'ภูเก็ต แอร์'สุดแยบยล เปลี่ยนแต่ชื่อกู้ภาพติดลบ
"วิกรม"สลัดทิ้งภูเก็ตแอร์ หลังภาพลักษณ์ติดลบกู่ไม่ขึ้น แถมขาดทุนปักโกรกติดลบร่วมพันล้าน ชงเหล้าเก่าในขวดใหม่ ด้วยการหันไปปัดฝุ่นเพิ่มทุน 2 บริษัทยื่นขอไลเซ็นท์บินแทนทั้งใน-ต่างประเทศ แต่ใช้ฝูงบินและแผนบินเหมือนเดิม ด้านคณะกรรมพิจารณาคุณสมบัติฯ ตรวจยิบเซฟตี้และแผนธุรกิจ แจงขอไลเซ้นท์ใหม่ไม่หมู ตั้งกฏเหล็กมาตราฐานเดียวกับทีจี เครื่องบินเกิน 14 ปี ต้องผ่านการเช็คสภาพแบบพิเศษจากแอร์บัสหรือโบอิ้ง
แหล่งข่าวระดับสูงจากสายการบินภูเก็ต แอร์ เปิดเผยกับ"ฐานเศรษฐกิจ"ว่าในขณะนี้นายวิกรม อัยศิริ สมาชิกวุฒิสภา จังหวัดระนอง ในฐานะเจ้าของสายการบินภูเก็ต แอร์ ได้ยื่นเรื่องขอใบอนุญาติประกอบกิจการค้าขายในการเดินอากาศ (ไลเซ็นท์ในการประกอบธุรกิจการบิน)ใหม่กับกรมการขนส่งทางอากาศ(ขอ.) โดยยื่นขอจัดตั้ง 2 สายการบินใหม่ขึ้นมารับช่วงดำเนินธุรกิจต่อจากภูเก็ตแอร์ที่จะหมดอายุในเดือนมีนาคมนี้ โดยใช้ชื่อ บริษัท สุวรรณภูมิ แอร์ไลน์ จำกัด เพื่อเปิดทำการบินเส้นทางบินในประเทศ และบริษัทฮอลิเดย์ แอร์ไลน์ จำกัด เพื่อเปิดทำการบินในเส้นทางบินระหว่างประเทศทั้งเที่ยวบินแบบประจำและบินแบบเช่าเหมาลำ
"การยื่นขอตั้งสองแอร์ไลน์ใหม่ เป็นเพราะที่ผ่านมาชื่อของภูเก็ตแอร์ติดลบมากทั้งปัญหาดีเลย์ ของเที่ยวบินในประเทศและต่างประเทศ รวมถึงปัญหาเครื่องบินขัดข้อง จนทำให้เสียภาพลักษณ์มากจนถึงขั้นขอ.ต้องสั่งตรวจสอบประวัติการซ่อมบำรุงครั้งใหญ่ คุณวิกรมเลยมีแผนที่จะเปลี่ยนชื่อสายการบินใหม่แทนสายการบินเดิม "
แหล่งข่าวคนเดิมยังกล่าวอีกว่า จากการตรวจสอบของ ขอ.ที่ผ่านมาพบว่าภูเก็ตแอร์มีเครื่องบินใช้งานได้จริงเพียง 4 ลำจากจำนวนเครื่องบินทั้งหมดที่มี 17 ลำ ที่สำคัญเมื่อเดือนธ.ค.48 ที่ผ่านมายังถูกบริษัทประกันภัยจากอังกฤษชื่อ " MARSH" เข้ามาตรวจสอบมาตราฐานในเรื่องนี้ด้วย และมีข้อแนะนำให้ปรับปรุงหลายๆเรื่อง
