังไม่มีสถานทูตใดขอกำลังตำรวจในการรักษาความปลอดภัยเพิ่มเติม พร้อมทั้งยืนยันว่า ประเทศไทยไม่ใช่เป้าหมายของผู้ก่อการร้าย

ที่มา: ผู้จัดการออนไลน์

สนามบินภูเก็ตเพิ่มกำลัง จนท.ดูแลความปลอดภัย - ตรวจสัมภาระผู้โดยสารเข้ม

ท่าอากาศยานนานาชาติภูเก็ต เพิ่มความเข้มดูแลรักษาความปลอดภัยในระดับสูงสุด ทั้งกำลังเจ้าหน้าที่และอุปกรณ์ในการตรวจสอบ ด้านตำรวจภูเก็ตส่งชุดปฏิบัติการพิเศษดูแลเข้มงวด เผย ขณะนี้ยังไม่มีสายการบินที่บินตรงจากอังกฤษ-สหรัฐฯ เข้าภูเก็ต

นาวาอากาศตรี พรชัย เอื้ออารี ผู้อำนวยการท่าอากาศยานภูเก็ต กล่าวถึงการดูแลรักษาความปลอดภัยบริเวณท่าอากาศยานนานาชาติภูเก็ต หลังจากมีกระแสข่าวการก่อการร้ายเกิดขึ้นว่า สำหรับท่าอากาศยานนานาชาติภูเก็ต ได้เพิ่มความเข้มในการเฝ้าระวังรักษาความปลอดภัยอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ระเบิดที่สนามบินหาดใหญ่ โดยใช้มาตรการรักษาความปลอดภัยขั้นสูงสุด หรือขั้นสีส้ม

แต่หลังจากที่มีข่าวเรื่องของการก่อการร้ายทางท่าอากาศยาน ก็ได้เพิ่มความเข้มในการตรวจสอบอีกระดับหนึ่ง โดยการเพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่และอุปกรณ์ในการดูแลรักษาความปลอดภัยเพิ่มขึ้น ทั้งการดูแลรักษาความปลอดภัยบริเวณอาคารผู้โดยสาร บริเวณรอบนอก และการตรวจสอบสัมภาระของผู้โดยสาร

โดยเฉพาะในส่วนของสัมภาระผู้โดยสาร หากตรวจพบสารที่เป็นของเหลวก็จะต้องสอบถามกับผู้โดยสารว่าเป็นสารอะไรถ้าไม่เป็นอันตรายก็จะแนะนำให้โหลดไปกับกระเป๋า แต่ถ้าเป็นอันตรายก็จะไม่ให้นำขึ้นเครื่อง

ส่วนกำลังเจ้าหน้าที่ที่จัดมาดูแลรักษาความปลอดภัยนั้น ขณะนี้ได้รับความร่วมมือจากผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดภูเก็ต ในการจัดกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดปฏิบัติการพิเศษเข้าไปดูแลรักษาความปลอดภัย นอกจากนั้น ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจภูธรตำบลท่าฉัตรชัยก็ได้เพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าไปดูแลเช่นเดียวกัน ซึ่งการดูแลรักษาความปลอดภัยนั้นเพิ่มความเข้มงวดในการดูแลตลอด 24 ชั่วโมง

ส่วนเรื่องของการตรวจสัมภาระนั้น ได้มีการประสานกับสายการบินต่างๆ เช่นกัน ซึ่งทางสายการบินต่างๆ ยืนยันที่จะให้ดำเนินการตามมาตรการที่ทางการท่าดำเนินการอยู่คือใช้มาตรการสีส้ม

แต่อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ที่บริเวณท่าอากาศยานนานาชาติภูเก็ต ไม่มีสายการบินตรงที่จะบินตรงจากภูเก็ตไปยังอังกฤษ หรือสหรัฐอเมริกา หรือจากอังกฤษ หรือจากสหรัฐอเมริกา เข้าภูเก็ตแต่อย่างใด แต่ในแต่ละวันจะมีสายการบินที่บินตรงจากต่างประเทศมาลงที่ท่าอากาศยานภูเก็ตวันละประมาณ 22 เที่ยว

นาวาอากาศตรี พรชัย กล่าวต่อว่า นอกจากจะมีกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ ชุดปฏิบัติการพิเศษของกองบังคับการ และเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของท่าอากาศยานคอยดูแลรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวดแล้ว ทางท่าอากาศยานภูเก็ตยังได้ข้อความร่วมมือในส่วนของผู้ประกอบการรถแท็กซี่มิเตอร์ และลีมูซีน ในบริเวณท่าอากาศยานภูเก็ตให้ช่วยเป็นหูเป็นตาและสอดส่องดูแลบุคคลแปลกหน้าที่อาจจะแฝงตัวเข้ามาด้วย ซึ่งก็ได้รับความมือเป็นอย่างดี

นอกจากนั้น ภายในอาคารผู้โดยสารยังมีโทรทัศน์วงจรปิดติดอยู่ครอบคลุมทุกพื้นที่ด้วย

ที่มา: ผู้จัดการออนไลน์

"เพ้ง"สั่งคุมเข้มดอนเมือง นอร์ธเวส-ยูไนเต็ดห้ามของเหลวขึ้นเครื่อง

"พงษ์ศักดิ์"สั่งคุมเข้มความปลอดภัยดอนเมือง รับสถานการณ์เพื่อยกระดับมาตฐานให้สอดคล้องกับสนามบินทั่วโลก ระบุยังไม่มีผู้โดยสารยกเลิกเที่ยวบินไปยุโรป และอเมริกา ด้านการบินไทยย้ำชัดเที่ยวบินกรุงเทพฯ-ลอนดอนยังให้บริการปกติทุกเที่ยวบิน ขณะที่ 2 สายการบินสหรัฐทั้งนอร์ธเวสและยูไนเต็ด แอร์ไลน์ แจ้งทอท.ห้ามผู้โดยสารนำของเหลวขึ้นเครื่องบินจากดอนเมืองเด็ดขาด
นายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ผลกระทบที่เกิดจากกรณีที่ทางการอังกฤษได้เข้าทลายแผนเตรียมการก่อการร้ายต่อเที่ยวบินของอังกฤษ เมื่อวานนี้ (10 ส.ค.) ขณะนี้ได้สั่งการให้การบินไทยประสานความร่วมมือกับบริษัทท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. เพื่อเพิ่มความเข้มงวดตรวจผู้โดยสารที่จะเดินทางในแต่ละเที่ยวบิน เพื่อเป็นการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยให้สอดคล้องกับสนามบินแห่งอื่น ๆ ทั่วโลก นอกจากนี้ ยังขอให้การบินไทยทำความเข้าใจกับผู้โดยสารถึงความไม่สะดวกที่อาจได้รับในช่วงนี้ ซึ่งหลังจากสถานการณ์คลี่คลายลงทุกอย่างก็จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ

นายพงษ์ศักดิ์ กล่าวถึงความเข้มงวดในการตรวจสัมภาระของผู้โดยสารว่า จะเพิ่มความเข้มงวดโดยเฉพาะการจำหน่ายสินค้าที่มีลักษณะเป็นของเหลว ทั้งสุรา และน้ำหอม ให้แก่ผู้โดยสารด้วย เนื่องจากสินค้าเหล่านี้จะไม่สามารถนำติดตัวขึ้นเครื่องบินได้ และสินค้าเหล่านี้ส่วนใหญ่มีให้บริการแก่ผู้โดยสารบนเครื่องบิน แต่ผู้โดยสารสามารถนำสินค้าเหล่านี้เก็บในกระเป๋าสัมภาระผ่านเครื่องเอกซเรย์และนำเดินทางไปกับเที่ยวบินในช่วงเก็บสัมภาระใต้เครื่อง ส่วนรายละเอียดของมาตรการรักษาความปลอดภัยที่ท่าอากาศยานกรุงเทพขณะนี้ คงจะยังไม่สามารถเปิดเผยได้ เนื่องจากถือเป็นความลับตามมาตรฐานความปลอดภัยที่ไม่ควรเปิดเผย ซึ่งจะทำให้ผู้ไม่หวังดีรับทราบข้อมูลดังกล่าว

พล.อ.อ.ณรงค์ศักดิ์ สังขพงศ์ รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ สำนักเลขานุการบริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) แจ้งความคืบหน้ากรณีเที่ยวบินของการบินไทย เส้นทางไป-กลับ กรุงเทพฯ-ลอนดอน ทำการบินลงที่ท่าอากาศยานฮีทโธรว์และท่าอากาศยานกรุงเทพเรียบร้อยแล้ว โดยการบินไทยยังคงทำการบินตามปกติทุกเที่ยวบิน ประกอบด้วยเที่ยวบินที่ ทีจี 916 เส้นทาง กรุงเทพฯ-ลอนดอน ซึ่งออกเดินทางจากกรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2549 เวลา 12.25 น. เดินทางถึงท่าอากาศยานฮีทโธรว์ ในเวลา 18.30 น. (เวลาท้องถิ่น) โดยมีผู้โดยสารในเที่ยวบินทั้งสิ้น 242 คน เที่ยวบินที่ ทีจี 911 เส้นทาง ลอนดอน-กรุงเทพฯ ออกเดินทางจากท่าอากาศยานฮีทโธรว์ เวลา 13.15 น. ของวันที่ 10 สิงหาคม 2549 (ช้ากว่าเวลาตามตารางการบิน 50 นาที) เที่ยวบินดังกล่าวได้เดินทางถึงท่าอากาศยานกรุงเทพแล้ว เมื่อเวลา 06.42 น. วันนี้ (11 ส.ค.) โดยมีผู้โดยสารในเที่ยวบินทั้งสิ้น 226 คน

พล.อ.อ.ณรงค์ศักดิ์ ยืนยันว่า เที่ยวบินของการบินไทยทุกเที่ยวบินในเส้นทาง กรุงเทพฯ-ลอนดอน ยังคงทำการบินตามตารางการบินปกติ โดยในขณะนี้ผู้โดยสารที่ทำการสำรองที่นั่งไว้ล่วงหน้าไม่ได้แจ้งยกเลิกการเดินทางแต่อย่างใด

อย่างไรก็ตาม ผู้โดยสารที่จะเดินทางเข้า-ออกกรุงลอนดอน จะต้องปฏิบัติตามมาตรการที่ท่าอากาศยานกำหนดไว้อย่างเคร่งครัด ผู้โดยสารสามารถตรวจสอบตารางการบินได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 0 2628 2000 และ 0 2356 1111 ตลอด 24 ชั่วโมง

*2 สายการบินสหรัฐห้ามนำของเหลวขึ้นเครื่องบิน*
นายโชติศักดิ์ อาสภวิริยะ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ทอท. กล่าวว่า ทอท.ได้รับการร้องขอจากสายการบินนอร์ธเวสและยูไนเต็ด แอร์ไลน์ ของสหรัฐ ให้ช่วยแจ้งผู้โดยสารที่จะเดินทางกับ 2 สายการบินดังกล่าว หลีกเลี่ยงการนำของเหลวขึ้นเครื่องบิน เพราะ 2 สายการบิน จะไม่อนุญาตให้นำขึ้นเครื่องบินโดยเด็ดขาด ซึ่งขณะนี้ ทอท.ได้แจ้งผู้โดยสารของทั้ง 2 สายการบินผ่านท่าอากาศยานกรุงเทพไปแล้ว นอกจากนี้ ทอท.ยังได้ประสานไปยังร้านค้าปลอดอากรภายในท่าอากาศยานกรุงเทพให้ขึ้นป้ายแจ้งผู้โดยสารว่าเฉพาะผู้โดยสารของทั้ง 2 สายการบินดังกล่าว ห้ามนำของเหลวขึ้นเครื่องบิน ซึ่งช่วงเช้าวันนี้ (11 ส.ค.) เที่ยวบินของ 2 สายการบิน ได้เดินทางออกจากท่าอากาศยานกรุงเทพไปแล้วและเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ซึ่ง ทอท. ได้ทำงานประสานกับเจ้าหน้าที่ของสายการบินต่าง ๆ โดยได้ตรวจผู้โดยสารที่จะขึ้นเครื่องบินอย่างละเอียด แต่ไม่ได้ทำให้เสียเวลาหรือล่าช้า เพราะได้เพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่มากขึ้นกว่าปกติ

นายโชติศักดิ์ กล่าวว่า การดำเนินการครั้งนี้ ทอท. เห็นว่าเป็นการช่วยฝึกความพร้อมของเจ้าหน้าที่ไปด้วยในตัวที่จะสร้างความพร้อมสำหรับการปฏิบัติงานในระยะเวลาอันสั้น และจนถึงขณะนี้ยังไม่มีสายการบินอื่นขอความร่วมมือมายัง ทอท. ให้เพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยเข้มงวดเพิ่มเติม สำหรับมาตรการรักษาความปลอดภัยโดยทั่วไป ทอท.ได้เพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่และสุนัขดมกลิ่นมากขึ้น และมีความมั่นใจต่อมาตรการรักษาความปลอดภัยของท่าอากาศยาน จึงไม่อยากให้ผู้โดยสารตื่นตระหนกเกินไป เพราะไทยเป็นมิตรกับทุกประเทศ

กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ทอท. กล่าวอีกว่า เมื่อวันที่ 7 สิงหาคมที่ผ่านมา คณะกรรมการที่เกี่ยวข้องกับการรักษาความปลอดภัยของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิได้ประชุมร่วมกันและได้มีมติจัดหาผู้ตรวจสอบและประเมินมาตรฐานการทำงานและบุคลากรของ ทอท.เป็นรายเดือน เพื่อรักษามาตรฐานความปลอดภัย ซึ่งก่อนหน้านี้ในการประชุมกลุ่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (เอเปก) มีมาตรฐานรักษาความปลอดภัยดี แต่เมื่อผ่านพ้นการประชุมดังกล่าวอาจทำให้มาตรการหย่อนยานไปบ้าง จึงต้องตรวจสอบมาตรฐานความปลอดภัยเป็นประจำ เพื่อให้เกิดความปลอดภัยในท่าอากาศยาน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เช้าวันนี้มีการประชุมเตรียมความพร้อมให้บริการเชิงพาณิชย์ผู้โดยสารภายในประเทศของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ในวันที่ 15 กันยายนนี้ ซึ่งการประชุมวันนี้เพื่อเชิญชวนสายการบินในประเทศมาบินในวันดังกล่าว โดยการบินไทยได้จัดทำตารางการบินที่ชัดเจนแล้ว ขณะที่สายการบินอื่น ๆ จะยืนยันตารางเที่ยวบินในวันที่ 17 สิงหาคมนี้ นอกจากนี้ ยังยืนยันความพร้อมของผู้ประกอบการที่ให้บริการภาคพื้น ความพร้อมของบริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย บริการเชื้อเพลิงสำหรับเครื่องบิน ซึ่งขณะนี้ทุกหน่วยงานต่างมีความพร้อมที่จะให้บริการแล้ว

