HFlight รีวิวสายการบิน โรงแรม จองโรงแรมทั่วโลก - หน้าแรก
- กลับหน้าแรก -
หน้าแรก | จองโรงแรมที่พัก | ข่าวการบิน | Webboard | สายการบิน | กิน-เที่ยว-เดินทาง | รีวิวโรงแรม | คู่มือเที่ยวเมืองนอก | ลงโฆษณา

  
 

« December 2005 | Main | February 2006 »

January 30, 2006

ประชาไฟเขียวงบ25ล.จับมือสตาร์ฯ โปรโมตท่องเที่ยวไทยบนเครื่องบิน

ประชา;ไฟเขียวททท. อัดงบ 25 ล้าน เกี่ยวก้อยจำปี โปรโมตการท่องเที่ยวประเทศไทย ผ่านกลุ่มสตาร์ อลายแอนซ์ จัดฉายวิดีโอแนะนำแหล่งท่องเที่ยวใน 16 สายการบินพันธมิตร พร้อมจัดแพกเกจทัวร์พิเศษ มั่นใจดึงนักท่องเที่ยวได้ไม่น้อยกว่า 1 ล้านคน เริ่มตุลาคมศกนี้

แหล่งข่าวจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะผู้บริหารการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(บอร์ด ททท.) ซึ่งมีนายประชา มาลีนนท์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกาสรท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธาน ได้เห็นชอบและอนุมัติ ให้ ททท.ร่วมกับ บริษัท การบินไทย จำกัด(มหาชน) ในการทำกิจกรรมส่งเสริมการตลาด และประชาสัมพันธ์ร่วมกัน พร้อมกับอนุมัติงบประมาณเพื่อใช้ในเรื่องดังกล่าวเป็นวงเงิน 25 ล้านบาท ซึ่งเป็นงบประจำปี 2549 ที่ใช้เพื่อส่งเสริมการตลาด

ทั้งนี้ในรายละเอียดวิธีการทำงาน จะแบ่งเป็น 2 ส่วนคือ การตลาด และการประชาสัมพันธ์ โดย ททท. จะจัดทำเป็นวิดีโอ แนะนำแหล่งท่องเที่ยว เพื่อนำไปฉายให้กับผู้โดยสารทุกไฟลท์ได้รับชม ใน 16 สายการบินที่อยู่ในกลุ่มพันธมิตรของ สตาร์ อลายแอนซ์ ซึ่งถือเป็นกลุ่มสายการบินที่ใหญ่และมีเครือข่ายมากที่สุด โครงการนี้จะเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคมปีนี้ ถึง 31 ตุลาคมปีหน้า วิธีการนี้เชื่อว่าเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยประชาสัมพันธ์ตรงถึงกลุ่มเป้าหมาย แม้ว่า พันธมิตรสายการบินในกลุ่ม สตาร์ อลายแอนซ์ จะมี 8 สายการบินเท่านั้นที่บินเข้ามาประเทศไทยก็ตาม แต่ก็ยังหวังว่านักท่องเที่ยวหรือผู้โดยสารที่ยังไม่ได้ใช้บริการสายการบินที่บินเข้ามาประเทศไทย แต่ได้ชมวิดิโอแนะนำแหล่งท่องเที่ยวของประเทศไทยแล้ว เมื่อมีโอกาสเข้ามาติดต่อธุรกิจ หรือคิดจะเที่ยวครั้งต่อไปก็อาจเลือกเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยได้

โครงการนี้เป็นกิจกรรมต่อเนื่องจากปีก่อนของสตาร์ อลายแอนซ์ ที่เคยร่วมกับประเทศญี่ปุ่น ส่งเสริมการท่องเที่ยวในลักษณะนี้ ทำให้ถึงสิ้นปี ญี่ปุ่น มีนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นกว่าเป้าหมายถึง 18% ซึ่งในปีนี้เมื่อมาทำกิจกรรมร่วมกับประเทศไทย เราตั้งความหวังว่า จะช่วยเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวจากแคมเปญนี้ได้มากกว่า 1 ล้านคน

โดยนอกจาก จัดฉายวิดีโอแนะนำแหล่งท่องเที่ยวบนเครื่องบินแล้ว ยังได้จัดทำข้อมูลประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยวของประเทศไทย ผ่านนิตยสารบนเครื่องบิน(Inflight Magazine) ซึ่งจะมีแจกอยู่บนเครื่องบินใน 16 สายการบินพันธมิตรด้วย

สำหรับด้านการตลาด ททท.จะร่วมกับ 16 สายการบินในกลุ่มสตาร์ อลายแอนซ์ จัดทำแพกเกจท่องเที่ยวราคาพิเศษ สำหรับผู้ที่เป็นสมาชิก พร้อมรับสิทธิประโยชน์มากมาย เพื่อเป็นการกระตุ้นให้เกิดการเดินทาง อย่างไรก็ตาม ในปีนี้ กลุ่ม สตาร์ อลายแอนซ์ จะมีการประชุมใหญ่ประจำปี ที่ประเทศไทย (Star Alliance Meeting in Thailand) ซึ่งการบินไทย และ ททท. จะถือโอกาสนี้ ประชาสัมพันธ์ แนะนำประเทศไทยให้ผู้บริหารสายการบินที่มาเข้าร่วมประชุมได้รับฟัง นอกจากนั้นจะพาลงพื้นที่เพื่อสัมผัสบรรยากาศของแหล่งท่องเที่ยวจริงๆ ของประเทศไทย โดยหวังให้คนกลุ่มนี้เป็นทูตในการแนะนำประเทศไทยต่อไปในอนาคต

โดย ผู้จัดการออนไลน์ 30 มกราคม 2549 10:44 น.

January 29, 2006

บังกลาเทศเลื่อน บินไทย ฮุบบริหารสนามบินนานาชาติแห่งที่ 2

เอเอฟพี ทางการบังกลาเทศขอเลื่อนข้อตกลง ที่จะให้การบินไทยเข้าบริหารท่าอากาศยานนานาชาติแห่งที่ 2 ของประเทศ ด้วยมูลค่า 9 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เป็นเวลานานถึง 10 ปี หลังจากที่สายการบินของประเทศประท้วง ระบุอาจทำให้บริษัทการท่าของรัฐสูญเสียรายได้หลายล้านเหรียญสหรัฐฯในแต่ละปี

แหล่งข่าวเจ้าหน้าที่ระดับสูงที่ไม่เปิดเผยชื่อของบังกลาเทศให้สัมภาษณ์กับเอเอฟพีว่า กระทรวงการบินพลเรือนของบังกลาเทศได้มีคำสั่งให้เลื่อนข้อตกลงที่จะให้บริษัท การบินไทย จำกัดเข้าบริหารท่าอากาศยานนานาชาติแห่งที่ 2 หลังจากที่ทำเนียบนายกรัฐมนตรีได้พิจารณาข้อตกลงดังกล่าวอีกรอบ

“รัฐบาลได้เลื่อนข้อตกลงออกไปเป็นเวลา 3 เดือน ซึ่งในช่วงเวลานั้นจะทำการพิจารณาอีกครั้งว่า ข้อตกลงนี้มีผลกระทบต่อผลประโยชน์ของชาติ และสายการบินบิมาน (สายการบินประจำชาติ) หรือไม่” แหล่งข่าวรายเดิมเปิดเผย

ทั้งนี้ฝ่ายการบินพลเรือนของบังกลาเทศมีกำหนดส่งมอบการบริหารท่าอากาศยานนานาชาติชาห์ อะมานะต์ ให้กับการบินไทยเข้าบริหารในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ ทั้งนี้ท่าอากาศยานตั้งกล่าว ตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของเมืองจิตตะกอง ข้อตกลงดังกล่าวมีมูลค่าสูงถึง 9 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และจะเข้าบริหารเป็นเวลานาน 10 ปี

อย่างไรก็ตามภายหลังการลงนามเสร็จสิ้นบริษัท สายการบินบิมาน ซึ่งเป็นสายการบินแห่งชาติได้ทำการประท้วงในทันที และต้องการให้ยกเลิกข้อตกลงดังกล่าว เนื่องจากเชื่อว่าจะทำให้บริษัทของรัฐสูญเสียรายได้มากถึงปีละหลายล้านเหรียญสหรัฐฯ นอกจากนี้เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมาลูกจ้างของสายการบินไบแมนกว่า 300 คน ยังรวมตัวประท้วงข้อตกลงดังกล่าว

เราจะสูญเสียรายได้ถึง 530 ล้านตากา (ประมาณ 8.5 ล้านเหรียญสหรัฐฯ) ถ้าการท่าอากาศยานให้ไทยเข้ามาบริหารงาน ญามาล อุดดินหัวหน้าสหภาพแรงงานของสายการบินไบแมนประจำจิตตะกองกล่าว และบอกอีกว่า ข้อตกลงนี้จะเป็นเหมือนกันฆ่าตัวตาย หากว่าเราจ่ายเงินให้ไทย เข้ามาจัดการเที่ยวบินของเรา”

โดย ผู้จัดการออนไลน์ 28 มกราคม 2549 00:52 น.

เฉิงตูหวังเป็นฮับการบินเร่งเปิดบินตรงยุโรป

ผู้จัดการออนไลน์ – มณฑลเสฉวนเร่งเปิดเส้นทางบินระหว่างประเทศ หวังยกสถานะขึ้นเป็นศูนย์กลางทางการบินในภาคตะวันตกของจีน

ล่าสุดสายการบิน เคแอลเอ็ม ของเนเธอร์แลนด์ เตรียมเปิดเที่ยวบินตรงเส้นทางเฉิงตู-อัมสเตอร์ดัม สัปดาห์ละ 2 เที่ยวบิน ในปลายเดือนพฤษภาคมนี้ ซึ่งนับเป็นเมืองที่ 3 ถัดจากปักกิ่งและเซี่ยงไฮ้ที่เคแอลเอ็มบินตรงจากเมืองหลวงแดนกังหัน และนับเป็นเส้นทางบินตรงแรกระหว่างยุโรปและเฉิงตู

นอกจากนี้ สายการบินแควนตัส ก็มีแผนเปิดเส้นทางบินตรงซิดนีย์-เฉิงตู ส่วนสายการบินเจ็ทสตาร์ของสิงค์โปร์ ก็เตรียมเปิดเส้นทางสิงค์โปร์-เฉิงตู และเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม ที่ผ่านมา สายการบินจีน แอร์ ไชน่า ได้ร่วมมือกับสายการบินลุฟท์ฮันซ่าเปิดบริการขนส่งจากเฉิงตูผ่านปักกิ่งไปยังแฟรงค์เฟิร์ต

การขยายเส้นทางบินดังกล่าวจะส่งผลให้เกิดการขยายตัวของตลาดการค้าสินค้าและบริการอย่างมหาศาลตามมาในอนาคต ทั้งนี้ ในปัจจุบันสนามบินนานาชาติเฉิงตูมีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 6 ของประเทศ ซึ่งในปี 2005 มีปริมาณผู้โดยสาร 13.887 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากปี 2004 กว่า 2.2 ล้านคน.
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 27 มกราคม 2549 18:50 น.