นอกจากนี้ยังเคยถูกประเทศฝรั่งเศสห้ามภูเก็ตแอร์บินเข้าประเทศ ปัญหาในเรื่องของสถานะทางการเงิน ที่ยังมีการค้างจ่ายเงินเดือนพนักงาน มีการลดจำนวนพนักงานออกไปเป็นจำนวนมาก รวมไปถึงความสูญเสียเครดิตทางการค้า จากการมีภาระหนี้สินอยู่ราว 1,000 ล้านบาท ไม่ว่าจะเป็นหนี้ค่าน้ำมันจากบริษัทปตท.จำกัด(มหาชน) กว่า 200 ล้านบาท หนี้บริษัทน้ำมันในต่างประเทศ หนี้การบินไทย 70 กว่าล้านบาท และหนี้บริษัทวิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด อีกราว 20 ล้านบาท เป็นต้น
แหล่งข่าวกล่าวอีกว่า ประจงบเหมาะกับช่วงนี้ที่ใบอนุญาติของภูเก็ต แอร์ จะครบอายุ 5 ปีพอดี จึงมองว่าการยื่นขอจดทะเบียนใหม่โดยใช้ชื่อใหม่น่าจะมีโอกาสในการขายดีกว่าชื่อเดิมคือภูเก็ตแอร์
เนื่องจากมองว่าชื่อเสียงของภูเก็ตแอร์ที่เป็นอยู่ในขณะนี้ มีผลต่อการทำตลาดในธุรกิจนี้ค่อนข้างลำบาก
ขณะที่ฝูงบินที่มีอยู่ก็ยังใช้การได้ ดีกว่าปล่อยทิ้งไว้
ดังนั้นนายวิกรม จึงได้ทำการเพิ่มทุนใน2บริษัทดังกล่าว ซึ่งได้ตั้งไว้นานแล้วเพื่อนำมายื่นขอตั้งสายการบินใหม่ โดยบริษัทสุวรรณภูมิ แอร์ไลน์ จำกัด มีการจดทะเบียนไว้ตั้งแต่วันที่ 13 พ.ค.45 ด้วยทุนจดทะเบียน 150 ล้านบาท ล่าสุดเพิ่มทุนเมื่อวันที่ 1 ธ.ค.48 เป็น 200 ล้านบาท ส่วนบริษัทฮอดิเดย์ แอร์ไลน์ส จำกัด ก็มีการจดทะเบียนตั้งแต่วันที่ 8 ก.ค.36 ด้วยทุนจดทะเบียน 1 ล้านบาท เคยเพิ่มทุนในเดือนก.ย.46 เป็น 300 ล้านบาท และเพิ่มทุนเมื่อเดือนมี.ค.47 เป็น 840 ล้านบาท
แหล่งข่าวกล่าวต่อว่า แม้จะมีการยื่นขอจัดตั้งสายการบินใหม่ แต่แผนบิน รวมไปถึงเครื่องบินก็ยังคงใช้ฝูงบินที่มีอยู่เดิมทั้งหมด ไม่ได้มีการสั่งซื้อเครื่องบินใหม่เข้ามาใช้แต่อย่างใด โดยใช้เครื่องบินโบอิ้ง 737 จำนวน 2 ลำที่มีอยู่แล้วมาทำการบิน ซึ่งเครื่องบินทั้ง 2 ลำนี้ ลำแรกสร้างขึ้นในปี 1983 ปัจจุบันมีอายุการใช้งานอยู่ที่ 23 ปี อีกหนึ่งลำสร้างขึ้นในปี 1984 ปัจจุบันมีอายุการใช้งานประมาณ 22 ปี เพื่อมาทำการบินในนามสุวรรณภูมิ แอร์ไลน์ บินใน 4 เส้นทาง ที่ภูเก็ต แอร์ เคยบินอยู่เดิม แต่หยุดให้บริการ ได้แก่เส้นทาง กรุงเทพฯ-ระนอง ,กรุงเทพฯ-บุรีรัมย์,กรุงเทพฯ-เชียงใหม่,กรุงเทพฯ-ภูเก็ต
