HFlight รีวิวสายการบิน โรงแรม จองโรงแรมทั่วโลก - หน้าแรก
- กลับหน้าแรก -
หน้าแรก | จองโรงแรมที่พัก | ข่าวการบิน | Webboard | สายการบิน | กิน-เที่ยว-เดินทาง | รีวิวโรงแรม | คู่มือเที่ยวเมืองนอก | ลงโฆษณา

  
 

Main | December 2005 »

November 30, 2005

สายการบินเอกชนจีนลงหมึกซื้อ “แอร์บัส” 20 ลำ

ไอเอชที 29/11/05 – วานนี้ (28 พ.ย.) แอร์บัส ผู้ผลิตเครื่องบินรายใหญ่ของโลกจากทวีปยุโรป ได้ลงนามข้อตกลงขายเครื่องบิน A320 จำนวน 20 ลำมูลค่า 12,000 ล้านหยวน (ราว 60,000 ล้านบาท) ให้กับ อีสต์ สตาร์ แอร์ไลน์ บริษัทสายการบินเอกชนน้องใหม่จากแดนมังกร ซึ่งได้เปิดเส้นทางบินเชื่อมโยงเมืองมากกว่า 10 แห่งภายในประเทศ

นายเควิน กู้ โฆษกของแอร์บัส กล่าวว่า “มีความต้องการอย่างมากจากตลาดจีน และบริษัทสายการบินเอกชนเป็นกลุ่มเป้าหมายใหม่ในตลาดการบินแดนมังกร” ในปัจจุบัน แอร์บัสครองส่วนแบ่งตลาดในจีนราว 28% และได้ตั้งเป้าขยายเป็น 50% ภายใน 8 ปี

ทั้งนี้ เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว บริษัทโบอิ้ง จากสหรัฐอเมริกา คู่แข่งของแอร์บัส ได้ลงนามข้อตกลงขายเครื่องโบอิ้ง 737 จำนวน 70 ลำให้แก่บริษัทสายการบินจีน 8 แห่งมูลค่ารวม 4,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 168,000 ล้านบาท) ซึ่งทางบริษัทโบอิ้งประเมินว่าจีนจะต้องการเครื่องบินใหม่เพิ่มอีก4 เท่าจากที่มีอยู่ในขณะนี้ หรือราว 2,600 ลำภายใน 20 ปีข้างหน้า.

โดย ผู้จัดการออนไลน์ 29 พฤศจิกายน 2548 14:37 น.

การบินไทยจัด 13 เที่ยวบินพิเศษร่วมพิธีฮัจย์

การบินไทย จัดเที่ยวบินพิเศษสำหรับชาวไทยมุสลิม ที่มีความประสงค์จะเดินทางไปร่วมพิธีฮัจย์ ระหว่างวันที่ 6 ธ.ค.ปีนี้ถึง 31 ม.ค. 2549 รวม 13 เที่ยวบิน

นายสมใจนึก เองตระกูล กรรมการ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ปฏิบัติหน้าที่กรรมการ ผู้อำนวยการใหญ่ เปิดเผยว่า บริษัทฯ ได้จัดเที่ยวบินพิเศษรวม 13 เที่ยวบิน สำหรับชาวไทยมุสลิมในภาคใต้ กว่า 6,000 คน ที่มีความประสงค์จะเดินทางไปประกอบพิธีฮัจย์ ณ นครเมกกะ ประเทศซาอุดิอาระเบีย โดยจะทำการบินแบบเช่าเหมาลำ ในเส้นทางไป-กลับ หาดใหญ่-เจดดาห์ จำนวน 11 เที่ยวบิน และเส้นทางไป - กลับ ภูเก็ต - เจดดาห์ จำนวน 2 เที่ยวบิน ด้วยเครื่องบินแบบโบอิ้ง 747-300

ทั้งนี้ รายละเอียเที่ยวบิน ประกอบด้วย เส้นทาง ไป - กลับ หาดใหญ่ - เจดดาห์ : จำนวน 11 เที่ยวบิน

เที่ยวบินขาไป : วันที่ 6, 7, 8, 9, 10, 11, 12, 13, 14, 15 และ 16 ธันวาคม 2548 ออกเดินทางจากหาดใหญ่ เวลา 18.00 น. ถึงเจดดาห์ เวลา 22.50 น.(ตามเวลาท้องถิ่น) และเที่ยวบินขากลับ : วันที่ 18, 19, 20, 21, 22, 23, 24, 25, 26, 27 และ 28 มกราคม 2549 ออกเดินทางจากเจดดาห์ เวลา 18.00 น. (ตามเวลาท้องถิ่น) เดินทางถึงหาดใหญ่ เวลา 06.05 น. (ของวันถัดไป)

สำหรับ เส้นทางไป - กลับ ภูเก็ต - เจดดาห์ : จำนวน 2 เที่ยวบิน เที่ยวบินขาไป : วันที่ 18 และ 19 ธันวาคม 2548 ออกเดินทางจากภูเก็ต เวลา 18.00 น. เดินทางถึงเจดดาห์ เวลา 22.50 น (ตามเวลาท้องถิ่น) เที่ยวบินขากลับ : วันที่ 30 และ 31 มกราคม 2549 ออกเดินทางจากเจดดาห์ เวลา 18.00 น. (เวลาท้องถิ่น) เดินทางถึงภูเก็ต เวลา 06.05 น. (ของวันถัดไป)

การจัดเที่ยวบินพิเศษดังกล่าว คาดว่าจะสามารถรองรับผู้โดยสารที่จะเดินทางไปร่วมประกอบพิธีฮัจย์ได้กว่า 6,000 คน และเพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกให้กับผู้โดยสาร โดยเฉพาะชาวไทยมุสลิม บริษัทฯ ได้จัดเตรียมบริการพิเศษ ทั้งการบริการภาคพื้นและการบริการบนเครื่องบิน อาทิ จัดเจ้าหน้าที่ภาคพื้นดูแลประสานการเดินทาง ณ สถานีปลายทาง จัดบริการอาหารพิเศษ (อาหารฮาลาล) จัดยาสามัญที่จำเป็นขนาดพกพา และคู่มือการเดินทางโดยเครื่องบินสำหรับแจกผู้โดยสาร นอกจากนี้ ยังได้จัดพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน ที่มีความรู้ด้านการพยาบาล ไปกับเที่ยวบินเพื่อดูแลผู้สูงอายุเป็นกรณีพิเศษด้วย
กรุงเทพธุรกิจ 30 พฤศจิกายน 2548 11:20 น.

สนามบินสุวรรณภูมิระส่ำ ทอท.หวั่นผู้รับเหมาทิ้งงาน สอบเข้มป้องกันวัสดุผิดสเปก

ทอท.หวั่นผู้รับเหมาทิ้งงานสุวรรณภูมิโค้งสุดท้าย หลังโดนผลกระทบอ่วม ทั้งราคาวัสดุ ก่อสร้างขึ้นราคา และส่งงานไม่ทันจนโดนปรับล่าช้า บางรายสูงถึง 10% ของมูลค่างาน ทำให้ขาดสภาพคล่อง ส่งผลให้บทม.ต้องคุมเข้มการตรวจรับงาน ป้องกันผลกระทบการลด สเปกวัสดุที่ใช้เพื่อลดต้นทุน
แหล่งข่าวจากผู้บริหารโครงการก่อสร้างท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เปิดเผยว่า ขณะนี้ อยู่ในช่วงโค้งสุดท้าย ที่บริษัทท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. ดำเนินการ ตรวจรับงานจากผู้รับเหมาก่อสร้างท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ยอมรับว่า ต้องใช้ความเข้ม งวดอย่างมาก ในการตรวจรับมอบงานแต่ละชิ้น และมีงานหลายส่วนจำนวนมากที่ต้องให้ผู้รับ เหมาทำการปรับปรุงใหม่
ทั้งนี้สาเหตุของความไม่เรียบร้อยของงาน เกิดจากการที่ผู้รับเหมาก่อสร้างในโครง การย่อยต่างๆ ได้รับผลกระทบในช่วงที่ผ่านมา หลายด้าน ทั้งราคาวัสดุก่อสร้างทำการปรับ ราคาค่าขนส่งที่เพิ่มสูงขึ้นจากค่าน้ำมัน รวมถึงการเร่งรัดกำหนดการแล้วเสร็จของภาครัฐ ที่มีการกำหนดกรอบเวลาการก่อสร้างต้องแล้วเสร็จ เพื่อรองรับการเปิดทดสอบนำเครื่อง บินขึ้นลงสนามบินสุวรรณภูมิ เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2548 ที่ผ่านมา ซึ่งมีผู้รับเหมาจำนวน มากถูกปรับเงินตามสัญญาล่าช้า
"ยอมรับว่าตอนนี้ผู้รับเหมา อยู่ในภาวะอ่อนแรงจริงๆ บางรายส่งงานไม่ทันโดนปรับ เป็นวงเงินสูง ถึงร้อยละ 10 ของมูลค่างาน เช่น รายล่าสุดที่รับงานมูลค่า 2,000 ล้าน บาท แต่โดนปรับแล้ว 200 ล้านบาท และเป็นการปรับแบบหักเงินที่ บทม.จะจ่ายให้ตาม งวดของงานไว้เลย ทำให้ผู้รับเหมาขณะนี้ขาดสภาพคล่องเงินทุนหมุนเวียน บางรายต้องลด คนที่ใช้ในการก่อสร้างเพื่อเร่งรัดงานแบบ 24 ชั่วโมง 200 คน ลงเหลือ 50 คนเท่านั้น"
อย่างไรก็ตามมีรายงานว่า การตกแต่งภูมิทัศน์ภายในสนามบินอาจจะประสบปัญหา เรื่องการจัดหาต้นไม้ เพราะไม้พุ่มบางส่วนที่ บทม.ได้ซื้อมาปลูกไว้ในโรงอนุบาลตายไปหลาย ต้น เพราะกำหนดเวลาการก่อสร้างที่คลาดเคลื่อนออกไป ทำให้การเลี้ยงต้นไม้ไม่เป็นไป ตามกรอบเวลาที่วางไว้ตั้งแต่แรก
แหล่งข่าวกล่าวว่า ผลกระทบที่น่าวิตกมาก คือ กรณีผู้รับเหมาที่ขาดสภาพคล่องสูง มาก อาจมีการลดสเปกคุณสมบัติของวัสดุที่ใช้ก่อสร้างเพื่อลดต้นทุน ซึ่งหากงานดังกล่าว เป็นงานที่เป็นโครงสร้างสำคัญ และเกิดปัญหาภายหลังท่าอากาศยานเปิดใหญ่ จะสร้าง ความเสียหายใหญ่หลวง ดังนั้นขณะนี้จึงเป็นต้องรับงานด้วยความรอบคอบ
ในขณะที่รัฐบาลกำหนดการให้บริการเชิงพาณิชย์ภายในเดือนมิถุนายน 2549 นั้น แต่ยังมีงานอีกหลายส่วนที่อยู่ในขั้นวิกฤติ โดยเฉพาะระบบซอฟต์แวร์ ที่จะควบรวมระบบนำ ร่องอากาศยาน การจัดตารางการบินของสายการบิน ระบบสายพานลำเลียง และเครื่อง ตรวจจับวัตถุระเบิด ซีทีเอ็กซ์ ที่ผู้ออกแบบงานระบบยืนยันว่าระบบจะสมบูรณ์ภายใน เดือน มีนาคม 2549 และควรใช้เวลาทดสอบไม่น้อยกว่า 6 เดือน ไม่นับรวมปัญหาของอาคาร ระบบสารสนเทศ ซึ่งเป็นเสมือนหัวใจของท่าอากาศยานทั้งระบบ ที่ปัจจุบันนอกจากหลังคา รั่วแล้ว สภาพงานก่อสร้างอยู่ในระดับที่ไม่เรียบร้อย
นายสมชัย สวัสดีผล ผู้อำนวยการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ กล่าวว่าปัจจัยเสี่ยงที่ส่ง ผลกระทบต่อการเปิดใช้สนามบินมีทั้งปัจจัยภายในและภายนอก แต่ที่น่าเป็นห่วงว่าจะเป็น อุปสรรคต่อการเปิดใช้สนามบินอย่างชัดเจน ก็คือ ราคาวัสดุก่อสร้างที่เพิ่มสูงขึ้นทำให้ผู้รับ เหมาประสบผลขาดทุน ทั้งที่ต้องถูกปรับจากการทำงานล่าช้าอยู่แล้ว จึงเป็นห่วงว่าผู้รับ เหมาจะทิ้งงาน แม้ว่าจะอยู่ในช่วงสุดท้ายของการก่อสร้างแล้วก็ตาม
นอกจากนี้ยังมีปัญหาเรื่องความพร้อมของบุคลากรจำนวน 2,700 คน ที่จะเข้าทำ งานในสนามบิน และการจ้างงานบุคลากรภายนอก เพราะขณะนี้ระบบงานต่างๆ ยังไม่แล้ว เสร็จทำให้ต้องเสียเวลารอและได้ฝึกปฏิบัติงานในกรอบเวลาที่สั้นลง
ด้านงานก่อสร้างส่วนใหญ่ค่อนข้างจะเรียบร้อย ไม่ว่าจะเป็นถนนยกระดับหน้าสนาม บิน หรืออาคารระบบเทคโนโลยีสารสนเทศที่หลายฝ่ายเป็นห่วงว่า แล้วเสร็จช้ากว่ากำหนด ขณะนี้ได้แก้ปัญหาและอุปสรรคไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นปัญหาน้ำรั่วบริเวณหลังคาอาคารเอมส์ และเตรียมจะนำอุปกรณ์เข้าติดตั้ง ภายในอาคารผู้โดยสารโดยภาพรวมนั้น เหลือเพียงการ ตกแต่งภายในที่ต้องรอให้การก่อสร้างและการเก็บงานหลายส่วนเรียบร้อยก่อน
ส่วนระบบสายพานกระเป๋าและเครื่องตรวจจับวัตถุระเบิดซีทีเอ็กซ์ ผู้รับเหมาเขียน ซอฟต์แวร์เชื่อมโยงการใช้งานระหว่างทั้ง 2 ระบบเรียบร้อยแล้ว และเริ่มทดสอบการใช้ งานเข้ากับเครื่องซีทีเอ็กซ์เป็นรายเครื่องแล้ว ซึ่งเบื้องต้นยังไม่พบว่าปัญหา
"มั่นใจว่า ในเดือนมิถุนายนนี้จะสามารถเปิดให้บริการในเชิงพาณิชย์ได้ แต่ในเดือน ธันวาคมนี้ นายกรัฐมนตรีจะเรียกประชุมผู้ที่เกี่ยวข้อง เพื่อติดตามความคืบหน้าของงาน และ ซักซ้อมความเข้าใจให้ตรงกันก่อนจะประกาศกำหนดการณ์ที่ชัดเจน"นายสมชัยกล่าว

November 29, 2005

‘มาเลเซียแอร์’ล้มแผนเหมาโบอิ้ง40ลํา

จากโพสต์ทูเดย์ วันอังคารที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2548

เริ่มรู้ตัวจ่ายมากกว่าได้ ถือคติ‘พอใจสิ่งที่มีอยู่’ ด้านบินจีนสั่งซื้อเอ320
กัวลาลัมเปอร์/ปักกิ่ง (เอพี/เอเอฟพี) — มาเลเซีย แอร์ไลน์ส เบรกแผนสั่งซื้อเครื่องโบอิ้งใหม่ 40 ลำ หวังคุมรายจ่ายที่พุ่งกระฉูด สวนทางผลกำไร ขณะที่สายการบินน้องใหม่ของจีน ทุ่มกว่า 6 หมื่นล้าน ซื้อ เอ320


สำนักข่าวดาวโจนส์ รายงานอ้างแหล่งข่าว ไม่เปิดเผยชื่อเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน ว่า มาเลเซีย แอร์ไลน์ส สายการบินรายใหญ่ของรัฐบาลมาเลเซีย เตรียมยกเลิกแผนสั่งซื้อเครื่องบินโบอิ้ง 737-400 จำนวน 40 ลำ เพื่อประหยัดรายจ่ายไปฟื้นฟูผลกำไรที่ตกต่ำอย่างหนัก

การยกเลิกสั่งซื้อเครื่องบินล็อตใหม่และกลับไปใช้เครื่องบินฝูงที่มีอยู่ปัจจุบัน คือ เครื่องรุ่น 737 จะส่งผลให้มาเลเซีย แอร์ไลน์ส ยืนหยัดอยู่ได้ ท่ามกลางสถานการณ์ที่รายจ่ายค่าเชื้อเพลิงพุ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่นักวิเคราะห์ด้านการบินระบุว่า เครื่อง 737 ที่มาเลเซีย แอร์ไลน์ส มีอยู่สามารถ ใช้ต่อไปได้อีกถึง 10 ปีเลยทีเดียว

แหล่งข่าวคนดังกล่าวยังเผยต่อว่า นอกจาก ระงับการสั่งซื้อเครื่องบินใหม่แล้ว มาเลเซีย แอร์ไลน์ส ยังมีแผนลดจำนวนเที่ยวบินที่ไม่ทำ กำไรทั้งในประเทศและระหว่างประเทศลงด้วย

นอกจากนี้ การยกเลิกสั่งซื้อเครื่องบินใหม่อาจเป็นผลมาจากที่ก่อนหน้าที่มาเลเซีย แอร์ไลน์ส ได้เปิดการเจรจาให้แอร์เอเชีย สายการบินต้นทุนต่ำของประเทศ รับช่วงบินเส้นทางในประเทศไปแทน เนื่องจากเป้าหมายของมาเลเซีย แอร์ไลน์ส คือ การเจาะเส้นทางระหว่างประเทศ

อย่างไรก็ดี มาเลเซีย แอร์ไลน์ส ได้ชะลอแผนเปิดเส้นทางบินสู่จุดหมายปลายทางใหม่ 6 แห่งในอินเดีย และจีน โดยขอเวลาศึกษาเรื่องต้นทุนให้มากกว่านี้

ขณะที่โฆษกของสายการบิน เผยว่า จะแถลงถึงกรณีดังกล่าวรวมทั้งผลประกอบการประจำ ไตรมาส 3 ในวันที่ 30 พฤศจิกายน ซึ่งนักวิเคราะห์หลายรายให้ความเห็นว่า ผลขาดทุนของมาเลเซีย แอร์ไลน์ส น่าจะเพิ่มขึ้นไปอยู่ที่ 78-105 ล้าน เหรียญสหรัฐ (ราว 3.25-4.32 พันล้านบาท)

วันเดียวกัน อีสต์สตาร์ แอร์ไลน์ส สายการบินเอกชนรายใหม่ล่าสุดของจีน ได้เซ็นสัญญาซื้อเครื่องบินแอร์บัส เอ320 จำนวน 20 ลำ มูลค่าราว 1.2 หมื่นล้านหยวน (ราว 6.12 หมื่นล้านบาท) เพื่อรองรับตลาดการบินในประเทศที่กำลังเติบโตสุดขีด

ขณะที่แอร์บัส เผยว่า จะสามารถส่งมอบ เอ320 3 ลำแรกให้อีสต์สตาร์ ได้ภายในเดือนพฤษภาคม ปีหน้า ซึ่งตรงกับกำหนดการเปิดให้บริการของอีสต์สตาร์

อีสต์สตาร์ แอร์ไลน์ส ซึ่งมีฐานบัญชาการในเมืองอู่หาน มณฑลหูเป่ย เป็นสายการบินภายใต้การร่วมทุนของบริษัทเอกชนรายใหญ่ 3 แห่ง โดยหนึ่งในนั้นคือ ไชนา อีสต์สตาร์ กรุ๊ป บริษัทลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์และท่องเที่ยว ด้วยทุนจดทะเบียน 80 ล้านหยวน (ราว 408 ล้านบาท) เบื้องต้น จะบริการเส้นทางในประเทศ 10 เส้นทาง

แผนก้าวกระโดด “บางกอกแอร์เวย์” 5 ปีขอเป็นผู้นำเส้นทางบินแถบอินโดจีน

จากผู้จัดการรายสัปดาห์ 29 พฤศจิกายน 2548 10:52 น.


