เรียก รมต.ถกปัญหาสุวรรณภูมิ
สำหรับภารกิจของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีนั้น วันที่ 25 พ.ค. เมื่อเวลา 10.30 น. พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้เดินทางไปเป็นประธานประชุม คณะกรรมการบริหารการพัฒนาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เพื่อติดตามความคืบหน้าการก่อสร้างก่อนเปิดสนามบินในปลายเดือน ก.ย. 49 ที่โรงแรมโนโวเทล สุวรรณภูมิ โดยมีรัฐมนตรีผู้เกี่ยวข้องเข้าประชุมอย่างพร้อมเพรียง อาทิ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว. อุตสาหกรรม นายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล รมว.คมนาคม นายภูมิธรรม เวชชชัย รมช.คมนาคม นายวราเทพ รัตนากร รมช.คลัง น.พ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช เลขาธิการนายกรัฐมนตรี นายศรีสุข จันทรางศุ ประธานคณะกรรมการ บริษัทท่าอากาศยานสากลกรุงเทพแห่งใหม่ จำกัด (บทม.) น.พ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ทั้งนี้ พ.ต.ท.ทักษิณได้ใช้เวลาหารือกว่า 2 ชั่วโมงครึ่ง
ชี้รอยร้าวพื้นทางเดินแค่เล็กน้อย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังประชุม พ.ต.ท.ทักษิณเดินตรวจเยี่ยมการก่อสร้างสนามบินที่ยังไม่เรียบร้อย อาทิ บริเวณอาคารผู้โดยสาร และทางเดินเชื่อมระหว่างอาคารผู้โดยสารกับหลุมจอดเครื่องบิน ทั้งนี้ พบว่าพื้นหินขัดระหว่างสะพานเชื่อมกับทางเดินที่พักผู้โดยสารก่อนขึ้น เครื่องช่วงศาลาทรงไทย มีรอยร้าวขึ้นยาวประมาณกว่า 5 เมตร พ.ต.ท.ทักษิณได้ให้ความสนใจหยุดสังเกตรอยร้าวดังกล่าวเป็นพิเศษ นายพงษ์ศักดิ์ชี้แจงว่า ให้ เจ้าหน้าที่เข้าทำการตรวจสอบรอยร้าวนี้แล้ว พบว่าเป็นรอยร้าวที่สามารถเกิดขึ้นได้ตามปกติ ไม่มีปัญหาอะไรสามารถรื้อเปลี่ยนใหม่ได้ และจำนวนพื้นที่ทั้งหมดที่มี 5 แสนตารางเมตร พบรอยร้าวลักษณะดังกล่าวเพียงไม่กี่จุดเท่านั้น ขณะที่ พ.ต.ท.ทักษิณกล่าวอย่างอารมณ์ดีว่า ดูแล้วไม่เห็นตกใจเลยเป็นรอยร้าวธรรมดา ที่สามารถเกิดขึ้นได้ เพราะพื้นมีการออกแบบให้มีความยืดหยุ่น แต่พอเอาแผ่นหินขัดที่ไม่มีความยืดหยุ่นมาปูมันก็แตกได้ เป็นธรรมดาตามทฤษฎีเรื่องของแรง อาจจะต้องใช้วัสดุอื่นที่มีความยืดหยุ่นมากกว่านี้มาปูแทน
ยันใช้สนามบินสุวรรณภูมิกันยายนนี้
ต่อมาเวลา 14.40 น. พ.ต.ท.ทักษิณให้สัมภาษณ์ ภายหลังเดินตรวจการก่อสร้างเสร็จเรียบร้อยว่า การเปิดใช้สนามบินสุวรรณภูมิในเดือน ก.ย.49 นี้ ไม่น่ามีปัญหาอะไร ส่วนรอยร้าวที่พบที่พื้นระหว่างสะพานเชื่อมกับทางเดินช่วงศาลาทรงไทยนั้น ไม่มีอะไรมาก แก้ไขได้ ขณะนี้ไม่มีความกังวลอะไรเกี่ยวกับการก่อสร้าง เพราะเป็นเพียงรายละเอียดเล็กๆน้อยๆเท่านั้น
แรงงานนอกระบบเข้าประกันสังคม
