'โบอิ้ง' เปิดศึก 'แอร์บัส' ชิงบันทึกสถิติโลกกินเนสส์ บุ๊ก
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 2063 20 พ.ย. - 23 พ.ย. 2548
การสร้างจุดขายของ "ความเป็นที่สุดของโลก" ดูเหมือนกลยุทธนี้จะถูกนำมาใช้ขยายผลในธุรกิจขนส่งทางอากาศอย่างเห็นภาพได้ชัดเจน ณ ขณะนี้ เมื่อ 2 บริษัทยักษ์ใหญ่ผู้ผลิตเครื่องบินของโลก อย่าง แอร์บัส ของค่ายยุโรป และ โบอิ้ง ของพี่เบิ้มมะกัน ที่ผลัดกันชิงไหวชิงพริบพัฒนาเครื่องบินรุ่นใหม่ๆออกมาแต่ละรุ่น ล้วนมีเอกลักษณ์ของความเป็นที่สุดของโลกทั้งสิ้น
แอร์บัสเอ 380 นวัตกรรม
สุดไฮ-เทคโลกการบิน
ไม่ว่าจะเป็นบิ๊กไซด์ ของนกยักษ์ ในรุ่น แอร์บัสเอ 380 นวัตกรรมใหม่ที่พลิกโฉมธุรกิจการบินโลกในศตวรรษที่ 21 ตัดหน้าเครื่องโบอิ้ง 747 แชมป์เก่า ด้วยการชิงจุดขายเครื่องบินที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก มีขนาด 2 ชั้น จนกินเนสส์ บุค ออฟ เรคคอร์ด ต้องบันทึกสถิติไว้แล้ว ซึ่งเครื่องบินรุ่นนี้สามารถจุผู้โดยสารได้มากถึง 555 คน สำหรับการจัดประเภทที่นั่งโดยสาร 3 ระดับอย่างปัจจุบัน คือ ชั้นเฟริสคลาส ชั้นธุรกิจและชั้นประหยัด แต่ถ้าจะจัดที่นั่งเฉพาะชั้นประหยัดอย่างเดียวจะจุผู้โดยสารได้มากถึง 800 คน
ทั้งนี้เครื่องบินรุ่นนี้ จะออกมาอวดโฉมใช้งานเชิงพาณิชย์ได้ในช่วงปลายปี 2549 โดยมีสิงคโปร์ แอร์ไลน์ส จะนำมาเปิดตลาดเป็นสายการบินแรก จากยอดการสั่งซื้อที่มีเข้ามาแล้วจำนวน 16 สายการบินสั่งออร์เดอร์เครื่องแอร์บัส 380 รวมกันแล้วมากถึง 159 ลำ ประกอบกับในระยะ3 ปีนี้ ยอดขายโดยรวมของแอร์บัส ก็ได้แซงหน้าโบอิ้งไปแล้ว และจากข้อมูลของสื่อยักษ์ใหญ่อย่างรอยเตอร์ และจากทั้ง 2 บริษัทผู้ผลิตเครื่องบิน ก็คาดการณ์กันว่าในปีนี้ แอร์บัสจะขายเครื่องบินได้ 360 ลำ และโบอิ้งจะขายได้ 320 ลำ
เมื่อเสียเหลี่ยมกันขนาดนี้มีหรือโบอิ้งจะยอม ดังนั้นนอกจากโบอิ้งและรัฐบาลสหรัฐ จะเรียกร้องให้รัฐบาลของประเทศต่างๆในยุโรป ได้แก่ ฝรั่งเศส เยอรมัน อังกฤษ และสเปน ยุติเงินอุดหนุนที่เรียกว่า Launch Aid เพื่อให้แอร์บัสพัฒนาเครื่องบิน หลังจาก 3 ทศวรรษที่ผ่านมา มีการอุดหนุนเงินไปแล้วกว่า 17 พันล้านดอลล่าร์สหรัฐ รวมถึงการพัฒนาเครื่องแอร์บัส 380 ที่กว่าจะผลิตออกมาได้ ก็ได้รับเงินอุดหนุนในส่วนนี้ไปแล้วกว่า 3.2 พันล้านดอลล่าร์สหรัฐ โดยทางสหรัฐได้อ้างต่อองค์การการค้าโลก(WTO)ว่าขัดต่อนโยบายการค้าและการแข่งขันเสรี ที่ตอนนี้ก็ยังมีข้อพิพาทกันอยู่