ที่มา: ผู้จัดการออนไลน์

หลายชาติเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยสนามบิน

หลายชาติเพิ่มการรักษาความปลอดภัยตามสนามบินต่าง ๆ เพื่อป้องกันการตกเป็นเป้าหมายโจมตี ขณะนี้สนามบินต่างๆ ทั้งในอังกฤษ สหรัฐฯ ออสเตรเลีย ฟิลิปปินส์ อินเดีย และอีกหลายประเทศได้เพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวดมากขึ้น เพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน เนื่องจากเชื่อว่า กลุ่มก่อการร้ายยังไม่ยุติความพยายามที่จะก่อวินาศกรรม หลังจากที่แผนระเบิดเครื่องบินโดยสารบนเส้นทางระหว่างอังกฤษกับสหรัฐถูกสกัดไว้ได้เมื่อวานนี้ ซึ่งขณะนี้ตำรวจอังกฤษ ได้ควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยไว้ได้แล้ว 24 คน ภายในกรุงลอนดอน และกำลังเร่งสอบสวนเพื่อหาเบาะแสในการติดตามจับกุมผู้ต้องสงสัยรายอื่นๆ ที่เชื่อว่าอาจหลบซ่อนตัวอยู่ในปากีสถานต่อไป
ด้านอังกฤษได้ประกาศเตือนผู้โดยสารขาเข้าว่า อาจจะพบกับความยุ่งยากในมาตรการรักษาความปลอดภัยของสนามบินต่าง ๆที่ทำให้ต้องถูกตรวจสอบมากขึ้น และจะพบกับความล่าช้ากว่าเดิม ส่วนเที่ยวบินที่จะเดินทางสู่สนามบินฮีทโธรว์ ก็จะไม่อนุญาตให้ผู้โดยสารถือกระเป๋าสัมภาระขึ้นเครื่องในช่วงนี้ด้วย
ขณะที่ประธานาธิบดีจอร์ช ดับเบิลยู บุช ผู้นำสหรัฐฯ ได้กล่าวย้ำว่า การสกัด การก่อการร้ายครั้งนี้สำเร็จได้ แสดงให้เห็นว่าสหรัฐฯ ยังคงตกเป็นเป้าหมายก่อการร้าย ถึงแม้ว่าที่ผ่านมาจะเพิ่มการรักษาความปลอดภัยไว้อย่างดี และในขณะนี้ได้เพิ่มมาตรการป้องกันการก่อการร้ายเป็นระดับสูงสุดครั้งแรก เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ กล่าวถึงการวางแผนก่อวินาศกรรมครั้งนี้ว่า เป็นเหตุการณ์ที่ร้ายแรงที่สุด หลังจากเหตุการณ์ 11 กันยายน 2544 และอาจจะทำให้มีผู้เสียชีวิตนับพันคน

ที่มา: ผู้จัดการออนไลน์

ทุกสายการบินยืนยันพร้อมบินในประเทศที่สุวรรณภูมิ

นายโชติศักดิ์ อาสภะวิริยะ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ผลการหารือกับทุกสายการบินภายในประเทศที่จะทำการบินถึงความพร้อมการให้บริการเชิงพาณิชย์ในส่วนของผู้โดยสารภายในประเทศ ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ 15 กันยายนนี้พบว่า ทุกสายการบินมีความพร้อม เพียงแต่ขอรับการยืนยันความพร้อมทำการบินอีกครั้งในวันที่ 17 สิงหาคมนี้ว่า จะทำการบินในกี่เส้นทาง และกี่เที่ยวบิน ซึ่งขณะนี้ทางการบินไทยได้แจ้งต่อทางท่าอากาศไทยแล้วว่า จะทำการบินใน 3 เส้นทางคือ สุวรรณภูมิ-พิษณุโลก สุวรรณภูมิ - เชียงใหม่ และสุวรรณภูมิ - อุบลราชธานี ซึ่งท่าอากาศยานไทยได้เตรียมประสานความพร้อมและตรวจสอบไปยังวิทยุการบิน และการให้บริการภาคพื้นและพร้อมเปิดให้บริการได้อย่างเต็มที่

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ

ผู้โดยสารเครื่องบินในเอเชียได้รับผลกระทบทลายแผนวินาศกรรม

ผู้โดยสารที่จะเดินทางโดยเครื่องบินจากสนามบินนานาชาติทั่วเอเชีย โดยเฉพาะเที่ยวบินที่จะมุ่งหน้าไปยังสหรัฐและอังกฤษ ต่างได้รับผลกระทบกันทั่วหน้าในมาตรการป้องกันก่อการร้ายวันนี้ หลังตำรวจอังกฤษทลายแผนวินาศกรรมเครื่องบินโดยสารของกลุ่มผู้ก่อการร้าย

รายงานระบุว่า สนามบินหลายแห่งเข้มงวดมาตรการรักษาความปลอดภัยขึ้นอย่างเห็นได้ชัด มีการนำหน่วยสุนัขดมกลิ่น เจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญวัตถุระเบิด ตลอดจนเครื่องมือตรวจจับโลหะลาดตระเวนในบริเวณโถงผู้โดยสาร ตั้งแต่สนามบินในอินเดียไปจนจรดสิงคโปร์ ส่วนกระเป๋าถือที่ผู้โดยสารจะถือขึ้นเครื่องมีทั้งบางสายการบินที่ห้ามเด็ดขาด ส่วนสายการบินที่ยังไม่ห้ามก็มีการตรวจอย่างละเอียด

หลายสนามบินปฏิบัติตามข้อเรียกร้องของทบวงการป้องกันประเทศสหรัฐอย่างเคร่งครัด โดยไม่อนุญาตให้ผู้โดยสารนำวัตถุที่เป็นของเหลว หรือกึ่งของเหลว ไม่ว่าจะเป็นแชมพู โลชั่น น้ำหอม เจลใส่ผม หรือยาสีฟัน ขึ้นเครื่องเด็ดขาด ยกเว้นกรณียารักษาโรคที่มีใบสั่งยาในชื่อตรงกับเอกสารการเดินทาง หรืออาหารเด็กอ่อนในกรณีมีทารกร่วมเดินทางเท่านั้น

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ

August 10, 2006

ผู้โดยสารสายการบินบราซิลระทึก ประตูเครื่องบินหลุดกลางอากาศ

เครื่องบินสายการบินใหญ่สุดของบราซิล ประสบอุบัติเหตุประตูหลุดกลางอากาศ แต่ผู้โดยสารทั้ง 79 คน ไม่ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต เจ้าหน้าที่เร่งสืบหาสาเหตุ คาดเป็นเพราะปิดประตูไม่สนิท

สื่อบราซิล รายงานว่า เมื่อวันอังคาร (8 ส.ค.) ได้เกิดเหตุประตูเครื่องบินโดยสารของบราซิลลำหนึ่งหลุดออกกลางอากาศ ส่งผลให้ผู้โดยสาร 79 คนที่โดยสารเครื่องบินดังกล่าวตื่นตระหนก แต่ไม่มีใครเสียชีวิตหรือบาดเจ็บ

เจ้าหน้าที่สำนักงานการบินพลเรือนบราซิล เปิดเผยว่า เหตุดังกล่าวเกิดในช่วงบ่ายโดยเครื่องบินฟอคเกอร์-100 ของสายการบินทีเอเอ็ม เพิ่งบินขึ้นจากสนามบินคอนกอนฮาส ในนครเซาเปาโล ประมาณ 20 นาที ก่อนที่ประตูเครื่องบินจะหลุดออกมา

ผู้เห็นเหตุการณ์เล่าว่า พนักงานต้อนรับบนเครื่องบินคนหนึ่งเกือบหลุดออกจากเครื่องบิน เนื่องจากขณะเกิดเหตุเธออยู่ใกล้กับประตู ส่วนผู้โดยสารหญิงชราคนหนึ่งเล่าว่า เธอรู้สึกเหมือนกำลังจะตาย

"ฉันคงไม่อาจลืมเรื่องนี้ได้ แล้วก็ไม่รู้ว่าจะเดินทางโดยเครื่องบินได้อีกหรือไม่" หญิงชรารายนี้กล่าว

นายอิฟราเอโร เจ้าหน้าที่สนามบินบราซิลเปิดเผยว่า นักบินได้รายงานพบปัญหาด้านเทคนิคหลังนำเครื่องขึ้นบินไม่นาน จากนั้นประตูเครื่องบินก็หลุดออก โดยคาดว่า อาจมีสาเหตุจากเจ้าหน้าที่ปิดประตูไม่ถูกต้อง

มีรายงานว่า ประตูที่หลุดออกกลางอากาศได้ตกลงบนผ้าใบบังแดดของห้างเอ็กซ์ตรา ซูเปอร์มาร์เก็ต ในแถบชานเมืองเซาเปาโล แต่ไม่มีผู้ใดได้รับบาดเจ็บ ขณะที่เครื่องบินได้บินกลับมาลงจอดยังสนามบินคอนกอนฮาส เพื่อให้ผู้โดยสารเปลี่ยนเครื่องบินเพื่อเดินทางไปยังนครริโอ เดอ จาเนโร ตามแผนเดิม

ด้าน ทีเอเอ็ม ซึ่งเป็นสายการบินใหญ่สุดของบราซิล ระบุเพียงว่า กำลังสืบสวนเรื่องนี้

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ

สหภาพการบินไทยแจงลงสุวรรณภูมิผู้โดยสารต้องมาต่อดอนเมือง

นายสมศักดิ์ ศรีนวล รักษาการประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการบินไทย กล่าวถึง การย้ายพนักงานบางส่วนโดยเฉพาะภายในประเทศไปทำงานที่สนามบินสุวรรณภูมิในวันที่ 15 ก.ย.นี้ ซึ่งจะทำให้เกิดปัญหาต่อการบริหารจัดการกำลังพล และอุปกรณ์สนับสนุนต่างๆ เนื่องจากไม่มีการเตรียมความพร้อมเช่น สวัสดิการ ค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นไว้รองรับ เพราะต้องจ่ายเพิ่มขึ้น 400-500 บาทต่อวัน และที่สำคัญไปกว่านั้นคือ เป็นเพียงการทดลองระบบเท่านั้น ไม่จำเป็นต้องให้ผู้โดยสารและพนักงานของบริษัทการบินไทยต้องไปลำบาก เนื่องจากเปิดบริการเพียง 3 สายการบินได้แก่ เชียงใหม่ พิษณุโลก อุบลราชธานี และบริการเพียง 5 เที่ยวต่อวัน ก่อปัญหาต่อผู้โดยสารที่จะเดินทางต่อไปยังจังหวัดอื่นๆ หรือต่างประเทศ ที่ต้องกลับมาต่อเครื่องที่ดอนเมือง

รักษาการประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการบินไทย กล่าวว่า การทดสอบระบบดังกล่าวสามารถที่จะใช้วิธีการอื่นทดแทนได้ และหากต้องการจะทดลองระบบทั้งหมดก็ควรที่จะให้ทุกสายการบินได้ทดลองด้วย เพื่อสร้างความมั่นใจก่อนใช้เปิดใช้จริง ในวันที่ 28 ก.ย.นี้ อย่างไรก็ตาม จากการชี้แจงของบอร์ดการบินไทยล่าสุดก็ยังไม่มีความชัดเจนต่อเรื่องนี้

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ

บริติช แอร์เวย์สสั่งห้ามผู้โดยสารนำกระเป๋าถือขึ้นเครื่องบิน

สายการบินบริติช แอร์เวย์สประกาศในวันนี้ว่า จะไม่มีการอนุญาตให้ผู้โดยสารนำกระเป๋าถือขึ้นเครื่องบินของบริติช แอร์เวย์สที่ออกจากสนามบินอังกฤษ หลังจากตำรวจอังกฤษเปิดเผยว่า ทางตำรวจได้ขัดขวางแผนการที่จะระเบิดเครื่องบินขณะอยู่ในระหว่างการบิน โดยตำรวจได้จับกุมตัวคนกลุ่มหนึ่งในลอนดอนไปแล้ว

บริติช แอร์เวย์ส ระบุอีกด้วยว่า จะไม่มีการอนุญาตให้นำอุปกรณ์ไฟฟ้าหรืออุปกรณ์ที่ใช้แบตเตอรี่ใดๆขึ้นไปในห้องผู้โดยสาร ซึ่งรวมถึงคอมพิวเตอร์แลปท็อปและโทรศัพท์มือถือ

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ

สนามบินใหม่แอตต้าทุนพุ่ง รถเช่าร่อนหนังสือขึ้นราคา

แอตต้าอึ้ง!! บริษัทรถเช่า ยื่นหนังสือขอปรับขึ้นราคาอีกคันละ 1,000 บาทต่อเที่ยวหลังเปิดใช้สนามบินสุวรรณภูมิ นายกแอตต้าเตรียมเรียกสมาชิกหารือ ก่อนเจรจาขอลดราคา ระบุอัตราใหม่สุดโหด ทั้งที่ระยะทางใกล้เคียงกับดอนเมือง เผยหากขอลดไม่สำเร็จ มีหวังต้องขึ้นค่าทัวร์ กระทบนักท่องเที่ยวแน่นอน

นายอภิชาติ สังฆอารีย์ นายกสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว(แอตต้า) เปิดเผยว่า ได้เตรียมเรียกประชุมสมาชิกที่เป็นทัวร์โอเปอเรเตอร์ทั้งหมดเข้าหารือถึงเรื่องอัตราค่าบริการรถรับ-ส่งนักท่องเที่ยวจากสนามบินสุวรรณภูมิเพื่อไปส่งยังโรงแรมต่างๆว่า ล่าสุดบริษัทรถเช่า ได้ขอปรับขึ้นค่าบริการอีกเที่ยวละ 1,000 บาท จากปัจจุบันที่เก็บอยู่ที่คันละ 2,200 บาท เพิ่มเป็น 3,200 บาท เมื่อย้ายไปสนามบินสุวรรณภูมิ หรือปรับเพิ่มขึ้นเกือบ 50% ทั้งที่เมื่อเปรียบเทียบระยะทางการวิ่งทั้งจากสนามบินดอนเมือง และ สนามบินสุวรณภูมิแล้วเป็นระยะทางใกล้เคียงกัน คือไม่ถึง 50 กิโลเมตร

ทั้งนี้โดยส่วนตัวเห็นว่าอัตราใหม่ที่บริษัทรถเช่าจะเรียกเก็บนั้นแพงเกินจริง ซึ่งหากสมาชิกทุกคนเห็นตรงกัน ก็จะทำหนังสือไปยังบริษัทรถเช่า เพื่อขอลดราคา แต่ทั้งนี้หากไม่สามารถลดราคาได้ ก็จะส่งผลให้ต้นทุนธุรกิจของบริษัทนำเที่ยวต้องปรับสูงขึ้นด้วย และจะต้องนำไปสู่การปรับขึ้นราคาทัวร์แก่นักท่องเที่ยวเป็นลำดับต่อไป แต่ในปีนี้ผู้ประกอบการยังคงต้องแบกรับภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้นนี้ไปก่อน เพราะ ส่วนใหญ่ได้ซื้อขายทัวร์ล่วงหน้าไปหมดแล้ว สำหรับนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางเข้ามาประเทศไทยในช่วงไฮน์ซีซั่นปีนี้

การย้ายสนามบินไปยังสุวรรณภูมิ ทำให้ต้นทุนส่วนหนึ่งได้เพิ่มขึ้นไปแล้ว คือค่าเช่าพื้นที่ออฟฟิตบริการนักท่องเที่ยว ซึ่งจะเสียในอัตราตารางเมตรละ 6,600 บาท ต่อเดือน เป็นราคาเหมาจ่าย และยังต้องเสียเป็นรายหัวนักท่องเที่ยว ตามจำนวนที่เดินทางเข้ามาอีก ซึ่งที่สนามบินดอนเมือง ส่วนใหญ่จะเสียเป็นรายหัวนักท่องเที่ยว แต่ทั้งนี้โดยรวมแล้ว ค่าใช้จ่ายไม่ได้เพิ่มขึ้นมากยังพอรับไหว แต่เมื่อมาโดนเรื่องค่ารถเช่าที่จะปรับราคาเพิ่มอีก คงรับไม่ไหวแน่นอน