รายได้รวมของธุรกิจประมาณกว่า 7,000 ล้านบาทภายในสิ้นปี 47 ที่เติบโตมากกว่าทุกปีสูงถึง 25% ส่งผลให้สายการบินบางกอกแอร์เวย์ดูจะมั่นอกมั่นใจกับการเป็นผู้นำเส้นทางบินในแถบอินโดจีนในอีก 5 ปีที่จะถึง โดยเฉพาะเส้นทางทำเงินอย่างสมุยช่วงสามเดือนแรกของปีมีการเติบโตสูงถึง 45% ทีเดียว สามารถสร้างผลกำไรเข้าบริษัทได้กว่า 200 ล้านบาท

จากภาวะน้ำมันราคาแพง และ ไม่มีแนวโน้มที่จะปรับลดลง จึงถูกมองว่าในอนาคตธุรกิจการบินจะเกิดการเปลี่ยนแปลงด้านนวัตกรรมเครื่องบินแบบใหม่ๆ ซึ่งในปี 2553 น่าจะเริ่มเห็นภาพชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะ เครื่องบินจะถูกออกแบบโดยใช้วัสดุที่มีน้ำหนักเบา เพื่อประหยัดเชื้อเพลิง ขณะที่ภายในจะต้องจุผู้โดยสารได้เพิ่มขึ้น เป็นเหตุผลที่ผู้ประกอบการสายการบินบางกอกแอร์เวย์จะหยิบนำมาใช้เป็นกลยุทธ์สู้ศึกธุรกิจการบินในอนาคตอันใกล้นี้

น.พ.ปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ ผู้อำนวยการใหญ่ บริษัทการบินกรุงเทพ จำกัด กล่าวอย่างมั่นใจว่าอีก ไม่เกิน 2 ปีข้างหน้าสายการบินบางกอกแอร์เวย์จะมีเส้นทางในแถบอินโดจีนมากกว่าการบินไทย ด้วยความที่เป็นผู้นำร่องเส้นทางใหม่ๆในแถบนี้มาโดยตลอด

สอดคล้องกับแผนธุรกิจในเส้นทางตลาดอินโดจีนในปัจจุบันที่มีอยู่ 19 เส้นทาง โดยเน้นทำเส้นทางบินที่มีอยู่แล้วตามแหล่งท่องเที่ยวในเมืองต่างๆ มาสร้างเป็นจุดแข็งจัดขายเป็นแพกเกจตั๋วเส้นทางท่องเที่ยวแบบเชื่องโยงในภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ประกอบด้วย สุโขทัย –หลวงพระบาง-นครวัด – กรุงเทพฯ เพิ่มระยะเวลาการเดินทางให้มีมากขึ้น สอดคล้องกับกิจกรรมสะสมไมล์ที่สายการบินบางกอกแอร์เวย์เริ่มนำมาใช้เพื่อกระตุ้นตลาดให้มีจำนวนยอดผู้โดยสารเพิ่มขึ้น

ขณะเดียวกันยังมีแผนเพิ่มเส้นทางบินให้เชื่อมโยงครอบคลุมทุกเส้นทางที่เป็นเมืองท่องเที่ยวในภูมิภาคเอเชีย และเส้นทางระยะไกล โดยเฉพาะกำลังศึกษาการเปิดเส้นทางบินใหม่ๆในแถบยุโรป เช่น กรุงเทพ-ลอนดอน ปัจจุบันมีการเปิดเส้นทางบินระยะทางไกลภายในปี 2548 ถึง 3 เส้นทางบินคือ กรุงเทพ-เจิ้งโจว,กรุงเทพ-หางโจว,และสมุย-ฮ่องกง

“ฮิโรชิม่า”เส้นทางแรกไปญี่ปุ่น
ตัวเลขของการท่าอากาศยานสากลกรุงเทพฯพบว่า ในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา (ม.ค.-มิ.ย.) กลุ่มนักท่องเที่ยวญี่ปุ่นเดินทางมาไทยประมาณ 480,000 คนเพิ่มขึ้น 5% หากเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมาที่มีการเดินทางประมาณ 5% หรือมีอัตราการเติบโตเฉลี่ย เพิ่มขึ้นปีละ 8-10%

สอดคล้องกับการเจรจาหน่วยงานขนส่งทางอากาศของญี่ปุ่นเพื่อขอเพิ่มความถี่การบินระหว่างไทยไปญี่ปุ่นเพิ่มขึ้น ทำให้ปัจจุบันสายการบินบางกอกแอร์เวย์มีโอกาสเปิดเส้นทางบินใหม่ไปกลับกรุงเทพ-ฮิโรชิม่าทันที

แม้ว่าจะเป็นเมืองประวัติศาสตร์แต่ก็มีกลุ่มธุรกิจประกอบรถยนต์อย่าง มาสด้า สำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในเมืองฮิโรชิม่า และน่าจะเป็นกลุ่มเป้าหมายที่ถูกจับตามากที่สุด

“เราวางแผนการบินไว้สัปดาห์ละ 3 เที่ยวบิน ใช้เครื่องบินแอร์บัส 320 ขนาด 162 ที่นั่งโดยจะเปิดให้บริการประมาณวันที่ 2 ธันวาคมศกนี้และคาดหวังว่าจะมีผู้โดยสารเดินทางช่วง 4 เดือนแรกประมาณกว่าร้อยละ 80 ”น.พ.ปราเสริฐ กล่าวพร้อมกับเสริมว่า

ขณะเดียวกันจุดเด่นของเส้นทางบินนี้จะทำให้ผู้ที่อยู่ในฮิโรชิม่าสามารถเดินทางบินตรงเข้ากรุงเทพได้อย่างสะดวกมากขึ้น เพราะแต่เดิมถ้าจะเดินทางเข้ากรุงเทพผู้โดยสารต้องเดินทางด้วยรถไฟ หรือไม่ก็ใช้สายการบินภายในประเทศญี่ปุ่นบินไปลงในแถบเมืองอื่นๆจากนั้นถึงจะเดินทางบินเข้ากรุงเทพได้ด้วยสายการบินไทย คิดเป็นอัตราเฉลี่ยในการเดินทางกินเวลาเป็นวัน

“สำหรับเส้นทางใหม่ที่บางกอกแอร์เวย์บินระหว่าง กรุงเทพ-ฮิโรชิม่า ใช้เวลาประมาณ 6-8 ชั่วโมงเท่านั้น พร้อมกับได้รับบริการ Boutiaue Premier Service และเมนูอาหารที่เลือกได้ถึง 3 เมนู”น.พ.ปราเสริฐ กล่าว

ผลพลอยได้ที่บางกอกแอร์เวย์จะได้รับคือ เส้นทางระหว่าง กรุงเทพ-นาโงย่า ที่จะเปิดเป็นแบบ เดลี่ไฟล์ท ซึ่งปัจจุบัน การบินไทยบินอยู่ แล้ววันละ 2 ไฟล์ท แต่ยังไม่เพียงพอ นับเป็นโอกาสทองของบางกอกแอร์เวย์ที่จะได้เข้าไปในตลาดนี้โดยถ้าตกลงกันได้ก็สามารถเปิดให้บริการประมาณเมษายน 49

เพิ่มเครื่องบินรองรับตลาด
โครงการเช่าซื้อเครื่องบินโดยสารอีกจำนวน 10 ลำ ด้วยงบลงทุนรวมที่มีไม่ต่ำกว่า 2.5 หมื่นล้านบาท เพื่อนำมารองรับแผนการขยายตัวของธุรกิจสายการบินบางกอกแอร์เวย์ โดยเฉพาะการเพิ่มเส้นทางบินใหม่ๆที่มีทั้งในแถบเอเชียและยุโรป

น.พ.ปราเสริฐ กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า ปัจจุบันกำลังอยู่ระหว่างการศึกษาแผนลงทุนระยะ 5 ปี เริ่มตั้งแต่ 2549-2553 ส่วนหนึ่งเพื่อรองรับการแข่งขันในธุรกิจการบิน และการปรับลดต้นทุนในการบริหารจัดการในยุดน้ำมันแพง

เบื้องต้นมีแผนการลงทุนใน 2 ส่วนหลัก รวมมูลค่าราว 25,000 ล้านบาท ได้แก่ 1. การก่อสร้าง งวงเชื่อมทางเดินระหว่างอาคารจอดกับเครื่องบิน โดยจะทำที่สนามบินสุวรรณภูมิ ใช้เงินลงทุน 1,000 ล้านบาท เริ่มดำเนินการในปีหน้า ซึ่งเป็นการปูพื้นฐานงานด้านบริการในสนามบินสุวรรณภูมิ และ 2. การสั่งเครื่องบินใหม่เข้ามาในปีหน้า 4 ลำ เป็นเครื่องขนาดกลาง 2 ลำ และเครื่องขนาดเล็ก 2 ลำ เพื่อรองรับการขยายเส้นทางการบินทั้งในและต่างประเทศ และแผนในปี 2553 จะนำเข้าเครื่องบินอีก 6 ลำตกราคาเครื่องละประมาณ 4,000 ล้านบาท กำลังอยู่ระหว่างเจรจา ว่าจะใช้เครื่องแอร์บัส รุ่น 350 หรือโบอิ้ง รุ่น 787

ขณะที่การลงทุนในสนามบินสุวรรณภูมิจะแบ่งเป็น 3 ส่วน ได้แก่ การบริการภาคพื้นดิน ขนส่งทางอากาศ และการบริการด้านอาหาร โดยจะลงทุนให้เสร็จภายใน 2 ปี ตั้งเป้ามีส่วนแบ่งทางการตลาด 20% ของมูลค่าการบริการทั้งหมดในสนามบินสุวรรณภูมิ ซึ่งคาดว่าการบินไทยมีส่วนแบ่งที่ 50% และสายการบินอื่นๆ 30%

“การนำเข้าเครื่องบินของบางกอกแอร์เวย์ จะเป็นในรูปแบบ leasing option to buyคือ เป็นเงื่อนไขคล้ายกับสัญญาเช่าซื้อ แต่มีเงื่อนไขพิเศษ คือ ถ้าพอใจก็จะซื้อขาด แต่ถ้าไม่พอใจก็คืนเครื่องกลับไปเมื่อหมดสัญญา ซึ่งบริษัทอยู่ในขั้นตอนการศึกษาเพื่อให้เกิดความคุ้มค่า”น.พ.ปราเสริฐ กล่าวทิ้งท้าย



คลอดคุณสมบัติ"ดีดี"บินไทย บอร์ดไม่ขวางหาก"กนก"ลงสมัคร

จากแนวหน้า ปีที่ 26 ฉบับที่ 9015
วันอังคารที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2548

นายวันชัย ศารทูลทัต ปลัดกระทรวงคมนาคม ในฐานะประธานคณะกรรมการบริ หาร(บอร์ด)บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน)เปิดเผยถึงการกำหนดคุณสมบัติ กรรม การผู้อำนวยการใหญ่(ดีดี)บริษัท การบินไทย จำกัด(มหาชน)ที่จะดำรงตำแหน่งแทน นาย กนก อภิรดี กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ คนปัจจุบัน ที่กำลังจะหมดวาระลงในเดือนเมษา ยน 2549 ว่า คุณสมบัติของผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งดีดีการบินไทยนั้น กำหนดไว้ว่าจะต้อง มีอายุระหว่าง 45-60 ปีบริบูรณ์
นอกจากนั้น เคยเป็นอธิบดีหรือหัวหน้าส่วนราชการระดับอธิบดีหรือหัวหน้าส่วนราช การที่เทียบเท่าอธิบดี และกรณีที่เป็นองค์กร ต้องเป็นองค์กรขนาดใหญ่ที่มีผลประกอบ การไม่น้อยกว่า 10,000 ล้านบาทต่อปี หรือเป็นผู้บริหารระดับรองอธิบดีเป็นอย่างต่ำ 3. มีความสามารถที่ชัดเจนในการบริหารองค์กรที่มีกิจกรรมที่หลากหลาย
"เราต้องการคนที่มีวิสัยทัศน์ในการบริหาร ไม่เจาะจงเฉพาะธุรกิจการบินเท่านั้น ไม่เช่นนั้นจะเหลืออยู่ไม่กี่คน ส่วนที่ว่าจะมีการตัดสิทธิ์นายกนกหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับคุณสม บัติของนายกนก ว่าจะมีคุณสมบัติเพียงพอตามที่คณะกรรมการกำหนดไว้หรือไม่" นายวัน ชัย กล่าว
ทั้งนี้ บริษัทการบินไทย จะประกาศรับสมัครตั้งแต่วันที่ 1-30 ธันวาคม นี้ ก่อน ประกาศรายชื่อผู้ผ่านการคัดเลือก 16 มกราคม 2549 สัมภาษณ์ระหว่างวันที่ 23-31 มกรา คม 2549 และหลังจากนั้นจะประกาศผลให้ทราบอีกครั้ง
นายวันชัยกล่าวถึงเรื่องผลสอบเรื่องการขุดทรายที่ท่าเรือแหลมฉบัง ว่า ขณะนี้ ผลสอบยังไม่สรุป ซึ่งคาดว่าจะสามารถสรุปผลทั้งหมดได้ในเร็วๆ นี้

November 28, 2005

เผย! น้ำแข็งบนปีกทำเครื่องบินสายการบินเวสต์แคริบเบียนตก

จอร์จ เปเรซ ผู้อำนวยการของสายการบินเวสต์แคริบเบียน เปิดเผยกับหนังสือพิมพ์เอลโคลอมบีอาโนว่า “จากผลการรายงานนั้นแสดงให้เห็นว่ามันเป็นอุบัติเหตุ เครื่องบินไม่ได้ขาดการซ่อมบำรุงอย่างที่สื่อได้พยายามนำเสนอ”

“อุบัติเหตุเกิดจากสภาพอากาศ และน้ำแข็งที่อยู่บริเวณปีกทำให้ไม่สามารถควบคุมเครื่องได้” เปเรซกล่าว

อนึ่ง ทางหนังสื่อพิมพ์ยังได้รายงานว่า มีรายงานฉบับหนึ่งของคณะบริหารความปลอดภัยทางการขนส่งแห่งชาติของสหรัฐฯที่เกี่ยวกับอุบัติเหตุครั้งนี้ ซึ่งรายงานดังกล่าวระบุว่า นักบินบนเครื่องได้มีการพูดคุยกันเกี่ยวกับสภาพอากาศที่เลวร้ายและความเป็นไปได้ที่จะมีน้ำแข็งเกิดขึ้น ก่อนที่เครื่องบินจะตก

ทั้งนี้ อุบัติเหตุของเครื่องบินแมคดอนเนลดักลาส เอ็มดี 82 ระหว่างเที่ยวบินจากปานามาไปมาร์ตินีกนั้น ได้ทำให้ผู้โดยสารชาวฝรั่งเศส 152 คนเสียชีวิต และทำให้ลูกเรื่ออีก 8 คน เสียชีวิตไปจากเหตุการณ์ในครั้งนี้
โดย 11 News 1 28 พฤศจิกายน 2548 09:59 น.

ผู้โดยสารเครื่องบินทำป่วน ต้องเปลี่ยนที่ลงจอด

โฆษกคนหนึ่งของสายการบินยูไนเต็ดแอร์ไลน์สเปิดเผยว่า เกิดเหตุผู้โดยสารคนหนึ่งที่เมาสุราได้จุดบุหรี่ขึ้นมาสูบและยังปัสสาวะตรงบริเวณทางเดินของเครื่องบิน ทำให้นักบินต้องเปลี่ยนไปลงที่กรุงวอชิงตันดีซีแทนที่จะลงจอดที่เมืองออร์ลันโดตามเดิม
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 27 พฤศจิกายน 2548 08:37 น.

ศึกเร่งสนามบินสุวรรณภูมิร้อนฉ่า แช่100สัญญารอแตกบริษัทลูก

จากประชาชาติธุรกิจ วันที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2548 ปีที่ 29 ฉบับที่ 3744 (2944)หน้า 40


ศึก "สุวรรณภูมิ" ปะทุหนักหลัง "รมช.ชัยนันต์" สุดทน 100 สัญญา 400 โปรเจ็กต์ย่อยอืด แนวร่วมจากสายการบินลูกค้ารุมจวก "คมนาคม" แบ่งงานแบบพิลึกจนระบบบริหารจัดการเละเป็นโจ๊ก "แผนเร่งงานก่อสร้าง-การแต่งตั้งผู้บริหาร ทอท." จับตาเครือข่ายบริษัทมหาชน "ทอท." พาเหรดแตกบริษัทลูกชิงเค้กประมูลกวาดโปรเจ็กต์ย่อย เปิดแดนสนธยาแบบเดียวกับดอนเมือง



ผู้สื่อข่าวรายงานการเร่งงานก่อสร้างสนามบินนานาชาติ "สุวรรณภูมิ" ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เลือก พลเอกชัยนันต์ เจริญศิริ เข้ามาเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม กำกับดูแลโครงการสุวรรณภูมิโดยเฉพาะ เพื่อให้เสร็จพร้อมเปิดใช้ในเชิงพาณิชย์ได้ภายในมิถุนายน 2549

ศึก 100 สัญญา "สุวรรณภูมิ"

ในช่วง 7 เดือนนี้เริ่มจะมีกระแสความเคลื่อนไหวก่อตัวและปะทุออกมาทุกทิศทาง ทั้งการบริหารภายในองค์กร การขับเคลื่อนถ่ายโอนบริษัทลูกในรัฐวิสาหกิจที่เกี่ยวพันกับการย้ายสนามบินจากดอนเมืองไปสุวรรณภูมิ และการแต่งตั้งโยกย้ายผู้บริหารภายในบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. และบริษัท ท่าอากาศยานสากลกรุงเทพแห่งใหม่ จำกัด (มหาชน) หรือ บทม.

หลังจาก พลเอกชัยนันต์ รมช.คมนาคม แต่งตั้ง พลโทดนัย ยุวบูรณ์ เป็นประธานติดตามโครงการก่อสร้างสุวรรณภูมิ เพราะไม่สามารถรอศรีสุข จันทรางศุ (ปลัดกระทรวงคมนาคมที่เกษียณไปกว่าครึ่งปีแต่ยังรั้งตำแหน่งประธาน บทม.) รายงานข้อมูลความช้าล่าโครงการก่อสร้างขนาดย่อยที่ยังคงค้างอยู่ในระบบกว่า 100 สัญญา 400 โครงการ ซึ่งบางส่วนก่อสร้างล่าช้า บางส่วนอยู่ระหว่างรอทำสัญญาลงทุนก่อสร้าง และบางส่วนไม่สามารถอธิบายได้อย่างชัดเจนว่าจะแล้วเสร็จเมื่อใด

และถึงนายกรัฐมนตรีจะเดินทางมานั่งหัวโต๊ะติดตามงานอย่างใกล้ชิด ในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารการพัฒนาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (กทภ.) รวมถึงการแสดงความเป็นผู้นำทำประชาสัมพันธ์สุวรรณภูมิด้วยตนเองเกือบจะทุกครั้ง แต่เนื้องานที่จะต้องเร่งก็ขยับไปได้ไม่มาก โดยเฉพาะงานบริหารเทคโนโลยีสารสนเทศท่าอากาศยาน หรือ IAMS : Information Airport Management System

"หมอเสริฐ" ชี้ผ่าวิธีบริหาร ทอท.

นายแพทย์ปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ ผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า ในฐานะเจ้าของบางกอก แอร์เวย์ส และผู้ได้รับสัมปทานลงทุนให้บริการ 3 โครงการหลักในสุวรรณภูมิประกอบด้วย โครงการบริหารพื้นที่คลังสินค้าขนส่งทางอากาศ (cargo warehouse/freighter) โครงการครัวการบิน (catering) และโครงการบริการภาคพื้นดิน (ground service) มูลค่ารวมกว่าหมื่นล้านบาท ยอมรับว่าเห็นการทำงานของนายศรีสุขแล้วหนักใจมาก

ผู้อำนวยการใหญ่การบินกรุงเทพเล็งเห็นว่า ประธานศรีสุขลงมาทำงานย่อยเองทุกโปรเจ็กต์ และบางสัญญาก็ไม่ได้ตัดสินใจให้ชัดว่าจะทำหรือไม่ทำอย่างไร ต่างจากวิธีบริหารจัดการแบบมืออาชีพตามแบบสากลตรง หากเป็นโครงการก่อสร้างสนามบินขนาดใหญ่อย่างนี้จะต้องแบ่งและกระจายงานชัดเจน โดยรูปแบบกระทรวงคมนาคมต้องให้กรรมการผู้จัดการใหญ่ (กจญ.) ทอท.เป็นฝ่ายบริหารการปฏิบัติงานโอนงานทั้งหมดไปดูแล

พร้อมทั้งตั้งข้อสังเกตเพิ่มเติมว่า โครงการสุวรรณภูมิมีรูปแบบปฏิบัติที่แปลกมากตรงนายบัญชา ปัตตนาภรณ์ รักษาการ กจญ.ซึ่งมีตำแหน่งเป็นที่ปรึกษาอาวุโสของ บทม.กลับเป็นผู้ที่เข้ามามีบทบาทในการกำหนดราคาการจัดซื้อทุกโครงการ ตั้งแต่ระบบสาธารณูปโภคไปจนถึงวัสดุอุปกรณ์ขนาดใหญ่

นายแพทย์ปราเสริฐกล่าวว่า ถึงเวลาที่กระทรวงคมนาคมจะต้องตัดสินใจอย่างมีทิศทางว่าจะจ้างปลัดศรีสุขต่อไปทั้งที่ได้พิสูจน์ฝีมือทำโครงการสุวรรณภูมิอืดอยู่ทุกวันนี้ หรือจะผ่าทางตันสรรหา กจญ.ใหม่เข้ามาให้เร็วที่สุด และปรับกลยุทธ์การทำงานตามแนวทางของ พลเอกชัยนันต์เพื่อให้สุวรรณภูมิเดินหน้าอย่างมีประสิทธิภาพเสร็จใกล้เคียงเวลาที่กำหนด

แอร์ไลน์ผวา CTX ลำเลียงกระเป๋าอืด

นักบริหารสนามบินและสายการบินนานาชาติ ให้ความเห็นตรงกับนายแพทย์ปราเสริฐว่า การก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่อย่างสนามบินสุวรรณภูมิ เมื่อโครงสร้างและสิ่งอำนวยความสะดวกเสร็จสิ้น เปิดใช้งานจริงยังมีปัญหาใหญ่ต้องแก้ไขอีกหลายจุด

ปัญหาใหญ่คือระบบสายพานลำเลียงกระเป๋าที่เสียเงินซื้อเครื่อง CTX-9000 ถึง 24 ตัวเข้ามาให้บริการ ระหว่างนี้ที่เปิดทดสอบการใช้งานลำเลียงกระเป๋าบ้างครั้งบ้างคราวแล้วนั้น พบว่าความยาวสายพานต้องใช้เวลาถึง 45 นาที จึงจะทยอยกระเป๋าและสัมภาระของผู้โดยสารแต่ละเที่ยวบินหมด

เป็นเรื่องที่สายการบินกำลังพะวงกันมากว่าจะหาทางแก้ไขอย่างไร เพราะถ้ายังปล่อยให้สายพานใช้เวลามากขนาดนี้การจัดระเบียบจราจรเพื่อขนย้ายผู้โดยสารเข้า-ออกจากเครื่องในเที่ยวบินต่อเนื่องจะเป็นปัญหาอย่างมาก

