HFlight รีวิวสายการบิน โรงแรม จองโรงแรมทั่วโลก - หน้าแรก
- กลับหน้าแรก -
หน้าแรก | จองโรงแรมที่พัก | ข่าวการบิน | Webboard | สายการบิน | กิน-เที่ยว-เดินทาง | รีวิวโรงแรม | คู่มือเที่ยวเมืองนอก | ลงโฆษณา

  
 

« “อลงกรณ์” แฉพิรุธฮั้วประมูลรถเข็นสุวรรณภูมิ จี้รัฐตรวจสอบ | Main | ICAOไม่เกี่ยวเปิดสุวรรณภูมิชี้ทอท.รับผิดชอบหากมีปัญหา »

ท่องเที่ยวร้อนเปิดศึกชิงฮับทางการบิน จีนดัน"ปู่ตง"ขึ้นแท่นศูนย์เอเชียแปซิฟิก

โดย ผู้จัดการออนไลน์ 28 มิถุนายน 2549 10:35 น.
ปัจจุบันนานาประเทศทั่วโลกต่างให้ความสำคัญกับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว เนื่องจากสามารถทำรายได้เข้าสู่ประเทศโดยใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ภายในประเทศ หากจะลงทุนก็ใช้งบประมาณไม่มากนัก เมื่อเทียบกับรายได้ที่จะไหลเข้าสู่ประเทศ และ เมื่อเทียบกับอุตสาหกรรมอื่น ที่มีต้นทุนสูง และบางอย่างอาจต้องมีการนำเข้าสินค้า สูญเสียเงินตราออกไปนอกประเทศอีก ดังนั้นด้วยเหตุผลดังกล่าว จึงทำให้ทุกประเทศสนใจที่จะพัฒนาขีดความสามารถทางการแข่งขัน

ทั้งนี้ปัจจัยเกื้อหนุน ที่จะช่วยส่งเสริมในการเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวได้มากขึ้น "สนามบิน" ถือเป็นตัวแปรสำคัญ เพราะขีดความสามารถในการรองรับเที่ยวบิน และ จำนวนผู้โดยสารที่เพียงพอ ย่อมเป็นจุดได้เปรียบคู่แข่งขัน ดังนั้นจึงไม่แปลก ที่รัฐบาลในหลายประเทศ หันมาให้ความสำคัญกับการลงทุนสร้างสนามบินที่มีขนาดใหญ่ พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ร่วมถึงระบบขนส่งมวลชนที่ดีเยี่ยม เพื่อต้องการช่วงชิงความเป็นศูนย์กลางทางการบิน(ฮับ)

สำหรับประเทศจีน ซึ่งมีการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอดในช่วง 10 ปี หลังเปิดประเทศ โดยมีมหานครเซี่ยงไฮ้ เป็นเมืองศูนย์กลางทางเศรษฐกิจที่สำคัญ ขณะที่มีกรุงปักกิ่งเป็นเมืองหลวง

"สนามบินปู่ตง"(Pudong Airport) ถูกสร้างขึ้นมาทดแทนสนามบิน หงเฉียว ซึ่งเป็นสนามบินเดิม โดยสนาบินปู่ตง ได้เปิดให้บริการมาตั้งแต่ประมาณปี 2544 ด้วยขีดการรองรับผู้โดยสาร 25 ล้านคนต่อปี โดยมี 2 รันเวย์ รับเที่ยวบินได้ 650-700 ไฟล์ท ต่อวัน และอยู่ระหว่างการก่อสร้างอาคารพักผู้โดยสาร และ รันเวย์ ในเฟส 2 ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จพร้อมเปิดให้บริการได้ในปี 2553 ด้วยขีดการรองรับผู้โดยสารปีละกว่า 30 ล้านคน และจะเริ่มก่อสร้างเฟสที่ 3 ซึ่งเป็นเฟสสุดท้ายต่อเนื่องกันไป โดยจะแล้วเสร็จในปี 2558 ด้วยขีดความสามารถรองรับผู้โดยสารมากถึง 80-100 ล้านคนต่อปี และในส่วนของ คาร์โก้ จะขนได้ 5 ล้านตันต่อปี โดยรัฐบาลจีนมุ่งหวังให้สนามบินแห่งนี้ เป็นศูนย์กลางทางการบินในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ทั้งในส่วนของ การขนส่งผู้โดยสาร และการขนส่งสินค้า