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของพื้นที่ตั้งออฟฟิตบริการแก่นักท่องเที่ยวที่สนามบินสุวรรณภูมินั้น ล่าสุด ผลการเจรจากับบริษัทคิงส์เพาเวอร์ ผู้รับสัมปทานพื้นที่ในสนามบินสุวรรณภูมิ ได้ตกลงให้พื้นที่ชั้นล่างให้แก่แอตต้า เพื่อตั้งบูธรับนักท่องเที่ยว ขึ้นรถบัส ซึ่งถือเป็นที่ที่เหมาะเพราะรถบัสจอดได้ สะดวกแก่การให้บริการนักท่องเที่ยว ซึ่งจากเดิม พื้นที่ที่ได้จะอยู่ชั้น 3 และชั้น 1 ซึ่งรถขนาดใหญ่ไม่สามารถจอดได้ โดยขณะนี้ พื้นที่เปิดออฟฟิต 3 จุดๆละ 22 ตารางเมตร แอตต้าได้จัดแบ่งกับสมาคมโรงแรมเรียบร้อยแล้ว คือ ในส่วนของอินเตอร์ จะแบ่งคนละ 1 บูธ ส่วนโดเมสติก จะใช้พื้นที่ร่วมกัน แบ่งกันคนละครึ่ง หรือ 11 ตารางเมตร

สำหรับเรื่องการเลื่อนเปิดใช้สนามบินสุวรรณภูมิมาเป็นวันที่ 15 กันยายนนี้ เฉพาะสายการบินในประเทศนั้น เราไม่เห็นด้วย เพราะมองว่าเป็นเรื่องยุ่งยาก เนื่องจาก นักท่องเที่ยวที่เดินทางจากต่างจังหวัดกลับมา บางรายอาจต่อเครื่องกับประเทศเลย หากย้ายกันไปไม่พร้อมกัน ก็จะติดขัดไม่สะดวกแก่นักท่องเที่ยว ซึ่งหากพร้อมก็ย้ายไปพร้อมกันเลยจะดีกว่า

ที่มา: ผู้จัดการออนไลน์

August 09, 2006

คนพิการร่วมกับผู้ตรวจการสภา ลุยตรวจมาตรฐานสุวรรณภูมิ

นายต่อพงษ์ เสลานนท์ โฆษกสมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า พรุ่งนี้ (10) เวลา 10.00 น. คณะผู้พิการด้านต่างๆ พร้อมผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา จะเดินทางไปยังสนามบินสุวรรณภูมิ เพื่อสำรวจสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับคนพิการตามที่สมาคมฯ เคยร้องเรียนไป ซึ่งถ้าสนามบินยังไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกให้คนพิการและผู้สูงอายุอย่างพอเพียง สมาคมต้องอาศัยช่องทางศาลให้วินิจฉัยเพื่อให้สนามบินดำเนินการต่อไป ทั้งนี้น่าแปลกที่สิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับคนพิการและผู้สูงอายุของสนามบินสุวรรณภูมิไม่ได้มาตรฐาน ทั้งที่เป็นสนามบินสร้างใหม่ ไม่ใช่เกิดมานานเหมือนสนามบินดอนเมือง หรือรถไฟฟ้าบีทีเอส และกำลังจะเป็นสนามบินระดับชาติในอนาคต แต่คนพิการทั่วโลกไม่ได้รับความสะดวกที่พอเพียง เช่น ไม่มีสัญลักษณ์สำหรับคนตาบอด หรือคนนั่งวีลแชร์ก็ไม่สามารถเข้าลิฟท์ไปห้องน้ำได้

โฆษกสมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย ย้ำว่า การสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกให้คนพิการและผู้สูงอายุไม่ใช่การเพิ่มต้นทุน เพราะถ้าทำตามที่สมาคมเรียกร้องและธรรมเนียมสากลก็สามารถทำไปพร้อมกันได้ เป็นเรื่องที่ต้องทำอยู่แล้วเพื่อความเป็นสากล ซึ่งถ้าทำภายหลังแล้วต้องเพิ่มต้นทุน ผู้ที่ต้องรับผิดชอบคือผู้ออกแบบและอนุมัติแบบ ไม่ใช่ความผิดของคนพิการและผู้สูงอายุ

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ

การบินไทยเตรียมปรับค่าธรรมเนียมอีกรอบ

นายวัลลภ พุกกะณะสุต รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ฝ่ายพาณิชย์ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า จากภาวะราคาน้ำมันในตลาดโลกเพิ่มสูงขึ้น ทำให้ต้นทุนด้านเชื้อเพลิงของสายการบินเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง การบินไทยไม่สามารถแบกรับต้นทุนดังกล่าวได้ จึงตัดสินใจปรับขึ้นค่าธรรมเนียมน้ำมันอีกรอบ โดยเริ่มต้นตั้งแต่ วันที่ 1 กันยายนนี้ โดยจะปรับค่าธรรมเนียมน้ำมัน (Fuel Surcharge) ในเส้นทางต่างประเทศบางเส้นทาง อย่างเช่น เส้นทางกรุงเทพฯ-กัวลาลัมเปอร์และปีนังเพิ่มเป็น 22 ดอลลาร์สหรัฐ หรือ 880 บาท ต่อเที่ยวบิน จากเดิมที่เรียกเก็บอยู่ที่อัตรา 14 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อเที่ยวบินหรือ 560 บาท และกรุงเทพฯ-สิงคโปร์ คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 20 ดอลลาร์สหรัฐหรือ 800 บาท ต่อเที่ยวบิน จากเดิมที่เรียกเก็บ 15 ดอลลาร์สหรัฐ หรือ 600 บาท

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ

สายการบินแห่ปรับค่าธรรมเนียมน้ำมัน

แหล่งข่าวจากวงการการบิน เปิดเผยว่า สายการบินต่างชาติหลายราย เริ่มทยอยปรับอัตราค่าธรรมเนียมน้ำมันเพิ่มขึ้นเป็นระลอก หลังจากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกถีบตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยสายการบินใหญ่ 2 แห่งในยุโรป สายการบินแอร์ฟรานซ์ และเคแอลเอ็ม ประกาศขึ้นราคาพร้อมๆ กัน เมื่อวันอังคารที่ผ่านมาโดยสายการบินแอร์ฟรานซ์ของฝรั่งเศสจะปรับขึ้นอัตราค่าธรรมเนียมน้ำมันเป็นครั้งที่ 7 นับตั้งแต่ปี 2547 โดยอัตราเรียกเก็บใหม่จะเพิ่มขึ้นประมาณ 7 ยูโร หรือประมาณ 360 บาทต่อเที่ยวบิน สำหรับการบินระยะทางไกล หรือลองฮอล (Long Haul) ทำให้เที่ยวบินไปกลับปารีส-นิวยอร์ก มีอัตราเรียกเก็บค่าธรรมเนียมน้ำมันใหม่ที่ 116 ยูโร ขณะที่ค่าธรรมเนียมน้ำมันเที่ยวบินไปกลับเมืองอัมสเตอร์ดัม-นิวยอร์ก ของสายการบินเคแอลเอ็ม ขยับไปอยู่ที่ 130 ยูโร

สำหรับทั้ง 2 สายการบินดังกล่าว ได้ประกาศขึ้นอัตราค่าธรรมเนียมน้ำมันครั้งนี้ ถือเป็นการประกาศขึ้นราคาก่อนหน้าสายการบินทีเอพี ของโปรตุเกส และการบินไทยจะประกาศขึ้นราคาค่าธรรมเนียมน้ำมันรอบใหม่ นอกจากนี้สายการบินเจแปน แอร์ไลน์ของญี่ปุ่น และไอบีเรียของประเทศสเปน ก็เพิ่งประกาศผลประกอบการในรอบ 6 เดือนแรก ซึ่งประสบภาวะขาดทุนจากปัญหาแบกรับภาระค่าน้ำมันที่ถีบตัวสูงขึ้นเช่นกัน

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ

การบินไทยยันพร้อมบินที่สุวรรณภูมิ 15 ก.ย.นี้

รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมไม่สนกรณีสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) คัดค้าน จะไม่ร่วมทำการบินที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิวันที่ 15 กันยายน นี้ โดยระบุไม่ใช่การบังคับ หากการบินไทยไม่พร้อมบินก็สามารถไม่ร่วมได้ แต่ประธานกรรมการ บมจ.การบินไทย แถลงยืนยันอีกครั้ง พร้อมทำการบินได้วันดังกล่าว อ้างสามารถทำความเข้าใจกับพนักงานและสหภาพฯ ได้แล้ว

นายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวถึงกรณีที่สหภาพฯ บมจ.การบินไทย ออกแถลงการณ์จะไม่ร่วมทำการบินในเส้นทางภายในประเทศของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ในวันที่ 15 กันยายน นี้ ว่า จะนำประเด็นดังกล่าวหารือกับผู้บริหาร บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. อีกครั้ง อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าการเปิดบริการในวันดังกล่าวไม่ได้เป็นมาตรการบังคับ หากการบินไทยไม่พร้อมจะไม่ทำการบินก็ได้ โดยความต้องการของกระทรวงคมนาคมที่ต้องการให้มีการเริ่มบินในบางเส้นทางของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิก่อนนั้น เพื่อช่วยให้เกิดการทดลองใช้อุปกรณ์ทางการบินและการซักซ้อมบุคลากรก่อนวันเปิดให้บริการเชิงพาณิชย์ และทำให้การย้ายท่าอากาศยานไม่เกิดการกระจุกตัวในวันที่ 28 กันยายน นี้

นายวันชัย ศารทูลทัต ประธานคณะกรรมการ บมจ.การบินไทย ชี้แจงรายละเอียดการบินในวันที่ 15 กันยายนนี้ โดยยืนยันว่า การบินไทยจะมีการบินวันละ 5 เที่ยวบิน ในเส้นทางสุวรรณภูมิ-พิษณุโลก 3 เที่ยวบิน สุวรรณภูมิ-อุบลราชธานี 1 เที่ยวบิน สุวรรณภูมิ-เชียงใหม่ 1 เที่ยวบิน โดยจะใช้เครื่องบินโบอิ้ง 737 ประจำอยู่ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ แต่ต้องมีความพร้อมของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดที่จะรองรับผู้โดยสาร เช่น ท่าอากาศยาน ระบบการขนส่ง โดยองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.)

ส่วนกรณีสหภาพฯ การบินไทย ออกมาคัดค้านการย้ายเที่ยวบินในประเทศไปบินที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิวันที่ 15 กันยายน นั้น นายวันชัย กล่าวว่า เกิดจากความเข้าใจผิด เนื่องจากสหภาพฯ เข้าใจว่าจะย้ายไปทั้งหมด และได้ทำความเข้าใจแล้วว่าจะมีเครื่องบินของการบินไทยเพียง 1 ลำ วันละ 5 เที่ยวบินเท่านั้น ซึ่งสหภาพฯ เข้าใจและไม่มีปัญหาแล้ว โดยเที่ยวบินดังกล่าวจะจำหน่ายตั๋วโดยสารราคาปกติเหมือนเที่ยวบินที่ท่าอากาศยานกรุงเทพ และจะมีการมอบของที่ระลึกแก่ผู้โดยสาร ซึ่งการบินไทยเห็นว่าเป็นโอกาสดีที่มีโอกาสให้บริการก่อนที่จะเปิดจริง ทำให้พนักงานมีทักษะและความชำนาญ คุ้นเคยกับสถานที่และระบบต่าง ๆ ผู้โดยสารก็จะไม่ได้รับความเดือดร้อน

ที่มา: ผู้จัดการออนไลน์

'เพ้ง' ชี้ไร้ปัญหาแม้โลว์คอสต์ไม่ร่วมเปิดเส้นทางบินเชื่อมสุวรรณภูมิ 15 ก.ย.นี้

รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมระบุไม่มีปัญหาหากสายการบินต้นทุนต่ำปฏิเสธไม่ร่วมเปิดให้บริการเส้นทางบินเชื่อมสนามบินสุวรรณภูมิ 15 กันยายนนี้ ย้ำเน้นความสมัครใจ ขณะที่การบินไทยนำร่องเปิด 3 เส้นทางบินแน่นอนแล้ว

นายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวถึงกรณีที่ผู้บริหารสายการบินต้นทุนต่ำ หรือ โลว์คอสต์ แอรไลน์ ได้ออกมาปฏิเสธไม่เข้าร่วมกับการเริ่มให้บริการเที่ยวบินภายในประเทศ ระหว่างเส้นทางการบินต่างๆ กับสนามบินสุวรรณภูมิ โดยอ้างว่ายังไม่มีความพร้อม และไม่สามารถจัดตั้งสำนักงาน และโยกย้ายอุปกรณ์การบินได้ทัน
โดยรักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า ในส่วนนี้เป็นนโยบายของภาครัฐที่เชิญชวนสายการบินเอกชนเข้าร่วมโดยความสมัครใจ หากสายการบินใดไม่มีความพร้อมก็ไม่เป็นไร แต่ที่แน่นอนขณะนี้บริษัทการบินไทยจะทำการเปิดเส้นทางบินนำร่องตั้งแต่วันที่ 15 กันยายนนี้อย่างแน่นอน

ด้านเรืออากาศโท อภินันทน์ สุมนะเศรณี กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า สำหรับการเริ่มให้บริการเที่ยวบินระหว่างสนามบินสุวรรณภูมิกับจุดบินภายในประเทศตั้งแต่วันที่ 15 กันยายนนั้น ขณะนี้การบินไทยได้ตกลงใจที่จะเปิด 3 เส้นทางบิน รวม 5 เที่ยวบินต่อวัน ในเส้นทางสุวรรณภูมิ-พิษณุโลก 3 เที่ยวบินต่อวัน สุวรรณภูมิ-อุบลราชธานี 1 เที่ยวบินต่อวัน และสุวรรณภูมิ-เชียงใหม่ 1 เที่ยวบินต่อวัน ซึ่งจะขนส่งผู้โดยสารที่บินตรงจุดต่อจุด และไม่ได้เดินทางเชื่อมต่อไปยังจังหวัดอื่นๆ หรือในต่างประเทศ

ที่มา: ผู้จัดการออนไลน์ (9 ส.ค. 49)

สหภาพฯ การบินไทย ออกแถลงการณ์คัดค้านเปิดสนามบินสุวรรณภูมิ 15 ก.ย.