เนื่องจากระบบนี้จะใช้เวลาหมุนสายพานนานแล้ว กลไก CTX และ การตั้งกฎเกณฑ์เพื่อตรวจสัมภาระของศุลกากรยังซับซ้อนโดยเอารูปแบบสหรัฐอเมริกาซึ่งคุมเข้มความปลอดภัยที่มากกว่าสถานการณ์การเดินทางปกติมาใช้ คือแต่ละเที่ยวบินจะต้องตรวจสัมภาระ 2 รอบ ซึ่งในเอเชียยังไม่เคยมีประเทศใดทำ

ตามที่ทุกประเทศรับรู้อยู่ว่าหากทำจะเกิดผลลบมากกว่าบวก เพราะสายการบินต้องคุมเวลาเข้า-ออกให้สอดคล้องกับตารางบินที่ได้รับอนุมัติจากสนามบินที่ใช้บริการ ยิ่งเสียเวลามากเท่าไรจะยิ่งทำให้การทำแผนเชื่อมเที่ยวบินต่อไปยังประเทศที่ 2 และ 3 ยุ่งยากมากขึ้น

จับตาแตกบริษัทลูกชิงเค้กธุรกิจย่อย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นอกจากสุวรรณภูมิจะมีปัญหาโดยตรงที่เป็นผลมาจากระบบบริหารจัดการภายในกระทรวงคมนาคม ระหว่างรัฐมนตรีกำกับดูแลกับผู้บริหาร บทม.และ ทอท.ที่ไม่สามารถเร่งงานให้เป็นไปตามกำหนดได้แล้ว งานโยกย้ายและแตกบริษัทลูกก็ยังเป็นอีกปัญหาที่ร้อนแรงพอกัน

ทอท.เป็นบริษัทมหาชนที่น่าจับมากที่สุด เพราะหลังจากบริษัท ไทย แอร์พอร์ต กราวด์ เซอร์วิสเซส จำกัด (Thai Airport Ground Services : TAGS) ที่ ทอท.ถือหุ้นใหญ่ 28% อยู่ไม่ได้รับคัดเลือกให้ถือสัมปทานทำธุรกิจบริหารคลังสินค้าคาร์โก้ และให้บริการวัสดุอุปกรณ์การบิน (Ground Service Equipment : GSE) ในช่วงหลังย้ายจากดอนเมืองไปสุวรรณภูมิแล้ว

ปรากฏว่า TAGS เคลื่อนไหวโดยทำวิธีขายหุ้นจากผู้ถือรายเดิม ถ่ายโอนไป 42% ไปอยู่ในกลุ่มทุนใหญ่ที่ยังมีปรากฏตัว ขณะเดียวกันกรรมการ TAGS บางส่วนทยอยไปจดทะเบียนตั้งบริษัทใหม่ขึ้น 3-4 บริษัท มีทุนจดทะเบียนตั้งแต่ 10-100 ล้านบาท ขนาดของทุนเป็นไปตามเงื่อนไขและค่างานใหม่ของสุวรรณภูมิที่ทยอยเปิดประมูล

ส่วนบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ซึ่งมีโครงการจะแยก 5 หน่วยธุรกิจ (business unit) เป็นบริษัทจำกัด ขณะนี้ยังคงเฝ้ารอดูท่าทีกันแบบไม่คลาดสายตาระหว่างนโยบายนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม คณะกรรมการการบินไทย และสหภาพแรงงานรัฐวิสหกิจการบินไทย ผู้รักษาสิทธิสวัสดิการของพนักงาน 10,000 คนในฝ่ายคาร์โก้ ช่าง ครัวการบินให้บริการภาคพื้นดินและซ่อมบำรุงอากาศยาน

15ปี"พีบีแอร์"เจาะเส้นทางบินเหนือ-อีสาน วอนรัฐใช้"เพดานราคา"คุมตลาดก่อนล่ม

จากประชาชาติธุรกิจ วันที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2548 ปีที่ 29 ฉบับที่ 3744 (2944)หน้า 39

"พีบีแอร์" จัดทัพรับ 15 ปี รุกเส้นทางอีสาน ชิมลางบิน "บุรีรัมย์" เบนหัวออกจากภาคใต้ "นครศรีธรรมราช" เปิดทาง "บินไทย-นกแอร์" ห้ำหั่นราคากันอุตลุด และวอนคมนาคมดึงมาตรการ "เพดานราคาขั้นต่ำ" กลับมาใช้ก่อนธุรกิจบินในประเทศล่ม

กัปตันโยธิน ภมรมนตรี รองประธาน สายการบินพีบีแอร์ เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า ในโอกาสครบ 15 ปี พีบีแอร์ได้จัดระบบการลงทุนทางธุรกิจการบินในประเทศใหม่ให้สอดคล้องกับการแข่งขันกับยักษ์ใหญ่ในตลาด

เตรียมวางกลยุทธ์หันไปฟื้นฟูเส้นทางบินภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กรุงเทพฯ-บุรีรัมย์ จะเริ่มบินตั้งแต่ 3 ธันวาคมนี้ 3 เที่ยว/สัปดาห์ ทุกจันทร์ พุธ เสาร์ ราคา 1,650 บาท/เที่ยว ไป-กลับ 3,300 บาท/เที่ยว ไม่รวมภาษีสนามบิน ค่าธรรมเนียมเชื้อเพลิง ค่าประกันวินาศภัย

ส่วนเส้นทางบินที่มีการแข่งขันสูงและเล็งเห็นว่าจะก่อให้เกิดความเสียหายในระยะยาวอย่าง กรุงเทพฯ-นครศรีธรรมราช จะลดเที่ยวบินจาก 2 เที่ยว/วัน เหลือ 1 เที่ยว/วัน และเปลี่ยนขนาดเครื่องบินจากแอร์บัส A319 ขนาด 114 ที่นั่ง เป็นแอมแบร์ 145 ขนาด 50 ที่นั่ง เพื่อเปิดทางให้การบินไทยซึ่งขายตั๋วราคา 2,700 บาท/เที่ยว และนกแอร์ ขาย 990 บาท/เที่ยว ราคาแตกต่างกัน 3 เท่า ได้ห้ำหั่นกันเองต่อไป

เนื่องจากประเมินสถานการณ์แล้วพบว่า ขณะนี้ปริมาณที่นั่งที่มีบริการเส้นทางนี้มีอยู่ถึง 400 ที่ เกินความต้องการของผู้โดยสาร แต่ละสายการบินจะต้องขายที่นั่งให้ได้ 80% จึงจะคุ้มทุน

กัปตันโยธินเรียกร้องให้กรมขนส่งทางอากาศ กระทรวงคมนาคม เร่งทบทวนนโยบายพัฒนาธุรกิจการบินเส้นทางในประเทศ พุ่งเป้านำมาตรการเพดานราคาตั๋วขั้นต่ำ หรือ minimum fare ซึ่งเดิมเคยกำหนดไว้ที่ 2.82 บาท/ก.ม. ซึ่งเป็นมาตรฐานที่จะทำให้สายการบินแข่งขันกันอย่างเป็นธรรม และต่างฝ่ายต่างก็ดำรงธุรกิจ สามารถเปิดจุดบินบริการผู้โดยสารทุกจังหวัดได้อย่างมีประสิทธิภาพ

อีกทั้งไม่ควรปลดล็อกเพดานราคาขั้นต่ำให้โลว์คอสต์ แอร์ไลน์ ได้ประโยชน์เพียงกลุ่มเดียว เพราะตลอด 2 ปี รัฐบาลก็เห็นแล้วว่าโลว์คอสต์ส่วนใหญ่ยังต้องเลือกบินเฉพาะเส้นทางหลักที่ทำเงินและมีผู้โดยสารกระจุกตัวจำนวนมากๆ ไม่ได้กระจายบริการไปยังภูมิภาคอื่นที่มีสนามบินรออยู่อีก 20 กว่าแห่ง และมีประชาชนต้องการใช้เครื่องบินสร้างความสะดวกรวดเร็วในการเดินทางเช่นเดียวกับ จังหวัดอื่นๆ

อย่างไรก็ตาม ผู้บริหารพีบีแอร์เสนอให้รัฐบาลพิจารณาต้นทุนของนกแอร์ ซึ่งใช้อุปกรณ์ เครื่องมือ และต้นทุนจากการบินไทยเป็นหลัก เห็นได้จาก 1) ราคาเช่าเครื่องบินเปรียบเทียบราคาตลาดทั่วไปต้องจ่ายค่าเช่าเดือนละประมาณ 250,000 บาท/ลำ แต่นกแอร์จ่ายให้การบินไทยประมาณ 100,000 บาท/ ลำ 2) การซ่อมบำรุงเครื่องบินก็ใช้อู่ซ่อมการบินไทยทั้งแพ็กเกจ และ 3) โครงสร้างค่าใช้จ่ายในการจัดจ้าง 5 ซีอีโอนกแอร์ คนละประมาณ 3.5 แสนบาท/เดือน สูงกว่ารายได้ที่หลายสายการบินได้รับ

ปัจจุบันพีบีแอร์เปิดบริการการบินครบ 15 ปี มีฝูงบิน 3 ลำ ได้แก่ แอมแบร์ 145 ขนาด 50 ที่นั่ง 2 ลำ และแอร์บัส A319 ขนาด 114 ที่นั่ง 1 ลำ โบอิ้ง 767-200 ขนาด 245 ที่นั่ง 1 ลำ บินเช่าเหมาลำในเนปาลและเอเชียใต้

ส่วนเส้นทางบินที่จะเปิด 3 ธันวาคมนี้ กรุงเทพฯ-บุรีรัมย์ 3 เที่ยว/สัปดาห์ ทุกจันทร์ พุธ ศุกร์ ออกจากกรุงเทพฯ เวลา 09.00 น. และออกจากบุรีรัมย์ เวลา 10.10 น. ใช้เวลาบินเที่ยวละ 1 ชั่วโมง กรุงเทพฯ-แม่ฮ่องสอน

เริ่มตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนนี้ 3 เที่ยว/สัปดาห์ ราคา 3,135 บาท/เที่ยว ไป-กลับ 6,270 บาท/เที่ยว ทุกจันทร์ พุธ ศุกร์ ออกจากกรุงเทพฯ 12.10 น. และออกจากแม่ฮ่องสอน เวลา 14.00 น.

นอกจากนี้ยังมีเส้นทางบิน ไป-กลับ กรุงเทพฯ ไปยังปลายทางที่ลำปาง น่าน นครพนม ร้อยเอ็ด สกลนคร นครศรีธรรมราช และเส้นทางต่างประเทศ เช่น ดานัง/เว้ เกาะไหหลำ โดยแต่ละเที่ยวบินมีโปรแกรมแสนสบาย บริการอาหาร เครื่องดื่มคุณภาพดี และมีโปรแกรมสะสมไมล์แสนสบายพาส เมื่อสะสมคะแนนครบสามารถแลกตั๋วเครื่องบินฟรีได้


คมนาคมสั่งคุม"โลว์คอสต์" เหตุโดนร้องเรียนบ่อย/ทำชาติเสียชื่อ

จาก แนวหน้า ปีที่ 26 ฉบับที่ 9014
วันจันทร์ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2548

นายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล รมว.คมนาคม เปิดเผยว่า ขณะนี้ กระทรวงคมนาคม ได้มีนโยบายในการกำกับดูแลสายการบินต้นทุนต่ำ(โลว์คอสต์ แอร์ไลน์) ทุกสายการบินที่เปิด ให้บริการเที่ยวบินในประเทศไทยเร่งปรับปรุงการให้บริการให้เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนด เพื่อที่จะสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ใช้บริการทั้งคนไทยและชาวต่างชาติ รวมทั้งสอดรับกับนโย บายของรัฐบาลในการผลักดันให้ไทยก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางการบินในภูมิภาคเอเชียที่มีความ ครบวงจรที่สุดอีกแห่งหนึ่งของโลก
โดยล่าสุด มอบหมายให้นายคำรบลักขิ์ สุรัสวดี รองปลัดกระทรวงคมนาคม ในฐานะหัว หน้ากลุ่มภารกิจด้านการขนส่ง ติดตามการประเมินผลทุกสายการบินอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ผู้บริ การสายการบินทุกรายเร่งปรับปรุงมาตรฐานทุกๆ ด้านให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
"ปัจจุบันยอมรับว่าผู้ใช้บริการสายการบินต้นทุนต่ำยังมีข้อร้องเรียนถึงปัญหาการให้บริ การอยู่พอสมควร ดังนั้น จึงเห็นว่าผู้ให้บริการทุกฝ่ายจะต้องเร่งปรับปรุงแก้ไขมาตรฐานการ บริการของตนเองให้ดีขึ้นกว่าเดิม โดยมุ่งเน้นให้ผู้ใช้บริการเกิดความพึงพอใจสูงสุด ที่สำคัญ คือต้องสามารถผลักดันนโยบายการยกระดับมาตรฐานสายการบินของประเทศไทยได้ ซึ่งใน ปีหน้าเชื่อว่า จำนวนผู้ร้องเรียนถึงปัญหาจากการใช้บริการสายการบินประเภท โลว์คอสต์ แอร์ไลน์จะลดลง" นายพงษ์ศักดิ์กล่าวและว่า นอกจากนี้จะมีการเน้นเรื่องด้านความปลอด ภัยด้วย
มีรายงานข่าวแจ้งว่า ก่อนหน้านี้ สายการบินต้นทุนต่ำได้รับการร้องเรียน เช่น โฆษณา เกินจริง ยกเลิกเที่ยวบินกะทันหัน ฯลฯ


"หมอเสริฐ"กระทุ้งซ้ำทอท. เร่งสางปัญหาในสุวรรณภูมิ

จาก แนวหน้า ปีที่ 26 ฉบับที่ 9014
วันจันทร์ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2548

ผู้บริหาร"บางกอกแอร์เวย์ส"จี้รัฐบาลให้ความชัดเจนในการเปิดใช้บริการ ท่าอากาศยาน สุวรรณภูมิ ระบุระบบการขนส่งเชื่อมต่อการเดินทางไปยังสนามบินในขณะนี้ยังล่าช้าอยู่
นพ.ปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ ผู้อำนวยการใหญ่ บริษัทการบินกรุงเทพ ผู้บริหาร สายการบินบางกอกแอร์เวย์ส เปิดเผยว่า ที่ผ่านมารัฐบาลได้ประกาศเปิดให้บริการ ท่าอา กาศยานสุวรรณภูมิในเชิงพาณิชย์ในเดือนมิถุนายนปี2549 แต่ในความเห็นส่วนตัวแล้วเห็นว่า จากปัญหาในปัจจุบันจะทำให้ ท่าอากาศยานจะเปิดใช้ได้จริงประมาณเดือนกันยายน 2549
ทั้งนี้สิ่งที่รัฐต้องเร่งดำเนินการก่อนเปิดให้บริการสนามบินสุวรรณภูมิ คือเรื่องโครง ข่ายการขนส่ง ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีแผนรองรับให้สอดคล้องกับการเปิดใช้สนามบิน เช่น ถนน ทาง ด่วน หรือรถไฟฟ้า ที่ยังมีความล่าช้า ซึ่งหากเปิดใช้แล้วไม่คล่องตัว ก็จะทำให้เกิดปัญหาใน เรื่องการเดินทางและขนส่งตามมาในอนาคต
นอกจากนี้สิ่งที่รัฐบาลต้องปรับปรุงก็คือการบริหารงานของสนามบิน ซึ่งหาก บริษัทท่า อากาศยานไทย จำกัด(มหาชน)หรือทอท.บริหารในรูปรัฐวิสาหกิจแล้วจะทำให้เกิดปัญหาใน เรื่องการบริหารจัดการขาดความคล่องตัว ขาดการตัดสินใจรวดเร็ว และอาจเสียโอกาส ในการก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางการบินหรือฮับแห่งเชียได้
นพ.ปราเสริฐ กล่าวว่า ที่ผ่านมาเอกชนเองก็มีความต้องการความชัดเจนเรื่องการ เปิดให้บริการ เพราะในส่วนของ บางกอกแอร์เวย์ส เองต้องแบกรับภาระในส่วนหนี้เงินกู้ ประมาณ 3,500 ล้านบาท ซึ่งยังไม่รวมภาระค่าใช้จ่ายที่บริษัทต้องว่าจ้างพนักงานบางส่วน เข้ามาก่อนท่าอากาศยานจะเปิดให้บริการ
อย่างไรก็ดี นพ.ปราเสริฐ เชื่อว่าสนามบินสุวรรณภูมิของไทยจะเป็นศูนย์กลางการ บินในภูมิภาคเอเชียได้เพราะไทยเป็นประตูสู่การเดินทางไปยังประเทศต่างๆ โดยที่ผ่านมา สนามบินดอนเมืองมีความคับแคบ สถานที่ไม่เพียงพอกับผู้ใช้บริการโดยเฉพาะสายการบินจึง ทำให้ไทยพลาดโอกาสนี้ไป แต่เมื่อสุวรรณภูมิเปิดใช้เต็มรูปแบบก็คาดว่าจะสามารถแก้ปัญหา ความแออัดในสนามบินได้

หมอเสริฐหวั่นบริหารแบบรัฐ ทำสุวรรณภูมิพลาดฮับเอเชีย

จากโพสต์ทูเดย์ วันจันทร์ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2548

โพสต์ทูเดย์ — “หมอเสริฐ” แนะสนามบินสุวรรณภูมิต้องบริหารแบบเอกชน หากหวังเป็นศูนย์กลางการบินเอเชีย


นพ.ปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ ผู้อำนวยการใหญ่ สายการบินบางกอกแอร์เวย์ส กล่าวถึง นโยบายที่รัฐจะผลักดันสนามบินสุวรรณภูมิ ของไทยให้เป็นศูนย์กลางการบินในภูมิภาคเอเชียว่ามีความเป็นไปได้ เพราะไทยเป็นประตูสู่การ เดินทางไปยังประเทศต่างๆ แต่ที่ผ่านมาสนามบิน ดอนเมืองมีความคับแคบ สถานที่ไม่เพียงพอกับผู้ใช้บริการ โดยเฉพาะสายการบิน จึงทำให้ไทย พลาดโอกาสนี้ไป แต่เมื่อสุวรรณภูมิเปิดใช้เต็ม รูปแบบ ก็คาดว่าจะสามารถแก้ปัญหาความแออัดในสนามบินได้

“รัฐบาลต้องมีการปรับปรุงแก้ไขเรื่องของ การบริหารงานของสนามบิน ซึ่งบริหารในรูป รัฐวิสาหกิจหรือในรูปบริษัท ท่าอากาศยานไทย จะทำให้เกิดปัญหาในเรื่องการบริหารจัดการที่ดี เพราะไม่มีความคล่องตัว ขาดการตัดสินใจ รวดเร็วและเสียโอกาสทางธุรกิจ ซึ่งรัฐต้องเข้ามา ปรับปรุงจึงจะก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางแห่งเอเชีย”

นอกจากนี้ นพ.ปราเสริฐยังกล่าวถึงโครงการลงทุนของบางกอกแอร์เวย์สในสนามบิน สุวรรณภูมิว่า อยู่ระหว่างการศึกษาแผนลงทุนระยะ 5 ปี ตั้งแต่ปี 2549–2553 เพื่อให้มี ศักยภาพการบริหารจัดการ การบริการผู้โดยสารได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมการบินที่มีแนวโน้มจะเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ในปี 2553

ในด้านเทคโนโลยีเครื่องบินและบริการ ผู้โดยสาร เบื้องต้นบริษัทคาดจะใช้งบประมาณลงทุน 2.5 หมื่นล้านบาท ในการสร้างงวงเชื่อมทางเดินระหว่างสนามบินสุวรรณภูมิไปตัวเครื่องบิน 1 พันล้านบาทในปีหน้า เพื่อวางโครงการบริการพื้นฐานรับนักเดินทาง และการจัดเตรียมนำเข้าเครื่องบินใหม่ 6 ลำ ในปี 2553 มูลค่าประมาณ 4 พันล้านบาท/ลำ หรือรวม 2.4 หมื่นล้านบาท

ที่ผ่านมาบริษัทได้ลงทุนในบริเวณสนามบินสุวรรณภูมิ ได้แก่ การบริการภาคพื้นดิน ขนส่งทางอากาศ และการบริการด้านอาหาร ตั้งเป้า มีส่วนแบ่งทางการตลาด 20% ของมูลค่าการบริการ

‘เอ320’ไม้เด็ดลดค่าน้ำมัน‘แอร์เอเชีย’

จากโพสต์ทูเดย์ วันจันทร์ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2548

กัวลาลัมเปอร์ (เอเอฟพี) — ซีอีโอแอร์เอเชียมั่นใจ เครื่อง “เอ320” ช่วยลดค่าน้ำมันมหาศาล ผู้โดยสารรับอานิสงส์ซื้อตั๋วได้ถูกลง พร้อมประกาศเจาะตลาดบินจีน-เอเชียตะวันออกเฉียงใต้เต็มตัว


เอเอฟพี รายงานบทสัมภาษณ์ โทนี่ เฟอร์นันเดส ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหาร (ซีอีโอ) ของแอร์เอเชีย สายการบินต้นทุนต่ำชื่อดังของมาเลเซีย เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน ว่า เครื่องบินแอร์บัส เอ320 ซึ่งแอร์เอเชียจะได้รับมอบในเดือนธันวาคมนั้น จะช่วยให้แอร์เอเชียก้าวขึ้นเป็นสายการบินต้นทุนต่ำที่ใหญ่สุดในเอเชียได้ภายในปี 2554 ซึ่งจะให้บริการด้วยเครื่องใหม่จำนวนทั้งสิ้น 100 ลำ