ในส่วนของการอำนวยความสะดวกเรื่องการเดินทาง ปัจจุบัน ได้มีบริการรถไฟความเร็วสูง Meglev (High Speed Train) จากสถานี หลงหยาง (Rongyang) เซี่ยงไฮ้ มาถึงสนามบินปู่ตง ได้ในเวลา 7 นาทีจากระยะทางประมาณ 30 กิโลเมตร โดยใช้ความเร็วสูงสุดที่ 430 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งถือเป็นรถไฟความเร็วสูงที่สุดในโลกที่มีอยู่ขณะนี้

ระบบขนส่งมวลชนไทยยังไม่พร้อมรับสนามบินใหม่
ทั้งหมดที่กล่าวมาถือเป็นการเตรียมความพร้อมอย่างรัดกุมในทุกทาง ที่จะรองรับความเป็นฮับทางการบิน ของประเทศจีน ขณะที่ประเทศไทย ซึ่งรัฐบาลได้พูดชัดเจนเช่นกันว่า ต้องการเป็นศูนย์กลางทางการบินในภูมิภาคเอเชีย แต่จนบัดนี้ ความล่าช้าของความพร้อมในการเปิดให้บริการสนามบินสุวรรณภูมิ ยังมีอยู่ทุกวัน แม้จะมีประกาศอย่างเป็นทางการทั้งจากของการบินไทย และ อีกเกือบ 10 สายการบินของประเทศไทย ที่เตรียมจะบินเที่ยวปฐมฤกษ์ในวันที่ 29 กรกฎาคมศกนี้ แต่สายการบินต่างชาติ ที่มีสำนักงานในประเทศไทย และ ที่มีเที่ยวบินมาลงที่สนามบินดอนเมืองในทุกวันนี้ ยังไม่มีความแน่ใจในสนามบินสุวรรณภูมิ ที่ว่าพร้อมเปิดให้บริการได้แล้ว แต่ในความเป็นจริง สายการบินต่างๆเหล่านี้ ยังไม่มีใครได้เข้าไปตกแต่งออฟฟิต ,เคาน์เตอร์ให้บริการผู้โดยสาร หรือแม้กระทั่งเลานจ์สำหรับรองรับผู้โดยสาร ทั้งนี้เป็นเพราะยังไม่ได้รับหนังสื่อแจ้งจากการท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย ให้เข้าไปดำเนินการ

อย่างไรก็ตาม นอกจากความพร้อมเรื่องสถานที่แล้ว ในระบบการขนส่ง ซึ่งตามแผนที่รัฐบาลรักษาการชุดนี้ได้วางไว้คือ การสร้างรถไฟความเร็วสูง จากสถานีมักกะสัน วิ่งลำเลียงผู้โดยสารมายังสนามบินสุวรรณภูมิ แต่ทุกวันนี้โครงการดังกล่าว ยังถูกเก็บอยู่ในแฟ้ม และไม่มีใครตอบได้ว่าโครงการนี้จะเริ่มได้เมื่อใด

