HFlight รีวิวสายการบิน โรงแรม จองโรงแรมทั่วโลก - หน้าแรก
- กลับหน้าแรก -
หน้าแรก | จองโรงแรมที่พัก | ข่าวการบิน | Webboard | สายการบิน | กิน-เที่ยว-เดินทาง | รีวิวโรงแรม | คู่มือเที่ยวเมืองนอก | ลงโฆษณา

  
 

« ดึง3แอร์ไลน์เข้ากลุ่ม'วันเวิล์ด' ขยายเครือข่ายเพิ่ม686จุดบิน | Main | แคนาดาเผย เครื่องบินแอร์ฟรานซ์ที่ประสบเหตุในโตรอนโตไม่มีปัญหาทางเทคนิค »

16 แอร์ไลน์เปิดศึกเชิงเจ้าเวหา 'แอร์บัส A 380'

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 2062 17 พ.ย. - 19 พ.ย. 2548

ใกล้เข้ามาทุกทีสำหรับการเปิดให้บริการของเครื่องบินพาณิชย์ลำใหญ่ที่สุดในโลกในขณะนี้ ของผู้ผลิตเครื่องบินยักษ์ใหญ่จากยุโรป อย่างแอร์บัส ซึ่งเป็นนวัตกรรมใหม่ที่พลิกโฉมธุรกิจการบินโลกในศตวรรษที่ 21 หลังจากนกเหล็กรุ่นเอ 380 ได้ถูกนำเสนอโครงการนี้มาตั้งแต่เดือนธ.ค.43 จนมีการผลิตขึ้นมาจากความร่วมมือของหลายประเทศ โดยปีกของเครื่องสร้างที่ประเทศอังกฤษ ครีบหางสร้างในสเปน ส่วนลำตัวของเครื่องสร้างในเยอรมันและฝรั่งเศส เพื่อนำส่วนประกอบเหล่านี้เข้ามาประกอบ ณ เมืองตูลูส ประเทศฝรั่งเศส และเริ่มมีการบินทดสอบครั้งแรกเมื่อวันที่ 27 เม.ย.48 จากท่าอากาศยานเมืองตูลูซ


ทั้งนี้ในจำนวนเครื่องบินแอร์บัส เอ 380 กว่า 5 ลำ ที่อยู่ภายใต้โครงการทดสอบ ซึ่งแต่ละลำจะต้องผ่านการทดสอบเที่ยวบินที่มีมากกว่า 2,500 ชั่วโมงบิน และล่าสุดก็ถึงเวลาสร้างปรากฏการณ์ใหม่ด้วยการเดินสาย บินไปเยือนเมืองต่างๆทั้งในทวีปยุโรป เอเชียแปซิฟิกและตะวันออกกลาง เพื่อทำการทดสอบสนามบินต่างๆ เพื่อสำรวจความพร้อมของสนามบินในการรองรับเครื่องบินรุ่นดังกล่าว เพื่อเตรียมความพร้อมสู่การประกาศรับรองสมรรถภาพการบินครั้งสุดท้ายในปีหน้านี้

++วัดความพร้อมสนามบินทั่วโลก


โดยนอกจากการบินทดสอบ ณ กรุงแฟรงค์เฟิร์ท ประเทศเยอรมนี แล้ว การทะยานของนกยักษ์สู่นอกทวีปยุโรป ที่กำลังอยู่ในระหว่างการบินทดสอบอยู่ในขณะนี้ก็น่าจับตามองไม่น้อย ซึ่งสนามบินที่อยู่ในโปรแกรมการบินทดสอบของแอร์บัส ได้แก่ สนามบินชางงี ประเทศสิงคโปร์ ซึ่งก็ได้มีการบินทดสอบไปแล้วเมื่อวันที่ 11 พ.ย.48 ซึ่งการทดสอบความพร้อมของสนามบินชางงีไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะสิงคโปร์ แอร์ไลน์ส ถือเป็นลูกค้ารายแรกที่แอร์บัสจะส่งมอบเครื่องแอร์บัส เอ 380 ให้สายการบินนำไปใช้บริการเชิงพาณิชย์ได้ในปลายปี49 ถึงแม้ว่าจะล่าช้ากว่ากำหนดไปราว 6 เดือนก็ตาม จนแอร์บัสต้องมีการจ่ายเงินชดเชยค่าเสียหายที่เกิดขึ้นซึ่งยังไม่สามารถบอกได้ว่าเป็นจำนวนเท่าไหร่ จากราคาขายเครื่องบินที่จะตกลำละ 285 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ


อีกทั้งเพื่อรองรับการส่งมอบเครื่องบินรุ่นดังกล่าว ก่อนหน้านี้สนามบินชางงี ก็ได้ลงทุนไปกว่า 68 ล้านเหรียญสิงคโปร์ เพื่อปรับปรุงโครงสร้างของสนามบิน ซึ่งจะต้องมีการขยายสะพานเทียบเครื่องบินให้รองรับความยาวของปีกแอร์บัส เอ 380 มีความยาวถึง 79.8 เมตร ที่มีความยาวกว่าปีกของเครื่องบินโบอิ้ง รุ่น B 747-400 ที่เคยเป็นที่หนึ่งของความใหญ่โตของเครื่องบินในอดีต มีความยาวเพียง 64.4 เมตรเท่านั้น


นอกจากนี้แอร์บัสเอ 380 ยังมีแผนบินไปเยือนอีกหลายเมือง ไม่ว่าจะเป็นกรุงกัวลาลัมเปอร์ กรุงซิดนีย์ เมืองเมลเบิร์น และเมืองบริสเบน ซึ่งก็ล้วนแต่เป็นประเทศที่สายการบินแห่งชาติของประเทศเหล่านี้ ทำการสั่งซื้อเครื่องบินรุ่นนี้ทั้งสิ้น และตบท้ายด้วยการไปร่วมจัดแสดงเครื่องบิน ในงาน ดูไบ แอร์โชว์ ณ กรุงดูไบ ในช่วงครึ่งเดือนหลังของเดือนพ.ย.นี้ สำหรับในส่วนของประเทศไทย การบินไทยก็ได้มีการสั่งซื้อเครื่องบินรุ่นดังกล่าวเช่นกัน แต่โปรแกรมการส่งมอบก็เป็นช่วงหลังสนามบินสุวรรณภูมิเปิดให้บริการ

++ 16 แอร์ไลน์ส ออร์เดอร์นกยักษ์


ดังนั้นภาพการแข่งขันของธุรกิจสายการบินของโลก นับจากปีหน้านี้ไป คงหนีไม่พ้นการที่สายการบินจะหยิบจุดขายของเครื่องแอร์บัส A 380 มาใช้ในการทำตลาด โดยจนถึงปัจจุบันมีสายการบินกว่า 16 สายการบินสั่งซื้อเครื่องบินรุ่นนี้รวมกันแล้วมากถึง 159 ลำ(ตารางประกอบ) ซึ่งก็ถือว่าเป็นการเริ่มต้นที่ดี เพื่อนำไปสู่เป้าหมายที่แอร์บัส ตั้งเป้ายอดขายเครื่องรุ่นนี้ไว้ว่าจนถึงปี 2566 จะมียอดขายจากทั่วโลก 1,650 ลำ มีมูลค่ายอดขายกว่า 416,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็นจำนวนร้อยละ 22 ของตลาดเครื่องบินโดยรวม


โดยศักยภาพของเครื่องบินจะมีความแตกต่างจากเครื่องบินทั่วไปในหลายจุด ไม่ว่าจะเป็นขนาดของเครื่องบินที่ใหญ่ที่สุดในโลก รองรับผู้โดยสารได้ 555 คน สำหรับการจัดประเภทที่นั่งโดยสาร 3 ระดับอย่างปัจจุบัน คือ ชั้นเฟริสคลาส ชั้นธุรกิจและชั้นประหยัด แต่ถ้าจะจัดที่นั่งเฉพาะชั้นประหยัดอย่างเดียวจะจุผู้โดยสารได้มากถึง 800 คน สามารถบินได้ไกล 15,000 กิโลเมตรโดยไม่ต้องหยุดแวะพัก และสายการบินต่างๆสามารถเลือกได้ว่าในการติดตั้งเครื่องยนต์ จะเลือกใช้เครื่องยนต์ยี่ห้อ โรลรอยซ์ เทรน 900 หรือเครื่องยนต์จีพี 7200 ที่เป็นการร่วมลงทุนระหว่างเจนเนอร์รัล อีเลคทริค และPratt&Whitney ซึ่งเครื่องบินรุ่นนี้จะมี 4 เครื่องยนต์