January 25, 2006

บินโลคอสไทย-จีนร่วมฝัน ตั๋วบินกรุงเทพ-เซี่ยงไฮ้ไม่เกิน 1,500 บ.

เอ็นดีบีเน็ต – 25/01/06 สายการบินไทยแอร์เอเชียและสปริงแอร์ไลนส์วางแผนร่วมมือขยายเครือข่ายเส้นทางบินราคาประหยัด กระตุ้นการเดินทางภายในจีน และระหว่างไทย-จีน รวมถึงขยายการบริการแก่ผู้โดยสารในเขตประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

หนังสือพิมพ์เนชั่นเนลบิสซิเนสเดลี่ของจีน เปิดเผยว่า ขณะนี้สายการบินไทยแอร์เอเชียและสปริงแอร์ไลนส์กำลังเจรจาร่วมมือกันผนึกเส้นทางบิน โดยเสนอตั๋วราคาประหยัด สำหรับเส้นทางบินจากเซี่ยงไฮ้-เซี่ยเหมินโดยสายการบินสปริงแอร์ไลนส์ ราคาต่ำสุด 199 หยวน (ราว 1,000 บาท) เส้นทางบินเซี่ยเหมิน-กรุงเทพโดยสายการบินไทยแอร์เอเชีย ราคา 99 หยวน (ราว 500 บาท) และเส้นทางบินกรุงเทพ-เซี่ยงไฮ้ จะลดราคาต่ำสุดให้เหลือไม่เกิน 300 หยวน( 1,500 บาท)

ทั้งนี้ เฉินหัวหัว ผู้จัดการท่าของสายการบินไทยแอร์เอเชียเขตเซี่ยเหมิน กล่าวว่า ความร่วมมือของทั้งสองฝ่ายเกิดขึ้นจากการผลักดันของทางสนามบินเซี่ยเหมิน ที่ต้องการให้เมืองเซี่ยเหมินเป็นศูนย์กลางของเส้นทางบินราคาประหยัดระหว่างจีนกับเอเชียอาคเนย์

ด้าน หวังเจิ้งหัว ประธานบริษัทสายการบินสปริงแอร์ไลนส์ กล่าวว่า เพื่อรองรับแผนการร่วมมือกับไทยแอร์เอเชีย ก่อนหน้านี้เราเปิดเส้นทางบินในประเทศจากจี่หนันไปเซี่ยเหมิน ซึ่งนับว่าเสี่ยงอยู่ไม่น้อย แต่อย่างไรก็ตาม ขณะนี้อัตราการจองตั๋วสูงเกินกว่าที่เราคาดเอาไว้แล้ว

สายการบินสปริงแอร์ไลนส์(ชุนชิวหังคง) เป็นสายการบินต้นทุนต่ำที่ดำเนินการโดยบริษัทเอกชนของจีนที่แยกตัวมาจากบริษัทท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียง ชุนชิวกั๋วหลี่ว์ เปิดดำเนินการเมื่อปี 2004 โดยมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่นครเซี่ยงไฮ้ ปัจจุบันมีเส้นทางบินในประเทศระหว่างเมืองต่างๆหลายสิบเมืองด้วยบริการเครื่องบินโดยสารรุ่นใหม่ เอ 320 ที่เน้นราคาประหยัด ทั้งนี้ หากว่าความร่วมมือของทั้งสองฝ่ายบรรลุตามเป้าหมาย สายการบินสปริงแอร์ไลนส์จะเป็นสายการบินเอกชนรายแรกของจีนที่มีเส้นทางบินระหว่างประเทศ .
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 25 มกราคม 2549 17:37 น.

January 24, 2006

แอร์เอเชียชี้ ถือหุ้นไม่กระทบงานบริหาร

ไทยแอร์เอเชียยืนยันแม้เทมาเส็ก เข้ามาถือหุ้นแทนกลุ่มชินคอร์ป แต่ก็จะไม่กระทบการบริหารงาน นโยบายต่างๆ ยังไม่เปลี่ยนแปลง รวมถึงราคาตั๋วโดยสารเครื่องบินก็ยังถูกที่สุดเช่นเดิม และยังคงเป้าหมายที่จะขนส่งผู้โดยสารในปีนี้รวม 3 ล้านคน พร้อมระบุรัฐบาลให้สายการบินต้นทุนต่ำอยู่ที่ท่าอากาศยานกรุงเทพ เป็นนโยบายที่ถูกต้องแล้ว หากไทยต้องการเป็นศูนย์กลางการบินในภูมิภาค


นายทัศพล แบเลเว็ลด์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายการบินไทยแอร์เอเชีย กล่าวว่า ตามที่กลุ่มผู้ถือหุ้นชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ขายหุ้นออกไป รวมถึงหุ้นที่ถืออยู่ในไทยแอร์เอเชียให้กับเทมาเส็ก นั้น เรื่องดังกล่าว ไม่กระทบต่อการบริหารงานของไทยแอร์เอเชีย การบริหารงานยังคงดำเนินการไปตามปกติอย่างที่ผ่านมา เพราะนโยบายทุกอย่างยังคงไม่เปลี่ยนแปลง รวมถึงราคาตั๋วโดยสารเครื่องบินก็ยังถูกที่สุดเช่นเดิม และยังคงเป้าหมายที่จะขนส่งผู้โดยสารในปีนี้รวม 3 ล้านคน

นายทัศพล กล่าวว่า เทมาเส็กเป็นกองทุนของสิงคโปร์ การเข้ามาลงทุนในไทยแอร์เอเชียเพื่อหวังผลตอบแทน ไม่ได้เข้ามาเกี่ยวข้องกับการบริหารงานภายใน คณะผู้บริหารยังคงเป็นชุดเดิมไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ สัดส่วนความเป็นไทยกับความเป็นต่างชาติก็ยังคงเดิม อย่างไรก็ตาม การตกลงซื้อขายหุ้นในลักษณะนี้เกิดขึ้นทุกวันในต่างประเทศ แต่อาจเป็นเรื่องใหม่สำหรับประเทศไทย


นายทัศพล กล่าวถึงการทำธุรกิจไทยแอร์เอเชีย ว่า ปีนี้กำหนดเป้าหมายขนส่งผู้โดยสารไว้ที่ 3 ล้านคน และจากประสบการณ์วิกฤติราคาน้ำมันและอื่นๆ ในปีที่ผ่านมา ทำให้เชื่อมั่นว่า ปีนี้จะสามารถนำพาธุรกิจต่อไปได้โดยไม่มีปัญหา เพราะได้มีการซื้อน้ำมันล่วงหน้า 12 เดือน รวมถึงซื้อเงินดอลลาร์เตรียมไว้ใช้จ่ายอย่างพอเพียงตลอดปีนี้ สำหรับเคบินแฟคเตอร์ของสายการบินไทยแอร์เอเชียขณะนี้อยู่ในระดับร้อยละ 76-78 ปีนี้ ตั้งเป้าหมายเพิ่มเป็นร้อยละ 82-85 ซึ่งการที่ได้ร่วมมือกับบริษัท กาลิเลโอ (ไทยแลนด์) จำกัด ในการใช้ระบบจองตั๋วจะทำให้มียอดผู้โดยสารจากยุโรปเพิ่มมากขึ้น ปัจจุบันมีเครื่องบิน 9 ลำ เดือนมีนาคมปีนี้จะมีเที่ยวบินรวม 77 เที่ยวต่อวัน จากขณะนี้ 52 เที่ยวต่อวัน ทั้งนี้ จะมีการขยายเส้นทางบินใหม่เพิ่มเติมด้วย และจะมีการเพิ่มเครื่องบินอีก 4-5 ลำ ด้วย

นายทัศพล กล่าวถึงการที่รัฐบาลมีนโยบายให้สายการบินต้นทุนต่ำ ใช้ท่าอากาศยานกรุงเทพต่อไป ในขณะที่สายการบินทั่วไปย้ายไปใช้ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ว่า เป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องแล้ว เพราะหากรัฐบาลกำหนดให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการบินในภูมิภาค ก็จำเป็นต้องมีท่าอากาศยานสำหรับสายการบินต้นทุนต่ำ ประกอบกับขณะนี้ประเทศสิงคโปร์ มีการสร้างท่าอากาศยานสำหรับสายการบินต้นทุนต่ำแล้ว มาเลเชีย และอินโดนีเชีย ก็มีนโยบายสร้างท่าอากาศยานให้สายการบินต้นทุนต่ำเช่นกัน หากประเทศไทยย้ายสายการบินต้นทุนต่ำไปท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ก็จะทำให้ความสามารถในการแข่งขันลดลง ประกอบกับประเทศไทยมีผู้โดยสารเดินทางเข้ามามาก หากย้ายไปท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ก็ทำให้แออัดจนต้องเปิดเฟสที่ 2
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 24 มกราคม 2549 14:23 น.

ไห่หนันแอร์ติดอันดับแบรนด์มีชื่อสุดของจีน

ซินหัวเน็ต 24/01/06 วานนี้ (23) สำนักข่าวซินหัวของจีนรายงานว่า สายการบินไห่หนันแอร์ไลนส์ได้รับเลือกให้เป็นสายการบินที่เป็น ‘แบรนด์ที่มีชื่อเสียงที่สุดของจีน’ นอกจากนี้ สายการบินแห่งนี้ยังได้รับรางวัลสายการบินที่สร้างความพอใจให้กับลูกค้าติดต่อกันเป็นปีที่ 7 ด้วย

เจ้าจงอิง ผู้จัดการใหญ่บริษัทไห่หนันแอร์ไลนส์ กล่าวว่า “เราให้ความระมัดระวังในการรักษาชื่อเสียงแบรนด์ของบริษัท และหวังว่าบริษัทของเราจะเป็นสายการบินระดับแนวหน้าต่อไป”

ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า สายการบินไห่หนันแอร์ไลนส์เป็นสายการบินคลื่นลูกใหม่ที่กำลังมาแรง รองจากสายการบินของจีนอาทิ แอร์ไชน่า ไชน่าอีสเทอร์น และไชน่าเซาท์เทอร์น แอร์ไลนส์ เนื่องจากเป็นสายการบินที่มีการจัดการที่ยืดหยุ่นและมีการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องน้อย ทั้งนี้ บริษัทไห่หนันแอร์ไลนส์ก่อตั้งเมื่อปีค.ศ.1993 ปัจจุบันประกอบด้วยสนามบิน โรงแรมในเครือและบริษัทสายการบินอีก 3 แห่ง .

โดย ผู้จัดการออนไลน์ 24 มกราคม 2549 10:25 น.