ทั้งนี้ความโดดเด่นของสนามบินสุวรรณภูมินอกจากเรื่องของพื้นที่ที่กว้างนับหมื่นไร่ ความสามารถในการรองรับผู้โดยสารได้มากถึง 45 ล้านคนในระยะแรก และหากขยายตัวอาคารเพิ่มเติมอาจจะเพิ่มความสามารถในการรองรับได้นับ 100 ล้านคน หรือการรองรับเที่ยวบินได้มากถึง 79 เที่ยวบินต่อหนึ่งชั่วโมง ใน 2 รันเวย์ ทั้งขาขึ้นและลง และความสามารถของ Cargo ที่จะรองรับได้ถึง 3 ล้านตัน เทียบกับดอนเมืองที่รองรับได้เพียง 1 ล้านตันเท่านั้น

ขณะที่ตัวรันเวย์ ถูกออกแบบให้รองรับน้ำหนักของอากาศยานแบบใหม่ได้ถึง 770 ตัน ขณะที่แอร์บัสแบบใหม่นั้นมีน้ำหนักประมาณ 500 ตัน แม้เดิมทีเดียวเครื่องบินที่ใช้เป็นโมเดลในการออกแบบให้รองรับจะเป็น จัมโบ้ 747-400 ซึ่งหนักประมาณ 400 ตัน แต่การท่าอากาศยานแห่งประเทศไทยก็มั่นใจว่าการลงจอดของเครื่องบินจะปลอดภัย แม้แต่พื้นผิวลานจอดก็รองรับการจอดเครื่องบินหนักๆ ได้เช่นเดียวกัน นับเป็นการออกแบบพื้นผิวแบบใหม่ ซึ่งยังไม่เคยทำมาก่อนเลยในประเทศไทย โดยสนามบินแห่งนี้มุ่งให้บริการแอร์ไลน์และผู้โดยสารอันถือเป็นลูกค้าสำคัญ

"โดฮา" ชูอาคารผู้โดยสารเฟิร์สคลาส แห่งแรกของโลก
ถ้าจะให้เห็นภาพการแข่งขันสู่ความเป็นหนึ่งที่ชัดเจนขึ้นของการบริการด้านสนามบิน ล่าสุด ประเทศสาธารณรัฐกาตาร์ ที่ต้องการดันสนามบินโดฮา ให้เป็นฮับทางการบินในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยมีแนวคิดเดียวกันในเรื่องของการหยิบยื่นบริการที่เหนือสนามบินอื่นๆ โดยในเดือนกันยายนศกนี้ ได้เตรียมเปิดให้บริการอาคารผู้โดยสาร ที่จะรับเฉพาะผู้โดยสารที่เดินทางในชั้นเฟิร์สคลาส และชั้นบิสสิเนสคลาสเท่านั้น ด้วยทุนก่อสร้างกว่า 8,000 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นบริการครั้งแรกของโลก ที่มีอาคารผู้โดยสารแยกเฉพาะเช่นนี้ โดยมุ่งหวังให้นักท่องเที่ยวและนักธุรกิจ มีความพิเศษและประทับใจในบริการมากยิ่งขึ้น แต่ในชั้นประหยัด ก็ยังคงให้ความสำคัญในบริการเหมือนเดิม และเตรียมใช้งบประมาณอีกกว่า 220,000 ล้านบาท ในการก่อสร้างอาคารผู้โดยสารทั่วไปหลังใหม่ซึ่งเฟสแรกจะแล้วเสร็จพร้อมรับผู้โดยสารได้ประมาณปี 2552 รองรับผู้โดยสารได้ 12 ล้านคนต่อปี และจะเสร็จสมบูรณ์ทั้งหมดในปี 2558 รองรับผู้โดยสารได้ 50 ล้านคนต่อปี ซึ่งเมื่อสร้างเสร็จจะทุบอาคารผู้โดยสารของเก่าทิ้งไป

ข่าวสายการบิน | เว็ปบอร์ด | Gallery | Dutyfree Shop | ติดต่อทีมงาน
มาเป็นเพื่อนบ้าน HFlight.net | ติดต่อลงโฆษณา

Copyright (C) 2004. Kosin Yeambunya. All rights reserved.

Hflight.net