การให้บริการด้วยเครื่อง เอ320 จะช่วยให้แอร์เอเชียประหยัดค่าเชื้อเพลิงได้มากถึง 12% ของค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานทั้งหมด อีกทั้งสร้างความมั่นใจในการเดินทางทางอากาศแก่ผู้โดยสารเพิ่มขึ้น

“เอ320 จะทำให้แอร์เอเชียก้าวเข้าสู่มิติใหม่ ช่วยกระตุ้นยอดผู้โดยสาร ขณะที่ค่าตั๋วจะถูกลงกว่าเดิม และแอร์เอเชียจะเป็นสายการบินต้นทุนต่ำใหญ่สุดด้วยฝูงบินที่ใหม่สุด” เฟอร์นันเดส กล่าว

ซีอีโอแอร์เอเชีย เผยว่า ปีหน้าจะเป็นปีที่สายการบินน้องใหม่ทั้งหลายมีโอกาสขยายตัวสูง เนื่องจากอุตสาห กรรมการบินเอเชียโดยรวมจะเติบโต อย่างแข็งแกร่ง แม้จะมีปัจจัยลบอย่างการก่อการร้าย ราคาน้ำมันและการระบาดของโรค ไข้หวัดนกก็ตาม

ทั้งนี้ แอร์เอเชียจะใช้เครื่อง เอ320 ขยายเส้นทางระหว่างประเทศใหม่หลายเส้นทาง โดยเน้นที่จุดหมายปลายทาง 5 แห่งทางตอนใต้ของจีน และประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งได้แก่ บรูไน กัมพูชา อินโดนีเซีย ลาว พม่า และเวียดนาม

นอกจากนี้ แอร์เอเชียยังอยู่ระหว่างการเจรจาขอสิทธิการบินกับรัฐบาลอินเดียด้วย

อย่างไรก็ดี เฟอร์นันเดส เผยว่า ได้ยกเลิกเป้าหมายในการบินสู่สิงคโปร์แล้ว หลังจากที่พยายามทำเรื่องขออนุญาตจากรัฐบาลสิงคโปร์มาอย่างยาวนาน ทว่า รัฐบาลสิงคโปร์กลับอนุญาตให้สายการบินต้นทุนต่ำจากอินโดนีเซียบินในเส้นทางดังกล่าวแทน

ขณะที่ นิเกิล ฟู นักวิเคราะห์ด้านการบินจากบริษัทหลักทรัพย์แอม ระบุว่า เครื่อง เอ320 จะช่วยเสริมศักยภาพให้แอร์เอเชีย โดยเฉพาะการ ลดต้นทุนค่าเชื้อเพลิงและเพิ่มผลกำไรได้มากขึ้น ขณะที่สายการบินต้นทุนต่ำของสิงคโปร์จะแข่งขันกับแอร์เอเชียได้ลำบากกว่าเดิม

November 26, 2005

สายการบินบางกอกแอร์เวย์ อ.เกาะสมุยเปิดบริการได้ตามปกติแล้ว

นายธีระยุทธ เอี่ยมตระกูล นายอำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฏร์ธานี กล่าวถึง เหตุการณ์ฝนตกหนักและน้ำท่วม ในตลอด 3 วันที่ผ่านมา ว่า ขณะนี้ฝนได้หยุดตกตั้งแต่เมื่อเวลา 03.00 น. ของคืนที่ผ่านมาแต่ยังมีท้องฟ้ามืดครึ้มอยู่ พื้นที่บริเวณชุมชนหาดเฉวง บ้านละไม ซึ่งเป็นแหล่งที่มีโรงแรมที่พักของนักท่องท่องเที่ยว และมีประชาชนอาศัยอยู่หลายหลังคาเรือน มีน้ำท่วมขังสูง 30 เซนติเมตร ถึง 1 เมตร ความเสียหายขณะนี้ยังไม่สามารถไปสำรวจได้ เพราะรถยนต์ยังไม่สามารถเข้าไปถึงในบางจุด เนื่องจากยังมีน้ำท่วมขังอยู่ ต้องใช้การสัญจรทางเรือเข้าไปตรวจสอบ ในส่วนพื้นที่ที่ต้องส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปช่วยเหลือเร่งด่วนคือ ในพื้นที่บ้านบางรัก บ้านเชิงมน บ้านเฉวงบ้านละไม เพราะเป็นแหล่งเศรษฐกิจ ส่วนของการเดินทางไปยังเกาะสมุย ตอนนี้เรือโดยสารเฟอร์รี่เกาะสมุย-ท่าเรือดอนสัก วิ่งรับส่งผู้โดยสารได้ตามปกติ ทางด้านสายการบินบางกอกแอร์เวย์ สามารถเปิดบริการได้ตามปกติแล้วในวันนี้
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 26 พฤศจิกายน 2548 11:17 น.

November 25, 2005

บินไทยจัด“ธันวาพาพ่อไปเที่ยว” เจาะกลุ่มครอบครัวคาดโกย150ล.

ผู้จัดการรายวัน - การบินไทย ชูกลยุทธ์การตลาด เจาะกลุ่มครอบครัว ออกแคมเปญ ธันวาพาพ่อไปเที่ยว ในเทศกาลวันพ่อ คาดโกยรายได้ 150 ล้านบาท

นายรังสิมันต์ โมกขะสมิต ผู้อำนวยการสำนักงาน สาขาประจำประเทศไทย บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า จากความสำเร็จในแคมเปญสิงหาพาแม่เที่ยว ที่ทำยอดขายกว่า 100 ล้านบาท แบ่งสัดส่วนเป็นยอดขายจากการท่องเที่ยวภายในประเทศไทย 11 ล้านบาทจำนวน 5,500 คน ไปยังจังหวัดต่างๆ ในภาคเหนือ และยอดขายจากการท่องเที่ยวต่างประเทศอีก 91 ล้านบาทจำนวน 5,900 คน ที่ส่วนใหญ่เดินทางไปยังประเทศสิงคโปร์ ฮ่องกง ฯลฯ โดยมียอดขายจากงาน 20% และ80% จากบริษัททัวร์ ซึ่งคิดเป็นรายได้เพิ่มขึ้น 3% จากรายได้ทั้งหมด การบินไทยจึงได้จัดแคมเปญพิเศษเพื่อรุกตลาดสถาบันครอบครัว ด้วยโครงการ “ธันวาพาพ่อ ไปเที่ยว” ตั้งแต่บัดนี้จนถึงวันที่ 3 ธันวาคมนี้ ทั้งนี้เพื่อเชิญชวนลูกให้ซื้อบัตรโดยสาร หรือแพ็คเก็จทัวร์เอื้องหลวง ซึ่งเป็นราคาพิเศษพาพ่อไปเที่ยวพร้อมครอบครัว ในช่วงเทศกาลสำคัญนี้ ไฮไลท์สำหรับปีนี้ยังได้มีการแจกรางวัลบัตรโดยสารชั้นธุรกิจ ในเส้นทางบินตรงจากกรุงเทพสู่ลอสแองเจลลิส สหรัฐอเมริกา 2 ที่นั่ง เพื่อเป็นการพรีลอนซ์ การเปิดเส้นทางบินของการบินไทยที่จะบินตรงสู่ลอสแองเจลลิสซึ่งจะเริ่มขึ้นในวันที่ 1 ธันวาคมที่จะถึงนี้
การบินไทยคาดว่าจะมีรายได้กว่า 150 ล้านบาท จากแคมเปญ ธันวาพาพ่อไปเที่ยว เพราะมีแพ็คเกจให้เลือกหลายเส้นทาง นอกจากนี้ยังเป็นที่รู้จักมากขึ้นในกลุ่มตลาดครอบครัว ด้วยราคาที่พิเศษ ส่วนปัญหาเรื่องน้ำมันผันผวนนั้นไม่ค่อยมีผลกระทบโดยตรงกับตลาดกลุ่มนักท่องเที่ยว เพราะเป็นเรื่องของการพักผ่อน”
งาน “ธันวาพาพ่อไปเที่ยว” จะมีถึงวันที่ 3 ธันวาคมนี้ ที่ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล ชิดลม ชั้น 7 นอกจากนี้ ยังจัดขึ้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ณ ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล แอร์พอร์ต พลาซ่า ชั้น 3 และที่จังหวัดภูเก็ต ณ ห้างสรรพสินค้า เซ็นทรัลเฟสติวัล ชั้น 1 ตั้งแต่นี้จนถึงวันที่ 28 พฤศจิกายน 2548 นี้

โดย ผู้จัดการรายวัน 24 พฤศจิกายน 2548 19:43 น.

การบินลาวเพิ่มเที่ยวบินเวียงจันทน์-หลวงพระบาง

กรุงเทพฯ - สายการบินแห่งชาติลาว (Lao Airlines) จะเปิดเที่ยวบินระหว่างนครหลวงเวียงจันทน์-หลวงพระบาง เพื่อเป็นรองรับนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางมาเยี่ยมชมงานเฉลิมฉลองครบรอบ 10 ปี ที่องค์การยูเนสโก (UNESCO) ประกาศให้เมืองหลวงพระบางเป็นเมืองมรดกโลกทางวัฒนธรรม

เที่ยวบินปลายทางดังกล่าวจะเพิ่มจากเดิม 4 เที่ยว เป็น 5 เที่ยวต่อวัน ระหว่างวันที่ 26-29 พ.ย. นี้ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับที่เมืองหลวงพระบางได้มีการจัดงานเฉลิมฉลอง โดยได้ถูกกำหนดตารางเวลาการบินเพิ่มไว้ในตอนกลางคืน

นายราดา สุนทอน (Mr Rada Sunthorn) ผู้อำนวยการฝ่ายการพาณิชย์ของสายการบินแห่งชาติลาว กล่าวว่า "ทางสายการบินเราได้คาดการณ์ไว้ว่าจำนวนลูกค้าจะเพิ่มจำนวนขึ้นประมาณ 35% ในช่วงเวลานี้ ซึ่งเที่ยวบินที่เพิ่มขึ้นของวันที่ 26 พ.ย.ก็ได้ถูกจองตั๋วแบบไป-กลับเต็มหมดทุกที่นั่งแล้ว"

อย่างไรก็ตาม นายราดา ได้กล่าวว่า เที่ยวบินจากนครหลวงเวียงจันทน์เพิ่มขึ้นยังคงมีที่นั่งเหลืออยู่ ส่วนตารางการบินปกติยังคงเหมือนเดิมไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลง ทั้งนี้เป็นรายงานของหนังสือพิมพ์เวียงจันทน์ไทม์

เมืองหลวงพระบางกำลังจะจัดงานเฉลิมฉลองครบรอบ 10 ปีเมืองมรดกโลกอย่างยิ่งใหญ่ ระหว่างวันที่ 25-28 พ.ย. นี้
โดย ผู้จัดการรายวัน 24 พฤศจิกายน 2548

เวียดนามแอร์ไลน์ปรับราคาโดยสารรับวันตรุษ

วียดนามเน็ต - เนื่องด้วยความต้องการเดินทางโดยสารเครื่องบินภายในประเทศมีเพิ่มสูงในช่วงงานเทศกาลปีใหม่เวียดนาม หรือ เต๊ต (Tet) ที่จะมาถึง สายการบินเวียดนามแอร์ไลน์เตรียมปรับลดราคาพร้อมเพิ่มเที่ยวบินรองรับความต้องการของชาวเวียดนาม

ตามที่นาย จิง ฮง กว่าง (Trinh Hong Quang) ผู้ดูแลรายการส่งเสริมเที่ยวบินของสายการบินเวียดนามแอร์ไลน์ กล่าวว่า ความต้องการเดินทางของเที่ยวบินภายในประเทศขณะนี้ เพิ่มขึ้น 15-20% เมื่อเทียบกับในปีที่ผ่านมา

เวียดนามแอร์ไลน์ ได้เพิ่มที่นั่งขึ้นอีก 50% ในเส้นทางหลัก จากกรุงฮานอย ไปยังนครโฮจิมินห์ และเส้นทางโฮจิมินห์ ไปยังเมืองด่าหนัง เป็น 3,500 ที่นั่ง ต่อวัน และอาจจะเพิ่มเที่ยวบินขึ้นอีก 20-30% หากความต้องการยังเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ

นายกว่าง ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ค่าโดยสารที่ถูกที่สุดสำหรับเส้นทาง ฮานอย-โฮจิมินห์ อยู่ที่ราคา 1.5 ล้านด่ง โดยเป็นค่าโดยสารไป-กลับ และต้องจองล่วงหน้าก่อนเดินทาง 14 วัน สำหรับผู้โดยสารที่ไม่ได้จองล่วงหน้า สามารถซื้อตั๋วไป-กลับ ในเส้นทางเดียวกันนี้ได้ในราคา 2 ล้านด่ง และราคาตั๋วโดยสารเที่ยวเดียว ราคา 1.1 ล้านด่ง

ส่วนราคาค่าโดยสารเส้นทาง โฮจิมินห์-ด่าหนัง เที่ยวเดียวราคา 600,000 ด่ง และ ค่าโดยสารไป-กลับ ราคา 1 ล้านด่ง

สำหรับผู้โดยสารที่กังวลใจในเรื่องความเป็นไปได้ในการจราจรทางอากาศว่าจะมีการติดขัดหรือล่าช้า เพราะจำนวนเที่ยวบินที่เพิ่มขึ้นมา นายกว่าง กล่าวว่า สายการบินเวียดนามแอร์ไลน์ ได้คิดป้องกันเหตุดังกล่าวแล้ว ซึ่งมั่นใจได้ว่าจะไม่กระทบกับเที่ยวบินปรกติของสายการบิน โดยเที่ยวบิน ฮานอย-โฮจิมินห์จะมีทั้งหมดประมาณ 55 เที่ยว ต่อวัน และถ้าผู้โดยสารท่านใดตกเครื่อง หรือพลาดเที่ยวบินนั้นไป สามารถรอขึ้นเครื่องเที่ยวต่อไป ที่จะมาต่อจากนั้นในเวลา 30-40 นาที

สำหรับเที่ยวบินระหว่างประเทศ นายกว่าง ระบุว่า เวียดนามแอร์ไลน์ ได้เพิ่มเที่ยวบินจากที่มีอยู่แล้วเป็น 2 เท่า จากประเทศเยอรมนี และรัสเซีย เพื่อให้เพียงพอกับความต้องการของชาวเวียดนามที่อาศัยอยู่ในต่างประเทศ ที่ต้องการเดินทางกลับมาเฉลิมฉลองงานเต๊ตร่วมกับครอบครัว ทั้งนี้เวียดนามแอร์ไลน์ยังได้เพิ่มเที่ยวบินจากออสเตรเลีย ด้วยเครื่องโบอิ้ง 777 อีกหนึ่งเส้นทางด้วย

โดย ผู้จัดการออนไลน์ 24 พฤศจิกายน 2548 14:05 น.

แควนตัสรับผู้โดยสารหลังสายการบินบาหลีล้ม

ซิดนีย์ - สายการบินแควนตัสเสนอรับชาวออสเตรเลียที่ติดค้างในบาหลีกลับบ้าน หลังสายการบินต้นทุนต่ำ แอร์ พาราไดซ์ ของบาหลี ล้มละลาย เพราะนักท่องเที่ยวขยาดเกาะบาหลีหลังเกิดการลอบวางระเบิดของกลุ่มหัวรุนแรงเมื่อเดือนที่แล้ว

เชื่อว่าชาวออสเตรเลียถึง 2,000 คน ติดค้างอยู่ในบาหลี หลังสายการบินแอร์ พาราไดซ์ ประกาศเมื่อวานนี้ขอระงับบริการทันที

นายคาเดก วิรัตนา นักธุรกิจบาหลี เจ้าของสายการบินพาราไดซ์ กล่าวว่านักท่องเที่ยวออสเตรเลีย ซึ่งเป็นตลาดใหญ่สุดของแอร์ พาราไดซ์ เกิดหวาดกลัวหลังมีการเผยแพร่วิดีโอมือระเบิดกดระเบิดในร้านอาหาร

สายการบินแห่งนี้เริ่มดำเนินการเดือนกพ. 2546

ด้านผู้บริหารศูนย์การบินพลเรือนเอเชีย แปซิฟิก กล่าวว่า แอร์ พาราไดซ์ ตกเป็นเหยื่อของการพึ่งพาตลาดเพียงแห่งเดียว

กรุงเทพธุรกิจ
24 พฤศจิกายน 2548 เวลา 18:01:02

November 23, 2005

สรุปสายการบินถูกยังขึ้น-ลงดอนเมือง

จากข่าวสด วันที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2548 ปีที่ 15 ฉบับที่ 5473 (กรอบบ่าย)
หน้า 9<

นายมหิดล จันทรางกูร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงคมนาคม เปิดเผยภายหลังเป็นประธานประชุมคณะกรรมการประสานงานให้คำปรึกษาและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับแนวทางการใช้ประโยชน์สนามบินกรุงเทพ

(ดอนเมือง) ว่า คณะกรรมการฯ ได้ข้อสรุปแนวทางการใช้ประโยชน์ดอนเมืองแล้ว โดยเสนอให้ยังคงใช้ดอนเมืองสำหรับกิจการบินทั่วไปต่อ เช่น กิจการบินสายการบินต้นทุนต่ำ เครื่องบินเช่าเหมาลำ เครื่องบินเล็ก รวมถึงเป็นศูนย์ซ่อมอากาศยานทั้งของบริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) บริษัท บางกอกแอร์เวย์ จำกัด และบริษัทเอกชนต่างๆ ที่ร่วมมือกับกองทัพอากาศ โดยจะใช้อาคารผู้โดยสารระหว่างประเทศอาคาร 1 เป็นหลัก หากสายการบินต้นทุนต่ำต้องการไปลงจอดที่สนามบินสุวรรณภูมิ ก็สามารถที่จะไปใช้ได้ โดยบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือทอท. จะเป็นผู้พิจารณา แต่เชื่อว่าสายการบินต้นทุนต่ำส่วนใหญ่จะใช้บริการลงจอดที่ดอนเมือ

สำหรับอาคารระหว่างประเทศอาคาร 2 เสนอให้ใช้เป็นสถานที่ดำเนินกิจกรรมเกี่ยวกับการพาณิชย์อื่นๆ สำหรับข้อเสนอทั้งหมดจะเสนอนายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล รมว.คมนาคม พิจารณาในวันที่ 23 พ.ย.

พีบีแอร์ถอยลดบินกรุงเทพฯ-นครศรีฯ

จากข่าวสด วันที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2548 ปีที่ 15 ฉบับที่ 5473 (กรอบบ่าย)

หน้า 8<


กัปตัน โยธิน ภมรมนตรี กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท พี บี แอร์ จำกัด ผู้ให้บริการสายการบินพี บี แอร์ เปิดเผยว่า ตั้งแต่วันที่ 15 พ.ย. ที่ผ่านมา ทางพี บี แอร์ ได้ตัดสินใจลดเที่ยวบินระหว่างกรุงเทพฯ-นครศรีธรรมราช ในช่วงเวลากลางวันทั้งหมด เหลือแต่เที่ยวบินเช้ามืด และตอนเย็น จากเดิมบินอยู่ 14 เที่ยวบินสัปดาห์ เหลือ 7 เที่ยวสัปดาห์ นอกจากนี้ยังลดขนาดเครื่องบินจากเดิมความจุที่ 164 ที่นั่ง เหลือความจุ 50 ที่นั่ง สาเหตุสำคัญของการลดเที่ยวบินเส้นทางดังกล่าวครั้งนี้ เนื่องจากสายการบินนกแอร์ ซึ่งเป็นสายการบินโลว์คอสต์ ของบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เข้ามาเปิดเส้นทางบินกรุงเทพฯ-นครศรีธรรมราช ขนาดความจุ 300 ที่นั่ง ในราคาค่าโดยสารเที่ยวเดียว 990 บาท ทำให้พี บี แอร์ ซึ่งกำหนดราคาค่าโดยสารเที่ยวเดียว 2,400 บาท ไม่สามารถแข่งขันได้

เร่งรถไฟฟ้าสายสีแดง เชื่อมต่อดอนเมือง-สุวรรณภูมิ

จาก แนวหน้า ปีที่ 26 ฉบับที่ 9009
วันพุธที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2548