ยอดผู้โดยสารลุฟท์ฮันซ่าทะลุ 51 ล้านคน

ลุฟท์ฮันซ่า สายการบินที่ให้บริการเที่ยวบิน 14 เที่ยวต่อสัปดาห์ เดินทางไป-กลับระหว่างกรุงเทพฯ และ เยอรมนี (เมืองแฟรงค์เฟิร์ต และเมืองมิวนิค) ได้ทะยานสู่สถิติใหม่อีกครั้ง โดยมีจำนวนผู้โดยสารที่มาใช้บริการตลอดปีทั้งสิ้น 51.3 ล้านคน 653,980 เที่ยวบิน และอัตราการบรรทุกผู้โดยสาร 75% ถือเป็นการสร้างสถิติใหม่ 3 ด้านในปี 2548 โดยกลุ่มลุฟท์ฮันซ่า ซึ่งความสามารถในการให้บริการที่เพิ่มขึ้น และความสำเร็จจากการบริหารงานขายที่เป็นไปตามเป้าหมายที่ได้ตั้งไว้ส่งผลให้อัตราการเติบโตและอัตราการบรรทุกผู้โดยสารทั่วทั้งภูมิภาคมีจำนวนเพิ่มขึ้น

นับตั้งแต่เดือนมกราคมถึงธันวาคม 2548 มีจำนวนผู้โดยสารทั้งสิ้น 51.3 ล้านคน หรือเพิ่มขึ้น 0.7% จากปีที่ผ่านมา เลือกใช้บริการลุฟท์ฮันซ่า ซึ่งความสามารถในการให้บริการนั้นสูงขึ้นประมาณ 2.5% และเนื่องจากยอดขายที่เพิ่มขึ้น 4% อัตราการบรรทุกผู้โดยสารขยับเพิ่มขึ้น 1 จุดเป็น 75% ซึ่งเป็นอัตราที่น่าประทับใจ

การขนส่งพัสดุภัณฑ์ และไปรษณียภัณฑ์ทางอากาศของสายการบินลุฟท์ฮันซ่าในปีที่ผ่านมา ได้ให้บริการเป็นจำนวน 1.7 ล้านตันซึ่งลดลง 1% จากปีที่ผ่านมา ในขณะที่ความสามารถในการให้บริการเพิ่มขึ้น 1.3% เนื่องจากลุฟท์ฮันซ่าได้เพิ่มพื้นที่สัมภาระบนเครื่องบินผู้โดยสารของกลุ่ม และเป็นสาเหตุให้อัตราการบรรทุกพัสดุภัณฑ์ลดลง 2% ดังนั้นอัตราการบรรทุกโดยรวมทั้งในส่วนของพัสดุภัณฑ์ และ ผู้โดยสารของกลุ่มลุฟท์ฮันซ่า ลดลงเล็กน้อยมาอยู่ที่ 70.7%

ปริมาณการขนส่งผู้โดยสารในปี 2548 เท่ากับ 108,185 ล้านกิโลเมตร เพิ่มจากปี 2547 ทมี่มี104,064 ล้านกิโลเมตร โดยมีเที่ยวบินรวมทั้งหมดในปี 2548 เท่ากับ 653,980 เที่ยวบิน เพิ่มจากปี 2547 ที่มี 647,785 เที่ยวบิน หรือเพิ่มขึ้น 1%

สายการบินลุฟท์ฮันซ่าของเยอรมันให้บริการเที่ยวบิน 14 เที่ยวต่อสัปดาห์ ไป-กลับระหว่างกรุงเทพฯ และ เยอรมนี (เมืองแฟรงค์เฟิร์ต และเมืองมิวนิค) โดยมีบริการเที่ยวบินต่อไปยังกรุงจาร์กาต้า 7 เที่ยวต่อสัปดาห์ ต่อไปยังนครโฮจิมินท์ 3 เที่ยวต่อสัปดาห์ และต่อไปยังกรุงกัวลาลัมเปอร์ 4 เที่ยวต่อสัปดาห์ ซึ่งเส้นทางการบินดังกล่าวทำให้สายการบินลุฟท์ฮันซ่าถือเป็นสายการบินยุโรปชั้นนำในภูมิภาคนี้ โดยเป็นผู้ให้บริการเที่ยวบินระหว่างยุโรปสู่สามจุดหมายปลายทางสำคัญๆในภูมิภาคนี้มากที่สุด

สายการบินลุฟท์ฮันซ่า เป็นผู้ริเริ่มก่อตั้งกลุ่มพันธมิตร สตาร์ อัลไลอันส์ และได้พัฒนาจนเป็นกลุ่มพันธมิตรที่มีความแข็งแกร่งด้านอุตสาหกรรมการบินมากที่สุดกลุ่มหนึ่ง

โดย ผู้จัดการออนไลน์ 23 มกราคม 2549 10:58 น.

ค่าบริการสนามบินสุวรรณภูมิอืด ออสเตรียนแอร์ฯชะลอแผนลงทุน

ออสเตรียน แอร์ไลน์ เล็งเปิดเส้นทางบินเข้าเวียดนาม หลัง รัฐเวียดนามไฟเขียวฟรีวีซ่าให้กับนักท่องเที่ยวยุโรป ส่วน ประเทศไทย ปีนี้ขอเน้นกิจกรรมส่งเสริมการขาย และรอดูอัตราค่าบริการจัดการของสนามบินสุวรรณภูมิ ก่อนคิดลงทุนเพิ่ม ระบุอาจเปลี่ยนเครื่องบินให้ขนาดใหญ่ขึ้น ส่วนจะเพิ่มเที่ยวบินหรือไม่รอดูปี 2550 และสถานการณ์ราคาน้ำมัน ยาหอมสนามบินใหม่ส่งไทยขึ้นเกทเวย์อินโดจีน

นายบุรณัชย์ ลิมจิตติ ผู้จัดการประจำประเทศไทยและอินโดไชน่า สายการบิน ออสเตรียน แอร์ไลน์ เปิดเผยว่า แผนการดำเนินในปี 2549 จะให้ความสำคัญกับการทำกิจกรรมเพื่อกระตุ้นยอดขาย ซึ่งปีนี้ตั้งงบการตลาดไว้ที่ 5-10% ของรายได้ โดยบริษัทเชื่อว่าปีนี้ผลประกอบการจะเติบโตอีก 5-10% จากปัจจุบันที่มีอัตราผู้โดยสารต่อเที่ยว(โหลดแฟกเตอร์)เฉลี่ย 85% ทั้งนี้ออสเตรียน แอร์ไลน์ มีเที่ยวบินตรง เวียนนา – กรุงเทพฯ ทุกวันๆละ 1 ไฟลท์ และ เที่ยวบิน เวียนนา – ภูเก็ต สัปดาห์ละ 2 ไฟลท์

ทั้งนี้สำหรับแผนขยายธุรกิจปีนี้ ในส่วนของประเทศไทย ยังขอดูเรื่องอัตราการเก็บค่าบริหารจัดการพื้นที่ของสนามบินสุวรรณภูมิ ที่กำลังจะเปิดดำเนินการในกลางปีนี้ก่อน เพราะขณะนี้ยังไม่มีประกาศออกมาอย่างชัดเจน แต่ก็มีกระแสข่าวว่าน่าจะปรับขึ้นจากสนามบินดอนเมืองราว 5-10% ตรงนี้หากบริษัทได้ตัวเลขที่แน่นอน ก็จะนำมาคำนวณต้นทุน

เบื้องต้น คงจะยังไม่เพิ่มเที่ยวบิน แต่บริษัทอาจใช้วิธีเปลี่ยนเครื่องบินให้มีขนาดใหญ่ขึ้น โดยเมื่อปีก่อน ออสเตรียน แอร์ไลน์ ได้เปลี่ยนเครื่องจาก โบอิ้ง 767 ที่มีจำนวนที่นั่ง 251 ที่นั่ง มาเป็นเครื่องแอร์บัสขนาด 285 ที่นั่ง ส่งผลให้ผลประกอบการโต 5% นอกจากนั้น เรายังต้องรอดูสถานการณ์ราคาน้ำมันด้วย เพราะถือเป็นต้นทุนสำคัญของธุรกิจนี้ อย่างไรก็ตามหากความต้องการใช้บริการของลูกค้าเพิ่มขึ้น เบื้องต้นบริษัทจะพิจารณาเปลี่ยนเครื่องบินให้ขนาดใหญ่กว่าเดิม ส่วนเรื่องการเพิ่มเที่ยวบิน น่าจะเริ่มได้ในปี 2550

อย่างไรก็ตาม การเปิดสนามบินสุวรรณภูมิ ทางสายการบิน ออสเตรียน แอร์ไลน์ จะใช้เป็นจุดขาย เชิญชวนนักท่องเที่ยวและนักธุรกิจ เข้ามาประเทศไทยให้มากขึ้น โดยชูให้ไทยเป็นเกทเวย์ในกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างแท้จริง

เล็งเปิดเส้นทางบินเวียดนาม
สำหรับแผนการลงทุนในอินโดไชน่า ขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการศึกษาเพื่อขอเปิดเส้นทางบินไปประเทศเวียดนาม ทั้งนี้เพราะเห็นศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว ซึ่งปัจจุบันพบว่า นักท่องเที่ยวจากยุโรปสนใจที่จะเดินทางเข้าไปเที่ยวในประเทศเวียดนามเพิ่มมากขึ้น เพราะถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวเปิดใหม่ ที่ยังมีอะไรที่น่าเข้าไปศึกษาค้นหาอีกมาก ประกอบกับรัฐบาลเวียดนามก็ส่งเสริมและให้ความสำคัญกับการสร้างรายได้จากอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ล่าสุดได้เปิดฟรีเรื่องวีซ่า สำหรับนักท่องเที่ยวกลุ่มยุโรป ซึ่งได้แก่ รัสเซีย สแกนดิเนเวีย เยอรมัน เป็นต้น

ทั้งนี้ สายการบิน ออสเตรียน แอร์ไลน์ ซึ่งบินตรงจากกรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย ไปยังประเทศต่างๆทั่วโลก รวมถึงประเทศในแถบอินโดไชน่า ซึ่งเรามีกรุงเวียนนา เป็นฮับทางการบินรับผู้โดยสาร ที่มาจากหลายประเทศแถบยุโรป ที่จะเดินทางมาประเทศไทย แบ่งเป็น จากประเทศออสเตรีย 30% , จากยุโรปตะวันตก เช่น เยอรมัน อังกฤษ อีกประมาณ 15-20% , จากยุโรปตะวันออก เช่น รัสเซีย ยูเครน อีก 20% ส่วนที่เหลือ เป็นประเทศอื่นๆ

นายบุรณัชย์ กล่าวว่า ลูกค้าส่วนใหญ่ ที่มาใช้บริการ ออสเตรียน แอร์ไลน์ ปัจจุบัน จะเป็นผู้โดยสารที่เดินทางจากยุโรป มาประเทศไทย และอินโดไชน่า มากกว่า เที่ยวที่บินจากประเทศไทยกลีบไปเวียนนา โดยสัดส่วนของกลุ่มผู้โดยสารจากยุโรป ที่ บินเข้ามาประเทศไทย แบ่งเป็น กลุ่มนักธุรกิจ 35% กลุ่มนักท่องเที่ยวที่เดินทางด้วยตัวเอง 30% และ อีก 30% เป็นลูกค้ากรุ๊ปทัวร์ สัดส่วนดังกล่าวบริษัทมีความพอใจเพราะช่วยกระจายความเสี่ยงได้ หากอยู่ในภาวะที่เรื่องการท่องเที่ยวเกิดปัญหา บริษัทยังมีลูกค้ากลุ่มนักธุรกิจมารองรับ
โดย ผู้จัดการรายวัน 22 มกราคม 2549 17:12 น.

