"การบินไทย" รับอื้อ "กำไร-ขายMD11"
"บินไทย" ยิ้มรับเทศกาลเดินทาง 5 เดือน "ตุลาคม 2548-กุมภาพันธ์ 2549" แนวโน้มกำไรก่อนหักภาษีแตะ 1 หมื่นล้าน "สมใจนึก" ยันมาถูกทางปรับกลยุทธ์เจาะตลาดพรีเมี่ยม "บิสซิเนส-เฟิรสต์" ส่วนปมโละขายเครื่อง MD-11 ถึง 4 ลำ ล้มดีล 2 ครั้งแรกจากโต้โผลอตมี "ธรรมศักดิ์ ชุติวงศ์" ทำคนเดียว หลังบอร์ดตั้งทีมใหม่ตามกติกา ราคาขายฉลุย 34 ล้านดอลล์/ลำ สูงกว่าท้องตลาดเกือบ 10 ล้านดอลล์
นาย สมใจนึก เองตระกูล กรรมการ บริษัทรักษาการ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ (88) บมจ. การบินไทย เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า แนวโน้มรายได้จากการดำเนินงานของการบินไทยช่วงฤดูเดินทาง 4-5 เดือน ระหว่างตุลาคม 2548-กุมภาพันธ์ 2549 มีแนวโน้มจะทำกำไรก่อนหักภาษีได้เกินกว่า 1 หมื่นล้านบาท เพราะการปรับแผนธุรกิจตลาดการขายและบริการ ซึ่งทำงานร่วมกันเป็นทีมอย่างหนักมาตลอดตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา
กลยุทธ์ ที่ปรากฏผลตอบรับอย่างชัดเจนหลังจากการบินไทยหันมาทุ่มเทเพิ่มส่วนแบ่งการ ตลาดและรายได้ โดยพุ่งเป้าไปยังการเจาะกลุ่มเป้าหมายระดับพรีเมี่ยม ทำโปรโมชั่นและแคมเปญการขายและเพิ่มโปรดักต์บริการที่นั่งชั้นธุรกิจ (business class) และชั้นหนึ่ง (first class) มากขึ้นอีก 20-30% ทำให้ยอดรายได้ต่อหน่วยในการขายเพิ่มขึ้นทันทีเกือบ 10% เส้นทางบินเปิดใหม่ก็พลอยขายดีอัตราเฉลี่ยการบรรทุกผู้โดยสารเติบโตเพิ่ม ขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ทั้งกรุงเทพฯ-นิวยอร์ก กรุงเทพฯ-มอสโก และกำลังเพิ่มเที่ยวบินตรงลอสแองเจลิส เป็นบินประจำทุกวันๆ ละ 1 เที่ยว
ผู้ สื่อข่าวรายงานว่าขณะนี้การบินไทยกำลังตกเป็นเป้ากรณี การพิจารณาทยอยขายเครื่องบินรุ่นเก่า MD-11 จำนวน 4 ลำ ซึ่งเป็นภาระต่อต้นทุนการซ่อมบำรุงและค่าเสื่อมมาตลอด เนื่องจากเป็นฝูงบินเก่าที่ทั่วโลกเลิกนิยม โดยเฉพาะในช่วงราคาน้ำมันเครื่องบินในตลาดโลกผันผวน
แหล่งข่าว ระดับสูงจากการบินไทย เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า มีกระแสการพิจารณาขายเครื่องให้แก่บริษัทตัวแทนรับซื้อเครื่องเกิดปรากฏขึ้น ถึง 3 ครั้งนั้น เป็นผลมาจาก 2 ครั้งแรก ในฝ่ายที่ประชุมการบริหารนโยบาย (Execlutive meeting management :EMM) เอง ซึ่งเป็นศูนย์รวมการรับพิจารณาและอนุมัติก่อนจะเสนอคณะกรรมการ (บอร์ด) พิจารณา
EMM ไม่ได้แต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณาบริษัทจัดซื้อเครื่องแต่อย่างใด คงมีเพียงนายธรรมศักดิ์ ชุติวงศ์ เลขานุการบอร์ด (DD-1) รับจะไปดูแลข้อมูลเพียงคนเดียวทั้ง 2 ครั้ง ในครั้งแรกนายธรรมศักดิ์ได้นำราคาเสนอซื้อจากบริษัทตัวแทนรับซื้อรายหนึ่งมา บอก EMM โดยผู้บริหารที่นั่งในห้องประชุมต้องมองหน้ากันเลิกลั่ก แต่ก็หาทางออกเฉพาะหน้าด้วยการให้ไปทำข้อมูลเปรียบเทียบหากไม่ขายสามารถแปลง MD-11 เป็นฝูงบินขนส่งสินค้าทางอากาศระหว่างประเทศ (freighter & cargo) ได้หรือไม่ ผลปรากฏว่าครั้งที่ 2 ก็ยังเป็นเช่นเดิมคือนำราคาบริษัทตัวแทนจัดซื้อมาเสนออีกรอบ
ระหว่าง นั้น EMM จึงขอให้นำเรื่องเข้าปรึกษาที่ประชุมบอร์ดเมื่อมกราคม 2549 บอร์ดทุกคนมีมติให้ตั้งคณะกรรมการขึ้นพิจารณาการขายหรือการรับซื้ออย่างเป็น ทางการ ประกอบด้วย ตัวแทนผู้บริหารจาก 5 ฝ่าย มี ฝ่ายการเงินและบัญชี ฝ่ายปฏิบัติการ (บิน) ฝ่ายช่าง ฝ่ายบริการลูกค้า และฝ่ายทรัพยากรบุคคล โดยมีนายสมใจนึก เองตระกูล เป็นประธาน
ผลปรากฏว่าการพิจารณาเป็น เอกฉันท์คือ ใช้เกณฑ์ที่การบินไทยจะได้รับผลประโยชน์สูงสุดจากการขาย MD-11 ทั้ง 4 ลำ คือ ขายให้แก่ Aircraft Leasing Group : ALG ซึ่งให้ราคาสูงสุดลำละ 34 ล้านเหรียญสหรัฐ/ลำ แยกซื้อเฉพาะตัวเครื่องไม่รวมอุปกรณ์ซ่อมบำรุงและเครื่องยนต์
แหล่ง ข่าวระดับสูงจากวงการโบรกเกอร์ค้าเครื่องบินพานิชย์วิเคราะห์ว่า ขณะนี้ราคาตลาดของเครื่อง MD-11 ประมาณ 20-25 ล้านเหรียญสหรัฐ/ลำเท่านั้น หากจะนำไปดัดแปลงเป็นเครื่องคาร์โก้ต้องลงทุนเพิ่มอีกอย่างน้อย 12 ล้านเหรียญสหรัฐ/ลำ เมื่อประเมินราคาที่การบินไทยขายไปนับได้ว่าสูงกว่าราคาตลาดและได้เปรียบทุก รูปแบบ จึงน่าจะทำสัญญาซื้อขายได้โดยไม่ผิดปกติ