สหภาพแรงงานการบินไทย ได้ออกแถลงการณ์คัดค้านการเปิดสนามบินสุวรรณภูมิ ในวันที่ 15 กันยายนนี้ โดยเนื้อหาของเอกสารการคัดค้าน ระบุว่า นโยบายการให้สนามบินสุวรรณภูมิเริ่มเปิดให้บริการเส้นทางบินภายในประเทศครั้งนี้ สร้างความสับสนให้กับผู้โดยสาร และพนักงาน ที่ต่างทราบข่าวดังกล่าวผ่านสื่อมวลชน ไม่ใช่การสื่อสารภายในองค์กร นอกจากนี้ หากมีปัญหาด้านเทคนิค ไม่สามารถแก้ไขได้ทันท่วงที เนื่องจากอุปกรณ์ส่วนใหญ่ยังอยู่ที่สนามบินดอนเมือง และจากสภาพความเป็นจริง อุปกรณ์จะต้องมีการหมุนเวียนการใช้ร่วมกัน ระหว่างเที่ยวบินภายในประเทศ และต่างประเทศ ที่สำคัญ อาจสร้างความสับสนให้กับผู้โดยสารจากต่างประเทศ ที่ต้องไปขึ้นเครื่องที่สนามบินสุวรรณภูมิ ทั้งที่มีการจองตั๋วระบุต้นทางกรุงเทพฯ และยังมีปัญหาความไม่พร้อมของกำหนดเวลาการเข้าทำงานของพนักงาน ความไม่พร้อมของห้องทำงาน และระบบต่างๆ
นอกจากนี้ ในท้ายของแถลงการณ์ ยังเรียกร้องให้พนักงานการบินไทย ไม่ร่วมปฏิบัติงานในวันดังกล่าว

ที่มา: ผู้จัดการออนไลน์ (9 ส.ค. 49)

"นางสาวสยาม" ถึงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิแล้ว

นาวาอากาศเอก วีระยุทธ ดิษยะศริน ประธานมูลนิธิอนุรักษ์และพัฒนาอากาศยานไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ นำเครื่องบิน "นางสาวสยาม" ขึ้นบินร่วมกับเครื่องโอ-วัน ของกองทัพอากาศ และเครื่องบินฝูงบิน 604 จำนวน 7 ลำ จากท่าอากาศยานกองทัพอากาศ ลงที่สนามบินสุวรรณภูมิ เพื่อร่วมประชาสัมพันธ์สนามบินแห่งใหม่ของไทย และสร้างความมั่นใจให้ทั่วโลกเห็นถึงความพร้อมของสนามบินสุวรรณภูมิในการให้บริการแก่สายการบินทั่วโลก โดย นางสาวสยาม ได้มอบเหรียญทองไว้เป็นที่ระลึกแก่สนามบินสุวรรณภูมิ

ที่มา: ผู้จัดการออนไลน์ (9 ส.ค. 49)

งัดกลยุทธ์ดึงสายการบินในปท.เปิดสุวรรณภูมิ15ก.ค.ยังมีปัญหา

"พงษ์ศักดิ์"สั่งทอท.ลดแลกแจกแถมดึงสายการบินใช้สุวรรณภูมิ 15 ก.ย. หลังพบปัญหาเส้นทางในประเทศมีผู้โดยสารต่อเครื่อง มีเวลา 2 ชม.หวั่นใช้รถเชื่อมดอนเมืองกับสุวรรณภูมิเสี่ยง การบินไทยเปิดแผน ย้ายได้แค่ พิษณุโลก,อุบลราชธานี ส่วนเชียงใหม่,ภูเก็ต หมดสิทธิ หวั่นผู้โดยสารไม่สะดวก "วันชัย" สั่ง ตั้ง Operation Room แก้ปัญหาสายการบินไม่พร้อม

นายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมเปิดเผยภายหลังประชุมร่วมกับผู้บริหาร บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือทอท. กรมการขนส่งทางอากาศ (ขอ.) บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) วานนี้ (8 ส.ค.) ว่า การเปิดบินเชิงพาณิชย์ของสายการบินภายในประเทศแบบ Point to Point ในวันที่ 15 ก.ย.นี้ จะทำให้เกิดประโยชน์ในการเชื่อมโยงระบบต่าง ๆ ทั้งพนักงาน อุปกรณ์ และลดภาระในวันที่ 28 ก.ย.ลงได้มาก ซึ่งทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ยืนยันความพร้อมในการให้บริการ ส่วนทอท.นั้นนอกจากจะยกเว้นค่าธรรมเนียมการใช้สนามบินที่เรียกเก็บจากสายการบินที่มาใช้สนามบินสุวรรณภูมิระหว่างวันที่ 15-28 ก.ย.แล้วจะให้สิทธิพิเศษแก่สายการบินหลัง 28 ก.ย. ฟรีอีก 2 เท่า เช่น ช่วง 15-28 ก.ย.ใช้ 1 เที่ยว หลัง 28 ก.ย.จะได้แถม 2 เที่ยว และจะประสานกับหน่วยงานอื่น เช่น บริการน้ำมัน ให้ลดราคาแก่สายการบินที่ใช้สุวรรณภูมิตั้งแต่ 15 ก.ย. เป็นพิเศษเช่นกัน

"การบินไทยยืนยันที่จะจัดเที่ยวบินที่ไม่มีผู้โดยสารต่อเครื่อง( Connecting Flight) มาใช้สุวรรณภูมิและจะจัดตารางการบินทยอยเพิ่มมาเรื่อยๆ ส่วนสายการบินต้นทุนต่ำ (โลว์คอสต์แอร์ไลน์) นั้น แสดงความสนใจและอยู่ระหว่างประสานเรื่องตารางบิน โดยกรณีเที่ยวบินที่มีผู้โดยสารต่อเครื่อง ทอท.จะจัดรถบริการระหว่างดอนเมืองกับสุวรรณภูมิไว้ด้วย นอกจากนี้ สินค้าที่อยู่ใต้ท้องของเที่ยวบินโดยสารนั้น ทอท.ยืนยันว่าระบบบริการคลังสินค้าพร้อมรองรับในวันที่ 15 ก.ย. ส่วนบริการอื่นๆ ที่ไม่ทันเพราะแผนจะเริ่มให้บริการวันที่ 28 ก.ย. เช่น รถลีมูซีน ก็จะนำรถแท็กซี่มารองรับทดแทนก่อน และเพื่อเพิ่มการประชาสัมพันธ์แก่ประชาชน จะมีการจัดจ้าง Outsource ประชาสัมพันธ์เพิ่มเติมเพื่อให้ข้อมูลสนามบินทั้งหมดด้วย "

นายวันชัย ศารทูลทัต ปลัดกระทรวงคมนาคมกล่าวภายหลังเป็นประธานการประชุมการเตรียมความในการเปิดใช้ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเชิงพาณิชย์ในวันที่ 28 ก.ย. 2549 ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ว่า ทุกหน่วยงานยืนยันความพร้อม ส่วนการเปิดให้สายการบินภายในประเทศใช้สนามบินสุวรรณภูมิในวันที่ 15 ก.ย. 2549 ก่อนนั้น ต้องแยกกัน และยังมีปัญหาการต่อเครื่อง ส่วนเที่ยวบินในประเทศจะต้องดูว่าจะมีสายใดที่ไปได้โดยเรื่องนี้ ในฐานะที่เป็นประธานคณะกรรมการบริษัท การบินไทย ต้องศึกษาเพราะการย้ายไปใช้ก่อนจะเกี่ยวข้องกับการหมุนเวียนการใช้เครื่องบินด้วยซึ่งเส้นทางที่ไม่มีปัญหาก็คือ พิษณุโลก ขอนแก่น อุบลราชธานี แต่เชียงใหม่ ภูเก็ตหรือ สุราษฎร์ธานีมีผู้โดยสารต่อเครื่องอาจจะไม่ได้

นายวันชัยกล่าวว่า หลังจากการทดสอบระบบเชิงพาณิชย์วันที่ 29 ก.ค.ได้สร้างความมั่นใจถึงความพร้อมของสนามบินได้ซึ่งการเปิดในประเทศ 15 ก.ย.ก่อนจะส่งผลดีในการทดลองการใช้เครื่องมืออุปกรณ์ พนักงานได้ฝึกทดสอบการทำงานซึ่งการบินไทยมีพนักงานมากการเปิดช่วงแรกอาจจะเพิ่มพนักงานในการทำงานเพื่อให้ความช่วยเหลือกันและเป็นการฝึกทักษะเพิ่มไปพร้อมๆ กันด้วย สุดท้ายคือประชาชนจะได้เรียนรู้การเดินทางการใช้สนามบินก่อน อย่างไรก็ตามเปิดวันที่ 15 ก.ย.หรือ 28 ก.ย.ไม่ได้มีความแตกต่าง สิ่งสำคัญคือ สนามบินพร้อมแล้ว

ตั้ง Operation Room แก้ปัญหาสายการบิน

ทั้งนี้ยอมรับว่า การเปิดสนามบินจะมีปัญหาขัดข้องบ้างแน่นอนเป็นเรื่องปกติ โดยได้มอบหมายให้ทอท.และกรมการขนส่งทางอากาศ ทำ Operation Room เพื่อรวมศูนย์ข้อมูลที่สำคัญทั้งหมด มาไว้ด้วยกัน โดยเฉพาะข้อมูลเกี่ยวกับสายการบินกว่า 100 สาย ว่ามีปัญหาอะไรบ้าง และจัดเจ้าหน้าที่ตรวจสอบเพื่อแก้ปัญหาทุกวัน โดยเบื้องต้น คาดว่าภายในเดือนส.ค.สายการบินประมาณ90%จะปรับปรุงพื้นที่สำนักงานเสร็จและที่เหลือจะเสร็จก่อนสนามบนเปิด1 สัปดาห์ รวมทั้งการปรับปรุงการใช้งานของอาคารคลังสินค้าด้วย

สำหรับการบินไทยนั้น ได้จัดเที่ยวบินเส้นทางต่างประเทศบินทดสอบในวันที่ 1 ก.ย.นี้ เส้นทางฮ่องกงและสิงคโปร์ โดยเปิดพิเศษเฉพาะพนักงานการบินไทยราคาพิเศษ โดยพนักงานต้องตัวเป็นผู้โดยสารจริงๆ และกรอบความเห็นในแบบสอบถามเพื่อนำมาประเมินผลและปรับปรุงประมาณ 2 สัปดาห์ก่อนที่จะมีการเปิดเที่ยวบินพิเศษเส้นทางระหว่างประเทศทดสอบอีกประมาณกลางเดือนก.ย.สำหรับบุคคลทั่วไปอีก ทั้งนี้เห็นว่าพนักงานจะทราบถึงขั้นตอนดังนั้นจะให้ความเห็นถึงปัญหาได้อย่างชัดเจน

บินไทยวางแผนทยอยย้าย

พล.อ.อ.ณรงค์ศักดิ์ สังขพงศ์ รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่สำนักเลขานุการบริษัท การบินไทยกล่าวว่า การบินไทยได้สรุปเที่ยวบินที่จะย้ายจุดบินจากดอนเมืองมาที่สุวรรณภูมิ 2 เส้นทางคือ พิษณุโลกและอุบลราชธานี และเชียงใหม่ บางเที่ยวบิน จากนั้นจะพิจารณาทยอยเพิ่มในเส้นทางอื่น ที่มีผู้โดยสารต่อเครื่องน้อย โดยเบื้องต้น การบินไทยได้ทำแผนเที่ยวบินที่จะใช้สุวรรณภูมิแทนดอนเมืองแล้ว อาทิ สุวรรณภูมิ-พิษณุโลก ทุกวัน ไป/กลับ สุวรรณภูมิ-เชียงใหม่ 1 เที่ยวบิน เฉพาะวัน จันทร์,อังคาร,เสาร์ และสุวรรณภูมิ-อุบลราชธานี 1เที่ยวบิน เฉพาะวันจันทร์,อังคาร,พุธ,เสาร์ เป็นต้น

ทอท.ถกสายการบินสรุปเที่ยวบิน11ส.ค.

นายสมชัย สวัสดิผล ผู้อำนวยการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ กล่าวว่า การเปิดใช้สนามบินในวันที่ 15 ก.ย.สำหรับเที่ยวบินในประเทศก่อนเป็นนโยบายของรมว.คมนาคมเพื่อแบ่งเบาภาระในการโยกย้ายวันที่28 ก.ย.ซึ่งทอท.จะประชุมร่วมกับสายการบินในประเทศในวันที่11 ส.ค.นี้เพื่อสรุปปัญหาและความเป็นไปได้เสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการเตรียมการเปิดสนามบินที่มีนายศรีสุข จันทรางศุ ประธานบอร์ดทอท.เป็นประธานในวันที14 ส.ค.ต่อไป ทั้งนี้จยอมรับว่าปัญหาเที่ยวบินที่มีผู้โดยสารต่อเครื่องเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องพิจารณาเพราะมีเวลาในการรอต่อเครื่องประมาณ 2ชม.ซึ่งต้องประเมินการเดินทางระหว่างดอนเมืองกับสุวรรณภูมิเร็วสุดประมาณ45 นาทีเวลาในการออกจากเครื่องบินหลังลงจอดที่สุวรรณภูมิและการขึ้นเครื่องที่ดอนเมืองด้วย

นอกจากนี้สายการบินราคาถูกยังกังวลในเรื่องสนักงานภายในอาคารผู้โดยสารที่ยังไม่พร้อมและผู้โดยสารที่จองตั๋วล่วงหน้าด้วย

แหล่งข่าวจากกระทรวงคมนาคมกล่าวว่า การให้สายการบินในประเทศไปใช้สุวรณภูมิวันที่15 ก.ย.ก่อนไม่ได้เป็นการบังคับดังนั้นเป็นไปได้ที่หลายสายการบินอาจจะรอวนที่28 ก.ย.คราวเดียวเพราะการย้ายไปก่อนขณะที่ไม่พร้อมในหลายส่วนจะมีปัญหามากโดยเฉพาะการบริการผู้โดยสาร นอกจากนี้ ยังมีประเด็นเรื่องรหัสสนามบิน ที่ดอนเมืองใช้ BKK และเมื่อเปิดสุวรรณภูมิดอนเมืองจะต้องเปลี่ยนรหัสใหม่ดังนั้นช่วง การเปิดในประเทศก่อนสุวรรณภูมิจะต้องใช้รหัสอื่นแทนเหมือนการทดสอบ 29 ก.ค.ที่ผ่านมา

นายกอบชัย ศรีวิลาศ ที่ปรึกษาฝ่ายกิจกรรมพิเศษด้านย้ายฐานปฏิบัติการ การบินไทยกล่าวถึงความพร้อมการย้ายฐานปฏิบัติการไปสุวรรณภูมิ ว่า ในวันที่ 28 ก.ย.จะยังใช้ครัวที่ดอนเมืองผลิตอาหาร ส่วนครัวที่สุวรรณภูมิจะใช้สำหรับบรรจุเข้าชุด กิจกรรมการบินพาณิชย์สินค้าและไปรษณีย์ภัณฑ์ กิจกรรมซ่อมบำรุงอากาศยาน กิจกรรมบริการลานจอดและอุปกรณ์ภาคพื้น กิจกรรมบริการลูกค้า และฝ่ายปฏิบัติการ โดยอุปกรณ์เคลื่อนย้ายมีจำนวนกว่า 1.8 ล้านชิ้น ใช้รถบรรทุก รถตู้คอนเทนเนอร์ 2,200 เที่ยว รวมถึงรถบริการต่าง ๆ ที่การบินไทยเคลื่อนย้ายเองอีกประมาณ 800 คัน

โดยจะทำการขนย้ายจะแบ่งเป็น 3 ช่วงคือ ก่อนเปิดใช้ท่าอากาศยาน จะขนย้ายอุปกรณ์ที่สามารถขนย้าย โดยไม่มีผลกระทบต่อการปฏิบัติการการบินประจำวัน เช่น อุปกรณ์สำนักงาน ชิ้นส่วนอะไหล่บางประเภทเริ่มขนย้ายกลางเดือนส.ค.ประมาณ 1,248 เที่ยว และช่วงวันก่อนเปิด ขนย้ายอุปกรณ์ที่ใช้ปฏิบัติงานการบินประจำ เช่น อุปกรณ์บริการในลานจอด ในคลังสินค้าและครัวการบิน จำนวน 1,086 เที่ยว และช่วงหลังการเปิด ขนย้ายอุปกรณ์ที่สามารถขนย้ายได้ภายหลัง เช่น อะไหล่เครื่องบิน อะไหล่อุปกรณ์บริการในลานจอด 595 เที่ยว โดยใช้เส้นทางวิภาวดี-ดอนเมือง ทางด่วนขั้นที่ 2 - มอเตอร์เวย์ – สุวรรณภูมิ ส่วนคืนวันที่ 27 ก.ย.จะย้ายจุดจอดเครื่องบิน ที่ไม่มีผู้โดยสาร 27 ลำไปยัง สุวรรณภูมิ

ส่วนพนักงานกว่า 17,000 คน ได้จัดเตรียมรถสำหรับให้บริการ 51 คัน และได้ร่วมกับการเคหะแห่งชาติ (กคช.) ทำบ้านเอื้องหลวงเอื้ออาทรให้พนักงานที่ต้องการย้ายที่อยู่ โดยในเฟสแรกเปิดจองประมาณ 3,000 ยูนิต ซึ่งพนักงานจะได้รับการบริการทั้งรับ-ส่ง การอำนวยความสะดวกเรื่องที่พักอาศัย แพทย์ สถานศึกษาของบุตร โดยการขนย้ายอุปกรณ์ครั้งนี้การบินไทยใช้งบประมาณ 100 ล้านบาท และใช้งบประมาณ 400 ล้านบาท ติดตั้งระบบกล้องรักษาความปลอดภัยที่ทันสมัย ซึ่งจะแล้วเสร็จกลางปีหน้า โดยแผนการย้ายทั้งหมดจะพร้อมเต็มที่สำหรับการเปิดให้บริการจริงในวันที่ 28 ก.ย.

