สิงคโปร์-A380ย้ำ"ชางยี"ฮับเอเชีย ปูเทรนด์ตลาดบินตรงข้ามทวีป
จากประชาชติธุรกิจ วันที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2548 ปีที่ 29 ฉบับที่ 3741 (2941) หน้า 40
3 พันธมิตร "สิงคโปร์แอร์ไลน์ส-แอร์บัส-สนามบินชางยี" กอดคอสร้างเมกะโปรเจ็กต์ "ฮับเอเชีย" นำ A380 เครื่องบินยักษ์เทียบเท่าเรือเดินสมุทรร่อนลงจอดพิสูจน์ศักยภาพผู้นำแห่งแรกของเอเชีย ที่พร้อมรับเทรนด์ตลาดการบินโลก "เที่ยวบินตรง" ข้ามทวีปมาแรง ประเทศที่ต้องการขึ้นชั้นเวิรลด์คลาสต้องแท็กทีมการลงทุนพลิกธุรกิจทั้งระบบ "แอร์บัส" การันตีอีก 10 ปีจะมีคลัสเตอร์ฮับเพียง 25 แห่ง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พันธมิตรการบินยักษ์ใหญ่ของโลก ได้แก่ บริษัท แอร์บัส จำกัด สิงคโปร์ แอร์ไลน์ส และสถาบันท่าอากาศยานสนามบินนานา ชาติชางยี ผนึกความร่วมมือในยุทธศาสตร์การรักษาสิงคโปร์เป็นศูนย์กลางการขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศแห่งเอเชีย (Asia Aviation hub)
ชางยีได้แอร์บัส A380 เจ้าฮับเอเชีย
จากโครงการที่สิงคโปร์ลงทุนปรับสิ่งอำนวยความสะดวกและขยายอาคารผู้โดยสาร 3 ภายในสนามบินชางยี มูลค่ารวมกว่า 60,000 ล้านบาท รองรับเครื่องบินนวัตกรรมล่าสุดในวงการบิน แอร์บัส A380 ขนาดบรรทุกมากที่สุดในโลก 555 ที่นั่ง/ลำ โดยบริษัท แอร์บัส จำกัด เลือกใช้ชางยีเป็นสนามบินแรกในประวัติศาสตร์เอเชีย นำเครื่องบินรุ่นดังกล่าวมาทำแผนทดสอบความพร้อมการบริการขึ้น-ลง พร้อมวางระบบระบายผู้โดยสารออกจากสนามบิน สร้างความฮือฮาไปทั่วโลกตั้งแต่ 12 พฤศจิกายน 2548
จอห์น ลีทย์ รองประธานฝ่ายปฏิบัติการลูกค้า บริษัท แอร์บัส จำกัด เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า A380 เป็นเครื่องบินเรือธงของแอร์บัสในศตวรรษที่ 21 ที่มีลูกค้า 16 สายการบิน ยอดสั่งซื้อขณะนี้ 159 ลำ เป็นเครื่องบินพาณิชย์ 137 ลำ เครื่องบินขนส่งสินค้า (freighter/cargo) 22 ลำ ในทวีปเอเชียซึ่งคาดว่าจะมีอัตราการขยายตัวทางการเดินทางสูงสุด
แต่สนามบินนานาชาติที่พร้อมจะรองรับ A380 ในเอเชียขณะนี้ชางยีถือได้ว่ามีศักยภาพเป็นผู้นำระดับเวิรลด์คลาส จากการลงทุนเพิ่มสิ่งอำนวยความสะดวกทางวิ่ง (runways) ทางขับ ท่าเทียบเครื่องบินจากตัวเครื่องเข้าสู่สนามบิน และการวางโปรแกรมบริหารจัดการระบายผู้โดยสารจากเครื่องบินที่มีขนาดเท่าเรือเดินสมุทรบรรทุกผู้โดยสารได้แต่ละเที่ยวมากถึง 555 คน ออกจากเครื่องได้อย่างมีประสิทธิภาพ