นายมหิดล จันทรางกูร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงคมนาคม เปิดเผยภายหลังเป็น ประธานประชุมคณะกรรมการประสานงานให้คำปรึกษา และข้อเสนอแนะเกี่ยวกับแนวทางการ ใช้ประโยชน์ ท่าอากาศยานกรุงเทพ (ดอนเมือง)ว่า คณะกรรมการได้ข้อสรุปแนวทางการใช้ ประโยชน์ ท่าอากาศยานกรุงเทพ หลังการย้ายไปให้บริการที่ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิแล้ว ทั้งนี้ ได้เสนอให้ยังคงใช้ ท่าอากาศยานกรุงเทพ ใช้สำหรับกิจการบินทั่วไปต่อ เช่น กิจ การบินสายการบินต้นทุนต่ำ(โลว์คอสต์ แอร์ไลน์) เครื่องบินเช่าเหมาลำ เครื่องบินเล็ก รวม ถึงเป็นศูนย์ซ่อมอากาศยานทั้งของบริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) บริษัท บางกอกแอร์เวย์ส จำกัด และบริษัทเอกชนต่างๆ ที่ร่วมมือกับกองทัพอากาศ โดยจะใช้อาคารผู้โดยสารระหว่าง ประเทศอาคาร 1 เป็นหลัก
อย่างไรก็ตาม หากสายการบินต้นทุนต่ำต้องการไปลงจอดที่ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ก็สามารถไปให้บริการได้ โดยบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. จะเป็น ผู้พิจารณา แต่เชื่อว่าสายการบินต้นทุนต่ำส่วนใหญ่จะใช้บริการลงจอดที่ ท่าอากาศยานกรุงเทพ ต่อไป
ส่วนอาคารระหว่างประเทศอาคาร 2 เสนอให้ใช้เป็นสถานที่ดำเนินกิจกรรมเกี่ยวกับ การพาณิชย์อื่นๆ โดยที่ทอท. จะเป็นผู้พิจารณาคัดเลือกข้อเสนอของภาคเอกชนต่อไป
นอกจากนี้ จากการพิจารณาข้อมูลการศึกษา การเดินทางเชื่อมต่อกันระหว่าง ท่าอากาศ ยานกรุงเทพกับ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ โดยผู้โดยสารสายการบินต้นทุนต่ำจาก ท่าอากาศยาน กรุงเทพบางส่วนจะต้องไปขึ้นเครื่องต่อไปต่างประเทศ ที่ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ดังนั้นจำเป็น ต้องมีระบบคมนาคมเชื่อมต่อระหว่าง 2 สนามบินที่สะดวก จึงเห็นควรให้เร่งรัดการก่อสร้าง โครงการรถไฟฟ้าสายสีแดงของ การรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว เพื่อให้ทันใช้กับการเปิดให้บริการ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ตลอดจนต้องเร่งระบบถนนของ กรมทางหลวง ที่อยู่ระหว่างดำเนินการอยู่ให้แล้วเสร็จด้วย
โดยข้อเสนอทั้งหมดจะเสนอ นายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล รมว.คมนาคม พิจารณาใน วันที่ 23 พฤศจิกายน ก่อนจะได้นำเสนอเป็นวาระรับทราบของคณะกรรมการบริหารพัฒนาท่า อากาศยานสุวรรณภูมิ (กทภ.)ที่มีนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ซึ่งจะมีการประชุมในวันที่ 24 พฤศจิกายน 2548 ส่วนข้อเสนอของคณะกรรมการ จะถูกนำไปใช้หรือไม่เป็นเรื่องที่ กระ ทรวงคมนาคมจะพิจารณาต่อไป


บินไทยเล็งปรับ ค่าเซอร์ชาร์จ น้ำมันเชื้อเพลิง เพิ่มถี่ขึ้นในปี'49

จาก แนวหน้า ปีที่ 26 ฉบับที่ 9009
วันพุธที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2548


"วันชัย" ยืนยันการปรับขึ้นค่าเซอร์ชาร์จน้ำมันจะไม่กระทบผู้โดยสาร พร้อมเผยสเปก "ดีดี"” คนใหม่ ต้องการคนที่มีความสามารถบริหารองค์กรที่หลากหลายและประสานงานได้ดี
นายวันชัย ศารทูลทัต ปลัดกระทรวงคมนาคม ในฐานะประธานกรรมการ บริษัท การ บินไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ในปี 2549 การบินไทยจะปรับค่าเซอร์ชาร์จน้ำมันถี่ ขึ้น เนื่องจากในปี 2548 การบินไทยต้องรับภาระค่าน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นมากถึงร้อยละ 50 ดังนั้น จึงมีความจำเป็นที่ต้องปรับค่าเซอร์ชาร์จน้ำมันให้มีส่วนต่างน้อยลง แต่ยืนยันว่าจะไม่ ปรับขึ้นจนเต็มอัตราและจะไม่ให้มีผลกระทบต่อผู้โดยสาร
"ปัญหาราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น ยังมีผลกระทบต่อบริษัท การบินไทย ดังนั้น จึงได้สั่ง การให้การบินไทยปรับลดค่าใช้จ่าย และเพิ่มช่องทางหารายได้ โดยได้ออกเสียงตามสาย เพื่อบอกกับพนักงานถึงสถานะว่า พนักงานทุกคนต้องปรับตัวเพื่อรับกับการแข่งขันที่รุนแรงมาก ขึ้น" นายวันชัย กล่าว
ส่วนความคืบหน้าในการสรรหากรรมการผู้อำนวยการใหญ่ (ดีดี) คนใหม่ แทนนาย กนก อภิรดี ที่จะหมดวาระลงในเดือนเมษายน 2549 นั้น นายวันชัยกล่าวว่า ในวันที่ 28 พฤศจิกายนนี้ จะมีการประชุมคณะกรรมการกำหนดคุณสมบัติของดีดีคนใหม่ โดยยังคงยึดกรอบ ตามคุณสมบัติเดิม เปิดรับสมัครทั้งคนในและคนนอกที่มีความสามารถ โดยบุคคลที่จะมารับตำ แหน่งดีดีคนใหม่ ต้องมีความสามารถในการบริหารองค์กรที่มีภารกิจที่หลากหลาย มีความ สามารถในการประสานในองค์กรที่มีพนักงานมากถึง 20,000 คน โดยคณะกรรมการจะดู คุณสมบัติอย่างละเอียดมากขึ้น โดยจะพิจารณาจากผลงานที่ประสบความสำเร็จที่ผ่านมา ซึ่ง ต้องมีผลงานอย่างเป็นรูปธรรม โดยคาดว่าจะสามารถสรรหาดีดีคนใหม่ได้อย่างช้าในเดือน มีนาคม เพื่อให้ดีดีคนใหม่ได้มีเวลาศึกษางาน ก่อนที่จะเข้ารับตำแหน่งในเดือนเมษายน 2549
"ดีดีคนใหม่ต้องมีความหนักแน่น มีความสามารถในการบริหารองค์กรที่มีภารกิจหลาก หลาย และต้องเป็นเหมือนแม่เหล็กเพื่อดึงดูดแต่สิ่งที่ดีเข้าองค์กร"นายวันชัย กล่าว

หวั่นฟ้าป่วนลมวุ่น ‘เอ380’บินฝุ่นตลบ

จากโพสต์ทูเดย์ วันพุธที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2548

ปารีส/ดูไบ (เอเอฟพี/รอยเตอร์ส) — ชี้ “เอ380” อาจสร้างความโกลาหลให้กับการ จราจรทางอากาศเหนือสนามบิน เหตุเครื่องใหญ่ ทำอากาศปั่นป่วน บินลำอื่นต้องทิ้งระยะมากกว่าเดิม


เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน หนังสือพิมพ์วอลล์สตรีท เจอร์นัล ยุโรป รายงานอ้างเอกสารขององค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ไอซีเอโอ) ว่า “ซูเปอร์จัมโบ้ เอ380” ผลงานของแอร์บัส ผู้ผลิตยักษ์ใหญ่จาก ฝั่งยุโรป อาจสร้างความโกลาหลให้กับการจราจรในสนามบินนานาชาติทั่วโลก เนื่องจากเครื่องบินรุ่นอื่นๆ ที่เตรียมขึ้นบินหรือลงจอด ต้องรอให้ความปั่นป่วนของอากาศจากการบินของ เอ380 สงบลงเสียก่อน

รายงานของไอซีเอโอ ระบุว่า เครื่องบิน รุ่นอื่นอาจต้องเว้นระยะห่างเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า จากที่กำหนดไว้ตามปกติ หากต้องลงจอดและขึ้นบินต่อจากยักษ์ใหญ่อย่างเอ380 เนื่องจากมีความอันตรายมาก หากฝืนขึ้น บินในขณะที่ความปั่นป่วนของอากาศอยู่ในเกณฑ์สูง

ทั้งนี้ ระยะห่างระหว่างเครื่องบินรุ่นอื่นและเอ380 ขณะทำการลงจอดควรจะเพิ่มไปอยู่ที่ 10 นอติคอลไมล์ จากเดิมที่คำนวณไว้ที่เพียง 5 นอติคอลไมล์ ขณะที่ระยะห่างขณะบินบนท้องฟ้าควรจะอยู่ที่ 15 นอติคอลไมล์

การเว้นระยะห่างให้มากขึ้นดังกล่าวอาจสร้างความวุ่นวายให้กับตารางการบินของสายการบินต่างๆ โดยเฉพาะสนามบินที่มี ผู้โดยสารใช้บริการหนาแน่น เนื่องจากต้องเลื่อนเวลาการลงจอดและขึ้นบินออกไป

อย่างไรก็ดี วอลล์สตรีท เจอร์นัล ยังรายงานอ้างคำกล่าวของโฆษกสายการบินลุฟต์ฮันซ่า ของเยอรมนี ว่า ข้อควรระวัง ดังกล่าวของเครื่องเอ380 ก็ไม่ต่างจากเครื่องโบอิ้ง 747 เนื่องจากต้องเว้นระยะห่างเช่นเดียวกัน

ทั้งนี้ วอลล์สตรีท เจอร์นัลให้ความเห็นต่อเอกสารของไอซีเอโอว่า อาจส่งผลกระทบมหาศาลต่อยอดขายเอ380 ที่เตรียมส่งมอบให้ลูกค้าในปีหน้า และปัจจุบันสายการบินหลายรายให้ความสนใจ เพราะสามารถจุ ผู้โดยสารได้มากถึง 850 ที่นั่ง

วันเดียวกัน กุสตาฟ ฮัมเบิร์ต ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหาร (ซีอีโอ) ของแอร์บัส ให้สัมภาษณ์ในงานดูไบ แอร์ โชว์ 2005 ว่า เป้าหมายของแอร์บัสไม่ได้อยู่ที่การขับเคี่ยวแย่งชิงยอดขายกับโบอิ้ง คู่แข่งจากสหรัฐ ทว่า อยู่ที่การพัฒนาและผลิตเครื่องบินเพิ่มมากกว่า

ทั้งนี้ เห็นได้ชัดว่าในปัจจุบัน แอร์บัสทำยอดขายตามหลังโบอิ้งอยู่มาก โดยเฉพาะล่าสุดจากงานดูไบ แอร์ โชว์ ซึ่งโบอิ้งกำรายได้ไปแล้วราว 1.43 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 5.89 แสนล้านบาท) ขณะที่แอร์บัสมียอดสั่งซื้อเพียง 8.24 พันล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 3.39 แสนล้านบาท)

ซีอีโอแอร์บัส ระบุว่า เงินกว่า 1.42 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 5.85 แสนล้านบาท) ที่ทุ่มไปกับการพัฒนาเทคโนโลยีในเอ380 นั้นจะเป็นผลดีอย่างยิ่งกับ เอ350 ที่ส่งออกมาแข่งขันกับ 787 จากโบอิ้งโดยตรง

พีบีแอร์จวกนกแอร์ บี้ราคาทำขาดทุนยับ

จากโพสต์ทูเดย์ วันพุธที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2548

โพสต์ทูเดย์ — พิษโลว์คอร์สกระหน่ำพีบี แอร์ หลังนกแอร์หั่นราคาเส้นทางกรุงเทพฯ-นคร…ศรีธรรมราช เหลือไม่ถึงพันบาท ส่งผลต้อง หดเที่ยวบินลง 50% คาดทำขาดทุนเหยียบ 100 ล้านบาท ปีนี้


กัปตันโยธิน ภมรมนตรี กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ สายการบินพีบี แอร์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา สายการบินได้ปรับลดจำนวนเที่ยวบินเส้นทางไป-กลับ กรุงเทพฯ-นครศรีธรรมราช เหลือสัปดาห์ละ 7 เที่ยวบิน จากเดิมที่ให้บริการ 14 เที่ยวบิน เนื่องจากกรมการขนส่งทางอากาศ อนุญาตให้สายการบินนกแอร์เปิดให้บริการเส้นทางดังกล่าว และนกแอร์ได้ลดราคาตั๋วเหลือเพียง 990 บาท/ที่นั่ง/เที่ยว ขณะที่พีบีแอร์จำหน่ายตั๋วเที่ยวบินละ 2.4 พันบาท

การเปิดบริการของนกแอร์ ส่งผลให้เส้นทางนครศรีธรรมราชมีจำนวนที่นั่งเที่ยวบินมากเกินความต้องการของผู้โดยสารถึง 300 ที่นั่ง อีกทั้งการหั่นราคาดังกล่าวยังทำให้จำนวนผู้โดยสารต่อเที่ยวบินของพีบีแอร์ลดลงจากเดิมที่มีผู้โดยสารเฉลี่ยเที่ยวบินละ 100 คน เหลือเพียง 40-50 คน แต่พีบีแอร์ไม่สามารถปรับราคาลดลงได้ เพราะปัจจุบันอิงกับราคาต้นทุนความเป็นจริงในเรื่องของราคาน้ำมันเป็นหลัก หรือคิดเป็นค่าน้ำมัน 23 ล้านบาท/เดือน จึงไม่สามารถแข่งขันเรื่องของราคาได้

นอกจากนี้ ยังคาดว่าจากปัจจัยลบต่างๆ ที่เกิดขึ้น จะทำให้พีบีแอร์ประสบภาวะขาดทุนกว่า 100 ล้านบาท ในปีนี้ ซึ่งมากกว่าทุกปีที่ขาดทุนเฉลี่ยปีละ 60-70 ล้านบาท รวมถึงจะมีรายได้ ลดลง 3-4% จากรายได้รวมเฉลี่ย 600-700 ล้านบาท/ปี

ดังนั้น พีบีแอร์จึงหาทางออกด้วยการเปิดเส้นทางไป-กลับ กรุงเทพฯ-แม่ฮ่องสอน สัปดาห์ละ 3 เที่ยวบิน และเส้นทางกรุงเทพฯ-บุรีรัมย์ เพื่อให้ทั้งสองเส้นทางมาทดแทนรายได้ที่ขาดหายไป เบื้องต้นตั้งเป้ามีอัตราการใช้บริการจากผู้โดยสารทั้งสองเส้นทางที่ 70% ภายใต้กลยุทธ์การเน้นเปิดให้บริการเส้นทางรอง ที่ยังไม่มีสายการบินใดเปิดให้บริการ แต่ยังมีความต้องการของนักท่องเที่ยว



November 22, 2005

ยอดเที่ยวบินกระฉูด บวท.ฟันกำไร100ล.

จากโพสต์ทูเดย์ วันอังคารที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2548

โพสต์ทูเดย์ — วิทยุการบินฯ สรุปผลดำเนินงานปี 2548 มีปริมาณเที่ยวบินเพิ่มขึ้น 9.45% และบริการเกี่ยวเนื่องเติบโตอย่างรวดเร็ว จนคว้า 3 รางวัลระดับประเทศมาครอง


นายปรีติ เหตระกูล กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย (บวท.) เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานประจำปี 2548 บริษัทมีรายได้ทั้งสิ้น 3,852.95 ล้านบาท ส่วนค่าใช้จ่ายอยู่ที่ 3,733.77 ล้านบาท เมื่อหักลบรายได้กับรายจ่ายแล้ว ทำให้ปีนี้บริษัทมีรายได้สูงกว่า ค่าใช้จ่ายหรือมีกำไรจากการดำเนินงาน 119.18 ล้านบาท รายได้ที่เกิดขึ้นมาจากจำนวนเที่ยวบินที่มีถึง 337,235 เที่ยวบิน เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 9.45% ถือเป็นตัวเลขการเพิ่มขึ้นที่ค่อนข้างดีมาก

ปัจจัยที่ทำให้จำนวนเที่ยวบินเพิ่มมาจากการ ที่รัฐบาลมีนโยบายผลักดันการท่องเที่ยวหลากหลายรูปแบบ ประกอบกับมีการแข่งขันของสายการบินต้นทุนต่ำ ซึ่งมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี ช่วยให้การท่องเที่ยวในประเทศเติบโตขึ้นมาก

พร้อมกันนี้ บวท.ยังมีรายได้มาจากการให้บริการเกี่ยวเนื่อง และอื่นๆ จากการผลิต ติดตั้งอุปกรณ์เพื่อใช้ในธุรกิจการบิน แทนที่จะพึ่งพา รายได้หลักจากบริการที่มีอยู่เดิมเพียงอย่างเดียว

รวมไปถึงการบริการที่อยู่นอกเหนือจากธุรกิจการบินโดยตรง เช่น การจัดหาและติดตั้งอุปกรณ์สื่อสารให้กับหน่วยงานการบินภายในประเทศ การให้บริการอุปกรณ์ฝึกเจ้าหน้าที่ควบคุมจราจรทางอากาศแบบ 3 มิติ ให้กับหน่วยงานการบินต่างประเทศ การติดตั้งและปรับปรุงระบบวิทยุของสถานีเรดาร์ การปรับปรุงและขยายระบบสื่อสารด้วยความถี่วิทยุสูงมาก (Remote Control Air to Ground) ให้กับประเทศต่างๆ เป็นต้น

นายปรีติ กล่าวด้วยว่า ในปีงบประมาณ 2548 บวท.ยังได้รับคัดเลือกให้รับรางวัลอันทรงเกียรติ 3 รางวัล ได้แก่ รางวัลรัฐวิสาหกิจดีเด่นประจำปี 2548 ประเภทรัฐวิสาหกิจที่มีการบริหารจัดการองค์กรดีเด่น ซึ่งเป็น 1 ใน 5 รัฐวิสาหกิจของ ประเทศที่ได้รับรางวัลนี้ ทำให้บริษัทมีความมั่นใจในการดำเนินงานมากยิ่งขึ้น

รวมทั้งการได้รับคัดเลือกจากกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ให้รับรางวัล “องค์กรที่ทำคุณประโยชน์ต่อเยาวชนสาขากีฬาและนันทนาการ” จากโครงการวิทยุการบินฯ มินิวอลเลย์บอล ชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จ พระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ซึ่งเป็นหน่วยงานเดียวของประเทศที่ได้รับรางวัลใน ปีนี้ และการได้รับคัดเลือกให้เป็นสถานประกอบ การดีเด่นด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงาน ประจำปี 2548 ระดับจังหวัด จากหน่วยงานรัฐวิสาหกิจที่เข้า ประกวดทั้งสิ้น 173 หน่วยงาน

รางวัลต่างๆ ที่ได้มาทั้งหมดนี้ช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับการทำงานขององค์กร ทำให้ได้รับความไว้วางใจและความน่าเชื่อถือจากผู้ใช้บริการมากยิ่งขึ้น

บินไทยตั้งบริษัททัวร์ทำเงิน บุกตลาดทั้งในและต่างประเทศแบบครบวงจร

จากแนวหน้า ปีที่ 26 ฉบับที่ 9008
วันอังคารที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2548


การบินไทยเตรียมตั้งบริษัทลูกบริหาร 4 สนามบิน จิตตะกอง กระบี่ สุราษฎร์ฯ และชุมพร พร้อมตั้งบริษัททำทัวร์"รอยัล ออคิด ฮอลิเดย์"เจาะลูกค้าโดยตรง หวังลดบทบาทเอเจนซี่ รวมทั้งทำครัวไทยในต่างประเทศ ขยายบริการด้านอาหารให้สายการบินอื่นๆ
นายวันชัย ศารทูลทัต ปลัดกระทรวงคมนาคม ในฐานะประธานกรรมการ บริษัท การบินไทย จำกัด(มหาชน)เปิดเผยว่า การบินไทยมีนโยบายชัดเจนที่จะให้หน่วยงานที่จัดตั้ง ขึ้นใหม่อยู่ในลักษณะบริษัทลูก โดยแยกออกจากบริษัท การบินไทย อย่างชัดเจน เพื่อให้การ บริหารมีความคล่องตัวและเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โดยกิจการที่ตั้งขึ้นใหม่คือการตั้ง บริษัทลูกขึ้นมาดูแลและบริหารสนามบินจิตตะกอง ประเทศพม่า และขยายการดูแลไปยัง ท่าอากาศยานเฉพาะจุดที่การบินไทยบิน ที่กรมการขนส่งทางอากาศเป็นผู้รับผิดชอบ เช่น สนามบินกระบี่ สุราษฎร์ธานี และกำลังศึกษาความเป็นไปได้ที่สนามบินชุมพร โดยการบินไทย จะเข้าไปดูแลการบริหารจัดการและขั้นตอนการบำรุงรักษา ซึ่งจากการหารือกับอธิบดีกรม การขนส่งทางอากาศก็ได้รับการตอบรับที่ดี และมั่นใจว่าจะสามารถบริหารงานได้ตามที่ตั้ง เป้าหมายไว้
นอกจากนี้ การบินไทยจะตั้งบริษัทลูกขึ้นดูแลทัวร์ท่องเที่ยว(รอยัล ออคิด ฮอลิเดย์) โดยจะมีการตั้งเอเจนซี่ขึ้นมาเสริม เพื่อรุกการทำตลาดทั้งในและนอกประเทศให้มากขึ้น เพราะที่ผ่านมาการบินไทยอำนวยความสะดวกและให้บริการทุกขั้นตอน ทั้งการขายตั๋ว เช็คอินให้ผู้โดยสาร แต่อยู่ในลักษณะทำงานเบื้องหลังมากกว่า ดังนั้น จึงต้องปรับเปลี่ยน การทำงานให้มีระบบการตลาดที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยตั้งเป้าหมายที่จะจัดทัวร์แบบ ครบวงจร
นายวันชัย กล่าวด้วยว่า การบินไทยจะตั้งบริษัทในเครือเข้ามาดำเนินโครงการ ครัวไทย เพราะเป็นธุรกิจที่ได้รับการยอมรับทั้งคุณภาพ ปริมาณ และบริการอยู่แล้ว โดย บริษัทครัวไทยจะใช้แบรนด์ของการบินไทย เพื่อผลิตอาหารไทยขายให้กับสายการบินต่างชาติ และลงทุนร้านอาหารไทยในต่างประเทศเพื่อให้การทำธุรกิจของการบินไทยครบวงจรมากขึ้น
"การบินไทยจะอยู่นิ่งไม่ได้ จะต้องมีการปรับตัวเพื่อให้แข่งขันกับคู่แข่งในธุรกิจ โดย การจัดตั้งบริษัทลูกของการบินไทยในหลายด้าน เพื่อให้เกิดความคล่องตัวในการบริหารงาน โดยพนักงานที่จะเข้ามาอยู่ในบริษัทในเครือจะรับเข้ามาใหม่ทั้งหมด โดยไม่แยกพนักงานเดิม ที่มีอยู่แล้วออกมา”"นายวันชัย กล่าว
ขณะเดียวกันการบินไทยได้เปิดเส้นทางใหม่กรุงเทพ-มอสโก โดยมีงานเลี้ยงรับรอง แนะนำจุดบินใหม่ดังกล่าวมีขึ้นที่พิพิธภัณฑ์เลนินกรุงมอสโก สหพันธรัฐรัสเซีย เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ตามเวลาท้องถิ่น ภายในงานได้มีการผสมผสานศิลปะนาฏศิลป์ไทย กับการแสดงบัลเลต์ของรัสเซีย ซึ่งสร้างความประทับใจให้กับแขกชาวรัสเซีย และชาวไทย ที่มาร่วมงานกว่า 500 คน รวมทั้ง Anastasia Welcheheva ดาราบัลเลต์ชาวรัสเซีย ชื่อดังที่มาร่วมสร้างสีสันในงาน
โดยนายวสิงห์ กิตติกุล รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ฝ่ายการพาณิชย์ บริษัทการ บินไทยกล่าวว่าการเปิดเส้นทางบินตรงครั้งนี้ เป็นการรองรับความต้องการเดินทางของ ผู้ประกอบการด้านธุรกิจการค้าและการท่องเที่ยว รวมทั้งผู้ประกอบการด้านการจัด นิทรรศการและการประชุมต่างๆของทั้งสองประเทศ ซึ่งในปี 2547 ที่ผ่านมา มีชาวรัสเซีย เดินทางเข้ามาในประเทศไทยจำนวน 115,064 คน เพิ่มขึ้น 40% เมื่อเปรียบเทียบกับ ปีก่อนหน้านี้ ซึ่งคนรัสเซียมีกำลังซื้อสูง และเป็นตลาดใหญ่ ดังนั้น จึงมีโอกาสที่จะขยายการ เดินทางไปสู่ภูมิภาค เช่น ฮ่องกง สิงคโปร์ มาเลเซีย และอินโดจีน
นอกจากนี้จากการเปิดเส้นทางไป-กลับกรุงเทพฯ -มอสโก ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน ที่ผ่านมาโดยทำการบิน 3 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ ทุกวันอังคาร พฤหัสบดีและเสาร์ พบว่ามี จำนวนผู้โดยสาร 60-65% ของจำนวนที่นั่งซึ่งคาดว่าจะเพิ่มมากขึ้นโดยเฉพาะในช่วงเดือน เมษายน-กันยายน ปี 2549 การบินไทยจะมาบุกตลาดพร้อมกับผู้ประกอบการด้านโรงแรม อีกครั้งในงานแสดงนิทรรศการครั้งใหญ่ของยุโรป เพื่อดึงนักท่องเที่ยวและนักธุรกิจรัสเซีย ที่มีศักยภาพหากจำนวนนักท่องเที่ยวมากขึ้น การบินไทยก็มีแผนที่จะเปลี่ยนเครื่องบินจาก เครื่องบินแบบเอ็ม 11 มาเป็นเครื่องบิน แอร์บัส 340-600 แทนเพราะคนรัสเซียนิยม นั่งเฟิร์สคลาส และบิซิเนส คลาส
นายวสิงห์ กล่าวด้วยว่า ในปี 2549 การบินไทยเตรียมเปิดเส้นทางบินกรุงเทพฯ - โยฮันเนสเบิร์ก - แอฟริกาใต้ และกรุงเทพฯ - เคนยา รวมทั้งขยายเส้นทางการบินใน ยุโรปที่มีศักยภาพ เช่น ฝรั่งเศส เยอรมนี และประเทศในแถบสแกนดิเนเวีย