ที่มา: ผู้จัดการออนไลน์ (9 ส.ค. 49)

August 08, 2006

การบินไทยขอ1สัปดาห์ก่อนสรุปความพร้อมบินในประเทศ15ก.ย.

นายกอบชัย ศรีวิลาศ ที่ปรึกษาฝ่ายกิจกรรมพิเศษด้านย้ายฐานปฎิบัติการ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การบินไทยขอเวลา 1 สัปดาห์เพื่อศึกษารายละเอียดการทำการบินในวัน 15 กันยายนนี้ ซึ่งจะเป็นการทำการบินไทยในเส้นทางภายในประเทศ ส่วนจะมีเที่ยวบินใดบ้างต้องหารือกับคณะกรรมการฯอีกครั้ง ซึ่งหากจะพิจารณาความพร้อมแล้วทางการบินไทยมีความพร้อมในทุกด้าน แต่ต้องศึกษาถึงผลกระทบต่าง ๆ ที่จะตามมา ทั้งตารางการบิน และอุปกรณ์ต่าง ๆ เพื่อที่จะรองรับด้วย

อย่างไรก็ตาม เชื่อว่า ในวันที่ 15 กันยายนี้ หากจะให้ทำการบิน คาดว่าน่าจะเป็นการบินในลักษณะเที่ยวบินพิเศษ หรือ เที่ยวบินทดสอบนำร่อง โดยเชื่อว่าน่าจะมีทุกสายการบินทำการบินด้วยแต่ต้องรอดูความชัดเจนและการยืนยันของแต่ละสายการบินอีกครั้ง

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ (8 ส.ค. 49)

การบินไทย เตรียมสวัสดิการพนักงานรองรับย้ายมาสุวรรณภูมิ

นายกอบชัย ศรีวิลาศ ที่ปรึกษาฝ่ายกิจกรรมพิเศษด้านย้ายปฎิบัติการ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การบินไทยเตรียมความพร้อมสำหรับพนักงานกว่า 17,000 คน ที่ต้องย้ายฐานปฎิบัติการไปยังท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ โดยได้ฝึกอบรมพนักงานให้เกิดความคุ้นเคยกับสถานที่ทำงาน และเตรียมสวัสดิการทั้งการจัดรถบริการรับ-ส่ง การจัดสำนักงานแพทย์ การอำนวยความสะดวกด้านที่พักอาศัย ซึ่งได้รับความร่วมมือจากการเคหะแห่งชาติ เปิดให้จองห้องพักในราคาพิเศษ ซึ่งเริ่มเปิดจองไปแล้วเฟดแรกและในเดือนหน้าจะเปิดให้จองในเฟดที่ 2 รวมถึงสวัสดิการทางด้านการจัดหาสถานศึกษาของบุตรพนักงานการบินไทยที่ต้องย้ายมาปฎบัติงานในท่าอากาศยานสุวรรภูมิ โดยการทำงานของพนักงานการบินไทยในช่วงแรกจะมีรถบริการรับส่งจากหลักสี่- ดอนเมือง เข้าสู่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เพื่อป้องกันปัญหาความไม่สะดวกในการเดินทางของพนักงาน

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ (8 ส.ค. 49)

ไทเกอร์ แอร์เวย์สเปิดเว็บไซต์ภาษาจีน

ไทเกอร์ แอร์เวย์ส สายการบินต้นทุนต่ำของสิงคโปร์ เปิดเว็บไซต์ภาษาจีน รองรับความต้องการใช้บริการเดินทางด้วยเครื่องบินของบรรดาผู้โดยสารชาวจีนที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยผู้โดยสารชาวจีนที่เข้าไปในเว็บไซต์ www.tigerairways.com/cn จะได้รับทราบรายละเอียดเกี่ยวกับเที่ยวบิน โครงการส่งเสริมการขาย และการจองตั๋วทางออนไลน์

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ (8 ส.ค. 49)

"เพ้ง" สั่งปลัด คค.ประชุมทุกหน่วยงานเตรียมความพร้อมเปิด "สุวรรณภูมิ" พรุ่งน

นายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ในวันพรุ่งนี้ได้สั่งการให้นายวันชัย ศารทูลทัต ปลัดกระทรวงคมนาคม เรียกประชุมทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการเตรียมความพร้อมเปิดให้บริการเชิงพาณิชย์ของสนามบินสุวรรณภูมิ ภายหลังจากรัฐบาลมีนโยบายให้ย้ายเที่ยวบินภายในประเทศทั้งหมดมาเริ่มให้บริการที่สนามบินสุวรรณภูมิ ตั้งแต่วันที่ 15 กันยายนนี้ เพื่อเช็กความพร้อมของทุกหน่วยงานในช่วงโค้งสุดท้าย จากนั้นในช่วงบ่ายวันเดียวกัน หลังการประชุมคณะรัฐมนตรีแล้วเสร็จ ตนจะประชุมหารือร่วมกับผู้บริหาร บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) เพื่อกำหนดแผนรายละเอียดสำหรับวันที่ 15 กันยายน เพิ่มเติมด้วย และในช่วงบ่ายวันนี้ นายสมชัย สวัสดิผล ผู้อำนวยการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ได้เรียกประชุมผู้บริหาร และผู้แทนสายการบิน เพื่อชี้แจงกรณีการเปิดให้บริการเชิงพาณิชย์ ในวันที่ 15 กันยายนนี้ พร้อมทั้งรับฟังปัญหาของสายการบินต่างๆ ในการเตรียมความพร้อมด้วย

ที่มา: ผู้จัดการออนไลน์ (7 ส.ค. 49)

ออสเตรียนแอร์ฯมั่นใจปีนี้ยอดขายตั๋วเพิ่ม10%

ออสเตรียน แอร์ไลน์ ฉลองการเปิดเส้นทางการบินครบ 101 เมือง ครอบคลุมทั่วทวีปยุโรป ทุ่มงบกว่า 10 ล้านบาทเปิดตัวโปรโมชั่น เมืองในยุโรปกับออสเตรียน แอร์ไลน์” มั่นใจทำยอดขายเพิ่มขึ้นกว่า 10%

นายบุรณัชย์ ลิมจิตติ ผู้จัดการประจำประเทศไทย และอินโดไชน่าเปิดเผยว่า “ออสเตรียน แอร์ไลน์ เป็นสายการบินที่มีการเติบโตและขยายจุดบินอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปี 2549 ออสเตรียน แอร์ไลน์ สามารถเปิดบริการจุดบินครอบคลุมสูงสุดถึง 101 เมืองทั่วทวีปยุโรปตะวันออกและตะวันตก ซึ่งส่งผลให้ออสเตรียน แอร์ไลน์สามารถให้บริการผู้โดยสารได้มากกว่าปีละ 10.4 ล้านคน”

ทั้งนี้ เนื่องจากประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการบินของออสเตรียน แอร์ไลน์ ในภูมิภาคอินโดไชน่า ร่วมกับความพร้อมของสนามบินสุวรรณภูมิ ออสเตรียน แอร์ไลน์ มั่นใจว่าจะสามารถเป็นสื่อกลางในการประชาสัมพันธ์ และนำนักท่องเที่ยวชาวยุโรปจาก 101 เมืองบินสู่ประเทศไทยไม่น้อยกว่าปีละ 100,000 คน ซึ่งคาดว่าจะเกิดการใช้จ่ายเพื่อการท่องเที่ยวในประเทศไม่ต่ำกว่า 3500 ล้านบาทต่อปี

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าขณะนี้ธุรกิจสายการบินจะได้รับผลกระทบโดยตรง จากปัญหาราคาน้ำมันโลก แต่ออสเตรียน แอร์ไลน์ ยังคงเดินหน้าทำการตลาดแบบครบวงจรอย่างต่อเนื่องกับผู้แทนการท่องเที่ยว นักเดินทาง องค์กรภาครัฐ และเอกชนตลอดจนประชาชนทั่วไป ผ่านกิจกรรมหลากหลายซึ่งจัดขึ้นเป็นพิเศษเฉพาะสำหรับแต่ละกลุ่มเป้าหมาย ผนวกกับการเปิดช่องทางการสื่อสารทั้งการโฆษณา และประชาสัมพันธ์ เพื่อกระตุ้นตลาดการท่องเที่ยว สร้างความคุ้นเคยกับจุดหมายปลายทางต่าง ๆ ในทวีปยุโรป และการบริการของสายการบิน จึงทำให้ออสเตรียน แอร์ไลน์ สามารถขยายฐานผู้โดยสารกว้างขวางมากขึ้นเป็นลำดับ โดยปัจุบันออสเตรียน แอร์ไลน์ มีอัตราการสำรองที่นั่งไม่ต่ำกว่า
นายบุรณัชย์กล่าวและย้ำว่า สิ้นปีนี้คาดว่าจะมียอดจำหน่ายบัตรโดยสารเพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า 10%
ล่าสุดได้เปิดตัวโปรโมชั่นยิ่งใหญ่ภายใต้ชื่อ เมืองในยุโรปกับออสเตรียน แอร์ไลน์ ซึ่งเป็นโปโมชั่นที่ใช้สื่ออย่างเต็มรูปแบบ ภายใต้งบประมาณกว่า 5 ล้านบาท

ที่มา: ผู้จัดการออนไลน์ (8 ส.ค. 49)

"ทักษิณ" เปล่าเร่งเปิดสุวรรณภูมิ ระบุเตรียมเสนอ 3 แนวทางต่อ กทพ.พิจารณา

พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร รักษาการนายกรัฐมนตรี ชี้แจงกระแสข่าวเลื่อนเปิดใช้สนามบินสุวรรณภูมิอย่างเป็นทางการ จากวันที่ 28 กันยายน เป็นวันที่ 15 กันยายน แต่เตรียมเสนอทางเลือกให้ที่ประชุมคณะกรรมการพัฒนาการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ สัปดาห์หน้า ให้ย้ายสายการบินในประเทศไปก่อน เพื่อป้องกันเหตุชุลมุนในวันที่ 28 กันยายน โดยจะให้การบ้านคณะกรรมการฯ ไปพิจารณาถึงความเป็นไปได้ว่า จะสามารถดำเนินการดังกล่าวได้หรือไม่ โดยจะให้พิจารณา 3 รูปแบบ คือ ย้ายในประเทศทั้งหมด ไม่ย้ายเพื่อรอวันที่ 28 กันยายน และย้ายเฉพาะเที่ยวบินที่ไม่ต้องต่อเครื่องเท่านั้น
ส่วนการเปิดใช้สนามบินสุวรรณภูมิในช่วง 2 สัปดาห์แรกนั้น รักษาการนายกรัฐมนตรี ระบุ จะใช้รถลีมูซีนวิ่งเข้าไปในอาคารสนามบิน พร้อมเร่งให้ศึกษาเส้นทางการบินอีกด้วย

ที่มา: ผู้จัดการออนไลน์ (8 ส.ค. 49)

แหยงสุวรรณภูมิวันทูโกคาดยอดตั๋วตกชี้ระบบสื่อสารยังวุ่น

คาดเปิดสนามบินสุวรรณภูมิ ทำยอดผู้ใช้บริการสายการบิน วัน ทู-โก ชะงัก 5% ในช่วง 1-2 เดือนแรก เหตุวิตกเรื่องการเดินทางออกนอกสนามบินยังขลุกขลัก เผยปัญหาทั้งเล็กและใหญ่ยังมีอีกเพียบ ผู้บริหารสายการบินวัน –ทู-โก เผยแผนครึ่งปีหลัง เน้นขยายเส้นทางและเพิ่มลูกค้าตลาดในประเทศ หวังปั้นยอดรายได้ตลาดในประเทศเพิ่มเป็น 60% จากรายได้ ก่อนบุกต่างประเทศในปีหน้า