ขณะที่ฮอลิเดย์ แอร์ไลน์ จะใช้เครื่องบินโบอิ้ง 747 จำนวน 3 ลำ ลำแรก สร้างขึ้นในปี 1983 ปัจจุบันมีอายุการใช้งานประมาณ 23 ปี ลำที่สอง สร้างขึ้นในปี 1980 ปัจจุบันมีอายุการใช้งาน 26 ปี และลำที่สาม สร้างขึ้นในปี 1983 ปัจจุบันมีอายุการใช้งานประมาณ 23 ปี โดยขณะนี้ยังไม่ได้แจ้งแผนการเปิดบินในเส้นทางบินประจำระหว่างประเทศ แจ้งแต่ว่าการดำเนินการในระยะแรกจะเปิดบินแบบเช่าเหมาลำใน 3 เส้นทาง คือ กรุงเทพฯ-ปักกิ่ง,กรุงเทพฯ-โซล ,กรุงเทพฯ-โตเกียว
นอกจากนี้เขายังกล่าวเสริมว่า ปัจจุบันภูเก็ต แอร์ให้บริการเพียง 1 เส้นทางเท่านั้น คือ กรุงเทพฯ-ระนอง และการให้สายการบินซาอุดิอาระเบียน เช่าเครื่องบิน 9 เดือน เพื่อดำเนินธุรกิจการบินในช่วงพิธีฮัตจ์ ซึ่งทำให้บริษัทยังพอมีรายได้เข้ามา โดยมีรายได้จากค่าเช่า 5.9 พันดอลล่าร์สหรัฐต่อชั่วโมง
ด้านนายพิสิฐ กุศลาไสยานนท์ กรรมการคณะกรรมการพิจารณาคุณสมบัติของผู้ขออนุญาติประกอบกิจการค้าขายในการเดินอากาศ เผยว่า ในขณะนี้ทางคณะกรรมการฯกำลังอยู่ในระหว่างการพิจารณาคุณสมบัติของบริษัทที่ยื่นขอไลเซ็นท์จัดตั้งสายการบินใหม่จำนวน 8 สายการบิน ซึ่งประกอบด้วย บริษัทแอร์มาร์ค เอวิเอชั่น (ประเทศไทย)จำกัด บริษัทเอช เอส เอวิเอชั่น จำกัด บริษัทสยามเอ็กซ์เพรส แอร์เวย์ จำกัด
รวมไปถึงบริษัทฮอลิเดย์ แอร์ไลน์ จำกัด และบริษัทสุวรรณภูมิ แอร์ไลน์ จำกัด ซึ่งเป็น 2 สายการบินที่เจ้าของภูเก็ต แอร์ ได้ส่งแผนมาให้ขอ.พิจารณา และจะใช้ทำการบินในชื่อนี้แทนภูเก็ต แอร์ ซึ่งเกณฑ์การพิจารณาคุณสมบัติของคณะกรรมการฯจะดูละเอียดในเรื่องของแผนธุรกิจ ระบบการซ่อมบำรุง และการตรวจสอบเรื่องการถือหุ้นจากต่างประเทศ เพื่อป้องกันการแอบแฝงสิทธิ
อย่างไรก็ดีก่อนหน้านี้ได้เรียกผู้บริหารของทั้ง 8 แอร์ไลน์สเข้ามาร่วมหารือและชี้แจงแนวทางแล้วว่า การออกใบอนุญาต ไม่ใช่เรื่องง่ายเหมือนเดิมอีกต่อไป เพราะที่ผ่านมาพบว่ามีปัญหามากว่าพออนุญาติไป ก็มีปัญหาเครื่องบินขัดข้อง ทำไปก็ขาดทุนจนต้องเลิกบินไป ดังนั้นนายชัยศักดิ์ องค์สุวรรณ อธิบดีกรมการขนส่งทางอากาศ จึงได้ขอให้ตนเข้ามาร่วมเป็นคณะกรรมการฯเพื่อเสนอแนะในเรื่องนี้แก่สายการบินต่างๆ ซึ่งจากการหารือกันแล้วกว่า 3 ครั้ง ก็มีแนวทางความเห็นให้สายการบินต่างๆไปปรับปรุงแก้ไขแผนมาในหลายเรื่อง บางสายการบินมีปัญหาในเรื่องของแผนธุรกิจที่ทำออกมายังดูไม่น่าจะไปรอดก็สั่งให้ไปแก้ใหม่