สหภาพแรงงานสายการบินอลิตาเลียนัดผละงานประท้วงอีกครั้งจันทร์นี้

พนักงานและเจ้าหน้าที่ของสายการบินอลิตาเลียของอิตาลีจะผละงานประท้วงอีกครั้งในวันจันทร์นี้ หลังการประท้วงเมื่อวันพฤหัสบดีทำให้ต้องเลื่อนเที่ยวบิน 122 เที่ยว โดยแกนนำของสหภาพแรงงานแถลงว่า ในวันจันทร์นี้พนักงานจะนัดหยุดงานเป็นเวลา 24 ชั่วโมง เพื่อประท้วงสภาพการทำงานที่เลวร้ายลง หลังฝ่ายบริหารของบริษัทพยายามลดค่าใช้จ่ายต่างๆ เพื่อไม่ให้บริษัทต้องประสบภาวะล้มละลาย

โดย ผู้จัดการออนไลน์ 21 มกราคม 2549 10:30 น.

ศาลมะกันให้ยูไนเต็ดแอร์ไลน์สออกจากสภาวะล้มละลายแล้ว

ศาลของสหรัฐฯได้อนุมัติแผนการของสายการบินยูไนเต็ดแอร์ไลน์สแล้ว หลังจากที่ต้องอยู่ในโครงการป้องกันการล้มละลายมานานถึง 3 ปี ซึ่งคำสั่งดังกล่าวจะเริ่มในวันที่ 1 กุมภาพันธ์
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 21 มกราคม 2549 06:37 น.

January 20, 2006

กัลฟ์แอร์อัด30ล.ปรับโครงสร้างธุรกิจทำโค๊ดแชร์บินไทยปรุงโฉมชั้นหนึ่ง

ผู้จัดการรายวัน - สายการบินกัลฟ์แอร์ประกาศแผนการการปรับปรุงโครงสร้างธุรกิจครั้งใหญ่ทั้งในด้านเครือข่าย เส้นทางบิน ฝูงการบิน และการจัดสรรทรัพยากร ประเดิมต้นปีด้วยการทำสัญญาโค๊ดแชร์กับการบินไทย พร้อมเตรียมปรับโฉมชั้นธุรกิจและชั้นหนึ่งของฝูงบินแอร์บัส เอ340 ที่บินระหว่างกรุงเทพฯ-ฮ่องกง และบาห์เรน

นายจอห์น อีวานส์ ผู้จัดการทั่วไปประจำประเทศไทย กัมพูชา เวียดนาม และเมียนมาร์ เปิดเผยว่า สายการบินกัลฟ์แอร์ได้เซ็นสัญญากับการบินไทยเพื่อร่วมดำเนินการบินร่วมเที่ยวบินด้วยกัน (code share) ทั้งนี้เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้โดยสารจากตะวันออกกลาง และประเทศไทย ในการเพิ่มทางในการเดินทางสู่จุดหมายปลายทางซึ่งเป็นที่นิยมทั้งในประเทศไทย สาธารณรัฐประชาชนจีน โอมาน และบาห์เรนในตะวันออกกลาง โดยสายการบินกัลฟ์แอร์จะร่วมแชร์โค๊ดกับการบินไทยในเส้นทางการบินระหว่างกรุงเทพฯ-มัสกัต กรุงเทพฯ-ภูเก็ต-กรุงเทพฯ และกรุงเทพฯ-เชียงใหม่-กรุงเทพฯ และการบินไทยจะแชร์โค๊ดกับกัลฟ์แอร์ในเส้นทาง กรุงเทพฯ-บาห์เรน และกรุงเทพฯ-มัสกัต
“การทำสัญญาร่วมกับการบินไทยในครั้งนี้นับเป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น เรามีแผนที่จะขยายสัญญาครอบคลุมเส้นทางการบินอื่น ๆ ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิคให้มากขึ้นเพื่อเป็นให้การบริการแก่ลูกค้าของเรา ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของแผนกลยุทธ์ในการขยายตัวของกัลฟ์แอร์ ที่เน้นการสร้างความแข็งแกร่งของเครือข่าย และขยายการดำเนินการโดยความร่วมมือกับพันธมิตรที่มีความสัมพันธ์และความเข้าใจอันดีต่อกัน”
นายวสิงห์ กิตติกุล รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ฝ่ายการพาณิชย์ บมจ. การบินไทย ได้ให้ความเห็นถึงการร่วมเป็นพันธมิตรกับกัลฟ์แอร์ในครั้งนี้ว่า การทำสัญญาโค๊ดแชร์ร่วมกันในครั้งนี้จะมีส่วนสำคัญอย่างมากในการเพิ่มจำนวนผู้โดยสารซึ่งโดยสารจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไปยัง ตะวันออกกลาง หรือจากตะวันออกกลาง มาสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยทางการบินไทยมีความยินดีอย่างยิ่งที่ได้ทำสัญญาร่วมเที่ยวบิน กับกัลฟ์แอร์ และมั่นใจว่าการร่วมมือทางธุรกิจครั้งนี้จะประสบความสำเร็จอย่างยิ่งสำหรับทั้งสองสายการบิน
นอกจากนี้ ธนาคารสแตนดาร์ด ชาร์เตอร์ ได้อนุมัติวงเงินกู้แก่สายการบินกัลฟ์แอร์จำนวนเงิน 75 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 3000 ล้านบาทเพื่อใช้เป็นเงินทุนสำหรับการลงทุน และเพื่อการขยายตัวทางธุรกิจตลอดปีพ.ศ. 2549 ซึ่งส่วนหนึ่งของสินเชื่อจะนำไปใช้ในการติดตั้งที่นั่งใหม่ในเครื่องบินชั้นหนึ่ง และชั้นธุรกิจ อีกทั้งจะนำไปใช้เพื่อการตกแต่งภายในใหม่ของเครื่องบินรุ่น Airbus A340 ที่ใช้บินระหว่างประเทศไทย ฮ่องกง และบาห์เรน รวมไปถึงการติดตั้งระบบสันทนาการต่างๆ ภายในเครื่องบินใหม่
นายเจมส์ โฮแกน ประธานและ ผู้บริหารสูงสุดสายการบินกัลฟ์แอร์ เปิดเผยว่าวงเงินสินเชื่อ 75 ล้านเหรียญสหรัฐจะถูกนำไปใช้ในการปรับโครงสร้างเพื่อช่วยรักษาอัตราการเติบโตซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนกลยุทธ์ระยะ 10 ปี ต่อเนื่องจากแผนปรับโครงสร้างฟอลคอน 3 ปีซึ่งประสบความสำเร็จอย่างสูง
“การถอนตัวของ อาบู ดาบี จากการเป็นผู้ถือหุ้นนั้น ทำให้เราต้องมาคิดกลยุทธ์ที่จะจัดการกับศูนย์กลางการบินสองแห่งขึ้นใหม่ ซึ่งส่งผลให้ต้องมีการเปลี่ยนแปลงเครือข่าย เส้นทาง ฝูงเครื่องบินของสายการบิน และการจัดสรรทรัพยากร ซึ่งหมายความว่าเรายังคงต้องลงทุนในกลุ่มธุรกิจหลัก และอาจจะต้องนำวิธีการควบรวมธุรกิจและลดต้นทุนมาใช้ อย่างไรก็ดีในทางปฏิบัตินั้นเรามีความมั่นใจว่าเราสามารถพัฒนาบนรากฐานความสำเร็จที่มีอยู่ในปัจจุบันได้ ทั้งนี้จะต้องมีกลยุทธ์ที่มีความชัดเจน และมีพัฒนาการที่ดี ผสานกับการลงทุนอย่างมีนัยสำคัญด้วย”
โดย ผู้จัดการรายวัน 19 มกราคม 2549 22:26 น.

January 12, 2006

ไทยแอร์เอเชียปรับทัพรับศึกปีจอ ขอเป็นผู้นำเพิ่มเครื่อง...เส้นทาง...บริการบันเทิงเพียบ!

ในยุคที่ใครๆก็บินได้ทำให้ธุรกิจสายการบินต้นทุนต่ำ(โลว์คอสต์แอร์ไลน์)สร้างความโดดเด่นและมีอัตราการเติบโตที่ต่อเนื่องในช่วงปี 2548 ที่ผ่านมา จนก้าวขึ้นมาอยู่ในอันดับต้นๆของวงการบินในเมืองไทย แน่นอนกรณีศึกษาของ “ไทยแอร์เอเชีย”ที่สร้างเสน่ห์เย้ายวนใจมากกว่าสายการบินอื่นด้วยราคาตั๋วที่แข่งกันลดและโหมโปรโมชั่นตลอดทั้งปีที่ผ่านมาสร้างความฮือฮาและประสบความสำเร็จไม่น้อย

ใครเลยจะรู้ว่าเพียงระยะเวลาปีกว่าๆ ของสายการบินอย่าง ไทยแอร์เอเชียภายใต้การบริหารจัดการของ CEO ทัศพล แบเลเว็ลด์ จะมีอิทธิพลต่อกลุ่มลูกค้าที่ต้องการใช้เวลาเดินทางเพียงชั่วอึดใจให้ถึงที่หมายโดยไม่ใส่ใจกับการบริการภายในเครื่องบิน และที่สำคัญ จ่ายน้อยกว่าสายการบินปกติจนทำให้ยอดตัวเลขผู้ใช้บริการตั้งแต่เปิดให้บริการจนถึงสิ้นปี 48 ที่ผ่านมามีสูงถึงกว่า 3 ล้านคน

จึงเป็นเรื่องไม่แปลกนักที่ตลอดทั้งปี 49 ตัวเลขจะถูกกำหนดวางไว้สูงถึง 3 ล้านคนที่จะเข้าไปใช้บริการสายการบินนั้นเป็นสิ่งที่ไม่น่าจะไกลเกินเอื้อม และหลังจากนี้ไปจับตาดูการเปลี่ยนแปลงปรับโฉมครั้งใหญ่ของไทยแอร์เอเชีย ไม่ว่าจะเป็นบทบาทบนภาคพื้นดินและบนอากาศในปี 49 นี้ ซึ่ง ทัศพล ประกาศว่าจะไม่มีใครเหมือนและจะไม่เหมือนใคร…

