ธุรกิจการบินกับมลภาวะ
โดย ผู้จัดการรายสัปดาห์ 30 มิถุนายน 2549 17:57 น.
เวลานี้ธุรกิจการบินกำลังเติบโต เครื่องบินขนส่งผู้โดยสารก็ใหญ่โตมหึมากว่าเดิม เช่น เครื่องบิน 2 ชั้น อย่างแอร์บัส A380 เป็นต้น ซึ่งเมื่อเร็วๆ นี้ ทดสอบการบินไปลงที่สนามบินฮีธโทร์ในอังกฤษมาแล้วครับ ว่าจะรองรับผู้โดยสารบน 550 ที่นั่งได้หรือไม่
A380 จะให้บริการเป็นปฐมฤกษ์ปลายปีนี้ครับ และจะติดตั้งเครื่องยนต์โรลรอยแบบเทร้นท 900 4 เครื่องยนต์ โดยบอกกันว่าเป็นรุ่นที่สะอาดและมีประสิทธิภาพสูงมาก มีพลังขับเคลื่อนเท่ากับรถยนต์ทั่วๆ ไปประมาณ 3,500 คันเลยทีเดียว
คำนวณกันง่ายเท่ากับว่ารถยนต์ 6 คัน จะช่วยบินขนส่งผู้โดยสารได้หนึ่งคนแหละครับ
ถ้าคำนวณต่อไปอีก A380 นั้นใช้พลังงานเท่ากับ 14 กิโลเมตร เมื่อเอารถยนต์มาเรียงกันบนถนน ที่สำหรับเครื่องบินลำเดียว
และในอีก 20 ปี ข้างหน้า บริษัทแอร์บัสคาดว่าจะมี A380 บินบริการอยู่ถึง 1,500 ลำทั่วโลก และกว่าจะถึงเวลานั้น สายการบินต่างๆ จะเพิ่มเป็นเท่าตัว ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้นก็จะมีแอร์บัสถึง 22,000 ลำ
ถ้าเป็นเช่นนั้น เครื่องบินแอร์บัสทั้งหมดจะปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์เท่ากับรถยนต์ถึง 5 ล้านคันเลยแหละครับ
ซึ่งก็เทียบไม่ได้กับเวลานี้ทั่วโลกผลิตรถยนต์แต่ละปีถึง 60 ล้านคัน บวกกับรถยนต์ที่วิ่งอยู่แล้วประมาณ 1,000 ล้านคันทั่วโลก และถ้ารถทุกคันใช้วันละชั่วโมง เครื่องบินโดยสารแต่ละลำก็บินระยะไกลถึง 10 ชั่วโมงต่อวัน และเผาไหม้คาร์บอนไดออกไซด์จำนวนมากมายมหาศาลนับพันล้านตันสู่บรรยากาศโลกครับ
แม้ว่าการบินจะเป็นส่วนน้อยที่ปล่อยมลพิษสู่ชั้นบรรยากาศ ซึ่งทำให้โลกร้อนขึ้น แต่มันก็เติบโตในด้านการช่วยให้เกิดมลภาวะสูงขึ้นกว่าเดิมมากครับ
เพราะว่าเครื่องบินยังปล่อยควันให้ลอยเหมือนเมฆ ซึ่งถือว่าเป็นอันตรายเหมือนกัน ทำให้พวกนักอนุรักษ์พากันวิตก
จริงๆ แล้วสายการบินต่างๆ มักไม่ค่อยโดนวิจารณ์เกี่ยวกับเรื่องมลภาวะในอดีต แถมพวกสายการบินไม่จ่ายภาษีเชื้อเพลิงในการบินระหว่างประเทศ
แม้ว่าเวลานี้เครื่องยนต์จะมีประสิทธิภาพสูงกว่าเดิมถึง 70 เปอร์เซ็นต์ เทียบกับ 40 ปี ที่ผ่านมาก็ตาม แต่ว่าเรื่องสายการบินส่งผลกระทบต่อมลภาวะก็กลายเป็นเรื่องที่นักอนุรักษ์พากันวิจารณ์หนาหูขึ้นเรื่อยๆ
เวลานี้ธุรกิจการบินกำลังโตเร็ว พวกนักอนุรักษ์ก็พยายามรณรงค์ให้ผู้โดยสารตระหนักถึงภัยนี้ด้วย โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศยุโรป
ธุรกิจที่โตเร็ว คือพวกสายการบินราคาถูกแบบโลว์คอสท์นี่แหละครับที่ขยายตัวเร็ว ผู้โดยสารนิยมมาก และก็มักจะบินระยะสั้นๆ และทางสภายุโรปก็เตรียมลงมติที่จะให้มีการดูแลเกี่ยวกับการปล่อยมลภาวะจากเครื่องยนต์การบินด้วย โดยจะใช้มาตรการตรวจสอบตามสนามบินในยุโรป และจะดูทั้งสนามบินและเที่ยวบินไปยังต่างประเทศด้วย
อเมริกาดูจะวิตกเกี่ยวกับมาตรการของสภายุโรปเป็นพิเศษครับ FAA จึงพยายามหาทางว่าให้สายการบินของสหรัฐอเมริกาได้ข้อยกเว้น
ซึ่งแน่นอนว่าสายการบินข้ามแอตแลนติกอื่นๆ ก็อยากได้ข้อยกเว้นนี้ด้วย
แต่ยุโรปจะยอมหรือ? ก็ยังถกเถียงกันอยู่ครับ
ทางสมาคมการบินและการขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศหรือ IATA ก็ต้องเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย โดยเห็นว่าทางยุโรปควรรอให้สหประชาชาติพิจารณาดูก่อนเพราะมีองค์กรสังกัดอยู่คือ ICAO ซึ่งมีหน่วยงานด้านเทคนิค, กฎหมาย และด้านความปลอดภัยอยู่แล้ว
ในปี 1999 UN ได้พยายามหาทางยุติเกี่ยวกับเรื่องผลกระทบของการบินต่อมลภาวะด้วยการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ โดยบอกว่าการขนส่งโดยรวม (ไม่ใช่การบินอย่างเดียว) สร้างมลภาวะเพียงหนึ่งในสี่เท่า ธุรกิจการบินนั้นสามารถสร้างมลภาวะแค่ 13 เปอร์เซ็นต์ จากหนึ่งในสี่เท่านั้น เทียบทั้งหมดแล้วการบินสร้างมลภาวะแค่ 3 เปอร์เซ็นต์
ดังนั้นพวกวงการบินก็บอกว่าอย่างนี้แล้วจะไปเดือดร้อนทำไม แถมไนโตรเจนออกไซด์ซึ่งออกมาจากเครื่องยนต์เจ็ทนั้นนำไปสู่การสร้างโอโซนด้วยซ้ำไป
ข้อโต้แย้งต่างๆ ล้วนนำมาถกเถียงกันเพื่อชี้ว่า ธุรกิจการบินนั้น ส่งผลกระทบน้อยมาก และควรไปใส่ใจกับมลภาวะที่มาจากอุตสาหกรรมอื่นๆ มากกว่า
ในระยะยาวแล้ว การเติบโตของการบินได้ลดลงจากการเติบโต 10 เปอร์เซ็นต์ต่อปี มาเหลือ 5 เปอร์เซ็นต์และคงจะไม่ลดลงอีก แต่ผู้ผลิตรายใหญ่ๆ เชื่อว่าธุรกิจจะค่อยๆ โตได้อีกครับ