++เปิดจุดขายแอร์บัส 380


อย่างไรก็ตามไม่เพียงแต่ความใหญ่โตของเครื่องบินที่มีขนาดสูงเท่าตึก 7 ชั้นเท่านั้น คุณสมบัติของห้องผู้โดยสาร ก็แตกต่างจากเครื่องบินรุ่นอื่นๆตรงที่ขนาดกว้างขวางโอ่โถง มีพื้นที่ใช้สอยมากกว่า ที่สามารถเนรมิตบริการต่างๆบนเครื่องบินได้ เพราะมีพื้นที่ห้องผู้โดยสารเพิ่มขึ้นมากกว่า 50% ขณะที่ที่นั่งของผู้โโยสารเพิ่มขึ้น 35% ทำให้มีเนื้อที่ส่วนบุคคลเพิ่มขึ้น ซึ่งการดีไซน์บรรยากาศภายในเครื่องบินก็ต้องแล้วแต่ความต้องการของแต่ละสายการบิน


อีกทั้งแอร์บัส ยังอ้างว่าถึงการคำนวณค่าใช้จ่ายต่อผู้โดยสาร 1 คนเปรียบเทียบกับโบอิ้ง 747 คู่แข่งแล้ว จะประหยัดค่าใช้จ่ายได้มากกว่าร้อยละ 20 ในขณะที่จุดคุ้มทุนต่อหนึ่งเที่ยวบินของเอ380 อยู่ที่อัตราการบรรทุกผู้โดยสารที่ 58% ส่วนโบอิ้งจะต้องมีผู้โดยสารไม่น้อยกว่า70% จึงจะคุ้มทุน จุดนี้ต่างหากที่สายการบินต่างๆยอมทุ่มเงินกว่า 286 ล้านดอลล่าร์สหรัฐเพื่อเป็นเจ้าของนกยักษ์นี้ โดยสายการบินต่างๆมีเป้าหมายที่จะนำนกยักษ์นี้มาใช้บินในจุดบินที่มีปริมาณผู้โดยสารใช้บริการหนาแน่น เพราะเทียบแล้วจะประหยัดต้นทุนค่าใช้จ่ายได้มากกว่าการทำการบินขึ้น-ลงหลายครั้ง


ประกอบกับในเมืองชั้นนำของโลกสิทธิการบินที่มีอยู่เมื่อเทียบกับการรองรับของสนามบินก็มีจำกัด ดังนั้นการนำเครื่องใหญ่มาให้บริการย่อมง่ายกว่าการเจรจาของสิทธิการบินเพิ่มนั่นเอง ซึ่งแนวคิดการพัฒนาเครื่องบินขนาดใหญ่นี้ถือว่าสวนทางกับการพัฒนาเครื่องบินของโบอิ้งอย่างสุดขั่ว ที่ไม่เน้นสร้างเครื่องบินขนาดใหญ่ เพราะมองว่าถ้ามีผู้โดยสารเพิ่ม การเพิ่มจำนวนเที่ยวบินเข้าไปจะง่ายกว่า ซึ่งก็คงต้องจับตาดูกันต่อไปค่ายไหนจะฟันธงได้ตรงความแนวโน้มของต้องการของตลาดที่เกิดขึ้นจริง แต่ที่แน่ๆภาพที่เห็นในขณะนี้คือการเพิ่มงบลงทุนของสนามบินต่างๆเพื่อรองรับเครื่องแอร์บัส เอ380 ซึ่งกลายเป็นจุดสำคัญในการชิงความเป็นฮับของสนามบินชั้นนำของโลกไปเสียแล้ว

ข่าวสายการบิน | เว็ปบอร์ด | Gallery | Dutyfree Shop | ติดต่อทีมงาน
มาเป็นเพื่อนบ้าน HFlight.net | ติดต่อลงโฆษณา

Copyright (C) 2004. Kosin Yeambunya. All rights reserved.

Hflight.net