สอดคล้องกับกรณีแผนการจัดซื้อเครื่องบินจากเดิมมีเพียง 8 ลำเพิ่มขึ้นเป็น 12 ลำและทุกลำยังคงเป็นโบอิ้ง 737-300 เหมือนเดิมรองรับผู้โดยสารได้ 148 ที่นั่ง บ่งบอกถึงการพัฒนาขนาดของสายการบินได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะการมีเครื่องบินมากขึ้น นั่นย่อมหมายถึงศักยภาพในการเพิ่มจำนวนเที่ยวบินและจุดหมายปลายทางใหม่ๆย่อมเกิดขึ้นตามมาอย่างแน่นอนทั้งในประเทศและต่างประเทศ ตลอดจนเป็นตัวช่วยส่งเสริมเครือข่ายการบินเพื่อให้บริการผู้โดยสารได้ดียิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาความล้าช้า(ดีเลย์)ก็จะถูกแก้ไขให้เบาบางลงไปเช่นกัน

สิ่งแรกที่ CEO ไทยแอร์เอเชียยอมรับในปัจจุบันก็คือต้องการเปิดตลาดใหม่เพิ่มขึ้น และจับกลุ่มลูกค้ากลุ่มใหม่ๆ ซึ่งจะแตกต่างจากสายการบินนกแอร์และสายการบินโอเรียนต์ไทยที่มักจับกลุ่มลูกค้าที่ใกล้เคียงกันด้วยราคาที่สูงกว่า กอปรการเปิดให้บริการ 7 เส้นทางในประเทศไทยและ8 เส้นทางในต่างประเทศที่ยังคงมีแผนเปิดให้บริการเพิ่มเที่ยวบินอีกในอนาคต

หลังจากที่ได้เครื่องบินครบ12 ลำตามแผน แน่นอนทัศพลย่อมไม่ขยายการลงทุนเพิ่มหรืออาจต้องชะลอเวลาสักพักเพื่อมองดูทิศทางการตลาดของธุรกิจขณะที่เครื่องบินรุ่นแอร์บัส เอ320 คือยุทธศาสตร์ใหม่ในปี 2007 ที่จะสร้างสีสันของการแข่งขันในธุรกิจการบินได้ไม่น้อย และกลยุทธ์นี้เป็นความร่วมมือระหว่าง 3 ประเทศคือ ไทย,อินโดนีเซียและมาเลเซีย หลังจากนั้นจะค่อยๆ ปลดละวางเครื่องบินลำเก่าทิ้งไป

การนำเข้าเครื่องบินรุ่นแอร์บัสเอ 320 ที่มีทั้งขนาดใหญ่กว่าที่นั่งมากกว่าและมีความปลอดภัยสูงมาเปิดให้บริการในอีกปีกว่าๆที่จะถึง ทำให้ไทยแอร์เอเชียมั่นใจเหลือเกินว่าจะสามารถดึงกลุ่มลูกค้าเข้ามาใช้บริการได้เป็นจำนวนไม่น้อยเช่นกัน แต่ในขณะเดียวกันสิ่งที่ตามมาคงจะหนีไม่พ้นเรื่องของปัญหากัปตันนักบิน ช่างซ่อม และลูกเรือ ที่ทัศพล บอกว่าจะต้องเตรียมตัวให้พร้อม ถ้าหากขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งไปอาจส่งผลถึงคุณภาพมาตรฐานที่วางไว้ก็ต้องลดลงไปเช่นกัน

“ปัจจุบันปัญหากัปตันนักบินยังคงขาดแคลน ระหว่างที่เราได้เครื่องบินครบ 12 ลำก็จะหยุดโตสักพักและเร่งพัฒนาสิ่งที่ขาดแคลนให้มีเพียงพอต่อธุรกิจ โดยคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 1-2 ปี ควบคู่กันไปจนกว่าจะได้เครื่องรุ่นแอร์บัสเอ 320 “ทัศพล กล่าว

หัวใจสำคัญของไทยแอร์เอเชีย ที่ก้าวเดินบนเส้นทางธุรกิจการบินตั้งแต่เปิดให้บริการถึงปัจจุบันคือขายตั๋วราคาถูก เรื่องนี้ ทัศพล ยังคงยืนยันว่าจะคงราคาเดิมไว้ หากเว้นแต่ว่าราคาน้ำมันขึ้นเพียง 10-15%เท่านั้น ซึ่งถ้าสูงกว่านี้คือประมาณ 20%คงต้องมีการปรับราคาตั๋วแน่นอน

“ปี 49 แผนการตลาดยังคงทำแบบเดิมแน่คือราคาประหยัดเหมือนเดิม ขณะเดียวกันก็จะออกโปรโมชั่นทุกๆ 2 อาทิตย์ และคาดว่าจะใช้วันหยุดในปี 49 เป็นกลยุทธ์ ซึ่งถ้าตรวจเช็คดูแล้วมีจำนวนวันหยุดเยอะมากนำมาใช้จัดแคมเปญนำเที่ยวได้ดี พร้อมกับสรรหาสิ่งแปลกใหม่ให้เกิดขึ้น โดยเฉพาะความบันเทิงบนเครื่องบิน อาจจะมีทอล์คโชว์ก็ได้ใครจะรู้”ทัศพล กล่าวถึงแผนการตลาดที่วางไว้พร้อมหัวเราะ

ช่องทางการจำหน่ายตั๋วเครื่องบินที่มีการแข่งขันหลากหลายรูปแบบส่งผลทำให้ไทยแอร์เอเชียมีการปรับกลยุทธ์อย่างต่อเนื่องเพื่อเพิ่มความสะดวกสบายโดยเฉพาะอาศัยเครือข่ายของกลุ่มชินคอร์ปและภายในปีนี้จะเริ่มมีการขายทั้งในร้านเทเลวิช และห้างเทสโก้โลตัส หรือโทรศัพท์จองตั๋วในระบบของ AIS ที่ทัศพล การันตีว่าใช้เวลาเพียง 2 นาทีเท่านั้นเป็นจุดขาย

ในปี49สถานการณ์ภาพรวมการแข่งขันของธุรกิจการบินยังคงทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ อันเป็นผลมาจากนโยบายการเปิดเสรีของภาครัฐ ดังนั้นกลยุทธในการดำเนินธุรกิจสายการบินต้นทุนต่ำเพื่อให้ธุรกิจอยู่รอดจึงต้องปรับเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลาและต่อเนื่อง พร้อมกันนี้จะต้องพยายามลดต้นทุนค่าใช้จ่ายบางส่วนลงควบคู่ไปด้วย เช่น ต้นทุนค่าล้างเครื่องบิน จากเดิมจะล้างสัปดาห์ละครั้ง เปลี่ยนมาล้าง 2 สัปดาห์ต่อครั้ง และปรับเปลี่ยนมาใช้น้ำยาล้างเครื่องบิน ที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้นมาใช้แทน รวมถึงการสั่งซื้ออะไหล่เครื่องบินเป็นล็อตใหญ่ๆ แทนการสั่งซื้อปลีกย่อย และการซื้อโฆษณาลงสื่อแบบเหมารวมเป็นรายปีแทนการซื้อเป็นครั้งคราวแทน

ขณะที่การหารายได้อื่นๆ เข้ามาเสริม อย่างในปีที่ผ่านมาก็เริ่มมีการขายพื้นที่โฆษณาบนเครื่องบินไปแล้ว ในปีนี้ก็จะเริ่มหารายได้จากการเปิดให้บริการขนส่งสินค้า(คาร์โก้) บนเครื่องบิน เป็นต้น

"ธุรกิจสายการบินต้นทุนต่ำในปีหน้า คาดว่าน่าจะมีอัตราการเติบโตได้อีก 15-20% ตามตลาด โดยในรอบปีที่ผ่านมามีจำนวนผู้โดยสารเดินทางภายในประเทศทั้งสิ้น 4 ล้านคน ดังนั้นในปีนี้คาดน่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 4.6-4.8ล้านคน ส่วนปีต่อๆไปคาดว่าจะมีอัตราการเติบโตต่อเนื่องได้อีกปีละ 10%" ทัศพลกล่าว

แม้ว่าปัจจุบันสิ้นปี 48ที่ผ่านมาไทยแอร์เอเชียจะได้รับรายได้เพียง 2 พันกว่าล้านบาทเท่านั้น ขณะที่ทัศพลเองยอมรับว่าธุรกิจมีผลกำไรเช่นกันและนั่นหมายถึงโบนัสประจำปีที่มอบเป็นของขวัญปีใหม่ให้พนักงานของไทยแอร์เอเชีย

การปรับตัวครั้งใหญ่ของไทยแอร์เอเชียครั้งนี้จึงเป็นเรื่องที่ไม่ธรรมดาเพราะหากสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้เป็นไปตามแผนงานที่วางไว้ นั่นก็หมายถึงยอดรายได้ที่มีมูลค่าสูงถึงกว่า 4 พันล้านบาทต้องตกเข้าไปอยู่ในกระเป๋าของไทยแอร์เอเชียอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้...

โดย ผู้จัดการรายสัปดาห์ 12 มกราคม 2549 14:28 น.

ศาล EU ยืนยันให้ผู้โดยสารได้ชดเชย หากมีการยกเลิก หรือดีเลย์เที่ยวบิน

เอเอฟพี - บรรดาสายการบินต่างๆ ในยุโรป ประสบความล้มเหลว ในความพยายามเรียกร้องให้ยกเลิกกฎเกณฑ์ของสหภาพยุโรป (อียู) อันมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปีที่แล้ว ซึ่งกำหนดให้พวกเขาต้องจ่ายค่าชดเชยแก่ผู้โดยสาร กรณีมีการเลื่อนเวลาขึ้นลงเครื่อง หรือมีการยกเลิกเที่ยวบิน เมื่อศาลยุติธรรมยุโรปตัดสินในวันอังคาร (10) ปฏิเสธคำร้องนี้ และประกาศให้บังคับใช้กฎดังกล่าวต่อไป

หลังจากสหภาพยุโรป (อียู) ได้บังคับใช้กฎใหม่ ซึ่งกำหนดให้สายการบินต่างๆ จ่ายค่าชดเชยให้กับผู้โดยสาร ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ ปี 2005 ทำให้ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมการบินหลายรายไม่พอใจ และยื่นฟ้องต่อศาลในอังกฤษ

ทางด้านศาลยุติธรรมยุโรป ซึ่งมีอำนาจพิจารณาคดีทั่วทั้งอียู ก็ได้รับข้อร้องทุกข์นี้ไว้พิจารณาเช่นกัน แต่กลับตัดสินว่า ข้อบังคับดังกล่าว "มีเหตุผลสมควร" สอดคล้องกับกฎข้อบังคับสากลเกี่ยวกับการจ่ายชดเชยให้กับผู้โดยสารที่มีอยู่เดิมในปัจจุบัน อันถือเป็นการปกป้องสิทธิของผู้สัญจรทางอากาศ