โบอิ้ง 777-200 LR WorldLiner
เครื่องบินที่บินได้ไกลที่สุดในโลก
ขณะเดียวกันค่ายโบอิ้ง ยังเดินหน้าสร้างสถิติโลกใหม่ ในการสร้างประวัติศาสตร์ให้แก่อุตสาหกรรมการบินของโลก ด้วยการผลิตเครื่องรุ่นใหม่ โบอิ้ง 777-200 LR WorldLiner ซึ่งเป็นรุ่นที่ 5 ของตระกูล777 ที่แม้จะเป็นเครื่องที่มีความจุผู้โดยสารได้ 301 คน แต่มีจุดขายตรงที่เป็นเครื่องบินที่บินได้ไกลที่สุดในโลก โดยสามารถบินรวดเดียวได้ไกลถึง 21,601 กิโลเมตร(11,664 ไมล์ทะเล) หรือบินได้ไกลกว่าครึ่งรอบโลก โดยไม่ต้องแวะเติมน้ำมัน
ด้วยการบินทดสอบไปแล้วเมื่อคืนวันที่ 9 พ.ย.48 จากสนามบินฮ่องกง เวลาท้องถิ่น 22.30 น.บินตรงสู่ตะวันออก ข้ามมหาสมุทรแปซิฟิกตอนเหนือ ทวีปอเมริกาเหนือ ข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกตอนเหนือ เพื่อแลนดิ้งยังสนามบินฮีธโรว์ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ในวันที่ 10 พ.ย.48 เวลากรีนนิช 13.30 น. ใช้เวลาบิน 22 ชั่วโมง 42 นาที แถมในวันที่เครื่องรุ่นนี้แตะรันเวย์ ก็มีการรับมอบประกาศนียบัตรสถิติโลกกินเนสส์ไปแล้วเช่นกัน
โดยกว่าจะพัฒนาให้โบอิ้ง777-200 LR WorldLiner กลายเป็นเครื่องบินพิสัยบินไกลที่สุดในโลก ณ ขณะนี้ได้ เขาก็มีการทำลายสถิติเครื่องรุ่นต่างๆของโบอิ้งเอง ที่ถือว่าเป็นจุดเด่นอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็น เครื่องโบอิ้ง 747-400 ที่เคยครองแชมป์บินไกลมาเมื่อปี 2532 บินจากลอนดอนไปซิดนีย์ ด้วยระยะทาง 17,039 กิโลเมตร(9,200 ไมล์ทะเล) และเครื่องโบอิ้งรุ่น 777-200 ER ที่เคยครองแชมป์บินไกล มาเมื่อปี 2540 ที่บินจากซีแอตเติลไปกัวลาลัมเปอร์ ด้วยระยะทาง 20,044 กิโลเมตร(10,823 ไมล์ทะเล) และทางโบอิ้งยังเชื่อว่าเครื่องรุ่นใหม่เอี่ยมอย่างโบอิ้ง 777-200 LR WorldLiner น่าจะสร้างสถิติใหม่นี้ไว้ได้อีกนาน เนื่องจากเป็นเครื่องบินที่มีพิกัดน้ำหนักเบากว่าเดิมอีกต่างหาก ส่วนใครที่รอชมโฉมเครื่องบำนี้ก็ต้องรอต้นปี 2549 เพราะสายการบินปากีสถานอินเตอร์เนชั่นแนลแอร์ไลน์ส จะเป็นสายการบินแรกที่นำเครื่องรุ่นนี้มาใช้