จอห์นยืนยันว่าภายในปี 2549 หลังจากแอร์บัส A380 เครื่องบินสองชั้นลำแรกจะลำเลียงเข้าประจำฝูงบินสิงคโปร์ แอร์ไลน์ส ตั้งแต่ไตรมาสที่สองเป็นต้นไป โดยมีสนามบินทั่วโลกรองรับเครื่องรุ่นนี้ได้ประมาณ 23 แห่งเท่านั้น ขณะนี้แต่ละประเทศเริ่มลงทุนสร้างความพร้อมจากนี้ไปอีก 5 ปี พ.ศ.2553 จึงจะมีถึง 60 สนามบินให้บริการครบ
"ต้องยอมรับว่าชางยีเป็นสนามบินแห่งแรกของโลกที่มีระบบสะพานเทียบเครื่อง (aerobridge) ขนาดใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลก มีประตูทางเข้าออกที่สมบูรณ์ มีระบบสายพานกระเป๋า โปรแกรมอัตโนมัติการควบคุมเครื่องบินจากภาคพื้นเข้าสู่ท่าอากาศยาน ช่วงเริ่มต้นการเปิดก็นำร่องลงทุนไปกว่า 2,400 ล้านบาท (60 ล้านเหรียญสหรัฐ) ขยายความกว้างรันเวย์ขนาด 60 เมตร แท็กซี่เวย์กว้าง 30 เมตร ออกแบบสะพานเทียบในรุ่นต่อไปให้มีขนาดใหญ่ที่สุด สร้างระบบป้องกันภัย และอุปกรณ์ภาคพื้น อย่างสมบูรณ์"
นายจอห์นระบุว่า โครงสร้างของสนามบินชางยี สิงคโปร์ ขณะนี้ได้รับรายงานว่าอาคารระหว่างประเทศ 1 สามารถรับ A380 ได้ถึง 5 ลำ และ อาคารระหว่างประเทศ 3 ซึ่งจะแล้วเสร็จภายในปี 2549 จะรับได้อีก 8 ลำ
"แอร์ไลน์-แอร์พอร์ต" ต้องผนึกทีม
แอร์บัสยืนยันว่าการลงทุนของสิงคโปร์ครั้งนี้ ถือได้ว่าเป็นเมกะโปรเจ็กต์ที่มีความสำคัญต่อภาวะผู้นำทางเศรษฐกิจและการขนส่งระหว่างประเทศเชื่อมเครือข่ายทวีปเอเชียกับ 5 ทวีปทั่วโลก อีกทั้งปัจจัยที่สายการบินลูกค้าจะได้รับประโยชน์โดยตรงในการตัดสินใจเลือกซื้อมาให้บริการมีมาก 6 ส่วน
คือ จะประหยัดค่าใช้จ่ายในการทำปฏิบัติการบินได้ถูกที่สุดในโลกอีก 20% สามารถบรรทุกผู้โดยสารได้มากกว่าเครื่องบินปกติ (B747-400) อีก 35% สร้างโอกาสทางการลงทุนโดยใช้ต้นทุนต่อที่นั่งลดลง 15% ใช้น้ำมันการบินน้อยลงอีก 12% ระบบเสียงช่วยดูแลสิ่งแวดล้อมในแต่ละสนามบินและชุมชนให้ดำรงชีวิตอยู่อย่างมีความสุข และสามารถสร้างผลตอบแทนทางการลงทุนได้สูงกว่าเครื่องทั่วไปในสถานการณ์ที่โลกกำลังวิตกต่อภาวะค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นทุกวัน
แอร์บัสได้พยากรณ์เทรนด์ตลาดในอุตสาห กรรมการบินอนาคตว่าตั้งแต่ปี 2549 เป็นต้นไป แต่ละประเทศจะต้องผนึกองค์กรหลัก คือ สายการบินแห่งชาติ (national carrier) สนามบินนานาชาติของประเทศ (international airport) และพันธมิตรในอุตสาหกรรมต้องปรับยุทธศาสตร์ และกลยุทธ์ เพื่อช่วงชิงส่วนแบ่งรายได้จากตลาดการบิน
ส่วน ประเทศใดจะขยายธุรกิจได้มากน้อยขนาดไหนขึ้นอยู่กับวิสัยทัศน์ของรัฐบาล และความพร้อมของผู้ประกอบการในประเทศนั้นๆ