ภายใต้กฎดังกล่าวของอียู หากมีการยกเลิกเที่ยวบิน ทางสายการบินนั้นๆ จะต้องเปิดโอกาสให้ผู้โดยสารสามารถนำตั๋วมาแลกเงินคืน หรือเปลี่ยนเส้นทางบินสู่จุดหมายปลายทางอื่นได้

ส่วน ผู้โดยสารที่เที่ยวบินมีการดีเลย์ ก็มีสิทธิที่จะได้รับการบริการด้านอาหาร โทรศัพท์ และที่พักในโรงแรม โดยขึ้นอยู่กับระยะทางความใกล้ไกลของเที่ยวบินนั้นๆ

ด้านสมาคมขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศ (ไออาต้า) กลุ่มล็อบบี้สำคัญซึ่งเป็นผู้ยื่นคำร้องเรียนในครั้งนี้ ได้ออกมาแถลงแสดงความเสียใจกับผลตัดสินดังกล่าว พร้อมระบุว่า ข้อบังคับเหล่านี้ทำให้สายการบินต่างๆ ต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นถึง 700 ล้านดอลลาร์ (580 ล้านยูโร)

ขณะที่สมาคมสายการบินราคาประหยัดแห่งยุโรป ซึ่งเป็นกลุ่มล็อบบี้ที่สำคัญอีกกลุ่มหนึ่ง ก็ได้ออกมาแสดงความผิดหวังด้วยเช่นกันว่า คำตัดสินดังกล่าวถือเป็น "ความล้มเหลวในการล้มล้างกฎข้อบังคับที่ไม่เป็นธรรมและเป็นการเลือกปฏิบัติ" ซึ่งทางสมาคมระบุว่าอาจเกิดขึ้นได้ในบางกรณี บีบให้สายการบินจำต้องจ่ายค่าชดเชยเป็นมูลค่าสูงกว่าราคาค่าตั๋วเดิม

อีซี่เจ็ต สายการบินโลว์คอสต์ในอังกฤษ ออกมาแสดงความไม่พอใจด้วยเช่นกัน และเรียกร้องให้มีการพิจารณาทบทวนยกเลิกข้อบังคับดังกล่าวอีกครั้ง โดยชี้ว่ากฎการจ่ายค่าชดเชยนี้ ทำให้สายการบินต้องแบกรับภาระรับผิดชอบเหตุการณ์ต่างๆ ที่อยู่นอกเหนือการควบคุม อันรวมไปถึงปัญหาด้านสภาพอากาศ และปัญหาการควบคุมการจราจรทางอากาศ ซึ่งเป็นสาเหตุส่วนใหญ่ของการดีเลย์และยกเลิกเที่ยวบิน

ทว่า ไซมอน อีวานส์ จากสภาผู้ใช้บริการขนส่งทางอากาศของอังกฤษ มองว่า ข้อบังคับจ่ายค่าชดเชยนั้น จะช่วยเป็นแรงกระตุ้นให้สายการบินต่างๆ หันกลับมาพิจารณาถึงสิ่งที่พวกเขาสามารถทำได้ เพื่อหลีกเลี่ยงการยกเลิกและการดีเลย์เที่ยวบิน

อย่างไรก็ดี ภายใต้กฎข้อบังคับใหม่นี้ ทางสายการบินไม่จำเป็นต้องจ่ายค่าชดเชย หากมีการแจ้งผู้โดยสารล่วงหน้าถึงการยกเลิกเที่ยวบิน เป็นเวลาอย่างน้อยสองสัปดาห์ก่อนถึงเวลาเดินทาง หรือหากเปิดให้ผู้โดยสารเปลี่ยนเส้นทางการบินจนเป็นที่พอใจ รวมไปถึงกรณีที่สามารถพิสูจน์ได้ว่า การยกเลิกเที่ยวบินนั้นมีสาเหตุมาจากเหตุการณ์ที่อยู่นอกเหนือการควบคุม

โดย ผู้จัดการออนไลน์ 11 มกราคม 2549 20:57 น.

ภูฏานเปิดเที่ยวบินกรุงเทพฯ - พุทธคยา

เอเอฟพี - ดรุก แอร์ สายการบินแห่งชาติภูฏาน เผยวานนี้ (11) ว่า จะเปิดเที่ยวบินกรุงเทพฯ - เมืองพุทธคยา ประเทศอินเดีย สัปดาห์ละสองครั้ง เพื่อรองรับผู้แสวงบุญชาวไทยที่ต้องการเดินทางไปเยือนสถานที่ตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า

เที่ยวบินดังกล่าวจะเปิดให้บริการด้วยเครื่องบินแอร์บัส 319 โดยจะหยุดแวะพักระหว่างทางที่เมืองกัลกัตตา

สุพจน์ สุชาภิมุข ผู้จัดการของดรุก แอร์ ในกรุงเทพฯ แจงว่า เดิมนั้นมีสายการบินอินเดียน แอร์ไลน์ส ให้บริการเที่ยวบินตรง กรุงเทพฯ-พุทธคยา อยู่เพียงรายเดียว แต่ก็เปิดเพียงสัปดาห์ละหนึ่งเที่ยวเท่านั้น

ดรุกแอร์ ซึ่งมีชื่อเดิมว่า รอยัล ภูฏาน แอร์ไลนส์ เป็นสายการบินที่เปิดให้บริการเที่ยวบินจากกรุงเทพฯ มุ่งหน้าสู่ท่าอากาศยานนานาชาติภูฏานในเมืองปาโร และบินตรงสู่เมืองกัลกัตตาในอินเดีย

โดย ผู้จัดการออนไลน์ 11 มกราคม 2549 19:05 น.

January 09, 2006

สิงคโปร์ได้ฤกษ์สร้างอาคารโลว์คอสต์เสร็จ แถมมีป้ายภาษาไทย (แต่สะกดผิด?)

เอเอฟพี/ผู้จัดการออนไลน์ - โฆษกขององค์การการบินพลเรือนแห่งสิงคโปร์ (ซีเอเอเอส) แถลงวันนี้ (9) ว่า การก่อสร้างอาคารที่พักผู้โดยสารแห่งใหม่ ณ ท่าอากาศยานชางงี ซึ่งจะให้บริการแก่บรรดาสายการบินโลว์คอสต์โดยเฉพาะ ได้เสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว และมีกำหนดเปิดดำเนินการได้ในวันที่ 26 มีนาคม นอกจากนี้ ป้ายภายในอาคารยังมีภาษาไทยบริการอีกด้วย

อาคารชั้นเดียวมูลค่า 45 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ (27.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) หลังนี้ มีพื้นที่ใช้งาน 25,000 ตารางเมตร หรือประมาณสนามฟุตบอล 3 สนาม ซึ่งจะให้บริการผู้โดยสารได้ราว 2.7 ล้านคนต่อปี ทั้งนี้ ไทเกอร์ แอร์เวย์ส สายการบินโลว์คอสต์ของสิงคโปร์ ที่มี สิงคโปร์ แอร์ไลน์ คอยสนับสนุนอยู่ ได้รับปากรับคำจะเข้ามาใช้อาคารหลังนี้แล้ว

นอกจากอาคารด้านนอกจะได้รับการออกแบบเป็นอย่างดีแล้ว ด้านในยังมีสีสันที่สวยงามสดใสเป็นอย่างยิ่ง อีกทั้งยังมีป้ายบริการถึง 4 ภาษาอังกฤษ จีน มาเลย์ รวมถึงภาษาไทย เอาใจนักท่องเที่ยวจากประเทศไทยด้วย

ทั้งนี้ผู้อ่านของผู้จัดการออนไลน์ที่ช่างสังเกตแสดงความคิดเห็นมาว่าป้ายที่เป็นภาษาไทยนั้นสะกดคำผิด และจากการตรวจสอบก็พบว่าเป็นเช่นนั้นจริง โดยป้ายประตูขาออก สะกดเป็น "ขาฮอก" ส่วนป้ายแลกเปลี่ยนเงินตรา กลับสะกดเป็น "แลกเปลี่พนเงินณา"

นอกเหนือจากสิงคโปร์ ด้านมาเลเซียก็กำลังก่อสร้างอาคารที่พักผู้โดยสารสำหรับสายการบินขายตั๋วถูกโดยเฉพาะเช่นกัน โดยสร้างที่ท่าอากาศยานระหว่างประเทศกัวลาลัมเปอร์ และทำพิธีวางศิลาฤกษ์ในเดือนมิถุนายนปีที่แล้ว

รัฐบาลมาเลเซีย แจ้งว่า การก่อสร้างจะเสร็จภายใน 14 เดือน ด้วยงบประมาณ 100 ล้านริงกิต (26 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) และสามารถให้บริการผู้โดยสารได้ 10 ล้านคนต่อปี โดยที่ แอร์เอเชีย สายการบินโลว์คอสต์รายใหญ่ที่สุดในภูมิภาคแถบนี้ และมีฐานอยู่ในกัวลาลัมเปอร์ ได้สัญญาจะเข้าใช้อาคารหลังนี้

โดย ผู้จัดการออนไลน์ 9 มกราคม 2549 15:47 น.

แควนตัสเปิดบินตรงซิดนีย์-ปักกิ่งครั้งแรก

เอเอฟพี 09/01/06 วันนี้ ( 9 ม.ค.) สายการบินแควนตัส ของออสเตรเลีย ได้เปิดเส้นทางบินตรงซิดนีย์ – ปักกิ่งเที่ยวแรก โดยจะบินสัปดาห์ละ 3 เที่ยว ขณะเดียวกันนายจอห์น บอร์เก็ตตี ผู้จัดการทั่วไปของแควนตัส กล่าวว่า ปัจจุบันจีน ซึ่งการท่องเที่ยวขยายตัวเร็วที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ได้กลายเป็นจุดหมายปลายทางที่ทวีความสำคัญขึ้นของสายการบินแควนตัส ทั้งนี้ ในปีที่ผ่านมา การเดินทางระหว่างออสเตรเลียและจีนโตขึ้น 22%

นอกจากนี้ สายการบินแห่งชาติของแดนจิงโจ้ ยังมีแผนเปิดเที่ยวบินตรง ซิดนีย์-ปักกิ่งและ ซิดนีย์-เซี่ยงไฮ้ ทุกวัน ภายใน 2 ปีข้างหน้า เพิ่มขึ้นจากปัจจุบันซึ่งมีเส้นทางบินตรงจากออสเตรเลีย มายังเซี่ยงไฮ้ 4 เที่ยวต่อสัปดาห์.
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 9 มกราคม 2549 15:19 น.

January 08, 2006

ปฏิบัติการยึดน่านฟ้า “โลว์คอส”ปี'49...ใครคือจุดอ่อน?