November 21, 2005

สาวฝรั่งเศสขึ้นศาลจิงโจ้ หลังพยายามเปิดประตูเครื่องบินกลางเวหา

ผู้จัดการออนไลน์ 21 พฤศจิกายน 2548 15:46 น.

เอเอฟพี - ผู้หญิงชาวฝรั่งเศสคนหนึ่งซึ่งมีภาวะกลัวการบิน และมีประวัติเรื่องการเดินละเมอนั้น ได้ไปขึ้นศาลแห่งหนึ่งในออสเตรเลียวันนี้(21) หลังจากที่เธอพยายามจะเปิดประตูของเครื่องบินไอพ่นลำหนึ่ง ระหว่างที่กำลังทำการบิน เพื่อที่เธอจะไปจุดบุหรี่สูบ

โดยซาดรีน เอแลน เซลลีย์ส นักท่องเที่ยววัย 34 ปี ได้ทานยานอนหลับและดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ก่อนที่จะขึ้นเครื่องบินของสายการบินคาเธย์แปซิฟิกเพื่อเดินทางจากฮ่องกงไปยังเมืองบริสเบน ประเทศออสเตรเลีย

จากนั้น ในขณะที่เครื่องบินกำลังทำการบินอยู่นั้น เธอก็เดินตรงไปที่ประตูทางออกฉุกเฉินของเครื่องบิน พร้อมกับบุหรี่ที่ยังไม่ได้จุดหนึ่งมวนและไฟแช็ก ก่อนที่พนักงานต้อนรับบนเครื่องบินคนหนึ่งจะหยุดเธอเอาไว้ได้ทัน ระหว่างที่เธอกำลังพยายามเปิดประตู

ด้าน เซลลีย์สนั้นถูกจับกุมตัวและถูกตั้งข้อหา เมื่อเครื่องบินลงจอดในเมืองบริสเบน

ขณะที่ เฮเลน ชิลตัน ทนายความของเธอระบุว่า ลูกความของเธอนั้นกลัวการบิน เมาสุรา และยังทานยานอนหลับเข้าไปก่อนที่จะขึ้นเครื่อง พร้อมกันนั้น ชิลตันยังกล่าวว่า เซลลีย์ซึ่งมีประวัติการเดินละเมอนั้น ไม่สามารถจดจำเหตุการณ์ดังกล่าวได้

ทั้งนี้ เซลลีย์สถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานที่อาจจะทำให้เกิดอันตรายขึ้นต่อความปลอดภัยของเครื่องบิน โดยศาลตัดสินให้รอลงอาญาเป็นเวลา 1 ปี และปรับเป็นเงิน 1,000 เหรียญออสเตรเลีย (ประมาณ 30,000 บาท)

บินไทยเล็งตั้งบริษัทลูกบริหารสนามบิน-ทัวร์-ครัวไทย

ผู้จัดการออนไลน์ 21 พฤศจิกายน 2548 15:29 น.


การบินไทยเตรียมตั้งบริษัทลูกรับผิดชอบบริหารงานใน 4 สนามบินที่อยู่ในความรับผิดชอบของกรมการขนส่งทางอากาศ และตั้งบริษัททำทัวร์ “รอยัล ออคิด ฮอลิเดย์” เจาะลูกค้าโดยตรง หวังลดบทบาทเอเจนซี่ รวมทั้งทำครัวไทยในต่างประเทศ หวังขยายบริการด้านอาหารให้สายการบินอื่นๆ เพื่อให้การดำเนินธุรกิจเป็นไปอย่างครบวงจร

นายวันชัย ศารทูลทัต ปลัดกระทรวงคมนาคม ในฐานะประธานกรรมการ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า การบินไทยมีนโยบายชัดเจนที่จะให้หน่วยงานที่จัดตั้งขึ้นใหม่อยู่ในลักษณะบริษัทลูก โดยแยกออกจากบริษัท การบินไทย อย่างชัดเจน เพื่อให้การบริหารมีความคล่องตัวและเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โดยกิจการที่ตั้งขึ้นใหม่คือการตั้งบริษัทลูกขึ้นมาดูแลและบริหารสนามบินจิตตะกอง ประเทศพม่า และขยายการดูแลไปยังท่าอากาศยานเฉพาะจุดที่การบินไทยบิน ที่กรมการขนส่งทางอากาศเป็นผู้รับผิดชอบ เช่น สนามบินกระบี่ สุราษฎ์ธานี และกำลังศึกษาความเป็นไปได้ที่สนามบินชุมพร โดยการบินไทยจะเข้าไปดูแลการบริหารจัดการและขั้นตอนการบำรุงรักษา ซึ่งจากการหารือกับอธิบดีกรมการขนส่งทางอากาศก็ได้รับการตอบรับที่ดี และมั่นใจว่าจะสามารถบริหารงานได้ตามที่ตั้งเป้าหมายไว้

นอกจากนี้ การบินไทยจะตั้งบริษัทลูกขึ้นดูแลทัวร์ท่องเที่ยว (รอยัล ออคิด ฮอลิเดย์) โดยจะมีการตั้งเอเจนซี่ขึ้นมาเสริม เพื่อรุกการทำตลาดทั้งในและนอกประเทศให้มากขึ้น เพราะที่ผ่านมาการบินไทยอำนวยความสะดวกและให้บริการทุกขั้นตอน ทั้งการขายตั๋ว เช็คอินให้ผู้โดยสาร แต่อยู่ในลักษณะทำงานเบื้องหลังมากกว่า ดังนั้น จึงต้องปรับเปลี่ยนการทำงานให้มีระบบการตลาดที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยตั้งเป้าหมายที่จะจัดทัวร์แบบครบวงจร

นายวันชัย กล่าวด้วยว่า การบินไทยจะตั้งบริษัทในเครือเข้ามาดำเนินโครงการครัวไทย เพราะเป็นธุรกิจที่ได้รับการยอมรับทั้งคุณภาพ ปริมาณ และบริการอยู่แล้ว โดยบริษัทครัวไทยจะใช้แบรนด์ของการบินไทย เพื่อผลิตอาหารไทยขายให้กับสายการบินต่างชาติ และลงทุนร้านอาหารไทยในต่างประเทศ เพื่อให้การทำธุรกิจของการบินไทยครบวงจรมากขึ้น

“การบินไทยจะอยู่นิ่งไม่ได้ จะต้องมีการปรับตัวเพื่อให้แข่งขันกับคู่แข่งในธุรกิจ โดยการจัดตั้งบริษัทลูกของการบินไทยในหลายด้าน เพื่อให้เกิดความคล่องตัวในการบริหารงาน โดยพนักงานที่จะเข้ามาอยู่ในบริษัทในเครือจะรับเข้ามาใหม่ทั้งหมด โดยไม่แยกพนักงานเดิมที่มีอยู่แล้วออกมา” นายวันชัย กล่าว



การบินไทยรุกเส้นทางบินตรงกรุงเทพฯ - มอสโก

จาก สำนักข่าวเนชั่น Breaking News วันจันทร์ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2548 13:54 น.

การบินไทย เปิดเส้นทางบินตรง กรุงเทพฯ - มอสโก สหพันธรัฐรัสเซีย เที่ยวบินปฐมฤกษ์ เพื่อรองรับการเดินทางของนักธุรกิจ และนักท่องเที่ยวรัสเซีย ที่หนีสภาพอากาศหนาวมาเที่ยวเมืองไทย ปีละกว่า 100,000 คน พร้อมจัดกิจกรรมการตลาดช่วงซัมเมอร์ปีหน้า เพื่อบุกตลาดรัสเซียอีกรอบ และเตรียมเปิดจุดบินใหม่ กรุงเทพฯ - โยฮันเนสเบิร์ก กรุงเทพฯ - เคนยา ปี 2549

นายวสิงห์ กิตติกุล รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ฝ่ายการพาณิชย์ บริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงการเปิดจุดบินใหม่เส้นทางกรุงเทพฯ -มอสโก-กรุงเทพฯ ว่า เป็นครั้งแรกที่การบินไทยเปิดเส้นทางบินตรงกรุงเทพฯ - มอสโก ซึ่งในงานเลี้ยงรับรองแนะนำจุดบินใหม่ดังกล่าวที่พิพิธภัณฑ์เลนิน กรุงมอสโก สหพันธรัฐรัสเซีย เมื่อวันที่ 17 พ.ย. ที่ผ่านมา ตามเวลาท้องถิ่น ได้มีการผสมผสานศิลปะนาฏศิลป์ไทย กับการแสดงบัลเลต์ของรัสเซีย ซึ่งสร้างความประทับใจให้กับแขกชาวรัสเซีย และชาวไทยที่มาร่วมงานกว่า 500 คน รวมทั้ง Anastasia Welcheheva ดาราบัลเลต์ชาวรัสเซียชื่อดังที่มาร่วมสร้างสีสันในงาน

นายวสิงห์ กล่าวว่า การเปิดเส้นทางบินตรงครั้งนี้ เป็นการรองรับความต้องการเดินทางของผู้ประกอบการด้านธุรกิจการค้าและการท่องเที่ยว รวมทั้งผู้ประกอบการด้านการจัดนิทรรศการและการประชุมต่าง ๆ ของทั้งสองประเทศ ซึ่งในปี 2547 ที่ผ่านมา มีชาวรัสเซียเดินทางเข้ามาในประเทศไทยจำนวน 115,064 คน เพิ่มขึ้นร้อยละ 40 เมื่อเปรียบเทียบกับปีก่อนหน้านี้ ซึ่งคนรัสเซียมีกำลังซื้อสูง และเป็นตลาดใหญ่ ดังนั้น จึงมีโอกาสที่จะขยายการเดินทางไปสู่ภูมิภาค เช่น ฮ่องกง สิงคโปร์ มาเลเซีย และอินโดจีน

นอกจากนี้ จากการเปิดเส้นทางไป-กลับกรุงเทพฯ - มอสโก ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา โดยทำการบิน 3 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ ทุกวันอังคาร พฤหัสบดี และเสาร์ พบว่ามีจำนวนผู้โดยสารร้อยละ 60 - 65 ของจำนวนที่นั่ง ซึ่งคาดว่าจำนวนผู้โดยสารจะเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงเดือนเมษายน - กันยายน ปี 2549 การบินไทยจะมาบุกตลาดพร้อมกับผู้ประกอบการด้านโรงแรมอีกครั้ง ในงานแสดงนิทรรศการครั้งใหญ่ของยุโรป เพื่อดึงนักท่องเที่ยวและนักธุรกิจรัสเซียที่มีศักยภาพ ซึ่งหากจำนวนนักท่องเที่ยวมากขึ้น การบินไทยก็มีแผนที่จะเปลี่ยนเครื่องบินจากเครื่องบินแบบเอ็ม 11 มาเป็นเครื่องบิน แอร์บัส 340-600 แทน เพราะคนรัสเซียนิยมนั่งเฟิร์สคลาส และบิซิเนส คลาส

นายวสิงห์ กล่าวด้วยว่า ในปี 2549 การบินไทยเตรียมเปิดเส้นทางบินกรุงเทพฯ - โยฮันเนสเบิร์ก - แอฟริกาใต้ และกรุงเทพฯ - เคนยา รวมทั้งขยายเส้นทางการบินในยุโรปที่มีศักยภาพ เช่น ฝรั่งเศส เยอรมนี และประเทศในแถบสแกนดิเนเวีย

ฝันไทยศูนย์ฝึกบินเอเชีย คมนาคมเล็งพื้นที่จ.ขอนแก่นเป็นสถานที่อบรม

จาก แนวหน้า ปีที่ 26 ฉบับที่ 9007
วันจันทร์ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2548

นายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล รมว.คมนาคม เปิดเผยว่า ขณะนี้ กระทรวงคมนาคม ได้มีนโยบายที่จะผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์ฝึกการบินแห่งใหม่ในภูมิภาคเอเชียเพื่อเพิ่มขีดความ สามารถของนักบินไทย และสามารถรองรับนักบินจากหลายประเทศที่จะเข้ามาใช้บริการ ศูนย์ฝึกการบินของไทยเพิ่มมากขึ้น
โดยล่าสุด สถาบันการบินพลเรือน (สบพ.)ได้จัดทำสรุปผลการประชุมระหว่างผู้บริ หาร สบพ. หน่วยงานภาครัฐ และเอกชนที่เกี่ยวข้อง ถึงแนวทางโครงการจัดตั้งศูนย์ฝึกการ บินแห่งที่ 2 ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งตนได้เห็นชอบโดยหลักการ อย่างไรก็ตามได้ มอบหมายให้ สบพ. ไปจัดทำรายละเอียดโครงการทั้งหมด ในเบื้องต้นคาดว่าศูนย์ฝึกการ บินดังกล่าวจะจัดตั้งขึ้นที่จ.ขอนแก่น เนื่องจาก มีศักยภาพทางภูมิศาสตร์ที่เหมาะสมสำหรับ การฝึกบิน และตั้งอยู่ใกล้กับท่าอากาศยานจังหวัดต่างๆ เช่น จ.ร้อยเอ็ด และ จ.บุรีรัมย์
"ปัจจุบันไทยมีศูนย์ฝึกการบินแล้วหนึ่งแห่ง อยู่ที่จ.ประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งสามารถรอง รับการฝึกบินได้เพียง 70-90 คนต่อปี แต่ขณะที่งบประมาณที่ได้รับการอนุมัติในปี 2549 สบพ.จะต้องฝึกนักบินให้ได้จำนวน 150-270 คน ทำให้จำเป็นต้องดำเนินการจัดสร้างศูนย์ ฝึกการบินแห่งที่ 2 ขึ้น เพื่อให้สามารถรองรับการฝึกบินได้เพิ่มขึ้น โดยได้ตั้งเป้าหมายว่า ภายในปี 2550 ไทยจะสามารถผลิตนักบินที่มีความสามารถและเป็นที่ยอมรับในระดับสากล ได้ถึง 200-250 คน โดยในเฟสแรก จะใช้อาคารท่าอากาศยานขอนแก่นอาคารเดิมที่ไม่ ได้ใช้ประโยชน์ มาปรับปรุงเป็นห้องเรียน และสำนักงานของ ศูนย์ฝึกการบินแห่งที่2 ซึ่ง คาดว่าจะเริ่มฝึกนักบินรุ่นใหม่ได้ราวเดือนมีนาคม 2549 นี้"นายพงษ์ศักดิ์ กล่าว และว่า
นอกเหนือจากเป้าหมายการเพิ่มขีดความสามารถของนักบินไทย กระทรวงคมนาคม มีแผนที่ชัดเจนในการผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางการฝึกบินของประเทศต่างๆ เนื่องจาก เมื่อสำรวจภาวะตลาดอุตสาหกรรมการบิน เห็นว่า ยังคงมีอัตราการเติบโตขึ้นอย่างต่อ เนื่อง ในขณะที่บางประเทศยังมีอุปสรรคในการสร้างศูนย์ฝึกการบิน ก็จะสามารถจัดส่งนัก บินเข้ามาใช้บริการฝึกหัดการบินของไทยได้

โบอิ้งฉวยออเดอร์‘737’70ลำรวด

จากโพสต์ทูเดย์ วันจันทร์ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2548

ปักกิ่ง/ดูไบ (เอเอฟพี) — โบอิ้ง-จีน เซ็นสัญญาซื้อขาย “737” ทีเดียว 70 ลำ และมีแผนซื้อเพิ่มให้ครบ 150 ขณะที่เอมิเรตส์ยืนยันออเดอร์ “777” 42 ลำ ดันยอดขายโบอิ้งทะยานแซงหน้าแอร์บัส ไปอีกก้าว


เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน โบอิ้ง ผู้ผลิต เครื่องบินรายใหญ่ของสหรัฐ เปิดเผยว่า ได้เซ็นสัญญาซื้อขายเครื่องบินรุ่น 737 มูลค่าทั้งสิ้นราว 4 พันล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.64 แสนล้านบาท) กับตัวแทนรัฐบาลจีน ในโอกาสที่ประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิลยู บุช ของสหรัฐ เดินทางเยือนกรุงปักกิ่งเพื่อพบปะกับประธานาธิบดีหูจิ่นเทาของจีน

จอร์จ หลิว โฆษกของโบอิ้งในจีน เผยว่า จะสามารถส่งมอบเครื่องรุ่น 737-700 และ 737-800 ทั้งหมดให้แก่สายการบินทั้ง 8 แห่งของรัฐบาลจีนได้ภายในปี 2549-2551 โดยคาดว่า ในปี 2551 จีนจะเซ็นสัญญาสั่งซื้อเครื่องโบอิ้งเพิ่มอีก 80 ลำ

สายการบินทั้ง 8 แห่งของจีนที่จะได้ใช้ เครื่องบินใหม่ดังกล่าว ประกอบด้วย แอร์ ไชนา, ไชนา เซาธ์เทิร์น แอร์ไลน์ส, ไชนา อีสเทิร์น แอร์ไลน์ส, เซี่ยงไฮ้ แอร์ไลน์ส, เซียะเหมิน แอร์ไลน์ส, ซานตง แอร์ไลน์ส, ไห่หนาน แอร์ไลน์ส และเสิ่นเจิ้น แอร์ไลน์ส

ยอดสั่งซื้อจากจีนส่งผลให้โบอิ้งครองส่วนแบ่งตลาดจีนแซงหน้าแอร์บัส คู่แข่งจากฝั่งยุโรป ไปแบบไม่เห็นฝุ่น โดยโบอิ้งจะครองส่วนแบ่งตลาดจีนที่ 62% ขณะที่แอร์บัสมีเพียง 28% แม้ว่าเมื่อเดือนกรกฎาคม แอร์บัสได้ออเดอร์ เอ330 จำนวน 20 ลำ มูลค่า 3.1 พันล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.27 แสนล้านบาท) จากแอร์ ไชนา และ เอ330 จำนวน 10 ลำ มูลค่า 1.5 พันล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 6.17 หมื่นล้านบาท) จากไชนา เซาธ์เทิร์น แอร์ไลน์ส เมื่อเดือนกันยายนก็ตาม

ทั้งนี้ ตลาดการบินจีนถือเป็นตลาดใหญ่ที่เติบโตสูงสุดในปัจจุบัน โดยคาดว่า ภายใน 20 ปีนี้ จีนต้องการซื้อเครื่องบินใหม่อีกกว่า 2,600 ลำ มูลค่าราว 2.13 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 8.76 ล้านล้านบาท)

วันเดียวกัน ชีค อาห์หมัด บิน ซาเอ็ด อัล- มักทัม ประธานกรรมการสายการบินเอมิเรตส์ จากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เผยระหว่างพิธีเปิดงานดูไบ แอร์ โชว์ ว่า ได้สั่งซื้อเครื่องบินโบอิ้ง 777 จำนวนทั้งสิ้น 42 ลำ ซึ่ง 8 ลำในจำนวนนี้เป็นเครื่องบินคาร์โก้ มูลค่ารวมกันทั้งสิ้น 9.7 พันล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 3.99 แสนล้านบาท) เพื่อรองรับตลาดการบินของสหรัฐเอมิเรตส์ ซึ่งปัจจุบันเติบโตสูงพอๆ กับจีน โดย โบอิ้ง 777 สามารถตอบสนองความต้องการของเส้นทางบินระยะไกลได้เป็นอย่างดี

ทั้งนี้ เอมิเรตส์ ได้สั่งซื้อซูเปอร์จัมโบ้ เอ380 จากแอร์บัสไปแล้ว 45 ลำ ซึ่งคาดว่าจะได้รับมอบภายในปี 2550 โดยแผนการสั่งซื้อเครื่องบินใหม่จำนวนมากของเอมิเรตส์เป็นไปตามเป้าหมายที่จะผลักดันให้ดูไบกลายเป็นฮับการบินของภูมิภาคเอเชีย ออสเตรเลีย และแอฟริกา




November 20, 2005

โบอิ้งลงนามขายเครื่องบินให้จีน70ลำกว่าแสนล้านบาท

จากกรุงเทพธุรกิจ 20 พฤศจิกายน 2548 11:28 น.