เพราะความต้องการของผู้ใช้ในเส้นทางบินระยะไกลข้ามทวีปเติบโตและมีปริมาณจราจรทางอากาศเพิ่มสูงกว่าเส้นทางบินอื่น ประเทศที่ต้องการสร้างจุดขายในการ key hub เพื่อเพิ่มส่วนแบ่งตลาดรายได้จากการบินจะต้องเตรียมตัวให้พร้อมตั้งแต่ตอนนี้ นับวันการแข่งขันจะยิ่งรุนแรงขึ้นตามลำดับ เนื่องจากประเมินสถานการณ์แล้วพบว่าแต่ละวันสนามบินทั่วโลก 200 แห่ง จะมีเครื่องบินขนาดใหญ่ไปขึ้น-ลงวันละไม่ต่ำกว่า 3,400 เที่ยว แต่จะมีสนามบินคลัสเตอร์เชื่อมต่อเที่ยวบินและเครือข่ายบริการได้เพียง 25 แห่งเท่านั้น
ชี้อนาคตเที่ยวบินข้ามโลกมาแรง
ปัจจุบันยุทธศาสตร์การผลิตเครื่องบินจึงต้องมุ่งเรื่องการลดน้ำหนักให้สอดคล้องกับปริมาณการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง ส่วนประเทศที่ต้องการยกระดับเป็นสนามบินหลักของโลกก็ต้องปรับกลยุทธ์ โดยสร้างสิ่งแวดล้อมให้เหมาะสม ขณะนี้ที่พิสูจน์ได้มีความเป็นเวิรลด์คลาสในเอเชีย ก็มีสิงคโปร์ ฮ่องกง ซิดนีย์ โตเกียว
ส่วนสายการบินแห่งชาติจะต้องเร่งพัฒนาตนเอง หากตั้งเป้าจะเป็นสายการบินหลักของโลก (major world"s airlines) ครองตลาดเส้นทางบินระยะไกลข้ามทวีปซึ่งจะโตเร็วมาก สามารถระบุได้เลยว่าเส้นทางที่จะห้ำหั่นการตลาดกันถึงพริกถึงขิงก็มี ดูไบ-ลอนดอน ซิดนีย์-ลอสแองเจลิส, โตเกียว-สหรัฐอเมริกา (ชายฝั่งตะวันตก)
สำหรับภาพรวมขณะนี้ที่น่าจับตาว่าภายในปี 2549 จะมีสนามบินหลักๆ ของโลกที่ทุ่มเทลงทุนเพื่อแสดงศักยภาพความเป็นเจ้าตลาดรองรับเครื่องบินขนาดใหญ่ที่สุดของโลกได้ ที่เห็นได้ชัดคือ ในสหรัฐอเมริกา สนามบินเจเอฟเค ใช้เงินอีกกว่า 8,000 ล้านบาท ขยายพื้นที่และอุปกรณ์การบิน สนามบินซานฟรานซิสโก ออกแบบสนามบินใหม่เตรียมรับเที่ยวบิน 50 nonstop flight ที่จะกระจายเครือข่ายเที่ยวบินไปยังเมืองปลายทาง 27 แห่ง ส่วนในอังกฤษ สนามบินฮีทโรว์ ลอนดอน ทุ่มทุนเพิ่มพื้นที่โดยประเมินว่าภายในปี 2559 จะมีสายการบินจากทั่วโลกนำเครื่อง A380 ไปขึ้น-ลง ไม่ต่ำกว่า 60,000 เที่ยว/ปี
แอร์พอร์ตโหมลงทุนเพิ่ม 5 โครงการ
นอกจากนี้แต่ละสนามบินยังปรับแผนยกเครื่องการลงทุนใหม่เพิ่มอีก 5 ส่วนหลัก ได้แก่ 1)สร้างประตูเทียบเครื่องบินเป็น 2 ชั้น maindeck และ lowdeck 2)สร้างระบบบริการภาคพื้นเชื่อมเข้ากับพื้นที่ในลานบิน 3)บูรณาการจุดเชื่อมต่อภายในสนามบินทั้งระบบ 4)ปรับระบบให้บริการส่งอาหารขึ้นเครื่องบิน และ 5)เพิ่ม tow tractor
อย่างไรก็ตาม ในวงการอุตสาหกรรมการบินกล่าวถึงว่าเมื่อเปรียบเทียบสนามบินนานาชาติชางยี สิงคโปร์ กับสุวรรณภูมิ (หนองงูเห่า) ของไทยแล้ว ยังไม่มั่นใจว่าจะเปิดใช้อย่างเป็นทางการภายในมิถุนายน 2549 นั้น จะมีความเป็นไปได้ และแนวโน้มที่ไทยจะเป็นศูนย์กลางการบินเอเชียก็ยังไม่มีสิ่งพิสูจน์ได้อย่างชัดเจนโดยเฉพาะกลยุทธ์การรับเทรนด์ตลาดเครื่องบินขนาดใหญ่