ใครจะรู้ว่าเพียงระยะเวลาแค่ปีกว่าๆ สายการบินโลว์คอสจะมีอิทธิพลมากเสียจนกระทั่งสามารถขึ้นมาผงาดต่อกรกับสายการบินยักษ์ใหญ่อย่างการบินไทยได้ในระดับหนึ่ง ขณะที่สายการบินราคาถูกยังคงมัวแต่มุ่งห้ำหั่นกันเฉพาะเรื่องของราคาถูกเพียงอย่างเดียวนั้นอาจจะมาถึงจุดอิ่มตัวแล้วก็เป็นได้ การเปิดเส้นทางบินใหม่ ให้ครอบคลุมทุกจุดหมายปลายทางคือหนทางหนึ่งที่จะทำกำไรให้กับสายการบินได้ในอนาคต เพื่อสร้างความจงรักภักดีลูกค้าให้เกิดขึ้นกับธุรกิจการบินของตัวเอง ถือเป็นอีกกลยุทธ์หนึ่งที่เหล่าบรรดาโลว์คอสต์หันมาให้ความสำคัญเป็นพิเศษ

ความชัดเจนเริ่มเห็นกันมากยิ่งขึ้น เมื่อสองสายการบินอย่าง นกแอร์ และไทยแอร์เอเชียต่างหาช่องทางเพื่อเปิดบินเส้นทางใหม่ โดยเฉพาะในแถบภูมิภาคอินโดจีน เป็นจุดหมายปลายทางระยะสั้นมีความโดดเด่นและน่าสนใจในเรื่องสถานที่ท่องเที่ยว ทั้งนี้จะต้องสอดคล้องกับสมรรถนะของเครื่องบินที่ใช้เวลาไม่เกิน 3 ชั่วโมง

การแข่งขันแม้จะมีการเพิ่มเส้นทางบินในประเทศแต่สำหรับต่างประเทศแถบอินโดจีนก็ยังคงรักษารูปลักษณ์ในเรื่องของราคาถูกไว้ สอดคล้องกับการเปิดเส้นทางบินกรุงเทพ – มาเก๊า ของไทยแอร์เอเชียที่เริ่มต้นด้วยราคา 1,499 บาท ขยายไปยังเส้นทางบินกรุงเทพ – ฮานอย และพนมเปญ ด้วยราคาเริ่มต้นที่ 999 บาท เหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าสายการบินไทยแอร์เอเชีย หันไปกระจายความเสี่ยงในการธุรกิจการบินด้วยการเปิดตลาดเส้นทางนอกประเทศควบคู่ไปกับการขยายเส้นทางบินภายในประเทศให้ครอบคลุม

นกแอร์การตลาดของ TG
หากดูเส้นทางบินภายในประเทศยังมีอยู่อีกหลายเส้นทางที่การแข่งขันเพื่อชิงความเป็นหนึ่งยังคงเข้าไปไม่ถึงสำหรับบางสายการบิน ทั้งๆที่มีศักยภาพความพร้อมที่จะรุกตลาดภายในประเทศเต็มที่ แต่ด้วยข้อจำกัดบางอย่างและเป็นธุรกิจที่มีเบื้องหน้าเบื้องหลังทำให้ธุรกิจการบินโลว์คอสจึงต้องร้องเพลงรอต่อไป

การเข้ามาของไทยแอร์เอเชีย เพื่อช่วงชิงส่วนแบ่งตลาดที่มีอยู่ภายในประเทศ โดยเฉพาะมีบริษัท ชินคอร์เปอร์เรชั่น (จำกัด) มหาชนถือหุ้นด้วยแต่ก็ยังทำอะไรได้ไม่มากนัก ขณะที่สายการบินคู่แข่งอย่างนกแอร์กลับได้รับอาณิสงค์ของการบินไทยอยู่เนืองๆเพราะเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่คอยหนุนหลังเรื่องของการให้เส้นทางบินภายในประเทศ

สอดคล้องกับคำพูดที่ว่า“เพื่อการพัฒนาสายการบินนกแอร์ ให้ประชานชนในพื้นที่ยอมรับนั้น ต้องประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนรู้ว่านกแอร์คือบริษัทลูกของการบินไทยที่มีมาตรฐานเรื่องเครื่องบิน การซ่อมบำรุง ไม่ต่างจากการบินไทย เพราะเครื่องบินที่ใช้เป็นของการบินไทยทั้งหมด และเรื่องการดูแลก็ใช้ฝ่ายช่างของการบินไทยดูแลเช่นกัน” วันชัย ศาลทูลทัต ปลัดกระทรวงคมนามคม ในฐานะประธานคณะกรรมการ (บอร์ด) บริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน)

แต่เผอิญช่วงที่ผ่านมาการเปิดให้บริการของนกแอร์ในเส้นทางบินเดิมที่การบินไทยเคยบินอยู่ ยังไม่เป็นที่ยอมรับของนักท่องเที่ยว และคนในพื้นที่นั้น ๆเท่าไรนัก ดูได้จากกรณีที่ทางการบินไทยจะยกเลิกเที่ยวบินเชียงใหม่ –แม่ฮ่องสอน ปล่อยให้นกแอร์เข้าไปบินแทน เพื่อลดต้นทุนค่าใช้จ่ายที่ไม่คุ้มค่าออกไปและเป็นการหลีกเลี่ยงภาวะขาดทุนของ ทีจี

ขณะที่นกแอร์ยังคงถูกต่อต้านจากผู้ประกอบการท่องเที่ยวในแม่ฮ่องสอน ด้วยการอ้างอิงว่าดีเลย์บ่อยเป็นการบีบทีจีทางอ้อมเพื่อไม่ให้นกแอร์ได้เส้นทางนี้ไป และล่าสุด ทีจี ก็ยอมแพ้และยังคงเปิดให้บริการเที่ยวบินเชียงใหม่ – แม่ฮ่องสอน จำนวน 3 เที่ยวต่อวัน

ในขณะที่แหล่งข่าวระดับสูงภายในสายการบินนกแอร์ ได้เคยฟันธงไว้ว่า เส้นทางการบินภายในประเทศทั้งหมดที่การบินไทยเคยให้บริการอยู่ จะส่งมอบต่อให้สายการบินนกแอร์เข้ามาดำเนินการแทนในอนาคต โดยจะค่อย ๆ เป็นไปและเมื่อทุกลงตัว ทีจีก็พร้อมที่จะถอยออกมาเพื่อไปเล่นตลาดในระดับอินเตอร์เนชั่นแนลแทน ขณะเดียวกัน ทีจี ก็จะยังคงมีเครื่องบินสำรองไว้อำนวยความสะดวกให้กับกลุ่มลูกค้าที่ไม่ต้องการเดินทางด้วยสายการบินโลว์คอสด้วยเช่นกัน

A320 ภาพลักษณ์ใหม่ของแอร์เอเชีย
การบริหารจัดการของธุรกิจสายการบินเพื่อลดต้นทุนในการบินแต่ละครั้งให้มีรายจ่ายน้อยที่สุด ส่วนใหญ่จะนิยมเช่าเครื่องบินจากสายการบิน Conventional ที่ปลดระวางแล้วมาใช้งานต่อ และนั่นหมายถึงวิธีการลดต้นทุนในธุรกิจการบินอีกวิธีหนึ่ง

สายการบินนกแอร์ แม้ว่าจะเป็นสายการบินน้องใหม่ที่เกิดหลังสุด แต่ก็ยังคงเช่าเหมาเครื่องบินของการบินไทยมาทำธุรกิจ ส่งผลให้ในช่วงเปิดตัวของสายการบินนี้มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในเรื่องความไม่ปลอดภัย เพราะใช้เครื่องบินเก่าจากการบินไทยมาให้บริการ แม้จะช่วยลดต้นทุนการบินแต่การใช้เครื่องเก่ามาให้เปิดบริการก็คือทางเลือกเดียวที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เช่นกัน

ในที่สุดแอร์เอเชีย หันมาปรับภาพลักษณ์ใหม่ของวงการบินราคาถูก ด้วยการซื้อฝูงบินนกเหล็กใหม่ทั้งชุด เป็นเครื่องบินแอร์บัส เอ 320 ตามโครงการแล้วจะมีทั้งหมด 100 ลำ คิดเป็นมูลค่ากว่า 150 ล้านดอลล่าห์สหรัฐ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและให้บริการของสายการบินแอร์เอเชียทั้งหมด

“การนำเครื่องบินใหม่มาเสริมในครั้งนี้ เพื่อลดค่าใช้จ่ายในด้านการบำรุงรักษา ที่ตอนนี้มีค่าใช้จ่ายอยู่ที่ 17-20% ของค่าใช้จ่ายทั้งหมด สำหรับเบื้องต้นคาดว่าการซื้อฝูงบินแอร์บัส 320 ใหม่นี้จะช่วยลดค่าซ่อมบำรุงรักษาได้ 3-5 %” นี่คือเหตุผลหนึ่งที่ทางสายการบินแอร์เอเชียเลือกที่จะซื้อเครื่องบินใหม่มาให้บริการ ทัศพล แบเลเว็ลด์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทย แอร์เอเชีย จำกัด กล่าว

การซื้อฝูงบินแอร์บัส 320 ใหม่ทั้งหมด 100 ลำครั้งนี้ จะแบ่งให้ประเทศไทย 20 ลำ โดยเครื่องบินใหม่นี้จะสามารถเริ่มเปิดให้บริการในประเทศไทยได้จริงอีก 12 เดือนและเพื่อความปลอดภัยต้องใช้เวลาในการฝึกนักบินและพนักงานบริการบนเครื่องบินให้เกิดความคุ้นเคยกับเครื่องบินใหม่ก่อน

การซื้อเครื่องบินใหม่มาให้บริการในเส้นทางบินยังช่วยลดต้นทุนในเรื่องการซ่อมบำรุงได้อีก แต่ด้วยความที่เครื่องบินแอร์บัส 320 มีที่นั่งถึง 180 ที่นั่งซึ่งมากกว่าที่นั่งของเครื่องบินที่ใช้อยู่ในปัจจุบันที่มีแค่เพียง 148 ที่นั่ง ดังนั้นเครื่องบินใหม่นี้จะช่วยเพิ่มยอดผู้โดยสารต่อเที่ยวบินได้มากขึ้น ส่งผลให้มีค่าใช้จ่ายต่อเที่ยวลดลง ในขณะที่เครื่องบินที่ทางสายการบินนกแอร์ยังคงใช้เครื่องโบอิ้ง B737-400 มี 150 ที่นั่งทำการบินอยู่

ภาพลักษณ์ใหม่ที่ได้จากการซื้อเครื่องบินแอร์บัส เอ 320 มาให้บริการของสายการบินแอร์ เอเชีย ครั้งนี้ จะส่งผลให้นักท่องเที่ยวที่บินกับสายการบินแอร์ เอเชีย รู้สึกมั่นใจในความปลอดภัย อย่างน้อยเครื่องบินใหม่ในการรับรู้ของนักท่องเที่ยวย่อมปลอดภัยกว่าเครื่องบินเก่าแน่นอน

ปฏิบัติการใช้เครื่องบินใหม่จะหมายถึงการยัดเยียดตำแหน่ง รวมถึงภาพลักษณ์ของสายการบินนกแอร์ให้จมอยู่กับ ‘ความเสี่ยงและความไม่ปลอดภัยที่เกิดจากใช้เครื่องบินแบบเก่า’หรือไม่?...ถึงแม้ทุกครั้งที่นักท่องเที่ยวเดินทางด้วยเครื่องบินของสายการบิน นกแอร์ และมักจะถูกให้ข่าวว่ามาตรฐานดูแลบนเครื่องนกแอร์เทียบเท่าการบินไทยก็ตาม แต่สิ่งเหล่านั้นยังคงต้องใช้เวลาเป็นบทพิสูจน์และให้นักท่องเที่ยวที่เดินทางไปกับสายการบินเหล่านั้นเป็นผู้ตัดสินใจกันเองว่าจะไปกับใคร?....