นางสาวมนัสนันท์ ตันติประสงค์ชัย ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท โอเรียนท์ไทย แอร์ไลน์ จำกัด ผู้ให้บริการสายการบินต้นทุนต่ำ วัน-ทู-โก เปิดเผยว่า จากการที่จะมีการย้ายสนามบินจากดอนเมืองไปสุวรรณภูมิในเดือนกันยายนศกนี้ ทั้งเส้นทางในประเทศและต่างประเทศ ในส่วนของสายการบินวัน-ทู-โก คาดว่า ช่วงระยะแรกของการเปิดใช้สนามบินราว 1-2 เดือนแรกอาจจะมีผลกระทบต่อยอดผู้ใช้บริการที่จะลดน้อยลงไปราว 5% ของจำนวนลูกค้าปกติ เฉพาะกลุ่มลูกค้าเส้นทางในประเทศ
ทั้งนี้เพราะมีผู้ใช้บริการส่วนหนึ่งที่ยังไม่เคยชินสถานที่และเกรงว่าหากเลือกเดินทางมาช่วงนั้นจะเกิดความยุ่งยากและลำบาก ทั้งเรื่องการเดินทางออกจากสนามบิน ตลอดจนระบบการบริการในสนามบิน ดังนั้นลูกค้ากลุ่มนี้อาจหันกลับไปใช้บริการรถทัวร์โดยสารแทนก่อนในช่วงแรก
แต่ทั้งนี้เชื่อว่าปรากฏการณ์ดังกล่าวคงเป็นแค่ช่วงระยะเวลาสั้นๆ ไม่กระทบต่อผลประกอบการของบริษัท ทั้งนี้เพราะ ช่วงปลายปีที่รัฐบาลจัดงานมหกรรมพืชสวนโลก เฉลิมพระเกียรติ มีนักท่องเที่ยวทั้งคนไทยและต่างชาติ สนใจที่จะเดินทางไปเข้าชมจำนวนมาก และเริ่มมียอดจองตั๋วเครื่องบินเข้ามาเยอะแล้วในขณะนี้ บริษัทจึงพิจารณา เตรียมเพิ่มเที่ยวบิน กรุงเทพ- เชียงใหม่ จากปัจจุบัน 5 ไฟล์ท ให้เป็น 8 ไฟล์ท ต่อสัปดาห์ เริ่มตั้งแต่เดือนกันยายนนี้เป็นต้นไป
ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่กลุ่มสายการบินโลว์คอสต์ยังไม่สามารถแก้ไขได้ แม้มีกำหนดเปิดให้บริการของสนามบินสุวรรณภูมิอย่างแน่นอนแล้วในวันที่ 29 กันยายนนี้ คือเรื่องของปัญหาระบบไอทีการลำเลียงกระเป๋าผู้โดยสาร ซึ่งยังไม่สามารถตกลงกับการท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย(ทอท.) ได้ว่าจะต้องแก้ไขอย่างไร เพราะระบบใหม่ไม่สามารถอ่านบาร์โค้ดของโลว์คอสต์แอร์ไลน์ได้ ซึ่งในวันที่ซ้อมบินเชิงพาณิชย์ เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ในกลุ่มของสายการบินโลว์คอสต์ยังต้องใช้ระบบมือในการขนกระเป๋าผู้โดยสาร
ขณะเดียวกัน ในส่วนของโลว์คอสต์เทอร์มินัล หรืออาคารผู้โดยสารสำหรับสายการบินโลว์คอสต์ ก็ยังไม่มีความชัดเจนว่าจะมีการสร้างได้แน่นอนหรือไม่อย่างไร เพราะแม้ว่าบอร์ด ทอท.จะมีมติให้ก่อสร้างได้ แต่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร รักษาการนายกรัฐมนตรี กลับไม่เห็นด้วยกับการสร้างอาคารพักผู้โดยสารหลังใหม่ขึ้นมาเพื่อรับผู้โดยสารที่ใช้บริการสายการบินโลว์คอสต์ ซึ่งในส่วนของผู้ประกอบการกลุ่มสายการบินโลว์คอสต์ ต่างไม่ได้ข้อยุติจากปัญหาดังกล่าว เพราะทั้งหมดต้องรอนโยบายจากภาครัฐ
นอกจากนั้นในส่วนของแผนการย้ายออฟฟิศของสายการบินต่างๆก็ยังไม่ได้รับการยืนยันหรือได้รับแผนงานที่ชัดเจนจากทางภาครัฐ เพื่อที่จะสามารถวางแผนงานได้อย่างละเอียด สิ่งต่างๆเหล่านี้ ถือเป็นปัญหาที่ยังส่งผลให้การเปิดใช้สนามบินสุวรรณภูมิอาจจะยังไม่สมบูรณ์เท่าที่ควร ซึ่งยังไม่นับปัญหาอื่นอีกมากที่ยังไม่ชัดเจนในหลายเรื่องที่จะตามมาในอนาคตด้วย
ออกบัตรCFU ขยายฐานลูกค้า
นางสาวมนัสนันท์กล่าวว่า สำหรับในส่วนของแผนการตลาดครึ่งปีหลังจากนี้ไป บริษัทฯจะเน้นให้ความสำคัญกับการทำตลาดเส้นทางในประเทศเพิ่มมากขึ้น ตั้งเป้าใช้งบประมาณส่วนนี้ไว้ที่ 8-10% ของรายได้ จากปีก่อนจะใช้งบการตลาดเพียง 5-6% ของรายได้เท่านั้น โดยจะใช้ทำกิจกรรม บีโลว์เดอะไลน์ เน้นเข้าตรงถึงตัวลูกค้าเป้าหมาย และการเพิ่มเส้นทางบินใหม่ๆที่เล็งไว้และเตรียมที่จะเปิด ได้แก่ พิษณุโลก กระบี่ และ นครศรีธรรมราช
นอกจากนั้นยังขยายช่องทางจำหน่ายตั๋วและนำเสนอสินค้าใหม่ ให้ครอบคลุม แต่ละกลุ่มเป้าหมาย เป็นการขยายฐานลูกค้า ล่าสุดในวันที่ 16 สิงหาคม 49 บริษัทเตรียมเปิดตัว บัตร CFU การ์ด โดยบัตรนี้จะจับ 3 กลุ่มลูกค้าหลัก ได้แก่ คอร์ปอเรท ครอบครัว และกลุ่มมหาลัย ซึ่งในที่นี้ จะรวมทั้งอาจารย์ นิสิต นักศึกษา และเจ้าหน้าที่ของสถาบันการศึกษา
CFU การ์ด เป็น บัตรสมาชิก ที่ไม่ระบุชื่อผู้ถือ เพียงแต่แสดงบัตรประจำตัวขององค์กรที่สังกัดอยู่ก็สามารถมีสิทธิ์ใช้บริการได้ ส่วนราคาสมาชิก CFU การ์ด จะอยู่ที่ ใบละ 17,000-19,500 บาท แล้วแต่จังหวัดที่จะเดินทางไป บัตรมีอายุ 1 ปี โดยบัตรหนึ่งใบจะเป็นราคาสำหรับ 10 เที่ยว แต่สามารถเดินทางได้ 11 เที่ยว ตรงนี้จึงถือเป็นอีกกลยุทธ์หนึ่ง ของการมอบความสะดวกให้ลูกค้า โดยไม่ต้องเสียเวลาสะสมไมล์ ตั้งเป้ายอดจำหน่ายเดือนแรกไว้ที่ 500-1,000 ใบ
อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ บริษัทได้เปิดตัว “Ticket to Go” ตั๋วโดยสารสะดวกซื้อ มีจำหน่ายที่ร้านสะดวกซื้อ เช่น เซเว่น อีเลฟเว่น , บลิสเทลชอป ,ไทยทิกเก็ต มาสเตอร์ ,เจมาร์ท และเตรียมขยายไปที่ร้าน ไอโมบาย ส่วนอนาคตเตรียมเจรจาเปิดจำหน่ายที่ธนาคาร ซึ่งตรงนี้ ช่วยให้ วัน-ทู-โก มียอดจองตั๋วโดยสารล่วงหน้าเพิ่มขึ้นมาเป็น 10-20% จากเดิมที่ยอดจองล่วงหน้าของ วัน-ทู-โก จะมีไม่ถึง 5% ทั้งนี้เพราะ เราเป็นสายการบินโลว์คอสต์ที่ขายตั๋วโดยสารราคาเดียวทุกที่นั่ง และไม่คิดค่าบริการกรณีเปลี่ยนแปลงวันเดินทาง จึงไม่ค่อยมีลูกค้าจองล่วงหน้า
ดันวัน-ทู-โก สร้างรายได้หลัก
นางสาวมนัสนันท์ กล่าวอีกว่า ในช่วง 1 ปีนับจากนี้ไป บริษัทฯจะสร้างฐานตลาดเส้นทางในประเทศให้แข็งแกร่งก่อน เพราะเห็นว่ากำลังซื้อตลาดในประเทศยังมีอยู่สูง และมีอีกหลายเดสสิเนชั่นที่น่าสนใจไปเปิดเส้นทางบินใหม่ๆ โดยครึ่งปีหลังคาดผลประกอบการจะโตกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนราว 40% ขณะที่ผลประกอบการรวมทั้งปีนี้น่าจะอยู่ที่ 4,200 ล้านบาท ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ โดยแบ่งเป็น 40% เป็นรายได้จาก วัน-ทู-โก อีก 60% เป็นรายได้จากโอเรียนท์ไทย ซึ่งบินในเส้นทางต่างประเทศ
แต่ปีหน้า คาดว่า รายได้จาก วัน-ทู-โก จะเพิ่มสัดส่วนเป็น 60% และโอเรียนท์ไทยจะเป็น 40% เพราะบริษัทมีแผนขยายเส้นทางบินในประเทศอีกหลายเส้นทาง ล่าสุด เมื่อ กลางเดือนกรกฎาคม ที่ผ่านมา เปิดเส้นทางบิน กรุงเทพ-ขอนแก่น ซึ่งตลาดตอบรับดี ซึ่งเราขอเป็นสายการบินที่เพิ่มทางเลือกให้แก่ผู้โดยสาร เพราะเส้นทางดังกล่าวมีการบินไทยเพียงรายเดียวที่บินอยู่ โดยราคา วัน-ทู-โกจะถูกกว่า การบินไทยประมาณ 400-500 บาทต่อเที่ยว
ปัจจุบัน โอเรียท์ไทย บินใน 2 ประเทศคือเกาหลีใต้ และ ฮ่องกง ส่วนการขยายเส้นทางไปประเทศอื่นอยู่ระหว่างการพิจารณา เพราะต้องรอความพร้อมของฝูงบิน ที่จะเริ่มทยอยเข้ามาในสิ้นปีนี้ตามคำสั่งซื้อ และเช่าซื้อ อีกทั้งต้องมั่นใจในพันธมิตรทางการค้าก่อนลงทุน ส่วนเส้นทางในประเทศ บริษัทค่อนข้างมั่นใจจากผลตอบรับของลูกค้า ปัจจุบัน วัน-ทู-โก มีอัตราผู้โดยสารเฉลี่ยต่อเที่ยว ราว 85% จาก 5 เดสติเนชั่น รวม 13 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ ซึ่งบินออกจากกรุงเทพ ไปยัง เชียงใหม่ ภูเก็ต ขอนแก่น หาดใหญ่ เชียงราย และสุราษฎร์ธานี

ที่มา: ผู้จัดการออนไลน์ (8 ส.ค. 49)

คมนาคมถกเครียดเปิดสนามบินสุวรรณภูมิ 15 ก.ย.นี้-รับมีปัญหาเพียบ

ผู้บริหารกระทรวงคมนาคมหารือเครียดถึงการย้ายเที่ยวบินในประเทศจากท่าอากาศยานกรุงเทพไปใช้ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิวันที่ 15 กันยายนนี้ หลังพบมีปัญหามาก โดยเฉพาะผลกระทบที่มีต่อการโยกย้ายอุปกรณ์การบินและตารางการบินที่มีผู้โดยสารต่อเครื่อง ขณะที่สายการบินหลายสายยอมรับอาจย้ายไปใช้ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิไม่ทันกำหนดใหม่

วันนี้ (8 ส.ค.) นายวันชัย ศารทูลทัต ปลัดกระทรวงคมนาคม เป็นประธานประชุมผู้บริหารหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการเตรียมความพร้อมการเปิดใช้ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ หลังจากรัฐบาลมีนโยบายให้การโยกย้ายเที่ยวบินภายในประเทศทั้งหมดไปเริ่มบินขึ้น-ลงตั้งแต่วันที่ 15 กันยายนนี้ จากกำหนดเดิมวันที่ 28 กันยายน หรือเร็วกว่ากำหนดเดิม 14 วัน โดยระหว่างการประชุม ปลัดกระทรวงคมนาคม ได้สอบถามเพื่อให้แต่ละหน่วยงานยืนยันความพร้อมในการโยกย้าย ขณะที่เนื้อหาของการประชุมหลายหน่วยงานได้แสดงความเป็นห่วงถึงความพร้อมหลายด้าน เช่น ความพร้อมด้านการจราจร การจัดตารางการบิน ซึ่งการเลื่อนกำหนดเร็วขึ้น กระทบกับแผนเดิมที่หลายหน่วยงานจัดทำขึ้น โดยเฉพาะสายการบินต่าง ๆ ที่ขณะนี้ยังไม่สามารถระบุว่าจะสามารถย้ายมาเริ่มให้บริการในวันที่ 15 กันยายนนี้ได้หรือไม่ แต่เบื้องต้น กระทรวงคมนาคมต้องการให้กำหนดการโยกย้ายดังกล่าว เป็นไปตามความสมัครใจของสายการบินแต่ละแห่ง

ทั้งนี้ มีรายงานจากบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ขณะนี้การเลื่อนกำหนดเปิดให้บริการเร็วขึ้นกระทบกับแผนการขนย้ายอุปกรณ์การบิน ซึ่งเดิมยึดแผนในวันที่ 28 กันยายน โดยแผนการโยกย้ายอุปกรณ์การบินจะกระทบกับตารางการบินรวม 74 เที่ยวบิน ซึ่งในจำนวนดังกล่าวเป็นเที่ยวบินของการบินไทย 27 เที่ยวบิน ขณะนี้ต้องประเมินว่า อุปกรณ์ที่มีการขนย้ายไปแล้ว เพื่อการทดสอบในวันที่ 29 กรกฎาคมที่ผ่านมาเพียงพอหรือไม่ ขณะที่ปัญหาที่เกิดกับตารางการบินขณะนี้

เบื้องต้นผู้บริหารการบินไทย ยืนยันต่อกระทรวงคมนาคมว่า เที่ยวบินจากจังหวัดท่องเที่ยวสำคัญ คือจากจังหวัดภูเก็ต และเชียงใหม่มาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ยังไม่สามารถดำเนินการได้ เนื่องจากจะทำให้ผู้เดินทางที่ต้องไปต่อเครื่องกลับต่างประเทศ เกิดความสับสน นอกจากนี้ ฝ่ายบริหารยังได้สั่งการให้ฝ่ายการตลาด ไปนำข้อมูลรายละเอียดมาศึกษา เพื่อให้ทราบว่ามีจำนวนผู้โดยสารเท่าไร ที่มีการจองตั๋วโดยสารเดินทางไปแล้วและจะได้รับผลกระทบในช่วง 14 วันดังกล่าว เพื่อแจ้งให้ผู้โดยสารทราบว่า จะต้องมาลงเครื่องและขึ้นเครื่องที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ

ที่มา: ผู้จัดการออนไลน์ (8 ส.ค. 49)

เปิดกว้างให้เที่ยวบินในประเทศใช้สุวรรณภูมิ 15 ก.ย.นี้เป็นไปโดยสมัครใจ

ปลัดกระทรวงคมนาคมยอมรับการย้ายเที่ยวบินในประเทศมาเริ่มให้บริการที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิวันที่ 15 กันยายน นี้ จะเป็นการประกาศเชิญชวนสายการบินต่าง ๆ ให้มาเข้าร่วมโดยความสมัครใจ ขณะที่ การบินไทย จะมีการโยกย้ายมาบินขึ้น-ลงที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิในบางเส้นทาง ยืนยันการนำร่องการให้บริการของเที่ยวบินที่สุวรรณภูมิเร็วขึ้นจะส่งผลดีมากกว่าผลเสีย

นายวันชัย ศารทูลทัต ปลัดกระทรวงคมนาคม กล่าวภายหลังประชุมหัวหน้าส่วนราชการในสังกัดที่เกี่ยวข้องเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับเปิดให้บริการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ว่า เพื่อให้หัวหน้าส่วนราชการยืนยันความพร้อมในการเตรียมเปิดให้บริการเชิงพาณิชย์ของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเต็มรูปแบบในวันที่ 28 กันยายน นี้ ตามที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ในฐานะฝ่ายเลขานุการของคณะกรรมการบริหารพัฒนาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (กทภ.) ได้สอบถามความพร้อมมายังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งกระทรวงคมนาคม บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. และบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เพื่อให้ได้รับคำตอบก่อนที่จะรายงานให้ที่ประชุม กทภ.ทราบในการประชุมครั้งต่อไป ซึ่งในวันนี้ ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยืนยันถึงความพร้อม ที่จะสามารถให้บริการได้ตามกำหนดดังกล่าว ส่วนอุปสรรคที่มี ขณะนี้ถือว่าเป็นเพียงประเด็นเล็กน้อย เช่น การจัดเตรียมความพร้อมของอาคารคลังสินค้า หรือคาร์โก้ ซึ่งมีการปรับปรุงสภาพตัวอาคาร เชื่อว่างานทั้งหมดจะแล้วเสร็จพร้อมให้บริการตามกำหนดแน่นอน

สำหรับกรณีที่รัฐบาลได้มอบนโยบายให้เลื่อนกำหนดการเริ่มให้บริการสำหรับเที่ยวบินในประเทศเร็วขึ้น มาเป็นวันที่ 15 กันยายน จากกำหนดเดิมวันที่ 28 กันยายน นั้น กระทรวงคมนาคมขอยืนยันว่าทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังจะทำแผนรายละเอียด แต่ในเบื้องต้นการเริ่มให้บริการของสายการบินต่าง ๆ จะมีลักษณะเชิญชวนว่าหากสายการบินใดมีความพร้อมก็สามารถเริ่มให้บริการได้ สำหรับการบินไทยนั้น เที่ยวบินที่จะมีความพร้อมสามารถเริ่มดำเนินการได้ในวันที่ 15 กันยายน จะเป็นบางเส้นทาง อาทิ เที่ยวบินระหว่างท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ-พิษณุโลก ขอนแก่น อุบลราชธานี ขณะที่เที่ยวบินจากจังหวัดท่องเที่ยวสำคัญ เช่น เชียงใหม่ ภูเก็ต จะยังใช้ท่าอากาศยานกรุงเทพ ไปจนถึงวันที่ 28 กันยายน เพื่อไม่ให้เกิดความสับสนสำหรับผู้เดินทางที่ต้องต่อเครื่องไปต่างประเทศ