แต่สิ่งที่ทุกสายการบินจะต้องดำเนินการให้ได้เหมือนกันทุกสาย คือ มาตราฐานด้านการซ่อมบำรุง ซึ่งทางคณะกรรมการฯจะตรวจสอบอย่างละเอียด โดยจะใช้มาตราเดียวกับการซ่อมบำรุงของการบินไทยเข้ามาเป็นเกณฑ์ในการพิจารณา รวมทั้งมีการแจ้งให้ชัดเจนถึงการนำกฏใหม่มาใช้ คือ เครื่องบินที่มีอายุเกินกว่า 14 ปีขึ้นไป จะต้องมีโปรแกรมการเช็คสภาพพิเศษ หรือที่เรียกว่าต้องเข้าโปรแกรม "เอดจิ้ง โปรแกรม" ที่จะตรวจโครงสร้างโลหะต่าง ๆ ทั้งหมดของเครื่องบิน ซึ่งสายการบินต่างๆจะต้องมีการกันงบไว้สำหรับเข้าโปรแกรมนี้ ซึ่งโบอิ้งและแอร์บัส จะเป็นผู้รับรองในส่วนนี้
"ต่อไปสายการบินที่มีอายุเครื่องบินเกินกว่า 14 ปีต้องมีใบรับรองในจุดนี้มายืนยันด้วย เพื่อประกอบการพิจารณาใบอนุญาติในการดำเนินธุรกิจ เพราะการใช้เครื่องบินที่มีอายุการใช้งานสูง ต้องมีการลงทุนด้านการซ่อมบำรุงที่สูงมาก สายการบินต้องมีสภาพคล่องเพียงพอที่จะกันงบไว้ในส่วนนี้" นายพิสิฐ กล่าวทิ้งท้าย
อนึ่งฝูงบินของภูเก็ต แอร์ มีทั้งหมด 17 ลำได้แก่ โบอิ้ง 747-300/200 จำนวน 9 ลำ โบอิ้ง 737 จำนวน 3 ลำ และวายเอส 11 จำนวน 5 ลำ ตั้งแต่ดำเนินธุรกิจมาบริษัทมีผลการดำเนินงานที่ขาดทุนอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2543-2546 โดยสิ้นปี 2544 ขาดทุน 50.85 ล้านบาท ปี 2545 ขาดทุน 183.92 ล้านบาท ปี 2546 ขาดทุน 307.36 ล้านบาท ขณะที่งบการเงินในปี 2547 ยังไม่ได้นำส่งทางกระทรวงพาณิชย์
ก่อนหน้านี้นายวิกรม อัยศิริ ได้เคยเปิดอกให้สัมภาษณ์กับ "ฐานเศรษฐกิจ" โดยยอมรับว่า ตั้งแต่ดำเนินธุรกิจมากกว่า 4 ปี ลงทุนไปกว่า 3 พันล้านบาท และวันนี้ก็ยังไม่ได้ทุนคืนแถมขาดทุนตลอด ที่ผ่านมาต้องใช้วิธีนำกำไรที่ได้จากธุรกิจอื่นเช่นโรงแรม อสังหาริมทรัพย์อื่นๆมาอุดหนุน แต่ทุกอย่างต้องมีความพอดีหรือจุดสมดุล นอกจากนี้เขายังยืนยันว่าเรื่องการขาดทุนไม่ใช่เรื่องใหญ่ เพียงแต่การแก้ปัญหาอาจจะต้องใช้เวลาเท่านั้น เพราะในปีที่ผ่านมา ถือเป็นที่ปีภูเก็ตแอร์ มีกระแสข่าวด้านลบมาก โดยเฉพาะเรื่องความปลอดภัย ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้โดยสารในการใช้บริการ
จาก ฐานเศษฐกิจ 10 มีนาคม 2549