โดย ผู้จัดการรายสัปดาห์ 6 มกราคม 2549 16:29 น.

"การบินไทย-นกแอร์" หารือพ่อเมืองนครฯ แนวทางบริหารการบิน

นายสมใจนึก เองตระกูล รักษาการกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) พร้อมนายปิยะ ยอดมณี รองประธานบริหารสายการบินนกแอร์ และเจ้าหน้าที่ ร่วมประชุมหารือกับนายวิชม ทองสงค์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช และผู้เกี่ยวข้อง ถึงแนวทางบริหารการบินในจังหวัดนครศรีธรรมราช กรณีบริษัทการบินไทยจะยกเลิกเที่ยวบินในจังหวัดนครศรีธรรมราชทั้งหมด เพื่อให้สายการบินนกแอร์เข้าดำเนินการแทน นายสมใจนึก กล่าวว่า การยกเลิกเที่ยวบินดังกล่าวเป็นความจำเป็น เพราะไม่สามารถรองรับภาวะขาดทุนได้ และต้องการขยายเที่ยวบินระหว่างประเทศให้เพิ่มมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม การหารือครั้งนี้ได้ข้อสรุปเบื้องต้นว่า หลังวันที่ 15 มกราคมนี้ บริษัทการบินไทยจะยังคงเปิดให้บริการเที่ยวบินเพื่อรองรับผู้โดยสารต่ออีก 3 เดือน แต่จะลดเหลือเพียง 1 เที่ยวบิน ในเวลา 20.20 น. โดยจะให้สายการบินนกแอร์เปิดเที่ยวบินรองรับผู้โดยสารในช่วงเช้าและช่วงบ่าย ซึ่งสายการบินนกแอร์จะต้องมีอัตราค่าบริการไม่เกิน 2,000 บาทต่อหัวต่อเที่ยว และหากมีความเปลี่ยนแปลงจะหารือร่วมกันอีกครั้ง
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 6 มกราคม 2549 15:48 น.

อีสท์สตาร์ซื้อแอร์บัสประจำฝูงบิน

ผู้จัดการรายวัน – อีสท์สตาร์ แอร์ไลน์ สายการบินน้องใหม่ของจีน ทุ่มงบซื้อเครื่องบินแอร์บัส เอ 320 จำนวน10 ลำ เข้าประจำฝูงบิน

อีสท์สตาร์ แอร์ไลน์ สายการบินรายใหม่ล่าสุดของประเทศจีน ได้ลงนามในหนังสือแสดงเจตจำนง เพื่อสั่งซื้อเครื่องบินแอร์บัส เอ320 จำนวน 10 ลำ พร้อมกันนั้นได้ตกลงทำสัญญาเช่าซื้อเครื่องบินแอร์บัส เอ320 อีกจำนวน 10 ลำ อย่างเป็นทางการกับบริษัท จีอี คอมเมอร์เชียล อะวิเอชั่น เซอร์วิส หรือ จีคาส ทั้งนี้ อีสท์สตาร์ แอร์ไลน์ นับเป็นลูกค้ารายล่าสุดของแอร์บัส โดยมีกำหนดการส่งมอบเครื่องบินเฉพาะที่ทำการเช่าซื้อ ตั้งแต่ไตรมาสที่สองของปี 2549 เป็นต้นไป เครื่องบินแอร์บัสรุ่นดังกล่าวสามารถบรรทุกผู้โดยสารได้ 128 ที่นั่ง ให้ความสะดวกสบายโดยแบ่งเป็นสองระดับชั้นบริการ
อีสท์สตาร์ แอร์ไลน์ เป็นสายการบินเอกชนรายแรกในภาคกลางของจีน โดยได้รับอนุมัติจากกองบินพลเรือนแห่งประเทศจีน (ซีเอเอซี) เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2548 อีสท์สตาร์ แอร์ไลน์ มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่เมืองอู่ฮั่น เมืองหลวงของมลฑลหูเป่ย ได้วางแผนที่จะเริ่มให้บริการในเดือนพฤษภาคม 2549 โดยมีเส้นทางเชื่อมต่อสู่เมืองใหญ่ของจีนกว่า 10 แห่ง ทั้งนี้รวมถึง เมืองเซินเจิ้น นานจิง ซีอาน ไหโข่ว หางโจว เป็นต้น
นายลัน ชิหลี่ ประธานกลุ่มอีสท์สตาร์ กล่าวว่า เครื่องบินในตระกูล เอ320 เป็นทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับสายการบินใหม่ของเรา ด้วยคุณสมบัติที่โดดเด่น เช่น เรื่องต้นทุนในการปฏิบัติการที่ต่ำ ในขณะที่ผู้โดยสารจะได้รับความสะดวกสบายในระดับสูงสุด การเลือกเครื่องบินรุ่นที่ขายดีที่สุดในโลกมาเปิดให้บริการนี้ นอกจากจะเป็นการรับรองการเริ่มต้นธุรกิจที่ดีมีกำไรแล้ว ยังจะเป็นการช่วยยกระดับมาตรฐานคุณภาพการให้บริการแก่ผู้โดยสารบนเที่ยวบิภายในประเทศของจีนให้สูงขึ้นอีกด้วย
นายไมค์ โจนส์ รองประธานอาวุโส ของจีคาส เอเชีย กล่าว “เราจะร่วมมือกับแอร์บัสในการผลักดันให้ อีสท์สตาร์ แอร์ไลน์ เริ่มต้นธุรกิจได้อย่างประสบผลสำเร็จ และให้แน่ใจได้ว่าธุรกิจจะดำเนินไปได้อย่างราบรื่น มั่นคง อย่างต่อเนื่องภายในระยะเวลาเพียง 1 ปี”
นาย กุสตาฟ ฮัมเบิร์ต ประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร แอร์บัส กล่าวว่า เมื่อสิ้นเดือนตุลาคม 2548 ที่ผ่านมา มีเครื่องบินแอร์บัสตระกูล เอ320 จำนวน 216 ลำ ให้บริการอยู่ในน่านฟ้าประเทศจีนโดยสายการบิน 10 แห่ง และมีจำนวนอีก 87 ลำ อยู่ในระหว่างขั้นตอนการจัดซื้อ สรุปรวมทั่วโลกแล้ว มีคำสั่งซื้อเครื่องบินแอร์บัสตระกูล เอ320 กว่า 3,700 ลำ จากสายการบินและบริษัทให้บริการเช่าซื้อเครื่องบินราว 200 แห่ง โดยในจำนวนนี้มีเครื่องบิน จำนวน 2,500 ลำ ได้ทำการส่งมอบเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

โดย ผู้จัดการรายวัน 6 มกราคม 2549 10:26 น.

January 03, 2006

เซอร์ไพรส์ส่งท้ายปี ผู้โดยสารคลอดลูกกลางเวหา

เอเอฟพี - ทั้งผู้โดยสาร พนักงานต้อนรับ รวมไปถึงนักบิน บนเครื่องบินของสายการบินแอร์ออสตรัล ที่เดินทางจากฝรั่งเศสไปเกาะในมหาสมุทรอินเดีย เจอเรื่องเซอร์ไพรส์ใหญ่ส่งท้ายปี เมื่อเพื่อนร่วมทางคนหนึ่งคลอดลูกในห้องน้ำเครื่องบิน

แอร์โฮสเตสของสายการบินแอร์ออสตรัล บนเที่ยวบินที่ออกเดินทางจากเมืองลียง มุ่งหน้าไปยังเกาะเรอูนียง ดินแดนของฝรั่งเศสในมหาสมุทรอินเดียเมื่อวันเสาร์ (31 ธ.ค.) เล่าว่า หลังจากที่เครื่องบินเหินเวหาไปได้ราวๆ 5 ชั่วโมง เธอก็สังเกตเห็นว่ามีผู้โดยสารคนหนึ่งหายจากที่นั่งไปอยู่ในห้องน้ำนานมากๆ และเมื่อเดินไปดูก็พบว่าผู้หญิงคนดังกล่าวกำลังจะคลอดลูก

เรื่องนี้เล่นเอาประหลาดใจกันทั้งเครื่องบิน แม้แต่นักบินยังบอกว่า "ผมฟังแล้วไม่เชื่อ ก็เลยลุกขึ้นไปดู พอไปถึงเด็กก็คลอดออกมาแล้ว"

เที่ยวบินส่งท้ายปีเดินทางมาถึงเกาะเรอูนียงได้อย่างปลอดภัยในวันอาทิตย์ และโชคดีที่บนเครื่องบินลำนั้นมีหมออยู่ด้วย การตัดสายสะดือเด็กจึงเป็นไปอย่างราบรื่น คุณหมอบอกว่าคุณแม่วัย 25 ปี และผู้โดยสารคนใหม่ของเครื่องบินซึ่งได้ชื่อว่า เอลฟาเยด สุขภาพดีทั้งคู่ แต่ก็จัดการส่งตัวไปโรงพยาบาลเพื่อตรวจเช็คร่างกายอีกที

ด้านสายการบินบอกว่า ปกติมีนโยบายไม่ให้หญิงมีครรภ์ที่ท้องแก่เกิน 7 เดือนขึ้นเครื่องบินอยู่แล้ว แต่ผู้หญิงคนนี้ตั้งใจจะไปตลอดลูกที่บ้านเกิดบนเกาะมาโยด ซึ่งเป็นจุดหมายปลายทางของเที่ยวบินนี้ ไม่ได้มีรูปร่างเหมือนคนตั้งท้องแต่อย่างใด

โดย ผู้จัดการออนไลน์ 2 มกราคม 2549 10:13 น.

ข่าวสายการบิน | เว็ปบอร์ด | Gallery | Dutyfree Shop | ติดต่อทีมงาน
มาเป็นเพื่อนบ้าน HFlight.net | ติดต่อลงโฆษณา

Copyright (C) 2004. Kosin Yeambunya. All rights reserved.

Hflight.net