บริษัทโบอิ้ง ผู้ผลิตอากาศยานชั้นนำของโลก ลงนามข้อตกลงขายเครื่องบินโบอิ้ง 737 จำนวน 70 เครื่อง ให้แก่จีน รวมมูลค่า 4,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว160,000 ล้านบาท

นายจอร์จ หลิว โฆษกบริษัทโบอิ้ง ไชน่า กล่าวว่า โบอิ้งจะส่งมอบเครื่องบินพาณิชย์รุ่น 737-700 และ 737-800 ในปี 2549-2551 ข้อตกลงล่าสุดนี้เป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงส่งมอบเครื่องบินรุ่น 737 รวม 150 เครื่อง ให้แก่จีน ซึ่งในจำนวนนี้ 80 เครื่อง ที่จะส่งมอบหลังปี 2551 ยังไม่สรุปข้อตกลง

การลงนามของโบอิ้งกับจีนเรื่องการส่งมอบเครื่องบินพาณิชย์ 737 เกิดขึ้นในระหว่างที่ประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุช เดินทางเยือนจีนอย่างเป็นทางการ.


November 19, 2005

'โบอิ้ง' เปิดศึก 'แอร์บัส' ชิงบันทึกสถิติโลกกินเนสส์ บุ๊ก

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 2063 20 พ.ย. - 23 พ.ย. 2548


การสร้างจุดขายของ "ความเป็นที่สุดของโลก" ดูเหมือนกลยุทธนี้จะถูกนำมาใช้ขยายผลในธุรกิจขนส่งทางอากาศอย่างเห็นภาพได้ชัดเจน ณ ขณะนี้ เมื่อ 2 บริษัทยักษ์ใหญ่ผู้ผลิตเครื่องบินของโลก อย่าง แอร์บัส ของค่ายยุโรป และ โบอิ้ง ของพี่เบิ้มมะกัน ที่ผลัดกันชิงไหวชิงพริบพัฒนาเครื่องบินรุ่นใหม่ๆออกมาแต่ละรุ่น ล้วนมีเอกลักษณ์ของความเป็นที่สุดของโลกทั้งสิ้น

แอร์บัสเอ 380 นวัตกรรม


สุดไฮ-เทคโลกการบิน

ไม่ว่าจะเป็นบิ๊กไซด์ ของนกยักษ์ ในรุ่น แอร์บัสเอ 380 นวัตกรรมใหม่ที่พลิกโฉมธุรกิจการบินโลกในศตวรรษที่ 21 ตัดหน้าเครื่องโบอิ้ง 747 แชมป์เก่า ด้วยการชิงจุดขายเครื่องบินที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก มีขนาด 2 ชั้น จนกินเนสส์ บุค ออฟ เรคคอร์ด ต้องบันทึกสถิติไว้แล้ว ซึ่งเครื่องบินรุ่นนี้สามารถจุผู้โดยสารได้มากถึง 555 คน สำหรับการจัดประเภทที่นั่งโดยสาร 3 ระดับอย่างปัจจุบัน คือ ชั้นเฟริสคลาส ชั้นธุรกิจและชั้นประหยัด แต่ถ้าจะจัดที่นั่งเฉพาะชั้นประหยัดอย่างเดียวจะจุผู้โดยสารได้มากถึง 800 คน


ทั้งนี้เครื่องบินรุ่นนี้ จะออกมาอวดโฉมใช้งานเชิงพาณิชย์ได้ในช่วงปลายปี 2549 โดยมีสิงคโปร์ แอร์ไลน์ส จะนำมาเปิดตลาดเป็นสายการบินแรก จากยอดการสั่งซื้อที่มีเข้ามาแล้วจำนวน 16 สายการบินสั่งออร์เดอร์เครื่องแอร์บัส 380 รวมกันแล้วมากถึง 159 ลำ ประกอบกับในระยะ3 ปีนี้ ยอดขายโดยรวมของแอร์บัส ก็ได้แซงหน้าโบอิ้งไปแล้ว และจากข้อมูลของสื่อยักษ์ใหญ่อย่างรอยเตอร์ และจากทั้ง 2 บริษัทผู้ผลิตเครื่องบิน ก็คาดการณ์กันว่าในปีนี้ แอร์บัสจะขายเครื่องบินได้ 360 ลำ และโบอิ้งจะขายได้ 320 ลำ


เมื่อเสียเหลี่ยมกันขนาดนี้มีหรือโบอิ้งจะยอม ดังนั้นนอกจากโบอิ้งและรัฐบาลสหรัฐ จะเรียกร้องให้รัฐบาลของประเทศต่างๆในยุโรป ได้แก่ ฝรั่งเศส เยอรมัน อังกฤษ และสเปน ยุติเงินอุดหนุนที่เรียกว่า Launch Aid เพื่อให้แอร์บัสพัฒนาเครื่องบิน หลังจาก 3 ทศวรรษที่ผ่านมา มีการอุดหนุนเงินไปแล้วกว่า 17 พันล้านดอลล่าร์สหรัฐ รวมถึงการพัฒนาเครื่องแอร์บัส 380 ที่กว่าจะผลิตออกมาได้ ก็ได้รับเงินอุดหนุนในส่วนนี้ไปแล้วกว่า 3.2 พันล้านดอลล่าร์สหรัฐ โดยทางสหรัฐได้อ้างต่อองค์การการค้าโลก(WTO)ว่าขัดต่อนโยบายการค้าและการแข่งขันเสรี ที่ตอนนี้ก็ยังมีข้อพิพาทกันอยู่

โบอิ้ง 777-200 LR WorldLiner


เครื่องบินที่บินได้ไกลที่สุดในโลก

ขณะเดียวกันค่ายโบอิ้ง ยังเดินหน้าสร้างสถิติโลกใหม่ ในการสร้างประวัติศาสตร์ให้แก่อุตสาหกรรมการบินของโลก ด้วยการผลิตเครื่องรุ่นใหม่ โบอิ้ง 777-200 LR WorldLiner ซึ่งเป็นรุ่นที่ 5 ของตระกูล777 ที่แม้จะเป็นเครื่องที่มีความจุผู้โดยสารได้ 301 คน แต่มีจุดขายตรงที่เป็นเครื่องบินที่บินได้ไกลที่สุดในโลก โดยสามารถบินรวดเดียวได้ไกลถึง 21,601 กิโลเมตร(11,664 ไมล์ทะเล) หรือบินได้ไกลกว่าครึ่งรอบโลก โดยไม่ต้องแวะเติมน้ำมัน


ด้วยการบินทดสอบไปแล้วเมื่อคืนวันที่ 9 พ.ย.48 จากสนามบินฮ่องกง เวลาท้องถิ่น 22.30 น.บินตรงสู่ตะวันออก ข้ามมหาสมุทรแปซิฟิกตอนเหนือ ทวีปอเมริกาเหนือ ข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกตอนเหนือ เพื่อแลนดิ้งยังสนามบินฮีธโรว์ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ในวันที่ 10 พ.ย.48 เวลากรีนนิช 13.30 น. ใช้เวลาบิน 22 ชั่วโมง 42 นาที แถมในวันที่เครื่องรุ่นนี้แตะรันเวย์ ก็มีการรับมอบประกาศนียบัตรสถิติโลกกินเนสส์ไปแล้วเช่นกัน


โดยกว่าจะพัฒนาให้โบอิ้ง777-200 LR WorldLiner กลายเป็นเครื่องบินพิสัยบินไกลที่สุดในโลก ณ ขณะนี้ได้ เขาก็มีการทำลายสถิติเครื่องรุ่นต่างๆของโบอิ้งเอง ที่ถือว่าเป็นจุดเด่นอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็น เครื่องโบอิ้ง 747-400 ที่เคยครองแชมป์บินไกลมาเมื่อปี 2532 บินจากลอนดอนไปซิดนีย์ ด้วยระยะทาง 17,039 กิโลเมตร(9,200 ไมล์ทะเล) และเครื่องโบอิ้งรุ่น 777-200 ER ที่เคยครองแชมป์บินไกล มาเมื่อปี 2540 ที่บินจากซีแอตเติลไปกัวลาลัมเปอร์ ด้วยระยะทาง 20,044 กิโลเมตร(10,823 ไมล์ทะเล) และทางโบอิ้งยังเชื่อว่าเครื่องรุ่นใหม่เอี่ยมอย่างโบอิ้ง 777-200 LR WorldLiner น่าจะสร้างสถิติใหม่นี้ไว้ได้อีกนาน เนื่องจากเป็นเครื่องบินที่มีพิกัดน้ำหนักเบากว่าเดิมอีกต่างหาก ส่วนใครที่รอชมโฉมเครื่องบำนี้ก็ต้องรอต้นปี 2549 เพราะสายการบินปากีสถานอินเตอร์เนชั่นแนลแอร์ไลน์ส จะเป็นสายการบินแรกที่นำเครื่องรุ่นนี้มาใช้

November 17, 2005

สิงคโปร์-A380ย้ำ"ชางยี"ฮับเอเชีย ปูเทรนด์ตลาดบินตรงข้ามทวีป

จากประชาชติธุรกิจ วันที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2548 ปีที่ 29 ฉบับที่ 3741 (2941) หน้า 40


3 พันธมิตร "สิงคโปร์แอร์ไลน์ส-แอร์บัส-สนามบินชางยี" กอดคอสร้างเมกะโปรเจ็กต์ "ฮับเอเชีย" นำ A380 เครื่องบินยักษ์เทียบเท่าเรือเดินสมุทรร่อนลงจอดพิสูจน์ศักยภาพผู้นำแห่งแรกของเอเชีย ที่พร้อมรับเทรนด์ตลาดการบินโลก "เที่ยวบินตรง" ข้ามทวีปมาแรง ประเทศที่ต้องการขึ้นชั้นเวิรลด์คลาสต้องแท็กทีมการลงทุนพลิกธุรกิจทั้งระบบ "แอร์บัส" การันตีอีก 10 ปีจะมีคลัสเตอร์ฮับเพียง 25 แห่ง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พันธมิตรการบินยักษ์ใหญ่ของโลก ได้แก่ บริษัท แอร์บัส จำกัด สิงคโปร์ แอร์ไลน์ส และสถาบันท่าอากาศยานสนามบินนานา ชาติชางยี ผนึกความร่วมมือในยุทธศาสตร์การรักษาสิงคโปร์เป็นศูนย์กลางการขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศแห่งเอเชีย (Asia Aviation hub)

ชางยีได้แอร์บัส A380 เจ้าฮับเอเชีย

จากโครงการที่สิงคโปร์ลงทุนปรับสิ่งอำนวยความสะดวกและขยายอาคารผู้โดยสาร 3 ภายในสนามบินชางยี มูลค่ารวมกว่า 60,000 ล้านบาท รองรับเครื่องบินนวัตกรรมล่าสุดในวงการบิน แอร์บัส A380 ขนาดบรรทุกมากที่สุดในโลก 555 ที่นั่ง/ลำ โดยบริษัท แอร์บัส จำกัด เลือกใช้ชางยีเป็นสนามบินแรกในประวัติศาสตร์เอเชีย นำเครื่องบินรุ่นดังกล่าวมาทำแผนทดสอบความพร้อมการบริการขึ้น-ลง พร้อมวางระบบระบายผู้โดยสารออกจากสนามบิน สร้างความฮือฮาไปทั่วโลกตั้งแต่ 12 พฤศจิกายน 2548

จอห์น ลีทย์ รองประธานฝ่ายปฏิบัติการลูกค้า บริษัท แอร์บัส จำกัด เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า A380 เป็นเครื่องบินเรือธงของแอร์บัสในศตวรรษที่ 21 ที่มีลูกค้า 16 สายการบิน ยอดสั่งซื้อขณะนี้ 159 ลำ เป็นเครื่องบินพาณิชย์ 137 ลำ เครื่องบินขนส่งสินค้า (freighter/cargo) 22 ลำ ในทวีปเอเชียซึ่งคาดว่าจะมีอัตราการขยายตัวทางการเดินทางสูงสุด

แต่สนามบินนานาชาติที่พร้อมจะรองรับ A380 ในเอเชียขณะนี้ชางยีถือได้ว่ามีศักยภาพเป็นผู้นำระดับเวิรลด์คลาส จากการลงทุนเพิ่มสิ่งอำนวยความสะดวกทางวิ่ง (runways) ทางขับ ท่าเทียบเครื่องบินจากตัวเครื่องเข้าสู่สนามบิน และการวางโปรแกรมบริหารจัดการระบายผู้โดยสารจากเครื่องบินที่มีขนาดเท่าเรือเดินสมุทรบรรทุกผู้โดยสารได้แต่ละเที่ยวมากถึง 555 คน ออกจากเครื่องได้อย่างมีประสิทธิภาพ

จอห์นยืนยันว่าภายในปี 2549 หลังจากแอร์บัส A380 เครื่องบินสองชั้นลำแรกจะลำเลียงเข้าประจำฝูงบินสิงคโปร์ แอร์ไลน์ส ตั้งแต่ไตรมาสที่สองเป็นต้นไป โดยมีสนามบินทั่วโลกรองรับเครื่องรุ่นนี้ได้ประมาณ 23 แห่งเท่านั้น ขณะนี้แต่ละประเทศเริ่มลงทุนสร้างความพร้อมจากนี้ไปอีก 5 ปี พ.ศ.2553 จึงจะมีถึง 60 สนามบินให้บริการครบ

"ต้องยอมรับว่าชางยีเป็นสนามบินแห่งแรกของโลกที่มีระบบสะพานเทียบเครื่อง (aerobridge) ขนาดใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลก มีประตูทางเข้าออกที่สมบูรณ์ มีระบบสายพานกระเป๋า โปรแกรมอัตโนมัติการควบคุมเครื่องบินจากภาคพื้นเข้าสู่ท่าอากาศยาน ช่วงเริ่มต้นการเปิดก็นำร่องลงทุนไปกว่า 2,400 ล้านบาท (60 ล้านเหรียญสหรัฐ) ขยายความกว้างรันเวย์ขนาด 60 เมตร แท็กซี่เวย์กว้าง 30 เมตร ออกแบบสะพานเทียบในรุ่นต่อไปให้มีขนาดใหญ่ที่สุด สร้างระบบป้องกันภัย และอุปกรณ์ภาคพื้น อย่างสมบูรณ์"

นายจอห์นระบุว่า โครงสร้างของสนามบินชางยี สิงคโปร์ ขณะนี้ได้รับรายงานว่าอาคารระหว่างประเทศ 1 สามารถรับ A380 ได้ถึง 5 ลำ และ อาคารระหว่างประเทศ 3 ซึ่งจะแล้วเสร็จภายในปี 2549 จะรับได้อีก 8 ลำ

"แอร์ไลน์-แอร์พอร์ต" ต้องผนึกทีม

แอร์บัสยืนยันว่าการลงทุนของสิงคโปร์ครั้งนี้ ถือได้ว่าเป็นเมกะโปรเจ็กต์ที่มีความสำคัญต่อภาวะผู้นำทางเศรษฐกิจและการขนส่งระหว่างประเทศเชื่อมเครือข่ายทวีปเอเชียกับ 5 ทวีปทั่วโลก อีกทั้งปัจจัยที่สายการบินลูกค้าจะได้รับประโยชน์โดยตรงในการตัดสินใจเลือกซื้อมาให้บริการมีมาก 6 ส่วน

คือ จะประหยัดค่าใช้จ่ายในการทำปฏิบัติการบินได้ถูกที่สุดในโลกอีก 20% สามารถบรรทุกผู้โดยสารได้มากกว่าเครื่องบินปกติ (B747-400) อีก 35% สร้างโอกาสทางการลงทุนโดยใช้ต้นทุนต่อที่นั่งลดลง 15% ใช้น้ำมันการบินน้อยลงอีก 12% ระบบเสียงช่วยดูแลสิ่งแวดล้อมในแต่ละสนามบินและชุมชนให้ดำรงชีวิตอยู่อย่างมีความสุข และสามารถสร้างผลตอบแทนทางการลงทุนได้สูงกว่าเครื่องทั่วไปในสถานการณ์ที่โลกกำลังวิตกต่อภาวะค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นทุกวัน

แอร์บัสได้พยากรณ์เทรนด์ตลาดในอุตสาห กรรมการบินอนาคตว่าตั้งแต่ปี 2549 เป็นต้นไป แต่ละประเทศจะต้องผนึกองค์กรหลัก คือ สายการบินแห่งชาติ (national carrier) สนามบินนานาชาติของประเทศ (international airport) และพันธมิตรในอุตสาหกรรมต้องปรับยุทธศาสตร์ และกลยุทธ์ เพื่อช่วงชิงส่วนแบ่งรายได้จากตลาดการบิน

ส่วน ประเทศใดจะขยายธุรกิจได้มากน้อยขนาดไหนขึ้นอยู่กับวิสัยทัศน์ของรัฐบาล และความพร้อมของผู้ประกอบการในประเทศนั้นๆ

เพราะความต้องการของผู้ใช้ในเส้นทางบินระยะไกลข้ามทวีปเติบโตและมีปริมาณจราจรทางอากาศเพิ่มสูงกว่าเส้นทางบินอื่น ประเทศที่ต้องการสร้างจุดขายในการ key hub เพื่อเพิ่มส่วนแบ่งตลาดรายได้จากการบินจะต้องเตรียมตัวให้พร้อมตั้งแต่ตอนนี้ นับวันการแข่งขันจะยิ่งรุนแรงขึ้นตามลำดับ เนื่องจากประเมินสถานการณ์แล้วพบว่าแต่ละวันสนามบินทั่วโลก 200 แห่ง จะมีเครื่องบินขนาดใหญ่ไปขึ้น-ลงวันละไม่ต่ำกว่า 3,400 เที่ยว แต่จะมีสนามบินคลัสเตอร์เชื่อมต่อเที่ยวบินและเครือข่ายบริการได้เพียง 25 แห่งเท่านั้น

ชี้อนาคตเที่ยวบินข้ามโลกมาแรง

ปัจจุบันยุทธศาสตร์การผลิตเครื่องบินจึงต้องมุ่งเรื่องการลดน้ำหนักให้สอดคล้องกับปริมาณการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง ส่วนประเทศที่ต้องการยกระดับเป็นสนามบินหลักของโลกก็ต้องปรับกลยุทธ์ โดยสร้างสิ่งแวดล้อมให้เหมาะสม ขณะนี้ที่พิสูจน์ได้มีความเป็นเวิรลด์คลาสในเอเชีย ก็มีสิงคโปร์ ฮ่องกง ซิดนีย์ โตเกียว

ส่วนสายการบินแห่งชาติจะต้องเร่งพัฒนาตนเอง หากตั้งเป้าจะเป็นสายการบินหลักของโลก (major world"s airlines) ครองตลาดเส้นทางบินระยะไกลข้ามทวีปซึ่งจะโตเร็วมาก สามารถระบุได้เลยว่าเส้นทางที่จะห้ำหั่นการตลาดกันถึงพริกถึงขิงก็มี ดูไบ-ลอนดอน ซิดนีย์-ลอสแองเจลิส, โตเกียว-สหรัฐอเมริกา (ชายฝั่งตะวันตก)

สำหรับภาพรวมขณะนี้ที่น่าจับตาว่าภายในปี 2549 จะมีสนามบินหลักๆ ของโลกที่ทุ่มเทลงทุนเพื่อแสดงศักยภาพความเป็นเจ้าตลาดรองรับเครื่องบินขนาดใหญ่ที่สุดของโลกได้ ที่เห็นได้ชัดคือ ในสหรัฐอเมริกา สนามบินเจเอฟเค ใช้เงินอีกกว่า 8,000 ล้านบาท ขยายพื้นที่และอุปกรณ์การบิน สนามบินซานฟรานซิสโก ออกแบบสนามบินใหม่เตรียมรับเที่ยวบิน 50 nonstop flight ที่จะกระจายเครือข่ายเที่ยวบินไปยังเมืองปลายทาง 27 แห่ง ส่วนในอังกฤษ สนามบินฮีทโรว์ ลอนดอน ทุ่มทุนเพิ่มพื้นที่โดยประเมินว่าภายในปี 2559 จะมีสายการบินจากทั่วโลกนำเครื่อง A380 ไปขึ้น-ลง ไม่ต่ำกว่า 60,000 เที่ยว/ปี

แอร์พอร์ตโหมลงทุนเพิ่ม 5 โครงการ

นอกจากนี้แต่ละสนามบินยังปรับแผนยกเครื่องการลงทุนใหม่เพิ่มอีก 5 ส่วนหลัก ได้แก่ 1)สร้างประตูเทียบเครื่องบินเป็น 2 ชั้น maindeck และ lowdeck 2)สร้างระบบบริการภาคพื้นเชื่อมเข้ากับพื้นที่ในลานบิน 3)บูรณาการจุดเชื่อมต่อภายในสนามบินทั้งระบบ 4)ปรับระบบให้บริการส่งอาหารขึ้นเครื่องบิน และ 5)เพิ่ม tow tractor

อย่างไรก็ตาม ในวงการอุตสาหกรรมการบินกล่าวถึงว่าเมื่อเปรียบเทียบสนามบินนานาชาติชางยี สิงคโปร์ กับสุวรรณภูมิ (หนองงูเห่า) ของไทยแล้ว ยังไม่มั่นใจว่าจะเปิดใช้อย่างเป็นทางการภายในมิถุนายน 2549 นั้น จะมีความเป็นไปได้ และแนวโน้มที่ไทยจะเป็นศูนย์กลางการบินเอเชียก็ยังไม่มีสิ่งพิสูจน์ได้อย่างชัดเจนโดยเฉพาะกลยุทธ์การรับเทรนด์ตลาดเครื่องบินขนาดใหญ่


แคนาดาเผย เครื่องบินแอร์ฟรานซ์ที่ประสบเหตุในโตรอนโตไม่มีปัญหาทางเทคนิค

ผู้จัดการออนไลน์ 16 พฤศจิกายน 2548 23:34 น.