ปลัดกระทรวงคมนาคม กล่าวอีกว่า การเริ่มให้บริการเที่ยวบินในประเทศเร็วขึ้นจะส่งผลดี นอกจากลดการกระจุกตัวของการย้ายเที่ยวบินในวันที่ 28 กันยายน แล้ว ยังสามารถช่วยทดสอบอุปกรณ์ที่จะนำมาใช้ การเรียนรู้งานของบุคลากรที่จะมาปฏิบัติงานจริง รวมถึงสร้างความคุ้นเคยให้กับประชาชนที่จะเดินทางมาใช้บริการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิด้วย ส่วนการอำนวยความสะดวกให้แก่สายการบินต่าง ๆ นั้น ได้สั่งให้ ทอท.และกรมการขนส่งทางอากาศ ร่วมกันจัดตั้งห้องข้อมูลหรือดาต้ารูม เพื่อให้ทุกสายการบินสามารถให้ข้อมูลถึงอุปสรรคปัญหาและขอความร่วมมือในการดำเนินการเตรียมความพร้อมของตนเอง ทำให้เกิดความร่วมมือและคล่องตัวมากขึ้น

สำหรับความวิตกในเรื่องการขนย้ายอุปกรณ์การบิน ซึ่งเดิมการบินไทยจะมีการย้ายอุปกรณ์ทั้งหมดในวันที่ 27 กันยายน แต่หากมีการย้ายเที่ยวบินในประเทศเร็วขึ้น ก็จะไม่ส่งผลให้เกิดปัญหาในเรื่องจำนวนอุปกรณ์ที่จะพอเพียงต่อการใช้งาน เนื่องจากขณะนี้การบินไทยได้มีการทยอยขนย้ายอุปกรณ์อย่างต่อเนื่อง ซึ่งเมื่อนำมารวมกับอุปกรณ์ใหม่ที่ได้จัดซื้อ เชื่อว่าจะเพียงพอต่อความต้องการแน่นอน นอกจากนี้ ในวันดังกล่าวทุกหน่วยงานทั้ง ทอท. และการบินไทย ยังสั่งให้เพิ่มจำนวนเจ้าหน้าที่ที่เข้าทำงานมากขึ้นอีก 1 เท่าตัว เพื่อสามารถรองรับและแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้าได้อย่างทันท่วงที

ด้าน นายสมชัย สวัสดีผล ผู้อำนวยการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ กล่าวว่า สำหรับการประสานความร่วมมือระหว่าง ทอท.และบริษัทสายการบินต่าง ๆ นั้น ทอท.ได้แต่งตั้งคณะกรรมการ 1 ชุด มีรองผู้อำนวยการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเป็นประธาน โดยในวันที่ 11 สิงหาคม นี้ จะประชุมร่วมกับสายการบินต่าง ๆ เพื่อเตรียมความพร้อมของเที่ยวบินตามกำหนดการดังกล่าว ก่อนที่จะมีการสรุปผลเพื่อรายงานให้คณะกรรมการ ทอท.ทราบในวันที่ 14 สิงหาคม

ที่มา: ผู้จัดการออนไลน์ (8 ส.ค. 49)

บินไทยแจงแผนขนย้ายไปสนามบินสุวรรณภูมิ 28 ก.ย.นี้

ผู้บริหารการบินไทยชี้แจงแผนการย้ายฐานปฏิบัติการจากท่าอากาศยานกรุงเทพไปยังท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ โดยแบ่งเป็น 3 ช่วง ใช้งบประมาณ 100 ล้านบาท เริ่มขนย้ายตั้งแต่กลางเดือนสิงหาคมนี้ และกำลังศึกษาจัดเที่ยวบินในประเทศร่วมบินในวันที่ 15 กันยายนตามนโยบายรัฐบาล แต่ยืนยันความพร้อมทั้งหมดจะมีขึ้นวันที่ 28 กันยายนนี้

นายกอบชัย ศรีวิลาศ ที่ปรึกษาฝ่ายกิจกรรมพิเศษด้านย้ายฐานปฏิบัติการ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) แถลงความพร้อมการย้ายฐานปฏิบัติการ ว่า ประกอบด้วย 6 กิจกรรม คือ กิจกรรมครัวการบิน ซึ่งในวันที่ 28 กันยายนจะยังใช้ครัวที่ท่าอากาศยานกรุงเทพผลิตอาหารไปก่อน ส่วนครัวที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิจะใช้สำหรับบรรจุเข้าชุด กิจกรรมการบินพาณิชย์สินค้าและไปรษณีย์ภัณฑ์ กิจกรรมซ่อมบำรุงอากาศยาน กิจกรรมบริการลานจอดและอุปกรณ์ภาคพื้น กิจกรรมบริการลูกค้า และฝ่ายปฏิบัติการ โดยอุปกรณ์เคลื่อนย้ายมีจำนวนกว่า 1.8 ล้านชิ้น ใช้รถบรรทุก รถตู้คอนเทนเนอร์ 2,200 เที่ยว รวมถึงรถบริการต่าง ๆ ที่การบินไทยเคลื่อนย้ายเองอีกประมาณ 800 คัน

ทั้งนี้ การเคลื่อนย้ายจะแบ่งเป็น 3 ช่วงคือ ก่อนเปิดใช้ท่าอากาศยาน จะขนย้ายอุปกรณ์ที่สามารถขนย้าย โดยไม่มีผลกระทบต่อการปฏิบัติการการบินประจำวัน เช่น อุปกรณ์สำนักงาน ชิ้นส่วนอะไหล่บางประเภทเริ่มขนย้ายกลางเดือนสิงหาคมนี้ ประมาณ 1,248 เที่ยว และช่วงวันก่อนเปิดใช้ท่าอากาศยานขนย้ายอุปกรณ์ที่ใช้ปฏิบัติงานการบินประจำ เช่น อุปกรณ์บริการในลานจอด ในคลังสินค้าและครัวการบิน จำนวน 1,086 เที่ยว และช่วงหลังการเปิดใช้ท่าอากาศยานขนย้ายอุปกรณ์ที่สามารถขนย้ายได้ภายหลัง เช่น อะไหล่เครื่องบิน อะไหล่อุปกรณ์บริการในลานจอด 595 เที่ยว โดยใช้เส้นทางวิภาวดี-ดอนเมือง ทางด่วนขั้นที่ 2 - มอเตอร์เวย์ – สุวรรณภูมิ ส่วนคืนวันที่ 27 กันยายน ต้องย้ายจุดจอดเครื่องบิน โดยทำการบินตัวเครื่องเปล่าไม่มีผู้โดยสารจำนวน 27 ลำไปยังท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ซึ่งในการขนย้ายจะมีการตั้งศูนย์ปฏิบัติการและศูนย์ประชาสัมพันธ์สำหรับสื่อมวลชนที่อาคารการบินไทย เพื่อให้ข่าวสารต่อสาธารณะ

ส่วนการเคลื่อนย้ายพนักงานกว่า 17,000 คน ได้จัดเตรียมรถสำหรับให้บริการ 51 คัน และได้ร่วมกับการเคหะแห่งชาติ (กคช.) ทำบ้านเอื้องหลวงเอื้ออาทรให้พนักงานที่ต้องการย้ายที่อยู่ โดยในเฟสแรกเปิดจองประมาณ 3,000 ยูนิต ซึ่งพนักงานจะได้รับการบริการทั้งรับ-ส่ง การอำนวยความสะดวกเรื่องที่พักอาศัย แพทย์ สถานศึกษาของบุตร โดยการขนย้ายอุปกรณ์ครั้งนี้การบินไทยใช้งบประมาณ 100 ล้านบาท นอกจากนี้ ยังได้เตรียมงบประมาณเพื่อการประชาสัมพันธ์ ซึ่งจะเริ่มออกสื่อต่าง ๆ วันพรุ่งนี้ (9 ส.ค.) สำหรับอาคารปฏิบัติการที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ การบินไทยใช้งบประมาณ 400 ล้านบาท ติดตั้งระบบกล้องรักษาความปลอดภัยที่ทันสมัย ซึ่งจะแล้วเสร็จกลางปีหน้า โดยแผนการย้ายทั้งหมดจะพร้อมเต็มที่สำหรับการเปิดให้บริการจริงในวันที่ 28 กันยายนนี้

สำหรับกรณีรัฐบาลมีนโยบายเปิดให้สายการบินในประเทศใช้บริการที่สนามบินสุวรรณภูมิวันที่ 15 กันยายนนั้น นายกอบชัย กล่าวว่า การบินไทยกำลังศึกษาว่าจะสามารถจัดเที่ยวบินใดบ้างไปร่วมบิน เพราะเป็นไปไม่ได้ที่จะให้ทุกเที่ยวบินไปขึ้น-ลงที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิทั้งหมด เพราะทุกอย่างได้มีการวางแผนไว้ล่วงหน้าหมดแล้ว

ที่มา: ผู้จัดการออนไลน์ (8 ส.ค. 49)

ทอท.งัดไม้เด็ดล่อใจสายการบินที่พร้อมให้บริการ 15 ก.ย.นี้

บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. ประกาศลดแลกแจกแถมให้แก่สายการบินที่พร้อมเปิดให้บริการเที่ยวบินภายในประเทศที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ตั้งแต่วันที่ 15 กันยายน นี้ โดยนอกจากเครื่องบินที่นำมาลงจะไม่เก็บค่าธรรมเนียมลงจอดแล้ว ยังจะได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมลงจอดอีก 2 เที่ยว หลัง 28 กันยายน เป็นต้นไป

นายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวภายหลังร่วมประชุมกับผู้บริหาร บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. ในช่วงบ่ายวันนี้ (8 ส.ค.) ว่า ในที่ประชุมได้ประเมินผลการทดสอบท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ซึ่งพบว่าประสบผลสำเร็จและมีข้อขัดข้องเพียงเล็กน้อย อย่างไรก็ตาม ในการทดสอบครั้งต่อไป ทอท.จะให้ความสำคัญกับการทดสอบระบบความปลอดภัย โดยหลังจากนี้บริเวณพื้นที่ทั้งภายในอาคารผู้โดยสารและพื้นที่ทำการบินอื่น ๆ จะมีการตรวจคนเข้า-ออกอย่างเข้มงวด สำหรับการทดสอบครั้งต่อไป ซึ่งการตรวจดังกล่าวจะไม่ยกเว้นแม้แต่รัฐมนตรีและผู้ติดตามที่มาใช้บริการ

สำหรับการเปิดเที่ยวบินภายในประเทศตั้งแต่วันที่ 15 กันยายน เป็นต้นไป นายพงษ์ศักดิ์ กล่าวว่า ได้มีการสอบถามความพร้อมของหน่วยงานแต่ละแห่ง เช่น บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย ที่ดูแลระบบสื่อสารของท่าอากาศยาน ได้ให้คำยืนยันว่าระบบจะสมบูรณ์และให้บริการเสมือนจริงตลอด 24 ชั่วโมง ในเรื่องของระบบสื่อสาร ระบบเรดาร์ต่าง ๆ ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน เป็นต้นไป ระบบไฟสัญญาณของพื้นที่ลู่วิ่งทางขับและแท็กซี่เวย์ทั้งหมด ก็มีความพร้อมแล้วเช่นกัน

ส่วนการจูงใจให้สายการบินในประเทศเข้าร่วมการเริ่มให้บริการตั้งแต่วันที่ 15 กันยายนนี้ ได้หารือกับผู้บริหาร ทอท. ซึ่งเห็นตรงกันว่าต้องมีการให้สิทธิประโยชน์แก่สายการบินที่ให้ความร่วมมือเข้ามาร่วมบริการ จึงได้มีการยื่นข้อเสนอหากสายการบินใดเข้ามาเริ่มให้บริการเที่ยวบินในประเทศตั้งแต่วันที่ 15 กันยายน เป็นต้นไป นอกจากการขึ้น-ลงในแต่ละครั้งจะไม่เสียค่าธรรมเนียมลงจอดหรือแลนดิ้งฟรีแล้ว จะได้รับการบันทึกและงดเว้นค่าธรรมเนียมเพิ่มอีก 2 เที่ยวในการนำเครื่องบินลงจอดหลัง 28 กันยายน เป็นต้นไป ด้วย สำหรับการบินไทย ที่จะเริ่มให้บริการตั้งแต่วันที่ 15 กันยายน จะมีลักษณะการทยอยนำเส้นทางบินระหว่างท่าอากาศยานสุวรรณภูมิกับจังหวัดต่าง ๆ ที่ไม่มีผู้โดยสารต้องเดินทางต่อไปยังต่างประเทศ เช่น เส้นทางสุวรรณภูมิ-พิษณุโลก สุวรรณภูมิ-อุบลราชธานี ก่อนที่จะมีการขยายเส้นทางมากขึ้น หลังวันที่ 15 กันยายน ส่วนการให้บริการผู้โดยสารที่จะต้องมีการเดินทางเชื่อมต่อระหว่างเส้นทางบินในประเทศและต่างประเทศในช่วง 14 วันดังกล่าว ได้สั่งการให้องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) จัดรถบัสวิ่งรับ-ส่งผู้โดยสารที่ต้องการใช้บริการ โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายด้วย

ที่มา: ผู้จัดการออนไลน์ (8 ส.ค. 49)

August 07, 2006

การบินไทย-ทอท. ประกาศพร้อมรับเปิดสุวรรณภูมิ 15 ก.ย.นี้

เรืออากาศโทอภินันท์ สุมนะเศรณี กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บมจ.การบินไทย กล่าวว่า ตามที่รัฐบาลจะให้มีการย้ายเที่ยวบินภายในประเทศทั้งหมดมาบินขึ้น-ลงที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ แทนท่าอากาศยานกรุงเทพ ตั้งแต่วันที่ 15 กันยายนนี้ การบินไทย ยืนยันว่า การบินไทยมีความพร้อมสามารถดำเนินการได้ และถือเป็นแนวคิดที่ดี ตามที่การบินไทยเคยเสนอความเห็นดังกล่าว เนื่องจากต้องการให้เกิดการทดสอบระบบและใช้งานท่าอากาศยานอย่างต่อเนื่อง นับจากการทดสอบบินครั้งใหญ่วันที่ 29 กรกฎาคมที่ผ่านมา จนถึงการทดสอบเที่ยวบินระหว่างประเทศในวันที่ 1 กันยายนนี้ จนถึง 15 กันยายน และการเปิดบริการเต็มรูปแบบในวันที่ 28 กันยายนนี้

เรืออากาศโทอภินันท์ กล่าวว่า ขณะนี้การบินไทยกำลังจัดทำแผนรายละเอียดสำหรับตารางการบินที่จะได้รับผลกระทบตั้งแต่วันที่ 15-28 กันยายน ส่วนความวิตกว่าเที่ยวบินที่จะมีผู้โดยสารชาวต่างประเทศที่ต้องเดินทางกลับจากท่องเที่ยวในต่างจังหวัดและต้องมาต่อเที่ยวบินระหว่างประเทศกลับนั้น อาจต้องประสบปัญหาในการมาขึ้นเครื่องบินตามตารางเวลา หากมีการแยกเที่ยวบินในประเทศและระหว่างประเทศ เป็น 2 ท่าอากาศยานนั้น การบินไทยได้เตรียมแผนไว้แล้ว โดยในส่วนของเที่ยวบินจากจังหวัดที่เป็นเมืองท่องเที่ยวสำคัญ เช่น เชียงใหม่ และภูเก็ต จะยังใช้ท่าอากาศยานกรุงเทพเหมือนเดิม ไปจนถึงวันที่ 28 กันยายน ก่อนย้ายไปท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ

ขณะที่แผนรายละเอียดที่การบินไทย จะต้องกำหนดขณะนี้คือ เรื่องตารางการบิน ที่ต้องมีการประสานงานกับสายการบินอื่น ๆ รวมถึงเรื่องอุปกรณ์ที่ใช้ภายในท่าอากาศยานทั้งหมด ซึ่งต้องจัดทำรายละเอียดว่า ในระหว่างช่วงวันที่ 15-28 กันยายนนี้ จะต้องมีการย้ายอุปกรณ์ จากท่าอากาศยานกรุงเทพ ไปท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ มากน้อยแค่ไหน และแบ่งอุปกรณ์อย่างไรให้การบริการทางการบินมีประสิทธิภาพมากที่สุด

ด้านนายสมชัย สวัสดิผล ผู้อำนวยการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ กล่าวว่า ทอท. ได้รับนโยบายในการเปิดให้บริการเที่ยวบินในประเทศของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ วันที่ 15 กันยายนนี้แล้ว และจะมีการประชุมร่วมกับผู้บริหารสายการบินในเร็ว ๆ นี้ สำหรับความวิตกในเรื่องผู้โดยสารที่จะต้องต่อเครื่องบินนั้น ขณะนี้จะมีการทำแผนประชาสัมพันธ์และแยกผู้โดยสารออกมา เพื่อแจ้งให้ทราบว่า เครื่องบินจะลงจอดที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เพื่อให้กำหนดเวลาเดินทางได้เหมาะสม นอกจากนี้ จะมีการจัดการเรื่องกระเป๋าสัมภาระ แยกผู้โดยสารกลุ่มดังกล่าวออกจากผู้โดยสารทั๋วไป โดยให้มีการนำกระเป๋าสัมภาระผ่านระบบตรวจกระเป๋าเฉพาะที่เตรียมไว้เพื่อให้เกิดความคล่องตัว รวมถึงการจัดรถด่วนระหว่าง 2 ท่าอากาศยาน ซึ่งขณะนี้ ทอท. กำลังเร่งจัดทำแผนปฏิบัติการอยู่ คาดว่าจะแล้วเสร็จในเร็ว ๆ นี้


ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ (7 ส.ค. 49)

'เพ้ง' ระบุสุวรรณภูมิจะเปิดให้บริการเร็วขึ้นเป็น 15 ก.ย.นี้

รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ระบุคณะกรรมการบริหารพัฒนาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ หรือ กทภ. จะประชุมนัดสุดท้ายวันที่ 18 สิงหาคมนี้ ขณะที่รักษาการนายกรัฐมนตรีจะประกาศเลื่อนเปิดให้บริการสำหรับเที่ยวบินในประเทศของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเร็วขึ้น ในวันที่ 15 กันยายนนี้ เพื่อป้องกันความวุ่นวายในการขนย้ายอุปกรณ์
นายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมการ กทภ. วันที่ 18 สิงหาคมนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร รักษาการนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นประธานที่ประชุม จะประกาศเริ่มเปิดให้บริการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ อย่างเป็นทางการ ซึ่งล่าสุด รักษาการนายกรัฐมนตรีได้สั่งให้มีการเลื่อนกำหนดเปิดบริการเชิงพาณิชย์ให้เร็วขึ้นสำหรับเที่ยวบินภายในประเทศทั้งหมด ซึ่งจะมีการโยกย้ายอุปกรณ์และเริ่มให้บริการตั้งแต่วันที่ 15 กันยายนนี้เป็นต้นไป จากกำหนดเดิมวันที่ 28 กันยายน

นายพงษ์ศักดิ์ กล่าวว่า สาเหตุสำคัญที่ทำให้มั่นใจว่า ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิจะพร้อมให้บริการเร็วขึ้น เกิดจากผลสำเร็จของการทดสอบท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคมที่ผ่านมา ขณะที่งานระบบต่าง ๆ ของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ มีความพร้อมให้บริการได้แล้ว รวมทั้งการเลื่อนระยะเวลากำหนดเปิดให้บริการของสายการบินในประเทศให้เร็วขึ้น ยังมีข้อดีที่จะทำให้การโยกย้ายอุปกรณ์ในวันที่ 28 กันยายนนี้ ที่จะเหลือเฉพาะเที่ยวบินระหว่างประเทศเท่านั้น ไม่เกิดการกระจุกตัวและเท่ากับมีการได้ทดลองใช้ท่าอากาศยานจริงเพิ่มขึ้นอีก 14 วัน เพื่อทราบปัญหาที่อาจเกิดขึ้นได้

สำหรับงานในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนเปิดให้บริการเชิงพาณิชย์ที่อยู่ระหว่างเร่งรัดขณะนี้ รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม คือ การเตรียมพื้นที่อาคารคลังสินค้า หรือคาร์โก้ ซึ่งจำเป็นต้องเตรียมงานระบบต่าง ๆ ภายในอาคารมีความพร้อมใช้งานมากที่สุด

ที่มา: ผู้จัดการออนไลน์ (7 ส.ค. 49)

'พงษ์ศักดิ์' สั่งทุกหน่วยงานสรุปความพร้อม 'สุวรรณภูมิ' พรุ่งนี้

"พงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล" สั่งทุกหน่วยงานสรุปความพร้อมสนามบินสุวรรณภูมิในวันพรุ่งนี้ เพื่อเช็กความพร้อมในช่วงโค้งสุดท้ายและกำหนดแผนรายละเอียดสำหรับวันที่ 15 กันยายนเพิ่มเติมด้วย

นายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ในวันพรุ่งนี้ (8 ส.ค.)ได้สั่งการให้นายวันชัย ศารทูลทัต ปลัดกระทรวงคมนาคม เรียกประชุมทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการเตรียมความพร้อมเปิดให้บริการเชิงพาณิชย์ของสนามบินสุวรรณภูมิ ภายหลังจากรัฐบาลมีนโยบายให้ย้ายเที่ยวบินภายในประเทศทั้งหมดมาเริ่มให้บริการที่สนามบินสุวรรณภูมิ ตั้งแต่วันที่ 15 กันยายน นี้ เพื่อเช็กความพร้อมของทุกหน่วยงานในช่วงโค้งสุดท้าย

จากนั้นในช่วงบ่ายวันเดียวกัน หลังการประชุมคณะรัฐมนตรีแล้วเสร็จ ตนจะประชุมหารือร่วมกับผู้บริหาร บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) เพื่อกำหนดแผนรายละเอียดสำหรับวันที่ 15 กันยายน เพิ่มเติมด้วย และในช่วงบ่ายวันนี้ (7 ส.ค.) นายสมชัย สวัสดีผล ผู้อำนวยการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ได้เรียกประชุมผู้บริหาร และผู้แทนสายการบิน เพื่อชี้แจงกรณีการเปิดให้บริการเชิงพาณิชย์ ในวันที่ 15 กันยายน นี้ พร้อมทั้งรับฟังปัญหาของสายการบินต่าง ๆ ในการเตรียมความพร้อมด้วย

ที่มา: ผู้จัดการออนไลน์ (7 ส.ค. 49)

August 06, 2006

การบินไทยเตรียมขึ้นค่าธรรมเนียมน้ำมัน 1 ก.ย.นี้

ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ย.นี้ การบินไทยจะเก็บค่าธรรมเนียมน้ำมัน ในเส้นทางกรุงเทพฯ - สิงคโปร์ เป็น 25 เหรียญสหรัฐฯ หรือ 1,000 บาท ต่อเที่ยวบิน และเส้นทางกรุงเทพฯ - มาเลเซีย จะเก็บเพิ่ม เป็น 960 บาทต่อเที่ยวบิน คุณวัลลภ พุกกะณะสุต รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่การบินไทย เปิดเผยว่า ที่ต้องขึ้นค่าธรรมเนียม ก็เพื่บรรเทาผลกระทบ จากราคาน้ำมัน และในเดือนพ.ย.นี้ ก็จะมีการปรับค่าธรรมเนียม ตามเส้นทางยุโรปอีกด้วย แต่ก็เชื่อว่า จำนวนผู้โดยสาร ไม่น่าจะลดลง เพราะเดือนที่แล้วผู้โดยสารเพิ่มขึ้น ถึงร้อยละ 80 และหลังจากเดือนนี้ไป ก็จะเข้าสู่ฤดูการท่องเที่ยวแล้ว
ส่วนการทางพิเศษแห่งประเทศไทย เร่งติดตั้งระบบเก้บค่าผ่านทางอัตโนมัติ รองรับการจัดเก็บค่าผ่านทางตามระยะทาง เพื่อให้ผู้ใช้ทางด่วน ได้รับความเป็นธรรมมากขึ้น เบือ้งต้น กำหนดค่าผ่านทางไว้ที่ 20 -48 บาท

ที่มา: ผู้จัดการออนไลน์ (6 ส.ค. 49)

เวียดนามทำสนามบินอีกแห่งในภาคกลาง

กระทรวงคมนาคมเวียดนามอนุมัติการปรับปรุงยกระดับสนามบินท้องถิ่นในเมืองบวนมาถวต (Buon Ma Thuot) จ.ดั๊กลัก บริเวณที่ราบสูงภาคกลาของเวียดนาม ให้ได้มาตรฐานของสนามบินตามระดับมาตรฐานสากล

ภายใต้แผนการปรับปรุงสนามบินดังกล่าว ทางการเวียดนามจะใช้เงินลงทุนมูลค่า 443 พันล้านด่ง ในการปรับปรุงสนามบินที่มีพื้นที่ครอบคลุมอยู่ทั้งหมด 2,900 ไร่ เพื่อยกระดับสนามบินให้เข้าสู่มาตรฐานของสนามบินภายในประเทศ ให้เสร็จสิ้นภายในปี 2568

โดยที่จำนวนเงินลงทุนส่วนแรกประมาณ 60 พันล้านด่งจะถูกนำไปใช้ ในการปรับปรุงสนามบิน เพื่อให้สามารถรองรับเครื่องบินขนาดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น A320/A321, ATR72, Fokker F70 และเครื่องบินที่มีขนาดใกล้เคียงกัน ตามมาตรฐานขององค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) และปรับปรุงอาคารผู้โดยสารให้สามารถรองรับผู้โดยสารได้ 300,000 คน ต่อปี โดยมีกำหนดการเริ่มต้นก่อสร้างให้เสร็จในปี 2558

สำหรับเงินลงทุนส่วนที่เหลืออีกจำนวน 383 พันล้านด่ง จะใช้ลงทุนในช่วงระหว่างปี 2558-2563 เพื่อพัฒนาสนามบินให้สามารถรองรับผู้โดยสารได้เพิ่มขึ้นเป็น 800,00 คนต่อปี

ที่มา: ผู้จัดการออนไลน์ (6 ส.ค. 49)

แอร์เอเชียมุ่งมั่นรุกอิเหนา-จีน-อินเดีย

โทนี เฟอร์นานเดส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) ของแอร์เอเชีย สายการบินโลว์คอสต์ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียเผยผ่านสำนักข่าวเอเอฟพีว่า ถึงแม้ราคาน้ำมันในปัจจุบันจะปรับตัวสูงขึ้น แต่แอร์เอเชียจะยังคงเดินหน้าเปิดเส้นทางบินใหม่ๆสู่อินโดนีเซีย จีน และอินเดียต่อไป พร้อมคาดว่าในช่วงปลายปี 2007 แอร์เอเชียน่าจะมีลูกค้าเพิ่มจำนวนขึ้นจาก 9 ล้านในปีการเงินซึ่งสิ้นสุดในเดือนมิถุนายน 2006 เป็น 15 ล้านคนในปีการเงิน 2007

เฟอร์นานเดสแจกแจงว่า แอร์เอเชียตั้งใจที่จะขยายธุรกิจสู่แดนอิเหนาด้วยการเปิดเที่ยวบินแรกมุ่งหน้าไปยังเมืองยอกยาการ์ตา และปาเลมบัง และเส้นทางบินใหม่ไปสู่เมืองเปกันบารูและโซโล โดยทางบริษัทตั้งเป้าที่จะเพิ่มลูกค้าในตลาดนี้ให้ได้ 50% รวมเป็น 3 ล้านคนในปีหน้า และจะยังคงมุ่งมั่นตามแผนเดิมในการเปิดเที่ยวบินใหม่ๆสู่เมืองเซียะเหมินและเสิ่นเจิ้นของจีนในเดือนธันวาคมปีนี้ และรุกสู่แดนโรตีช่วงต้นปีหน้า

นอกจากนี้ แอร์เอเชียอาจร่วมมือกับสายการบินต้นทุนต่ำรายใดรายหนึ่งในสิงคโปร์ เพื่อเปิดให้บริการเที่ยวบินระยะกลางในภูมิภาคด้วย

ที่มา: ผู้จัดการออนไลน์ (6 ส.ค. 49)

ปรับปรุงสนามบินเมงกะลาโดงเสร็จ ต.ค.แน่

การก่อสร้างต่อขยายและปรับปรุงทางวิ่งขึ้นลง (รันเวย์) ของเครื่องบิน กับการก่อสร้างอาคารผู้โดยสารหลังที่ 2 ของท่าอากาศยานนานาชาติกรุงย่างกุ้ง หรือ ท่าอากาศยานเมงกะลาโดง (Mingaladon) คืบหน้าไปมาก และ ทั้งสองส่วนจะแล้วพร้อมกันเสร็จทันตามกำหนดในเดือน ต.ค.ศกนี้อย่างแน่นอน

ทางการพม่ากำลังต่อรันเวย์ของทาอากาศยานออกไปอีก 832 ฟุต จากในปัจจุบันเพียง 8,100 ฟุต ซึ่งเมื่อแล้วเสร็จจะทำให้ทางวิ่งขึ้นลงของเครื่องบินมีความยาวทั้งสิ้น 11,200 ฟุต (ราว 3.36 กิโลเมตร) กว้าง 200 ฟุต (ราว 60 เมตร)

ส่วนอาคารผู้โดยสารหลังใหม่จะมีความยาว 832 ฟุต กว้าง 206 ฟุต มีสะพานจอดเทียบเครื่องบิน 4 แห่ง ภายในประกอบด้วยลิฟต์จำนวน 5 ตัว บันไดเลื่อน 3 ตัว พร้อมทั้งระบบรักษาความปลอดภัย ในส่วนนี้ก็มีความคืบหน้าไปพร้อมๆ กับการก่อสร้างทางสิ่งซึ่งเป็นไปตามกำหนด

เจ้าหน้าที่ทางการที่เกี่ยวข้องได้รายงานเรื่องนี้ต่อ พล.ท.มี้นส่วย (Myint Swe) รมว.กลาโหม ซึ่งเดินทางไปตรวจคงวามเรียบร้อยของงานในวันเสาร์ (5 ส.ค.) ที่ผ่านมา ทั้งนี้เป็นรายงานของหนังสือพิมพ์นิวไลท์ออฟเมียนมาร์

ทางการพม่าได้เริ่มการปรับปรุงท่าอากาศยานเมงกะลาโดงมาตั้งแต่ปี 2546 โดยบริษัทเอเชียเวิลด์จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนสิงคโปร์-พม่า เป็นผู้รับเหมาก่อสร้าง

เจ้าหน้าที่ของทาสงการกล่าวก่อนหน้านี้ว่า การก่อสร้างและปรับปรุงท่าอากาศยานนานาชาติแห่งนี้ก็เพื่อรองรับการสัญจรทางอากาศที่นับวันคับคั่ง และเพื่อให้เครื่องบินโดยสารขนาดใหญ่สามารถขึ้นลงได้

พม่าตกอยู่ภายใต้การคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจจากโลกตะวันตก แต่ก็มีเ