วันเดียวกัน ที่สำนักงานประกันสังคม นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.แรงงาน แถลงภายหลังการประชุมหารือร่วมกับนายพินิจ จารุสมบัติ รมว.สาธารณสุข น.พ.สงวน นิตยารัมพงศ์ เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) นายไพโรจน์ สุขสัมฤทธิ์ เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม (สปส.) เพื่อถ่ายโอนการบริการรักษาพยาบาล ให้กับแรงงานนอกระบบ อายุ 15-60 ปี จำนวน 15.5 ล้านคน จากโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรคมาเข้าสู่ความคุ้มครองของประกันสังคมว่า ข้อสรุปที่ได้ที่ ประชุมเห็นชอบให้กระทรวงแรงงานดำเนินการรับโอนแรงงานนอกระบบ 15.5 ล้านคน มาจากกระทรวงสาธารณสุข เพื่อให้อยู่ภายใต้ความคุ้มครองประกันสังคม โดยในปี 2550 ตั้งเป้าขยายความคุ้มครองแรงงานนอกระบบให้ได้ 1 ล้านคน ทั้งนี้ ต้องครอบคลุมกลุ่มแรงงานหลายกลุ่ม เช่น หญิงบริการ หมอนวด อะโกโก้ แท็กซี่ แพทย์ พยาบาลในสังกัดโรงพยาบาลเอกชน และขยายครอบคลุมให้ทั่วประเทศต่อไป โดยจะเก็บเงินสมทบจากผู้ประกันตนรายละ 1,200 บาทต่อคนต่อปี และรัฐบาลต้องจ่ายสมทบด้วยอีก 1,200 บาท ต่อคนต่อปี
ด้านนายพินิจกล่าวว่า การที่ สปสช.โอนผู้มีสิทธิในโครงการ 30 บาท จำนวน 15.5 ล้านคน เข้าประกันสังคม ไม่ใช่เรื่องที่รัฐบาลหรือกองทุน 30 บาทถังแตกแต่อย่างใด เพราะภาระรัฐบาลเหมือนเดิมต้องนำเงินไปจ่ายสมทบให้ผู้ประกันตนหัวละ 1,200 บาทต่อปี เรื่องนี้เป็นความต้องการของประชาชน ไม่ใช่สิ่งที่รัฐบาลผลัก ภาระให้ประกันสังคม
“วิษณุ” ถกหาช่องบรรเทาทุกข์ ขรก.
วันเดียวกัน ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นายกรัฐมนตรีมอบหมายให้หามาตรการช่วยเหลือข้าราชการ ที่มีรายได้ต่ำกว่า 20,000 บาทต่อเดือนว่า ได้เรียกสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) มาหารือในวันที่ 26 พ.ค. ก่อนที่จะประชุมในระดับคณะรัฐมนตรีอีกครั้งในวันที่ 29 พ.ค. โดยจะนำผลการสำรวจปัญหาหนี้สินหรือความเดือดร้อนของข้าราชการที่ ก.พ.ทำไว้แล้วมาปรับใช้ประโยชน์ในบางเรื่อง และอีกส่วนที่ต้องการให้ช่วยเหลือค่าเดินทางพาหนะ และการผ่อนปรนดอก เบี้ยเงินกู้ เราต้องคิดเผื่อบุคคล 3 ประเภท คือ ข้าราชการทั่วไป ข้าราชการบำนาญ รวมถึงพนักงานรัฐวิสาหกิจด้วย อย่างไรก็ตาม จะไม่มีการปรับขึ้นเงินเดือนในระหว่างนี้ครม.จะมาพูดถึงเรื่องขึ้นเงินเดือน ไม่ได้ ตัดบทไปเลยทั้งในข้อกฎหมายและนโยบาย ต่อให้ไม่มีการยุบสภาก็ไม่มีใครพูดถึงเรื่องขึ้นเงินเดือน ดังนั้นมาตรการในการช่วยเหลือจะเป็นเรื่องชั่วคราว เพื่อบรรเทาความเสียหายและความเดือดร้อนที่เกิดขึ้นจากเหตุ 3 ประการ คือ ปัญหาพลังงาน ปัญหาค่าครองชีพ สินค้าราคาเพิ่มสูงขึ้น และการ กระตุ้นเศรษฐกิจที่มีน้อยจากภาคเอกชนและภาครัฐ
จาก ไทยรัฐ
26 พค 2549