เจ้าหน้าที่สอบสวนของแคนาดาเปิดเผยว่า ทางเจ้าหน้าที่ไม่พบสิ่งผิดปกติในระบบเครื่องยนต์ของเครื่องบินเจ็ตของสายการบินแอร์ฟรานซ์ เที่ยวบิน 358 ที่ประสบเหตุที่สนามบินโตรอนโต เมื่อเดือนสิงหาคม

โดยหลังจากที่เครื่องบินแอร์บัส 340 ของสายการบินแอร์ฟรานซ์ไถลออกนอกรันเวย์ ที่สนามบินโตรอนโตเมื่อวันที่ 2 สิงหาคม จนเครื่องเกิดเพลิงลุกไหม้ขึ้น บรรดาผู้โดยสารทั้ง 297 คน และลูกเรือ 12 คนนั้นสามารถหนีรอดออกมาได้ทั้งหมด แม้ว่าจะได้รับบาดเจ็บหนักก็ตาม



November 16, 2005

16 แอร์ไลน์เปิดศึกเชิงเจ้าเวหา 'แอร์บัส A 380'

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 2062 17 พ.ย. - 19 พ.ย. 2548

ใกล้เข้ามาทุกทีสำหรับการเปิดให้บริการของเครื่องบินพาณิชย์ลำใหญ่ที่สุดในโลกในขณะนี้ ของผู้ผลิตเครื่องบินยักษ์ใหญ่จากยุโรป อย่างแอร์บัส ซึ่งเป็นนวัตกรรมใหม่ที่พลิกโฉมธุรกิจการบินโลกในศตวรรษที่ 21 หลังจากนกเหล็กรุ่นเอ 380 ได้ถูกนำเสนอโครงการนี้มาตั้งแต่เดือนธ.ค.43 จนมีการผลิตขึ้นมาจากความร่วมมือของหลายประเทศ โดยปีกของเครื่องสร้างที่ประเทศอังกฤษ ครีบหางสร้างในสเปน ส่วนลำตัวของเครื่องสร้างในเยอรมันและฝรั่งเศส เพื่อนำส่วนประกอบเหล่านี้เข้ามาประกอบ ณ เมืองตูลูส ประเทศฝรั่งเศส และเริ่มมีการบินทดสอบครั้งแรกเมื่อวันที่ 27 เม.ย.48 จากท่าอากาศยานเมืองตูลูซ


ทั้งนี้ในจำนวนเครื่องบินแอร์บัส เอ 380 กว่า 5 ลำ ที่อยู่ภายใต้โครงการทดสอบ ซึ่งแต่ละลำจะต้องผ่านการทดสอบเที่ยวบินที่มีมากกว่า 2,500 ชั่วโมงบิน และล่าสุดก็ถึงเวลาสร้างปรากฏการณ์ใหม่ด้วยการเดินสาย บินไปเยือนเมืองต่างๆทั้งในทวีปยุโรป เอเชียแปซิฟิกและตะวันออกกลาง เพื่อทำการทดสอบสนามบินต่างๆ เพื่อสำรวจความพร้อมของสนามบินในการรองรับเครื่องบินรุ่นดังกล่าว เพื่อเตรียมความพร้อมสู่การประกาศรับรองสมรรถภาพการบินครั้งสุดท้ายในปีหน้านี้

++วัดความพร้อมสนามบินทั่วโลก


โดยนอกจากการบินทดสอบ ณ กรุงแฟรงค์เฟิร์ท ประเทศเยอรมนี แล้ว การทะยานของนกยักษ์สู่นอกทวีปยุโรป ที่กำลังอยู่ในระหว่างการบินทดสอบอยู่ในขณะนี้ก็น่าจับตามองไม่น้อย ซึ่งสนามบินที่อยู่ในโปรแกรมการบินทดสอบของแอร์บัส ได้แก่ สนามบินชางงี ประเทศสิงคโปร์ ซึ่งก็ได้มีการบินทดสอบไปแล้วเมื่อวันที่ 11 พ.ย.48 ซึ่งการทดสอบความพร้อมของสนามบินชางงีไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะสิงคโปร์ แอร์ไลน์ส ถือเป็นลูกค้ารายแรกที่แอร์บัสจะส่งมอบเครื่องแอร์บัส เอ 380 ให้สายการบินนำไปใช้บริการเชิงพาณิชย์ได้ในปลายปี49 ถึงแม้ว่าจะล่าช้ากว่ากำหนดไปราว 6 เดือนก็ตาม จนแอร์บัสต้องมีการจ่ายเงินชดเชยค่าเสียหายที่เกิดขึ้นซึ่งยังไม่สามารถบอกได้ว่าเป็นจำนวนเท่าไหร่ จากราคาขายเครื่องบินที่จะตกลำละ 285 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ


อีกทั้งเพื่อรองรับการส่งมอบเครื่องบินรุ่นดังกล่าว ก่อนหน้านี้สนามบินชางงี ก็ได้ลงทุนไปกว่า 68 ล้านเหรียญสิงคโปร์ เพื่อปรับปรุงโครงสร้างของสนามบิน ซึ่งจะต้องมีการขยายสะพานเทียบเครื่องบินให้รองรับความยาวของปีกแอร์บัส เอ 380 มีความยาวถึง 79.8 เมตร ที่มีความยาวกว่าปีกของเครื่องบินโบอิ้ง รุ่น B 747-400 ที่เคยเป็นที่หนึ่งของความใหญ่โตของเครื่องบินในอดีต มีความยาวเพียง 64.4 เมตรเท่านั้น


นอกจากนี้แอร์บัสเอ 380 ยังมีแผนบินไปเยือนอีกหลายเมือง ไม่ว่าจะเป็นกรุงกัวลาลัมเปอร์ กรุงซิดนีย์ เมืองเมลเบิร์น และเมืองบริสเบน ซึ่งก็ล้วนแต่เป็นประเทศที่สายการบินแห่งชาติของประเทศเหล่านี้ ทำการสั่งซื้อเครื่องบินรุ่นนี้ทั้งสิ้น และตบท้ายด้วยการไปร่วมจัดแสดงเครื่องบิน ในงาน ดูไบ แอร์โชว์ ณ กรุงดูไบ ในช่วงครึ่งเดือนหลังของเดือนพ.ย.นี้ สำหรับในส่วนของประเทศไทย การบินไทยก็ได้มีการสั่งซื้อเครื่องบินรุ่นดังกล่าวเช่นกัน แต่โปรแกรมการส่งมอบก็เป็นช่วงหลังสนามบินสุวรรณภูมิเปิดให้บริการ

++ 16 แอร์ไลน์ส ออร์เดอร์นกยักษ์


ดังนั้นภาพการแข่งขันของธุรกิจสายการบินของโลก นับจากปีหน้านี้ไป คงหนีไม่พ้นการที่สายการบินจะหยิบจุดขายของเครื่องแอร์บัส A 380 มาใช้ในการทำตลาด โดยจนถึงปัจจุบันมีสายการบินกว่า 16 สายการบินสั่งซื้อเครื่องบินรุ่นนี้รวมกันแล้วมากถึง 159 ลำ(ตารางประกอบ) ซึ่งก็ถือว่าเป็นการเริ่มต้นที่ดี เพื่อนำไปสู่เป้าหมายที่แอร์บัส ตั้งเป้ายอดขายเครื่องรุ่นนี้ไว้ว่าจนถึงปี 2566 จะมียอดขายจากทั่วโลก 1,650 ลำ มีมูลค่ายอดขายกว่า 416,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็นจำนวนร้อยละ 22 ของตลาดเครื่องบินโดยรวม


โดยศักยภาพของเครื่องบินจะมีความแตกต่างจากเครื่องบินทั่วไปในหลายจุด ไม่ว่าจะเป็นขนาดของเครื่องบินที่ใหญ่ที่สุดในโลก รองรับผู้โดยสารได้ 555 คน สำหรับการจัดประเภทที่นั่งโดยสาร 3 ระดับอย่างปัจจุบัน คือ ชั้นเฟริสคลาส ชั้นธุรกิจและชั้นประหยัด แต่ถ้าจะจัดที่นั่งเฉพาะชั้นประหยัดอย่างเดียวจะจุผู้โดยสารได้มากถึง 800 คน สามารถบินได้ไกล 15,000 กิโลเมตรโดยไม่ต้องหยุดแวะพัก และสายการบินต่างๆสามารถเลือกได้ว่าในการติดตั้งเครื่องยนต์ จะเลือกใช้เครื่องยนต์ยี่ห้อ โรลรอยซ์ เทรน 900 หรือเครื่องยนต์จีพี 7200 ที่เป็นการร่วมลงทุนระหว่างเจนเนอร์รัล อีเลคทริค และPratt&Whitney ซึ่งเครื่องบินรุ่นนี้จะมี 4 เครื่องยนต์

++เปิดจุดขายแอร์บัส 380


อย่างไรก็ตามไม่เพียงแต่ความใหญ่โตของเครื่องบินที่มีขนาดสูงเท่าตึก 7 ชั้นเท่านั้น คุณสมบัติของห้องผู้โดยสาร ก็แตกต่างจากเครื่องบินรุ่นอื่นๆตรงที่ขนาดกว้างขวางโอ่โถง มีพื้นที่ใช้สอยมากกว่า ที่สามารถเนรมิตบริการต่างๆบนเครื่องบินได้ เพราะมีพื้นที่ห้องผู้โดยสารเพิ่มขึ้นมากกว่า 50% ขณะที่ที่นั่งของผู้โโยสารเพิ่มขึ้น 35% ทำให้มีเนื้อที่ส่วนบุคคลเพิ่มขึ้น ซึ่งการดีไซน์บรรยากาศภายในเครื่องบินก็ต้องแล้วแต่ความต้องการของแต่ละสายการบิน


อีกทั้งแอร์บัส ยังอ้างว่าถึงการคำนวณค่าใช้จ่ายต่อผู้โดยสาร 1 คนเปรียบเทียบกับโบอิ้ง 747 คู่แข่งแล้ว จะประหยัดค่าใช้จ่ายได้มากกว่าร้อยละ 20 ในขณะที่จุดคุ้มทุนต่อหนึ่งเที่ยวบินของเอ380 อยู่ที่อัตราการบรรทุกผู้โดยสารที่ 58% ส่วนโบอิ้งจะต้องมีผู้โดยสารไม่น้อยกว่า70% จึงจะคุ้มทุน จุดนี้ต่างหากที่สายการบินต่างๆยอมทุ่มเงินกว่า 286 ล้านดอลล่าร์สหรัฐเพื่อเป็นเจ้าของนกยักษ์นี้ โดยสายการบินต่างๆมีเป้าหมายที่จะนำนกยักษ์นี้มาใช้บินในจุดบินที่มีปริมาณผู้โดยสารใช้บริการหนาแน่น เพราะเทียบแล้วจะประหยัดต้นทุนค่าใช้จ่ายได้มากกว่าการทำการบินขึ้น-ลงหลายครั้ง


ประกอบกับในเมืองชั้นนำของโลกสิทธิการบินที่มีอยู่เมื่อเทียบกับการรองรับของสนามบินก็มีจำกัด ดังนั้นการนำเครื่องใหญ่มาให้บริการย่อมง่ายกว่าการเจรจาของสิทธิการบินเพิ่มนั่นเอง ซึ่งแนวคิดการพัฒนาเครื่องบินขนาดใหญ่นี้ถือว่าสวนทางกับการพัฒนาเครื่องบินของโบอิ้งอย่างสุดขั่ว ที่ไม่เน้นสร้างเครื่องบินขนาดใหญ่ เพราะมองว่าถ้ามีผู้โดยสารเพิ่ม การเพิ่มจำนวนเที่ยวบินเข้าไปจะง่ายกว่า ซึ่งก็คงต้องจับตาดูกันต่อไปค่ายไหนจะฟันธงได้ตรงความแนวโน้มของต้องการของตลาดที่เกิดขึ้นจริง แต่ที่แน่ๆภาพที่เห็นในขณะนี้คือการเพิ่มงบลงทุนของสนามบินต่างๆเพื่อรองรับเครื่องแอร์บัส เอ380 ซึ่งกลายเป็นจุดสำคัญในการชิงความเป็นฮับของสนามบินชั้นนำของโลกไปเสียแล้ว

ดึง3แอร์ไลน์เข้ากลุ่ม'วันเวิล์ด' ขยายเครือข่ายเพิ่ม686จุดบิน

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 2062 17 พ.ย. - 19 พ.ย. 2548

วันเวิล์ด ดึง 3 แอร์ไลน์สเข้ากลุ่มพันธมิตร ขยายจุดหมายปลายทางครอบคลุม 686จุดบินทั่วโลก ขณะที่พี่ใหญ่อย่างคาเธ่ย์ แปซิฟิก ผุด3 แพ็คเกจกระตุ้นยอดขาย และเล็งเปิด 4 จุดบินใหม่


นายยงยุทธ ลุจินตานนท์ ผู้จัดการฝ่ายขายและการตลาด ประจำประเทศไทยและพม่า สายการบินคาเธ่ย์ แปซิฟิค เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า ขณะนี้ทางสายการบินพันธมิตรในกลุ่มวันเวิล์ด ได้สมาชิกใหม่เข้ามาร่วมกลุ่มเพิ่มอีก 1 สายการบิน คือ เจแปน แอร์ไลน์ จากประเทศญี่ปุ่น และในปีหน้าจะมีอีก 2 สายการบินเข้ามาเป็นพันธมิตรใหม่ ได้แก่ สายการบินจอร์แดนเนียน จากตะวันออกกลาง และสายการบินHurgary’s Malev จากยุโรปตะวันออก


ส่งผลให้ปีหน้าวันเวิล์ดมีเครือข่ายการบินมุ่งสู่จุดหมายปลายทางรวมกันถึง 686 แห่งทั่วโลกใน 140 ประเทศ และมีบริการเที่ยวบินรวมแล้วมากกว่า 8พันเที่ยวบินต่อวัน เพิ่มขึ้นจากเครือข่ายการบินปัจจุบันที่วันเวิล์ดมีสมาชิกทั้งสิ้น 8 สายการบิน ประกอบด้วย แอร์ ลิงก์กัส , อเมริกัน แอร์ไลน์ , บริติช แอร์เวย์ , ฟินน์แอร์ , ไอบีเรีย , แลนชิลี , แควนตัส , คาเธ่ย์ แปซิฟิก


รวมทั้งกลุ่มวันเวิล์ดยังมีแผนส่งเสริมการขายร่วมกัน โดยจะพยายามหันมาให้ความสำคัญกับการจัดรายการส่งเสริมการขายในรูปของแพ็คเกจและโปรโมชั่นต่างๆ เพื่อดึงดูดลูกค้าให้หันมาเลือกใช้บริการของสายการบินในกลุ่มมากขึ้น รวมถึงยังจะมีการจัดให้มีโปรแกรมสะสมไมล์เดินทางร่วมกัน เพื่อขยายฐานลูกค้าเพิ่มขึ้น


นายยงยุทธ ยังกล่าวต่อว่า สำหรับการดำเนินธุรกิจของคาเธ่ย์ แปซิฟิก ขณะนี้สายการบินได้จัดแพ็คเกจกระตุ้นตลาดใน 3 รายการ ได้แก่"ฮ่องกงดิสนีส์แลนด์ ชุดที่ 3" ราคาเริ่มต้น 1.9 พันบาท (ตั๋วเครื่องบินไป-กลับ กรุงเทพฯ-ฮ่องกง บัตรผ่านประตูเข้าสวนสนุกดิสนีส์แลนด์ และห้องพักโรงแรม 2 คืน พร้อมบริการรถรับส่งสนามบิน) ตั้งแต่วันนี้จนถึง 31มี.ค.49 คาดว่าน่าจะมีผู้สนใจจองแพ็คเกจดังกล่าวไม่น้อยกว่า 1พันคน ส่วนแพ็คเกจที่สองเป็น"กีฬาแข่งม้าระดับโลกที่ฮ่องกง" วันที่ 7-11ธ.ค.นี้ ราคาเริ่มต้น 2.1 หมื่นบาท(ตั๋วเครื่องบินไป-กลับกรุงเทพฯ-ฮ่องกง ห้องพัก 2คืน บัตรเข้าชมพร้อมอาหารและเครื่องดื่มระหว่างชมการแข่งม้า)และแพ็คเกจ "ฮ่องกงซูเปอร์ซิตี้" (ตั๋วเครื่องบินไป-กลับ กรุงเทพฯ-ฮ่องกง ห้องพักโรงแรม 2คืน พร้อมรับรับ-ส่ง)ราคาเริ่มต้น 1.3หมื่นบาท


นอกจากนี้ในช่วงปลายปีนี้คาเธ่ย์ แปซิฟิก ยังมีแผนจะเปิดจุดบินใหม่อีก 4 เส้นทาง ได้แก่ ฮ่องกง-ลอนดอน ด้วยความถี่ 4 เที่ยวบินต่อวัน และเส้นทางกรุงเทพฯ-ปักกิ่ง 4 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ ส่วนปีหน้าจะเปิดเส้นทางบินกรุงเทพฯ-เซี๊ยะเหมิน และฮ่องกง-มอสโก-แมนเชสเตอร์

จี้เปิดตัวเลขค่าบริการสุวรรณภูมิ

ผู้จัดการรายวัน 16 พฤศจิกายน 2548 10:56 น.


ผู้จัดการรายวัน-ปชป.เปิดปมปัญหาสุวรรณภูมิหมดสิทธิ์เป็นศูนย์กลางการบิน เผยสายการบินหวั่นค่าบริการสูงกว่าสนามบินอื่นเพราะต้องหารายได้ให้คุ้มกับการลงทุน แถมศักยภาพรองรับเครื่องบินขนาดใหญ่ยังด้อยกว่าสิงคโปร์ฮ่องกง อีก ขณะที่เสป็กซีทีเอ็กซ์มีปัญหา

นายเกียรติ สิทธีอมร ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาธิปัตย์ ประธานคณะทำงานติดตามความคืบหน้าโครงการก่อสร้างสนามบินสุวรรณภูมิ ของวิปฝ่ายค้าน เปิดเผยว่า หลังจากตรวจสอบโครงการก่อสร้างสนามบินสุวรรณภูมินอกจากพบปัญหาการติดตั้งเครื่องตรวจสอบวัตถุระเบิด ซีทีเอ็กซ์ 9000 จำนวน 26 เครื่อง ซึ่งพบว่ามีสนามบินหลายแห่งที่ติดตั้งแล้วพบปัญหา คือ เครื่องไม่สามารถทำงานได้ตามเสป็ก แล้ว เรื่องที่น่าเป็นห่วงคือศักยภาพการแข่งขันของสนามบินสุวรรณภูมิกับสนามบินอื่น และทำให้ไม่สามารถเป็นศูนย์กลางการบินในภูมิภาคได้

เนื่องจากปัจจุบันค่าใช้จ่ายของสายการบินที่ใช้ สนามบินดอนเมืองสูงกว่าประเทศอื่นถึง 20 % อยู่แล้ว โดยในขณะนี้ผู้ประกอบการสายการบินได้สอบถามไปยังผู้บริหารสุวรรณภูมิถึงการกำหนดอัตราค่าบริการของสนามบิน เพื่อวางแผน แต่ยังไม่ได้รับคำตอบ ทำให้เชื่อว่าสนามบินสุวรรณภูมิจะคิดค่าบริการพิเศษสูงกว่าสนามบินอื่น เพราะค่าเช่าจากพื้นที่ในสนามบินถือเป็นรายได้ส่วนใหญ่ของสนามบิน ในขณะที่สนามบินสุวรรณภูมิมีพื้นที่บริการน้อยกว่าฮ่องกงและสิงคโปร์ถึง 40 % จึงเป็นไปได้ว่าจะคิดค่าบริการเพิ่มในส่วนที่บริการให้สายการบิน

นอกจากนี้ยังพบปัญหาการรองรับเครื่องบินในอนาคตท